ผู้เขียน หัวข้อ: สหัสโยนี  (อ่าน 6059 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

alexiz

  • บุคคลทั่วไป
สหัสโยนี
« เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 01:31:15 pm »

.
.
.
.

ในอดีตกาลอันไกลโพ้น กาลครั้งนั้นเทพเจ้า เทวดา ฤาษี หมู่มาร มนุษย์ คนธรรพ์ ล้วนดำรงอยู่ปนเป เสเพลพอๆกัน
โลกมนุษย์มีมหาฤาษีรูปหนึ่งกำเนิดขึ้นนามว่า โคตมะ ท่านมีตบะบารมีระดับพรีเมี่ยม เนื่องจากบำเพ็ญเพียรมาด้วยเวลาช้านาน
บุคลิคของท่านมีลักษณะของเอกบุรุษ นั่นคือความสุภาพเฉลียวฉลาดคมคายและสุขุม อายุอานามของท่านนั้นไม่มีใครรู้ชัด
แต่ว่ากันว่าอาจยืนยาวจนเป็นนิรันดร์ ใบหน้าของท่านสง่าผ่าเผย โครงหน้าเหมือนกษัตริยวงศ์ ตาคมวาวจมูกเป็นสันจรดหว่างคิ้ว
หนวดเคราสีดอกเลาคลุมครึ้มพองามตามแบบโยคี ท่านนุ่งห่มหนังเสือที่เจ้าตัวสัตว์ร้ายเองนั้นถลกมาให้กับมือ
จิตใจของท่านกระจ่างใสดั่งน้ำค้างในตอนย่ำรุ่ง เพราะในทุกขณะจิตตัวท่านมุ่งแต่ภาวนา

โคตมะดาบสท่านอาศัยอยู่ ณ ป่ามหาวัน ที่ซึ่งเป็นพรหมแดนติดต่อยังวิมานฉิมพลี บรรยากาศภายในป่านั้นเงียบสงบร่มรื่น
มีสายลมเอื่อยๆพัดอยู่ตลอดเวลา ทว่าด้วยความเหงาวิเวกในพนากว้างและความอ้างว้างในดวงจิต
ทำให้ท่านบังเกิดความกลัดกลุ้มรุ่มร้อนดั่งไฟสุม นึกอยากจะมีเพื่อนเพื่อคลายเหงา แหละอยากจะมีสาวไว้ข้างกาย
เพื่อปรนนิบัติ พัดวี จู๋จี๋ จุ๋งจิ๋ง คิดได้ดังนั้น ท่านก็นั่งสมาธิบริกรรมคาถา โอมอ่านมหามนตร์โคตรพิศดารขนาดฟ้าดินยังสะท้านสะทกสะเทือน
เวลาเคลื่อนคล้อยถอยเลื่อนขยับเขยื้อนผ่านไปเก้าราตรี ก็ปรากฎเสียงอึงมี่อึกทึกราวพลุตะไลไฟพะเนียงถูกจุดฉลอง
พร้อมทั้งเสียงโห่ร้องขึ้นสามครั้งสามครา บังเกิดกลิ่นหอมตลบอบฟุ้ง ดั่งข้าวทิพย์มธุปายาสยามกวนเสร็จใหม่ๆ ผสมกับกลิ่นของดอกปทุมสดแลเกษรดอกไม้ป่า
จากนั้นค่อยๆระเหิดกำเนิดเป็นกลิ่นไอแห่งสตรีเพศ ทั้งหอมเจือฉุน คึกคักพิลึกพิเรนทร์ ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฎร่างเปลือยเปล่าหมอบอยู่แทบเท้าฤาษี

นางเงยตัวขึ้นช้าเชือนเกล้ามวยผมอย่างงามสง่า แฝงลีลากรีดกรายดั่งหงษ์ทองในหิมพานต์ ท่านฤาษีเบิกตาขึ้น ถอนดวงจิตจากกษิณและหยุดปากจากมหามนต์
เพ่งจ้องมองนางตั้งแต่บนจรดล่าง เป็นสาวสวยผุดผ่องที่เบื้องหน้า นางนั้นงามหนักหนาแทบว่าบาดตากรีดหัวใจ หน้าตาจิ้มลิ้มหมดจด หุ่นห้องหรือก็งามงด
น่าอุ้มแล้วยกซดเสียนี่กระไร เส้นผมของนางดำขลับอย่างขนนกกาน้ำ ดวงตาฉายแววใสซื่อดั่งเนื้อทราย เรียวคิ้วโค้งดั่งคันศรพระราม จมูกของนางเป็นสันสง่าดังพญาราชสีห์

แก้มนางแดงระเรื่อเห็นเลือดฝาด ปากของนางสีชาดอวบอิ่ม ราวกักเก็บรสปรารถนาของชายทั้งโลก คอนางยาวระหงดั่งกินรี หากพินิจจะเห็นไรขนสีทองแผ่วพริ้ว
สีผิวของนางขาวผ่องนวลเนียน ใหล่ของนางดั่งราชินี ดูแข็งแรงทว่าอ่อนโยน ถันของนางขนาดน้ำเต้ากลมกลึง ปลายยอดเชิดเปล่งสีระเรื่อ
หน้าท้องและเอวคอดกิ่วสมส่วนพอดิบพอดี แพรไหมธรรมชาติของนางเป็นปุยดำละเอียด หย่อมขนปกคลุมเนินเนื้อแห่งสตรีเป็นรูปสามเหลี่ยม
ขาอ่อน ท่อนขา และปลีน่องของนาง ก็ยาวเรียวขาวผ่องดั่งท่อนงาพญาไอยเรศ จอมฤาษียิ้มอย่างพอใจ ตรงเข้าลูบคลำบีบจับเนื้อตัว พลางเอื้อนเอ่ยวจี
"ข้าขอตั้งชื่อให้เจ้าว่า อหลยา นางผู้งามสมบูรณ์พร้อม"
หญิงสาววัยกำดัดที่เพิ่งถือกำเนิด น้ำตาคลอหน่วย ก้มลงกราบแทบบาทพระดาบส
"ขอบพระคุณท่านเจ้าค่ะ ที่ได้มอบชีวิตให้ข้า"
ท่านจอมพรตลุกขึ้นอย่างแข็งขัน เอาสองมือช้อนอุ้มนางเข้าอาศรมไป
.
.
.
.

ภายในห้องหับนั้นอบอวลด้วยกลิ่นกำยานแลดอกไม้แห้ง ให้ความรู้สึกเงียบวังเวงลึกล้ำราวตัดขาดจากโลกภายนอก
โคตมะวางนางลงบนตั่งเตียงซึ่งทำจากไม้ไผ่เรียบง่าย ท่านจ้องมองนางสายตาประสานกันไร้ถ้อยคำ บรรจงลูบไล้เส้นผมแผ่วเบา ก่อนก้มลงจุมพิตที่พวงแก้ม ใบหน้า ลำคอ
แล้วค้างคาเนิ่นนานตรงริมฝีปากของเทพีวัยแรกสาวที่สั่นระริกเร่า แม้นางเพิ่งถือกำเนิดทว่าก็เปี่ยมไปด้วยสัญชาติญาน เฉกเช่นคนทั่วไปรับรู้ได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้น
คือนาฎกรรมของความรักความใคร่ซึ่งนางก็ยินยอมพร้อมใจ ด้วยรักและกตัญญุตาต่อสามีในอนาคต ตอนนี้ราวกับทั้งสองกำลังกลืนกินซึ่งกันและกัน ชิวหาแตะสัมผัสไล้รัดพัวพันดูดดื่ม
มือหยาบกร้านนั้นเลื้อยลูบไปทั่วแผ่นหลังจนถึงองค์เอว เนื้อนางนุ่มนิ่มขาวเนียนบางส่วนนั้นเปล่งแดงระเรื่อ สองเต้าของนางกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้น
โคตมะก็ตะโบมบีบนวดคลึงอย่างแผ่วเบา มันยุบหยุ่นตามแรงทว่าแข็งคัดเต่งตึงเนื่องไม่เคยผ่านมือใคร ปลายยอดนั้นเป็นไตเล็กสีระเรื่อเรือง

อหลยาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมันถูกสัมผัส พลันรู้สึกแปลกประหลาดแล่นเข้าหัวอก ทว่าความรู้สึกนั้นกลับให้ความสุขเร้นลับ ท่านดาบสละปากจากจุมพิตพลางก้มลงหอมดอมดมที่ถันทิพย์
จากนั้นลากนาสิกผ่านกลางร่องอกสูดกลิ่นหอม แล้วค่อยเลื่อนปากมาสัมผัสกับทับทิมยอดถัน พลันนั้นท่านโลมเลียแผ่วเบา และกลับกลายเปลี่ยนเป็นดูดดุนสลับกัน
สาวน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดนั้นทั่วสรรพางค์กายเกร็งแกร่งกลั้นหายใจ ใบหน้าแดงก่ำ ด้วยความเสียวสยิวสุดจะหยั่ง นี่หรือความรู้สึกของมนุษย์ ร่างกายนางกระตุ้นตอบด้วยธารรักที่ไหลรินโดยไม่รู้ตัว
จนเ่อ่อล้นเกษรสวาทกลายเป็นเมือกใสวาวอยู่ทั่วประตูสวรรค์ ท่านจอมพรตใช้มือข้างหนึ่งบีบจับลูบคลึงเนินเนื้อ ซึ่งคลุมด้วยแพรละเอียดสีดำด้วยความคะนองระคนเอ็นดู
พลางลากนิ้วตัดแตะวางกลางกลีบแก้ว แล้วถูไปมาแผ่วเบาจนมือท่านเปียกชื้น จากนั้นท่านสอดนิ้วเข้าไปด้วยความซุกซน ช่องนั้นน้อยนิดคับแคบเนื่องไม่เคยถูกบุกรุก
สาวน้อยวัยกำดัดหลับตาปี๋เกร็งขาแน่น หัวใจหวิวๆคล้ายใกล้ตายเห็นแดนสวรรค์ลิบๆ ทว่าท่านยังไม่หยุด กลับย่ามใจค่อยๆสอดซอนดัชนีเข้าออกราวสำรวจ จนธารสวรรค์หลั่งใหลเจิ่งนอง

กลิ่นคาวรักกรุ่นกระพือระอุ อารมณ์สวาทนั้นพลุ่งพล่านราวพายุลูกมหึมาที่พร้อมจะพัดพังบ้านเรือน จอมฤาษีประกบริมฝีปากกับนางอีกคราราวให้กำลังใจ
ก่อนจะปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่มจนเหลือแต่ความเปลือยเปล่า ร่างกายของท่านนั้นไม่ได้ผอมเกร็งกลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ หลังใหล่ก็แผ่กว้างราวนักรบ
ความเป็นชายของท่านองอาจผงาดคึกดุจพญานาคราช มีเศียรเดียวทว่ากลับยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม สีนั้นเข้มคล้ำลำตัวยาวพ่วงพีแข็งแรง มีเส้นโลหิตปูดโปนเนื่องด้วยพองโตสุดกำลัง
ดังพญาราชสีห์ที่พร้อมจะขยี้มฤคีตัวน้อย อหลยามองด้วยใจระทึกตึกตัก ท่านเยื้องย่างราวราชาแล้วคุกเข่าแทบเท้านาง จากนั้นค้อมตัวกอดก่าย พลางก้มลงกดสิ่งนั้นไปที่ปากโพรงสวรรค์ของนาง
ซึ่งสองกลีบทองปิดมิดชิดกั้นผู้ใดรุกล้ำ มีเพียงร่องรูน้อยๆที่ได้ผจญเมื่อครู่ ท่านไถถูน้ำวาวคาวอิตถีจนเลื่อมลื่นมันปลาบ ก่อนจะค่อยๆกดแผ่วเบา จนส่วนหัวของนาคเขื่องแหวกธรณีทีละนิดทีละนิด
สาวน้อยไร้เดียงสาผู้ถูกสร้างด้วยมนตร์วิเศษ ร้องออกมาด้วยความตระหนก นัยน์ตาเว้าวอนราวเจ็บปวดทว่ายินดี จอมฤาษีออกแรงเพิ่มกระถดเอวเข้าไปอีกจนนางสะดุ้ง

พลางหยุดค้างให้ร่องรักนั้นขยับขยายตัว จากนั้นท่านยุรยาตรต่อ ทว่าได้แค่ส่วนหัวเท่า่นั้นเนื่องด้วยคับแน่น จึงก้มลงจุมพิตดูดดื่มอีกครั้งให้เคลิบเคลิ้ม แล้วออกแรงพุ่งลำเรือให้ทะยานทีละนิด
สำเภาสวาทค่อยๆคืบคลานแหวกม่านพรมจรรย์ของนาง เสียงจากภายในกายลั่นดังกึดปึดจนสัมผัสได้ เลือดสาวนั้นหลั่งใหลอาบทั่วทวนทองเล็กน้อย ท่านยังคงอัดยัดเข้าไปอีกทีละนิด
จนมันถูกกลืนกินเข้าไปจนหมดมิด ท่านหยุดพักไว้พลางบีบคลึงเต้าตึงของนาง พลันก้มลงดูดดุนหมุนชิวหาสะบัดลัดไล่ จากนั้นถอยทวนออก ก่อนจะกระถดเข้าไปใหม่
ท่านขยับบั้นเป็นจัวหวะรักทำนองใคร่ อย่างทะนุถนอม ส่วนภรรยาวัยแรกสาวนั้น เอามือรัดที่หลังของท่านพลางเกร็งจิกแน่น ด้วยความกระสันเสียวทุกการเคลื่อนไหว
เมื่อนั้นท่านก็กระแทกกระทั้น จนร่างกายกระเทือน หักโหมจู่โจมราวม้าป่าควบตะบึง ภายในห้องบังเกิดเสียงธรรมชาติเป็นคีตกาม ซึ่งเกิดจากเนื้อกระทบหนั่น หนั่นกระทบเนื้อ
เอ้อระเหยเป็นทำนองรัญจวนทว่าชัดเจน ครานั้นเอกบุรุษและอหลยาดูเหมือนจะเข้าใกล้ฝั่งฝัน ถึงสวรรค์ปลายอารมณ์ ใกล้สุขสมในวิมาน นางครวญเสียงดังขึ้นไม่เป็นภาษาและไร้ความหมาย

ท่านเพียรพรตก็สุดจะอดกลั้น จึงเร่งลีลาสาดใส่หนุนเนื่องราวคลื่นลมของทะเลบ้าคลั่ง จู่โจมโหมทะลวงเนิ่นนานหนักหน่วง จนถึงบทสุดท้ายท่านก็กระทั้นกระแทกสุดแรงจนตัวโยน
ฝังกระบอกทวนจนมิดโคน พุ่งกระฉูดอารมณ์รักกระฉอกกระชั้น เข้าสู่ภายในโพรงสวรรค์จนเอ่อท้นออกมา จากนั้นท่านก็ทาบทับตัวนางพลางประสานริมฝีปากแผ่วเบา รสนั้นหวานจางเหมือนชานอ้อย
ภรรยาสาววัยกำดัดน้ำตานองหน้าด้วยความสุขสุดจะกลั้น กลีบทองกระหมิบตอดรัดรอบลำมิอาจควบคุม จอมฤาษีหอบเหนื่อยทว่าอมยิ้มด้วยความปรีเปรม หัวสมองโล่งโปร่งนิมิตร
แล้วทั้งคู่ก็หลับไปโดยซุกซุนกอดเกยอย่างหมดเรี่ยวแรง ในจิตใจต่างหลงใหลซึ่งกันและกัน


.
.
.
.
.

จะกล่าวถึงองค์อัมรินทร์ ท่านชอบกิน ดื่ม เที่ยว เป็นเทวดาชั้นหัวหน้า หรือ เทวาธิบดีผู้ยิ่งยง องค์ท่านนั้นเอี่ยมอ่องผ่องใส
ผิวกายเปล่งรัศมีมรกตสีสดเขียว ใบหน้าหรือก็คมคำ ขนาดโดมปกรณ์ ลำ ยังทำอะไรมิได้ กิจธุระคือปกครองเหล่าเทวดาในเฮฟเว่นซิตี้
ยามว่างท่านก็ไล่ปี้นางฟ้าิ ครั้นเหว่ว้าเพลาเย็นย่ำ ก็ร่ำดื่มสุราทิพย์ จิบสาโทสวรรค์ ก่อนจะฟันนางอัปสรอีกรอบ
มีอยู่วันหนึ่งขณะกำลังสำราญในการดวลน้ำจัณฑ์กับหมู่สหายเทวา ท่ีานก็เอ่ยวาจาด้วยอารมณ์ฉงนขึ้นว่า
"ข้าอยากจะรู้นักในสามโลกนี้ ใครหนองามงดหมดจดที่สุด"
ฝ่ายท่านเพื่อนเทวดาก็เลยตอบว่า "ณ บัดเดี๋ยวนี้นะเกลอเอ๋ย เห็นจะไม่มีใครเกินเลยแม่คนนี้ดอก"
"คนไหนเล่า มาตุลี ขอท่านบอกกล่าว"
"ก็แม่นางอหลยาไง ใครๆเขาก็ร่ำลือกัน นางนั้นงามผุดผาด น่ารักน่าฟัด น่าจัดวันละหลายเพลา" เสียงท่านพร่าสั่นยานคาง
"จริงเหรอเพื่อนเกลอ"
"จริงซีท่านอินทร์"
"แล้วนางเป็นใครล่ะ"
พระสหายผู้วิเศษจ่อโอษฐ์เข้ากับบ้องมหาเมา พลางสืดลมกลืนกินโอสถควันอันมีฤิทธิ์ จากนั้นระบายหมอกสีเทาออกเป็นสายยาวทางนาสิก
กลายเป็นรูปพญาครุฑต่อสู้อุตลุดกับพญานาค ก่อนจะพลันมลายหายไป
เมื่อชำเรืองเห็นเพื่อนออกอากัปร้อนรนสมใจ ท่านก็เปล่งวาจานัยน์ตาหยาดเยิ้มเปรมปรี

"ข้าจะขยายให้ฟัง นางน่ะถูกเสกสร้างจากฤาษีเฒ่านาม โคตมะ ผู้บำเพ็ญฌานมานานกว่าอายุของขุนเขา จนทรงอิทฤิทธิ์วิจิตรไพศาล
ผู้คนทั้งหลายต่างกราบกรานยอกร ยกให้ท่านเป็นโคตรบพิตรพิชิตอุดรโลกเชียวนา ท่านประเสริฐอย่างนี้ไงเล่า พอได้เสกเป่าสาวงามขึ้น
ก็เลยงามหยาดฟ้าหยดย้อย น่าสอยมาครอง แต่ว่าไม่มีใครกล้าหรอก เพราะท่านน่ะวาจาสิทธิ์นัก พูดแล้วเหมือนสาป
ลั่นออกมาเมื่อใดทุกสรรพสิ่งก็กลับกลายเป็นอย่างนั้น มิอาจต้านทานได้"

"บ๊ะ ฤาษีนี่ท่านแน่จริงเทียว หากมีเวลาข้าจักขอกราบกรานเยี่ยมเยียนถึงอาศรมสักครั้ง
เอ้า สาธกซะยืดยาว สหายทั้งหลายจงมา ชน ชน ชน"


***

ณ วิมานปราสาทแก้วยามค่ำคืน องค์อัมรินท่านบรรทมอยู่บนตั่งทองคำ ซึ่งปูลาดด้วยแพรผ้าลวดลายวิจิตรพิศดาร
ในห้องนั้นจัดแต่งอย่างวิลาศวิไล ฝาผนังนั้นเป็นลวดลายแกะสลักละเอียดอ่อน กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งกำเนิดสวรรค์
อากาศสดชื่นไหลรินแผ่วเบา อบปรุงด้วยกลิ่นหอมระรื่น มุมห้องนั้นประดับด้วยขนยูงทองและถ้วยโถจินดาส่องประกายวามวับ
ข้างกายจอมเทพขนาบด้วยนางฟ้าวัยแรกรุ่นเนื้อตัวล่อนจ้อน นอนสลบไสลด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนระโหยโรงแรง
จากกิจกรรมหฤหรรษ์เมื่อครู่ ทว่าองค์อินทรเทพนั้นกลับยกพระหัตถ์ขึ้นก่ายพระนลาฎ ครุ่นคิดคำนึงถึงใครบางคน

"ข้าอยากเห็นหน้านางนักเทียว จะสวยเลอเลิศขนาดไหน"

ท่านข่มตาหลับด้วยความกระส่ายกระสับ แล้วก็เข้าภวังนิทรารมณ์

.
.
.
.
.

เวลาผันผ่านไปแรมเดือน ณ ป่ามหาวันยามบ่าย สุริยะแสงส่องลอดทะลุกิ่งก้านใบบังของต้นไม้ขนาดมหึมา ที่ขึ้นปกคลุมเขียวขจีเหลือเพียงร่มรำไรตามพื้นดิน
เหล่าเห็ดป่าหญ้าปล้องขึ้นแทรกแทรมอยู่ทั่วบริเวณ บนคาคบและโคนต้นไม้ใหญ่ก็มีหมู่ดอกไม้นาๆชนิดส่งกลิ่นตลบอบอวน เชิญชวนเหล่าผึ้งภมรให้บินตอมกันหึ่งหั่ง
ผีเสื้อลายวิจิตรสีสันสดใส กรีดปีกกระพือพริ้วบินฉวัดเฉวียนไปมา บ้างหยุดลิ้มรสน้ำหวาน บ้างหยุดอยู่เฉยพักผ่อน เหล่าเก้งกวางมฤคาช้างแรดนั้นหากินกันตามอัธยาสัย
บ้างก็เข้าทึ้งถอนยอดอ่อน บางพวกก็ชวนกันนอนแช่ปลักไล่แมลงรบกวน ฝ่ายเจ้าอสรพิษแลภูติผี ก็พากันนอนสงบสลบไสลอยู่ในเงามืดที่แดดส่องไม่ถึง
รอคอยหากินในยามวิกาล ใจกลางป่านั้นเป็นดงไผ่สูงลิบลิ่ว ปล้องสีเขียวสดตรงแหนว ยอดเอนไหวลู่ตามแรงลมส่งเสียงครวญเอียดแอดเป็นคีตศิลป์แห่งพงไพร
ตามพื้นนั้นเต็มไปด้วยใบไผ่แห้ง บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย หากเงี่ยหูฟังจะได้ยินเสียงธารน้ำข้างๆกันที่หลั่งไหลรินระรื่น ราวหยอกเย้ากับก้อนหินและปูปลา

ติดกันนั้นเองมีอาศมหลังหนึ่งตั้งอยู่

.....ท่านฤาษีกำลังนอนเอกเขนกสบายใจ ฝ่ายอหลยาเจ้าก็บีบนวดเค้นกายคลายขบเมื่อยตามแข้งขาให้สามี
ประเดี๋ยวนางก็ป้อนผลไม้ ประเดี๋ยวก็ยกพัดมาปัดวีแมลง ท่านดาบสนั้นสำราญอารมณ์อย่างกับราชา
ฉับพลันนั้นเองก็เสียวแปลบในหัวอก ตกกะใจจนสะดุ้งฉุกคิดได้ว่า

"อันตัวกูนี้บำเพ็ญเพียรมาช้านาน เกิดอาเพศฉันใดเสือกได้เสกผู้หญิงขึ้นมาบำบัดตัวเอง หรือท้าวธาดาพรหมท่านเล่นตลกแกล้งทดลองจิต
จะว่าไปก็ดันเกิดรักใคร่นางขึ้นแล้ว ถ้ามัวเมาต่อไปคงมิอาจถอนตัวได้ ไม่ได้กาลซะแล้ว กูควรจะตัดใจออกบำเพ็ญเพียรดีกว่า"
ว่าดังนั้นแล้วท่านก็เจรจาพาทีกับเมียขวัญ

"เอ้อ...น้องนางเอ๊ย พี่น่ะเป็นฤาษีชีไพร สิ่งที่มุ่งหมายนั้นคือบำเพ็ญพรต ที่สร้างเจ้าขึ้นมานั้นก็หวังแก้เหงา เอาไว้พูดคุย
ทว่าเจ้านั้น ดียิ่งกว่าสตรีนางใดในโลกหล้า พี่มิอาจสะกดกลั้นข่มจิตเอาไว้ได้ และเหมือนจะลุ่มหลงเจ้าจนกลัวว่า
มิอาจจะกลับไปภาวนาถือศีลได้อย่างเมื่อครั้งก่อน พี่ว่าพี่ทำไม่ใคร่จะถูกนักนะ"

"ท่านพี่โคตมะ ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ"
"อันตัวน้องนี้พี่นั้นสร้างมา อย่างไรเสียก็ต้องปรนบัติรับใช้พี่อยู่แล้ว ขออย่าได้คิดเป็นอื่นให้กลุ้มดวงจิต" กานดาส่งเสียงละห้อย

" พี่คิดว่าอยากจะกลับไปบำเพ็ญเพียร สักระยะเพื่อบรรลุสัมโพธิญาน ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วเหมือนแต่ก่อน
ชั่วไม่นานนักหรอก แล้วก็จะกลับมาหาเจ้าใหม่ อันจะดับสูญเจ้านั้นพี่ก็ทำมิได้ ด้วยรักแลสงสาร
พี่จะให้เจ้าทนอยู่คนเดียวคอยพี่สักพักได้หรือไม่ แล้วพี่จะรีบกลับมา" จอมพรตกล่าวอย่างหนักใจ

"ท่านพี่ น้องไม่อยากอยู่คนเดียว น้องนี้เกรงกลัวภูติผีปิศาจอยู่ตัวคนเดียวจะอยู่ได้อย่างไรกัน" ภรรยาวัยแรกรุ่นสะอื้นไห้น่าเวทนา
"น้องเอ๋ย พี่ไปไม่นานหรอกนะ อาศรมนี้พี่จะกั้นไว้ด้วยฤิทธี ภูตผีเข้าใกล้ไม่ได้ ข้าวปลาอาหารนั้นก็จะบรรดาลให้เจ้าไว้
พี่จะรีบกลับมาหาเจ้านะ "

นางผวากอดสามีร้องไห้ โคตรมะดาบสได้แต่ทอดถอนใจและปลุกปลอบนาง ให้สัญญามั่นเหมาะว่าจะรีบกลับมา
คืนนั้นทั้งสองนอนเคียงกันเป็นวันสุดท้าย

.
.
.
.

โคตมะดาบสท่านไปตั้งแต่ตอนย่ำรุ่ง ร่ำราสั่งเสียกันปานใจจะขาด อหลยาร่ำไห้พิรี้พิไร ฝ่ายสามีนางก็เวทนาสงสาร ทว่าหักห้ามใจแข็งขืนอดทน
นางมองท่านเดินลับเหลี่ยมเขาด้วยนัยน์ตาโหยละห้อย จิตใจสั่นไหวสะท้านหัวอกเจียนลมจับ หลังจากนั้นจึงประคองร่างตัวเองกลับมาที่อาศรม
นั่งจับเจ่าเศร้าสร้อยอาลัยอาวรณ์ เสียงชะนีบ่างค่างร้องเรียกคู่ปลิวมาตามลม ฟังไปฟังมาคล้ายเสียงภูติผีครวญออกมาอย่างเหว่ว้า

"อหลยาเอย เจ้าจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อพลบค่ำเย็นย่ำมาเยือน ตัวคนเดียวกลางป่าเปลี่ยวหากปีศาจยักษาไพรพณาบุกเข้ามาจะทำฉันใด
อหลยาเอย เกิดมาได้ไม่นานก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเจ้าจะเกิดมาเพื่ออะไร"
นางถามตัวเองพลาดทอดถอนใจ อดกลั้นสะอื้นฝืนสติ นึกถึงสามี
"ท่านพี่ฤาษีอันเป็นที่รักของเราหนอ เราจะอยู่เพื่อรอคอยท่าน รอวันที่ท่านกลับมาจะได้อยู่ร่วมกัน ตัวเรานี้ขออยู่กับท่านจนวันตาย"

นางคิดถึงผัวรักขึ้นจับใจแล้วก็หลับฟุบลงไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยามเย็นสุริยันคล้อยต่ำลง กำลังจะเลือนหายไปทางทิศตะวันตก
นางก็พลันตื่นขึ้นมาด้วยใจสั่นสะท้าน ค่ำแล้วรึ จะทำฉันใดดี นางรีบเข้ากระท่อมทับ หับหน้าต่างลง ใจก็รำพึงถึงสามีขึ้นมาอีก
เบื้องนอกนั้นทั้งป่าเงียบสนิทวังเวง นานๆครั้งจึงจะมีแว่วเสียงคำรามของพญาราชสีห์จากเขาลูกไกลออกไป มากระทบโสต
เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งปรากฏเมฆดำทะมึนตั้งเค้าเหนือป่าใหญ่ ชั่วเวลาไม่นานสายฝนก็โปรยลงมาแผ่วเบาเปาะเแปะอ่อนโยน

จากนั้นมันสาดซู่มาห่าใหญ่อย่างบ้าคลั่ง เสียงครืนครันเปรี้ยงปร้างปานโลกจะแตกฟ้าทะลาย อหลยานั่งกอดเข่าในอาศรม จิตใจนึกกลัวไปต่างๆนาๆ
พอตกดึกสงัดฝนหยุดลงอากาศเย็นยะเยียบจนเนื้อสะท้าน จันทรามืดมิดราวถูกราหูกลืนกิน สิ่งต่างๆในป่าเริ่มเคลื่อนไหว
อสรพิษเลื้อยแกรกกรากหาเหยื่อในพงหญ้า เสียงของสุนัขป่าที่หอนรับกันเป็นทอดโดยไม่มีเหตุมีผล เสียงกระพือปีกของนกยักษ์ที่บินผันผ่าน
เหล่าดอกไม้กลางคืนนั้นส่งกลิ่นแรงฉุน หิ่งห้อยและแมลงบินทั้งหลายก็มาชุมนุมเกาะกลุ่มกันตามกิ่งไม้ จนราวป่านั้นพราวไสวเรืองรอง
ทั้นใดนั้นมีเสียงย่ำเท้าของใครคนหนึ่งเหยียบย่างมาที่อาศรม อหลยาเงี่ยหูฟัง ตอนแรกนางคิดว่าเป็นสัตว์ทั่วไป ทว่าเสียงนั้นสม่ำเสมอเป็นจังหวะ
แต่ละก้าวน่าจะมาจากสองเท้า ใจหนึ่งนั้นคิดไปถึงภูติผี แต่ก็นึกได้ว่าสามีผู้มีฤิทธ์ของนาง ได้ร่ายพระเวทย์ป้องกันภัยไว้ให้แล้ว

ต่อให้ผู้มาจากยมโลกยังมิอาจล่วงล้ำเข้ามาได้ หรือจะเป็นยักษาใจชั่วคิดลอบเข้ามาลวนลามทำร้ายนาง หรือที่แท้เป็นโคตมะดาบสกลับมาหาเพราะห่วงหาอาทร
หลายสิ่งอย่างผสมปนเปกันในห้วงความคิด ทว่ายิ่งเสียงย่างก้าวนั้นใกล้เข้ามาใจนางยิ่งระทึก หากมิใช่อย่างที่คิดนางจะทำเช่นไร นางคงกลั้นใจตาย
หรือตกใจจนตาย เสียงนั้นก้าวเข้ามาเรื่อยจนเกือบจะถึงอาศรม นางจึงร้องเรียกออกไป
"พี่ฤาษีหรือจ๊ะ" "พี่กลับมาแล้วหรือ"

ภายนอกนั้นไม่มีเสียงขานรับทุกอย่างนิ่งสนิท จากนั้นเจ้าของเสียงยังคงก้าวเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงหน้าอาศรม หยุดนิ่งราวกับรอคอยให้นางเปิดประตู
ภายในห้องนั้นอหลยาหวาดหวั่นคิดว่าเป็นภูติผีหรือไม่ก็ยักษาแน่แล้ว จะทำเช่นใดดี นางกลั้นหายใจนั่งนิ่งไม่ขยับตัว เงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหว
"นี่ตัวพี่เองน้องเอ๋ย พี่กลับมาหาเจ้าแล้ว"

นางตะลึงพรึงเพริดระคนยินดี ถึงกับน้ำตานองกระโจนขึ้นไปเปิดรับ
"ท่านพี่กลับมาหาน้องแล้วหรือจ๊ะ น้องนี้คิดถึงใจแทบขาด หวาดกลัวภูติผีแทบแย่" นางสะอื้นพลางโผเข้ากอดดาบส
ฝ่ายฤาษีนั้นแวบตาหนึ่งตื่นตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะประคองนางมาที่ตั่งเตียงพลางกอดนางแน่น พลางเอ่ยขึ้นมาว่า
"พี่นี้ทนคิดถึงเจ้าไม่ไหวใจจะขาดลงแล้วเหมือนกัน จึงได้รีบกลับมาดูแลเจ้า แต่ว่าพรุ่งนี้เช้านั้นก็จะต้องออกไปบำเพ็ญภาวนาเหมือนเดิม"

ฝ่ายอหลยาก็กอดท่านแน่นเอาหัวซบอกไม่พูดไม่จา ท่านโคตมะก็สงบปาก ก้มลงจุมพิตสูดหอมดอมดมทั่วใบหน้านาง
พรางซุกไซ้ซอกซอนไปทั่วลำคอ นางนั้นครางฮืออ่อนระทด อยู่ในอ้อมแขนของสามีด้วยความหลงไหลสเน่หา
ผ้าแพรนางนั้นถูกถกถลกและถอดออก จากนั้นท่านดาบสก็รุกไล่ราวไฟป่าโหมกระพือ
ท่านดอมดมชมชื่นที่ซอกถันพลางจูบดูดดุนปลายยอดราวโหยหิว สองมือท่านก่ายกอดรัดรึงจนนางแทบแตกสลาย
จากนั้นเกาะกุมสองเต้าพลางเคล้าคลึงเค้น ส่วนริมฝีปากนั้นประกบจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ชิวหาเกี่ยวกระหวัดอ่อนโยนดูดกลืนซึ่งกันละกัน
โคตมะนั้นบีบคลึงเคล้นไปทั่วเรือนร่างนางราวสำรวจและจดจำ บัดนี้ทั้งสองร่างกายเปลือยเปล่า บดทับกันกลิ้งไปมาบนเตียงราวคู่นาคราช

อหลยาครางในลำคออืออาสะท้านอารมณ์ ฝ่ายสามีนางก็ย้ายโอฐลงมาท้องน้อย พลางแลบลิ้นออกมาโลมเลียไปทั่วบริเวณ บัดนี้นางตัวสั่นเร่าๆปานว่าใจจะขาด
จากนั้นท่านเลื่อนลงต่ำแล้วฝังหน้าลงกับพรมสีดำ ดอมดมกลิ่นอับอันระอุ พลางลากลิ้นซุกซนเปะปะไปทั่วบริเวณ เมื่อพบจุดสำคัญที่มีธารสวรรค์ไหลนอง
ท่านก็บรรจงดูดกลืนพลางลากลิ้นเแฉลบโลมเลียปาดป่ายไปมา บ้างขึ้นลงถี่ยิบ บ้างหมุนวนส่วนปลายยอดมณีของนาง ภรรยาวัยแรกสาวนั้นร่างเกร็งกระตุก
นัยน์ตาพร่าพราว สมองอึงอลเห็นภาพทิพยวิมาน ฝ่ายจอมพรตยังไม่หยุดแค่นั้น เอาสองมือช้อนก้นกอยกลมกลึงที่ส่ายแอ่นอรชร
แล้วประกบปากเข้ากับกลีบผกาสีระเรื่อพลางพุ่งลิ้นควงวนราวพายุ จนนางดิ้นพล่านกดหัวท่านจนใบหน้าเประเลอะ กลิ่นคาวหวานแฉล้มนั้นฟุ้งอวล
ท่านฤาษีชันกายขึ้นพลางจ่อความองอาจแห่งชายชาญ เข้ากับความหอมหวานของอิสตรี จากนั้นท่านกระถดเอวเข้าช้าๆ
หน่อเนื้อเคลื่อนเข้ากลีบปทุมจนปริปลิ้น มันค่อยๆกลืนกินเข้าไปจนหมด พลางบีบตัวรัดราวโอบกอด

โคตมะถลำเข้าไปจนหมดสิ้นพลางโผปากประกบนาง จากนั้นท่านถอนบั้นเอวพลางสอดส่ายกระชั้นเข้า เทพีวัยกำดัดนั้นกอดท่านแน่น
สะโพกไหวเอนตามแรงกด หน้านางแดงก่ำหลับตาปี๋กัดฟันกรอดๆ ท่านฤาษียังคงเดินหน้าอย่างช้าเชือน ท่านกระถดออกจนเกือบสุดแล้วพุ่งเข้าไปใหม่
หลังจากนั้นมันก็รัวเร็วราวปักษากระพือปีก ภายในอาศรมนั้นมีแต่เสียงมังสาเสียดสีน่าอัศจรรย์ ขณะหนึ่งท่านก็ให้นางหันหลังคุกเข่าโดยไม่คลายจากกัน
แล้วยกมือบีบกอดสะโพกนางพลางกระทุ้งแท่งกระบอกทวน จนภรรยาแสนสวยนั้นครวญครางเหมือนคนเสียจริต ฝ่านโคตมะก็ระบายเสียงออกมาไม่เป็นภาษามนุษย์
จากนั้นมันก็รุนแรงขึ้น จนร่างท่านเกร็งกระตุกบีบเนื้อนางเต็มกำมือ ความสุขพุ่งทะลักจนร้องครางออกมาอย่างเอมโอฐ แล้วท่านก็ค่อยๆฟุบร่างบนตัวนาง
พลางพลิกให้นางหงายอยู่บนอกแล้วกอดก่ายค้างคา อหลยานั้นใบหน้าแดงวาบวูบเนื้อตัวเกร็งหายใจหอบถี่ กลีบผกากระหมิบเต้นตุบ
ทุกอย่างนิ่งสนิทเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมกรีดใบไม้จากเบื้องนอก ทันใดนั้นนางก็ทำลายความเงียบขึ้นมาว่า

"ท่านเป็นใครกัน"
.
.
.
.
.

ผู้ถูกกล่าวถึงตะลึงงัน แล้วจึงเอ่ยวาจาอย่างไม่สะทกวิตกจิต

" เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าเราไม่ใช่สามีเจ้า"

" อันรูปร่างของท่านนั้นใช่แน่นอน ทว่ากลิ่นกายาหรือกิริยาเมื่อครู่ล้วนผิดแผกจากท่านพี่โคตมะของเรา
ข้านั้นพลันรู้สึกทว่ามิอาจขัดขืนจึงกลายเป็นหญิงต่ำช้าสองผัว
ประเดี๋ยวข้าจะฆ่าตัวตายให้วายชีวา แต่ก่อนนั้นข้าอยากจะรู้ว่าได้สมสู่กับผู้ใด"

" เราคืออินทรเทพ ผู้เป็นใหญ่ในดาวดึงส์ เราได้ยินกิติศัพท์นางมาแต่ช้านาน ว่านางนั้นสวยเลิศเลอเหยียบสามภพ
จึงได้ลัดเลาะดั้นด้นมาด้วยความใค่รรู้ ทว่านางนั้น แค่เห็นแววตาก็ล้ำค่ากว่าที่เราคาดคิด เราลุ่มหลงและรักเจ้าในทันใด
เหมือนตกอยู่ในไฟสวาทและบ่วงกามจนมิอาจทอดถอน จึงออกอุบายแปลงกายมาในร่างฤาษีสวามีของเจ้า
หากได้ฝากรักสักคราแล้วจะจากจรโดยหักห้ามใจ ทว่าสิ่งที่ทำนั้นเลวแท้ หน้ามืดตามัว ขอให้นางโปรดอำภัย
อย่าฆ่าตัวตายเพราะความละอายเลย ความผิดนี้เราเป็นผู้ก่อ เราอยากให้นางเมตตา หลบลี้จากที่นี่ไปอยู่กับเราในวิมาน
เนื่องด้วยท่านโคตมะนั้น คงมิกลับมาแล้ว"

" ท่านหรือคืออินทรเทพ ไฉนจึงทำกับเราเช่นนี้ ท่านเป็นเทพเทวาผู้ยิ่งใหญ่
เรานั้นคือหญิงชาวป่าธรรมดา ท่านรักเราทำไมถึงทำลายชีวิตเราเสียป่นปี้ ไอ้การที่จะให้เราไปกับท่านก็ทำมิได้
เนื่องด้วยละอายใจยิ่งนัก หากสามีกลับมาอาจต่อว่าแช่งชัก และเรานั้นก็เทิดทูนบูชาสามีของเรา
เรื่องนี้เรามิอาจตัดสิน เรานั้นต้องการตายเพื่อจบปัญหา ขอท่านจงรีบไปเสีย "

"อหลยาเอยเจ้าช่างประเสิรฐยิ่งนัก ข้านี้เลวชาติมหาบรม ข้าไม่อยากให้เจ้าตายด้วยเวทนาแลเสียดายชีวิตแทน
ความผิดนี้เรารู้กันเพียงสองคน หากนางไม่พูดเราไม่พูดไฉนนเลยจะมีคนรู้ ข้าอยากจะดูแลเจ้าที่นี่ได้หรือไม่
จนกว่าสามีของเจ้าจะกลับมา ข้าจะเทียวมาดูส่งข้าวปลาอาหารแลพูดคุยกับเจ้าคลายเหงา เจ้าว่าดีไหม"

"สิ่งที่ท่านทำนั้นมันผิดวิสัยบุรุษ เรานั้นมีเจ้าของอยู่แล้ว ท่านทำอย่างนี้จะมีดีอะไร เราว่าท่านจงไปจากที่นี่เสีย และอย่าได้กลับมาอีกเลย
หากรักเราจริง ปล่อยให้เรามลายชีวิตเพื่อชดใช้ความผิด และปกปิดความลับอันอดสูนี้เถอะ" นางกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

"ทำไมเจ้าช่างดื้อดึงเช่นนี้ ข้าน่ะเป็นถึงจอมเทพในสวรรค์ แล้วตอนนี้ข้ารักเจ้า เจ้าควรจะโอนอ่อนผ่อนตามและยินยอมทุกอย่าง เพื่อความสุขของเจ้าเอง
หากสามีเจ้านั้นกลับมาเราจะจากจรทันที หรือหากใครนำเรื่องนี้ไปพูดเราก็จะตัดหัวมันซะ เรานั้นไม่ได้วางท่าเขื่องโข ทว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นเพราะรักและหลงไหล
เราใคร่ปรารถนาอยู่กับเจ้าดูแลเจ้าเท่านั้นเอง "

"ข้าไม่รู้จะพูดเช่นไรเพื่อให้ท่านไปจากที่นี่ งั้นก็สุดแล้วแต่เถอะ แต่หากคราวใดข้าทุกข์ใจเพราะเรื่องนี้ในหัวอก ข้าจะขอวายชีวาวาทตัดขาดจากโลกนี้"

นางร่ำไห้ใจจะขาด อินทรเทพนั้นก็โอบกอดปลอบโยน เวลาผันผ่านหลายเพลา ท่านจอมเทวาก็แวะเวียนมาได้มิเคยขาด อหลยานั้นตอนแรกก็เฉยเมย
พอถูกท้าวเธอปรนเปรอเข้าให้ก็ใจอ่อน ยินยอมพร้อมใจโดยพลัน ความซื่อสัตย์นั้นมลายสิ้นหรือเพียงความปรารถนาเพื่อฆ่าความว้าเหว่ นี่แหละหนา
สมญาโลกอุดรพิศดาร ทุกสรรพสิ่งยากแท้หยึ่งถึง ฝ่านท่านโคตะมะนั้นก็บำเพ็ญตบะอยู่ ณ เทือกเขาสุคัณเขต ซึ่งห่างไกลออกไปราวสามหมื่นโยชน์
ที่นั่นเป็นถ้ำศักสิทธิ์ไม่มีสิ่งใดรบกวน เงียบสงบราวเกษียรสาคร ในขณะที่ท่านกำลังเจริญสติ ก็เกิดอาการร้อนวูบในหัวอกราวไฟกลดเผาไหม้
ท่านจึงเพ่งจิตเข้าฌาณ ตรวจดูเรื่องราวโดยละเอียด พอรู้แน่แก่ใจ ว่าความบรรลัยมาเยือนท่านก็แทบสิ้นสติ จิตใจหดหู่ร้าวราน
โกรธเกรี้ยวด้วยเพลิงโทสะ ท่านลุกขึ้นยืนร่ายพระเวทย์แล้วก็หายวับมาที่ป่ามหาวันทันที

ใบหน้าท่านแดงก่ำราวพระอาทิตย์ ดวงตาท่านแข็งขึงบูดบึ้ง ก้าวสามขุมฉับๆมาที่อาศรมทันที ได้ยินเสียงจำนรรจาเจื้อยแจ้วหัวร่อต่อกระซิกข้างใน
อารมณ์ท่านราวไฟโหม โกรธาสุดกำลัง ท่านกระชากประตูออกด้วยฤิทธี หญิงโฉดชายชู้ตะลึงงัน
ภาพที่เห็นนั้นเป็นภรรยาของตัวเอง กำลังกอดรัดกับเทวดาผู้มีร่างกายสีเขียว ซึ่งแต่งองค์ทรงยศอย่างกษัตย์เรืองนาม
ท่านกระทืบบาทตวาดก้องในทันใด สำเนียงเสียงระคายโสตสนั่นหวั่นไหว

"หยุดนะเจ้าสองคน ทำบัดสีอัปปรีย์จัญไร เลวหาสิ่งใดเปรียบ องค์อัมรินทร์ท่านนั้นเป็นเทพชั้นผู้นำบนสวรรค์ ทำไมถึงทำตัวเหลวแหลกระยะตำบอนเช่นนี้้
นางนั้นหนาเป็นเมียของเรา เมื่อเราไม่อยู่ก็ยังคงเป็นเมียของเรา ท่านมาอุกอาจบุกรุกทำอย่างนี้ได้อย่างไร

อหลยานั้นตกตะลึงราวเห็นพญามัจจุราช หน้านางขาวซีดไร้เลือดราศี นางอ้าปากยังมิทันจะเอ่ย เพียงแค่มหาฤาษีถลึงตา
ร่างกายก็พลันสลายกลายเป็นเถ้าธุลีแล้วปลิวหายไปกับอากาศ ฝ่ายอินทรเทพนั้น อ้ำอึ้งตะกุกตะกัก กล่าวเพียง

" ข้าขอโทษ ข้านี้ผิดไปแล้ว ด้วยราคะจริตบังตา"

โคตมะดาบส จ้องมองดูท่านอยู่เนิ่นนาน จึงเปล่งวาจาอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ลดลง

"องค์อมรินทร์เอย ท่านน่ะลุ่มหลงเมามัวในกามกิเลศมากนัก จนเป็นที่เลื่องลือเราได้ยินมาช้านาน
จนได้ประสพพบเจอกับตัวเอง ทว่าสิ่งนี้คงเป็นวิบากกรรมสวรรค์บันดาล เรานั้นปวดร้าวระกำทรวงสุดบรรยาย
อหลยานั้นเราแสนรักหนักหนา แต่ทว่านางนั้นเปรียบเสมือนมายา กำเนิดจากกิเลศเช่นกัน เมื่อนางสูญสลายไปแล้วเราก็พลันคิดตก

ส่วนท่านนั้น ท่านก็ต้องได้รับกรรมโดยเรา เมื่อท่านลุ่มหลงในอิสตรีมากหลายเราก็ขอให้ท่านนั้น จงมีสัญลักษณ์แห่งอิตถีเพศ
ปรากฎทั่วสรรพางค์กาย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งที่ได้กระทำ "

เมื่อท่านฤาษีสิ้นกระแสความก็เิกิดสิ่งอัศจรรย์ ร่างกายท่านจอมเทพค่อยๆปริออกนับพันแห่ง ท่านร้องโอดครวญเสียงดังปานฟ้าผ่า สั่นสะเทือนทั่วโลกา
บังเกิดกลีบเนื้อผุดขึ้นสะพรึ่บพรั่งดั่งดอกเห็ดในหน้าฝน โยนีเนื้อปราศจากขนเหล่านั้นกระหมิบวืบๆ

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN