กวีคลับดอทคอม : สังคมดีๆ ของคนรัก กลอน
พฤศจิกายน 26, 2014, 11:01:51 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, อาคันตุกะกวีคลับ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก เพิ่มเว็บไซต์  

ข่าวประชาสัมพันธ์
ประกาศ
Global Moderator Comment สวัสดีครับ หากเพื่อนๆคนใด มีความสนใจในด้านการแต่งกลอน หรือ อยากลองแต่งกลอนร่วมสนุกกับเราดูบ้าง
ก็สามารถ สมัครสมาชิก เพื่อเข้าร่วมสนุก แต่งกลอนกับสมาชิกของเราได้ที่นี่ครับ
สมัครสมาชิก     
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
 
ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศพระแท่นดงรัง โดย นายมี  (อ่าน 7132 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 อาคันตุกะกวีคลับ กำลังดูหัวข้อนี้

ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า

ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม


*

คะแนนกลอน 180
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: หญิง
กระทู้: 6,441



Level 2 : Exp 13%
HP: 79.2%

คะแนนชื่นชม
ชื่นชมคนอื่น: 6508
ได้รับคำชม: 5149


« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2009, 12:27:38 pm »

advertisement
 

  นายมี หรือ เสมียนมี เป็นกวีสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ร่วมสมัยเดียวกับสุนทรภู่ มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๓๕๘ จนถึงในราว พ.ศ.๒๔๑๓-๑๔ เมื่อในวัยเยาว์ ได้เคยมาบวชเป็นสามเณร เพื่อเล่าเรียนอยู่ที่วัดพระเชตุพน เข้าใจว่า จะได้เคยพบกับสุนทรภู่ และน่าจะได้ฝากตัวเป็นศิษย ์เรียนวิชาแต่งกลอนมาบ้าง ลีลากลอนของนายมีจึงมีส่วนคล้ายสุนทรภู่อยู่มาก

    นายมีได้เข้ารับราชการเป็นนายอากรเมืองสุพรรณบุรี บรรดาศักดิ์ หมื่นพรหมสมพัตสร ต่อมาได้เลื่อนเป็น หลวงศุภมาตรา ย้ายไปรับราชการที่ จังหวัดชัยนาทบ้านเกิด และเสียชีวิตในตำแหน่งนี้

    นายมี มีผลงานนิราศที่เป็นที่รู้จัก ๔ เรื่องด้วยกัน คือ นิราศถลาง นิราศพระแท่นดงรัง นิราศเดือน และ นิราศสุพรรณ

    สำหรับนิราศพระแท่นดงรัง ที่นำมาให้ท่านได้อ่านนี้ เดิมทีเข้าใจกันว่า เป็นนิราศของ สุนทรภู่ เนื่องจากสำนวนกลอนคล้ายกันมา


นิราศพระแท่นดงรัง   
   
                                           นิราศรักหักใจอาลัยหวน
ไปพระแท่นดงรังตั้งแต่ครวญ               มิได้ชวนขวัญใจไปด้วยกัน
ด้วยอยู่ห่างต่างบ้านนานนานปะ            เหมือนเลยละลืมนุชสุดกระสันต์
แต่น้ำจิตคิดถึงทุกคืนวัน                     จะจากกันทั้งรักพะวักพะวนฯ

     ในปีวอกนักษัตรอัฐศก                  ชะตาตกต้องไปถึงไพรสณฑ์
ลงนาวาหน้าวัดพระเชตุพน                  พี่ทุกข์ทนถอนใจครรไลจร
เหลืออาลัยเหลียวหลังจะสั่งน้อง           เฝ้ามองมองมุ่งเขม้นไม่เห็นสมร
เห็นวัดโพธิ์โสภาสถาพร                     สง่างอนงามพริ้งทุกสิ่งอัน
โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง              ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์
แต่ตัวเรียมร้างนุชสุดรำพัน                  สักกี่วันจะได้คืนมาชื่นชม
ขอเชิญเทพรักษามารศรี                    อย่าให้มีอันตรายเท่าปลายผม
ถึงคนอื่นขืนแข่งมาแต่งลม                  ขออย่าให้ทรามชมนั้นยอมยินฯ

     พี่สั่งพลางโศกพลางมากลางน้ำ    ถึงหน้าตำหนักแพกระแสสินธุ์
เห็นนางในใสสดหมดมลทิน                ทำดีดดิ้นดัดจริตสะกิดกัน
พี่ชมโฉมนางงามเมื่อยามโศก              แสนวิโยคถึงนุชสุดกระสันต์
ทำเมินเฉยเลยลับไปฉับพลัน               พี่กลืนกลั้นอาลัยไว้ในทรวงฯ

     มาตะบึงถึงคลองบางกอกน้อย         ยิ่งเศร้าสร้อยเสียใจเป็นใหญ่หลวง
โทมนัสกลัดกลุ้มถึงพุ่มพ่วง                   จนเลยล่วงครรไลเข้าในคลอง
เห็นตลาดท้องน้ำประจำขาย                 บ้างแจวพายอึงอื้อมาซื้อของ
เห็นสาวสาวแม่ค้าน่าประคอง                พี่มองมองประตาน่าเอ็นดู
ชั่งงามเหมือนโฉมเฉลาเยาวยอด           ยังไม่ถอดกำไรใส่ตุ้มหู
น่าสงสารคอนพายมาขายพลู                 ถ้าได้อยู่กับพี่จะดีครัน
พี่จะได้ครอบครองเป็นสองฝ่าย              ไม่หน้าหน่ายแก้วตาจนอาสัญ
โอ้ว่าจิตคิดไปไม่ได้กัน                       รักเท่านั้นเถินอย่ารักเอานักเลยฯ

     ถึงวังหลังเป็นวังสงัดเงียบ               เย็นยะเยียบรักรานนิจาเอ๋ย
แต่ก่อนเปรื่องเรืองฟ้าสง่าเงย                 พระคุณเคยปกเกล้าชาวบูรี
สามพระองค์ทรงชำนาญในการศึก       ออกสะอึกราญรบไม่หลบหนี
แต่ครั้งพวกพม่ามาราวี                          พระต้อนตีแตกยับอัปรา
ทุกวันนี้มีแต่พระนามเปล่า                      พระผ่านเกล้านิพพานนานหนักหนา
เสียดายองค์พงศ์ขษัตริย์ขัติยา                 ชลนานองเนตรสังเวชวัง
แล้วหวนคิดถึงนุชยิ่งสุดหมอง                 พี่มิได้อยู่ครองเหมือนแต่หลัง
จะร่วงโรยแรมร้างเหมือนอย่างวัง             อนิจจังจากมายิ่งอาลัยฯ

     ถึงบ้านบุบุขันสนั่นก้อง                     เขาหลอมทองเทถ่ายละลายไหล
ทรวงพี่ร้อนเหมือนหนึ่งทองในทองไฟ         ทำกระไรร้อนเราจะเบาบางฯ

     ถึงวัดทองทองทาบอยู่ปลาบเปล่ง         พี่แลเล็งเนื้อทองยิ่งหมองหมาง
คิดไปถึงแหวนทองของน้องนาง                 เคยสำอางใส่อวดประกวดกัน
พี่เคยขอแหวนยอดน้องทอดให้                   มาสอดใส่นิ้วขวับแล้วรับขวัญ
โอ้อกเอ๋ยเคยชื่นทุกคืนวัน                         คิดถึงขวัญนัยนาให้อาวรณ์ฯ

     มาถึงวัดชีปะขาวให้เศร้าสร้อย                นาวาลอยลับไปไกลสมร
พี่กล้ำกลืนโศกาอาทร                               สะท้อนถอนจิตใจไม่สบายฯ

     ถึงตำบลบางระมาดอนาถจิต                   เหมือนพี่คิดมุ่งมาดสวาทหมาย
ก็ได้สมชมน้องประคองกาย                         แล้วกลับกลายพลัดพรากไปจากทรวงฯ

     มาถึงวัดไก่เตี้ยยิ่งเสียจิต                       พี่นิ่งคิดเสียดายไม่หายห่วง
ยิ่งแลลับแก้วตาสุดาดวง                             ครรไลล่วงล่องลอยนาวามาฯ

     มาถึงวัดพิกุลให้ฉุนชื่น                           หอมระรื่นดอกดวงพวงบุปผา
ดอกพิกุลหล่นกลาดดาษดา                          ถ้าน้องมาเห็นจะเก็บไว้ร้อยกรอง
น่าถนอมหอมกรุ่นพิกุลเอ๋ย                            แมลงภู่เชยคลึงเคล้าเป็นเจ้าของ
แต่ตัวเรามิได้อยู่เป็นคู่ครอง                          ทิ้งให้น้องโหยหนอยู่คนเดียว
สักเมื่อไรจะได้กลับมารับขวัญ                        เห็นหลายวันยังจะไปถึงไพรเขียว
เป็นทุกข์ถึงน้องหญิงจริงจริงเจียว                   พี่ก็เปลี่ยวเปล่าใจอาลัยครวญ
ดูเพื่อนกันที่เขามาเป็นผาสุก                          ไม่มีทุกข์ทัศนาพฤกษาสวน
บ้างก็ชี้ชมพวงมะม่วงพรวน                            บ้างก็ชวนชักชี้ให้พี่ดู
เห็นต้นไม้ชื่อพ้องกับน้องรัก                            เพื่อนเขาทักถูกชื่อให้ครือหู
พี่ก้มหน้านิ่งเฉยไม่เงยดู                                กลัวเขารู้เรื่องราวจะฉาวไปฯ

     เห็นไม้โศกเป็นดอกออกระดะ                     โศกปะทะสองซ้ำจะทำไฉน
โอ้โศกต้นเข้าระคนกับโศกใจ                           ทำกระไรโศกเราจะเบาลง
เห็นดงรักริมคลองทั้งสองฟาก                          ยิ่งรักมากมัวจิตพิศวง
พี่รักดอกรักจูบรักรูปทรง                                 รักจนหลงเหลือรักหนักอุรา
เห็นรักหักเหมือนรักพี่เริดร้าง                            จะเว้นว่างเชยชิดกนิษฐา
ยิ่งคิดถึงงามชื่นกลืนน้ำตา                               แล้วรีบมาในวนชลธารฯ

     ถึงบางกรวยให้ระทวยระทดทอด                  แทบม้วยมอดมรณังสิ้นสังขาร
พี่แข็งขืนกลืนกล้ำที่รำคาญ                              ทำชื่นบานแย้มเยื้อนกับเพื่อนกันฯ

     มาตะบึงลุถึงบางอ้อยช้าง                           ไม่วายว่างวิโยคยิ่งโศกศัลย์
นั่งคะนึงถึงนุชสุดรำพัน                                     แล้วผายผันรีบมาในวาริน
กระทั่งถึงบางขนุนให้ขุ่นจิต                               นั่งพินิจนึกในน้ำใจถวิล
เห็นขนุนหนามหนาไม่น่ากิน                               แต่รสกลิ่นภายในชอบใจคน
เหมือนรูปชั่วใจดีเจ้าพี่เอ๋ย                                 ไม่เลือกเลยสุดแท้แต่กุศล
ที่รูปดีใจชั่วตัวซุกซน                                       ไม่เป็นผลคบยากลำบากใจ
แต่ตัวน้องของพี่นี้ดีพร้อม                                    ควรถนอมแนบชิดพิสมัย
งามประเสริฐเพริศพริ้งทุกสิ่งไป                             ทั้งน้ำใจดีนักน่ารักจริง
โอ้อาลัยใจหายเสียดายโฉม                                เคยประโลมเลียมกอดแม่ยอดหญิง
มาพลัดพรากจากนุชสุดประวิง                               อนาถนิ่งหนาวใจอยู่ในเรือฯ

     มาถึงบางขุนกองให้หมองหมาง                        ระยะทางที่จะไปยังไกลเหลือ
โอ้แต่นี้มีแต่จะหนาวเนื้อ                                      ไม่ได้เสื้อมาห่มยิ่งตรมใจ
สุดรำพันอั้นอกวิตกนัก                                          ด้วยความรักเหลือล้นพ้นวิสัย
แต่โศกเราเซ้าซี้พิรี้พิไร                                          จนครรไลล่วงทางมากลางชลฯ
   


ที่มาจาก http://www.geocities.com/thailiterature/nrptdr1.htm
   

กลอน | เมนูอร่อย|สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกลเดอร์ | จักรยาน | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี |ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | ต้นไม้น่าปลูก | เครื่องมือการเกษตร | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง |รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | รับปรึกษาปัญหาความรัก | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี
บันทึกการเข้า

สำหรับฟอรั่ม
(BBC Code)
สำหรับเว็บไซต์ / บล็อก
(HTML)


ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า

ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม


*

คะแนนกลอน 180
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: หญิง
กระทู้: 6,441



Level 2 : Exp 13%
HP: 79.2%

คะแนนชื่นชม
ชื่นชมคนอื่น: 6508
ได้รับคำชม: 5149


« แต่งต่อ #1 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2009, 12:35:39 pm »
  ถึงบ้านจีนจีนมีที่นี่หรือ
จึงเรียกชื่อจีนจามให้ความฉงน
ชื่อบ้านจีนแล้วทำไมไทยปน
โอ้ตำบลนี้วิบัติอัศจรรย์ฯ

     มาถึงบ้านนายไกรฤทัยหมอง
คิดถึงเรื่องไกรทองยิ่งโศกศัลย์
เขาเรืองฤทธิ์คิดฆ่าชาละวัน
แล้วชมขวัญโฉมศรีวิมาลา

เมื่อนางกลับเป็นจระเข้เที่ยวเร่ร่อน
ไกรทองนอนคนเดียวเปลี่ยวนักหนา
คิดถึงน้องร้องไห้ฟายน้ำตา
อุปมาเหมือนเรานี้เศร้าใจฯ

     มาถึงวัดอุทยานรำคาญจิต
แล้วเพ่งพิศพฤกษาบุปผาไสว
เหมือนสวนสวรรค์ขั้นฟ้าสุราลัย
หอมดอกไม้น่าดมลมรำเพย

ถ้าน้องมากับพี่จะชี้บอก
ว่าโน่นดอกสาระภีเจ้าพี่เอ๋ย
รสสุคนธ์คนชมภิรมย์เชย
เหมือนพี่เคยชมน้องที่ห้องนอน

เรียมครวญพลางห่างพ้นตำบลวัด
โทมนัสน้อยใจอาลัยสมร
พระสุริยงทรงรถบทจร
ก็รีบร้อนเรือมาด้วยเร็วพลันฯ

     ถึงบางระนกบางโคเวียงเคียงกันอยู่
เหมือนอย่างคู่เชยชมภิรมย์ขวัญ
ทั้งสองบางปากบางไม่ห่างกัน
อัศจรรย์บ้านนี้ดีสุดใจ

แต่ตัวพี่ผู้เดียวมาเที่ยวท่อง
ให้ห่างห้องห่างมิตรพิสมัย
เฝ้าครวญคร่ำรำพึงตะบึงไป
ดั่งเปลวไฟเผาอกวิตกมาฯ

     ถึงโรงหีบเห็นเขาหีบแต่น้ำอ้อย
ดูหยดย้อยรองไว้ได้นักหนา
พี่รักน้องถ้าจะรองเอาน้ำตา
คงมากกว่าน้ำอ้อยแล้วกลอยใจ

ชะรอยรักโฉมฉายมาหลายชาติ
เป็นบุพเพสันนิวาสหรือไฉน
ยิ่งคิดถึงแก้วตาสุดอาลัย
ในจิตใจพี่นี้ไม่มีสบายฯ

     ถึงบางม่วงเห็นพวงมะม่วงห้อย
คิดจะสอยก็ไม่สมอารมณ์หมาย
จะปีนต้นเล่าก็ยากลำบากกาย
พี่นึกอายนิ่งอดเหมือนมดแดง

อดมะม่วงอดได้พี่ไม่อยาก
เป็นแต่ปากพูดแยบให้แอบแฝง
แต่อดชมพี่นี้ตรมอุราแรง
ไม่รู้แห่งที่จะอดซึ่งรสชม

ชมอื่นก็ไม่ชื่นเหมือนชมน้อง
ประสมสองสมจิตสนิทสนม
ถึงจะได้ดอกฟ้าลงมาดม
ในอารมณ์พี่ก็ยังไม่ยินดี

ไม่ชอบเหมือนทรามเชยพี่เคยชิด
พี่ยิ่งคิดถึงน้องให้หมองศรี
ไม่เห็นกันวันหนึ่งเหมือนครึ่งปี
หัวอกพี่ร้อนเริงดั่งเพลิงกอง

อนาถจิตคิดไปแล้วใจหาย
ไม่เว้นวายกำสรดสลดหมอง
พี่เหลียวกลับลับคุ้งเฝ้ามุ่งมอง
เรือก็ล่องลอยมาในสาครฯ

     ถึงบางใหญ่ใหญ่แต่ชื่อเขาลือเล่า
ไม่ใหญ่เท่าทุกข์พี่ที่จากสมร
พี่ทุกข์เท่าฟ้าดินคิรินทร
ไม่หยุดหย่อนโศกาน้ำตาคลอ

มาตามทางบางใหญ่ไกลนักหนา
ไม่เห็นหน้าน้องแก้วพี่แล้วหนอ
มาถึงด่านด่านเรียกให้เรือรอ
แล้วเลยต่อไปในวนชลธารฯ

     มาถึงวัดส้มเกลี้ยงพอเที่ยงสาย
สกนธ์กายร้อนเริงดังเหลิงผลาญ
เห็นส้มเกลี้ยงน่าจะกลืนให้ชื่นบาน
เปรี้ยวหรือหวานก็ไม่รู้ดูแต่ตา

อันส้มสูกลูกไม้ทั้งหลายหมด
ไม่เหมือนรสมิ่งมิตรขนิษฐา
ครรไลเลยหลีกเลี่ยงส้มเกลี้ยงมา
ไม่รอรารีบรัดตัดตำบล

ไม่รู้จักชื่อบ้านรำคาญจิต
นั่งพินิจแนวทางมากลางหน
จนออกทุ่งมุ่งดูพระสุริยน
เมฆหมอกมนหมองมัวเหมือนตัวเรา

โอ้สงสารสุริยาฟ้าพยับ
จะเลื่อนลับยุคุนธรศิงขรเขา
พระอาทิตย์ดวงเดียวเปลี่ยวเหมือนเรา
กำสรดเศร้าโศกมาเอกากาย

ถึงมีเพื่อนเหมือนพี่ไม่มีเพื่อน
เพราะไม่เหมือนนุชนาฏที่มาดหมาย
มีเพื่อนเล่นก็ไม่เหมือนกับเพื่อนตาย
มีเพื่อนชายก็ไม่เหมือนกับเพื่อนชม

ถึงจะมีวิมานสถานทิพย์
ให้ลอยลิบเลิศมนุษย์สุดประถม
ถ้าไม่มีคู่เคียงเรียงภิรมย์   
จะเตรียมตรมตรึกหาเป็นอาจิณฯ

     มาตะบึงลุถึงหัวโยงเชือก
เป็นโคลนเทือกท้องนาชลาสินธุ์
คลองก็เล็กน้ำตื้นเห็นพื้นดิน
ไม่น่ากินน้ำท่าระอาใจ

ต้องจ้างโยงโยงเรือเหลือลำบาก
ให้ควายลากเรือเลื่อนเขยื้อนไหว
ผูกระนาวยาวยึดเป็นพืดไป
ทั้งเจ๊กไทยปนกันสนั่นอึง

ไม่พักแจวพักถ่อให้รอรา
เป็นราคาจ้างประจำลำสลึง
ควายก็เดินดันดังกันกังกึง
พอเชือกตึงเรือตามกันหลามมา

จนพลบค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย
พระจันทร์ลอยเด่นดวงช่วงเวหา
ดาวประดับวับวามอร่ามตา
ดูท้องฟ้าอ้างว้างกลางอัมพร

ดูแลทุ่งทุ่งก็กว้างเป็นว่างเปล่า
เหมือนอกเราว่างเว้นไม่เห็นสมร
เห็นแต่ทุ่งกับป่ายิ่งอาวรณ์
อนาถนอนนิ่งนึกคะนึงนาง

ไม่มีมุ้งยุงกัดสะบัดหนาว
ทั้งลมว่าวพัดต้องยิ่งหมองหมาง
เห็นเพื่อนเรือเมื่อจวนจะรุ่งราง
มีมุ้งกลางกอดเมียอยู่เคลียคลอ

แสนอาภัพก็แต่เราช่างเปล่าปลอด
ไม่ได้กอดเหมือนอย่างเขาหนอเราหนอ
นอนก็อัดอุดอู้คุดคู้งอ
ในใจคอคับแคบแทบจะตาย

ทั้งคับใจคับที่เจ้าพี่เอ๋ย
ไม่หลับเลยจนสว่างกระจ่างฉาย
เขาโยงเรือรีบรุดไม่หยุดควาย
มาจนสายจึงพ้นตำบลโยงฯ

     มาถึงด่านบ้านนอกออกแม่น้ำ
ดูลึกล้ำน่ากลัวตะเข้โขง
พี่นั่งขืนเรือไว้มิให้โคลง
แจวชะโลงล่องน้ำมาลำเดียวฯ

     มาถึงลานตากฟ้าเวลาเช้า
ยิ่งโศกเศร้าเสียใจอาลัยเหลียว
เป็นทุ่งนาหญ้ารกวิหคเกรียว
กะทุงเที่ยวเลียบหนองคอยมองปลา

ถ้าแม้นพี่เป็นนกผกโผผิน
จะโบยบินไปรับมิตรขนิษฐา
นี่ตัวพี่เป็นมนุษย์สุดปัญญา
จะไปมาสารพัดขัดกันดาร

ทำกระไรขวัญใจจะได้รู้
พี่คิดอยู่ถึงนุชสุดสงสาร
เชิญพระพายพัดพาเอาอาการ
ให้ข่าวสารทราบจิตวนิดา

ยิ่งรำพันตันจิตให้คิดถึง
แทบประหนึ่งจะเด็ดดิ้นสิ้นสังขาร์
เรือก็ล่องตามคลองแม่น้ำมา
ไม่รอรารีบผลัดกันแจวฯ

     ถึงงิ้วรายหมายคุ้งมุ่งเขม้น
พี่แลเห็นต้นงิ้วเป็นทิวแถว
แต่ตัวน้องพี่มองไม่เห็นแล้ว
เห็นแต่แนวแม่น้ำนั้นร่ำไปฯ

     มาถึงบ้านสามประทวนหวนละห้อย
น้ำเนตรย้อยซึมโซมชโลมไหล
ให้หิวหอบบอบช้ำระกำใจ
พลางครรไลล่องลอยนาวามาฯ

     ถึงนครไชยศรีมีโรงเหล้า
เป็นของเมาตัดขาดไม่ปรารถนา
ไม่เมาเหล้าเมาแต่รักหนักอุรา
เมายิ่งกว่าเมาเหล้ายิ่งเศร้าใจ

อันเมารักมักหลงพะวงรัก
ใครจะชักฉุดไว้ก็ไม่ไหว
กำลังมึนเมามัวไม่กลัวใคร
คงจะไปหารักที่พักพิง

อันทุกข์โศกโรคร้อนนอนไม่หลับ
เกิดสำหรับร่างกายทั้งชายหญิง
ด้วยรักกันฟั่นเฝือเหลือประวิง
อนาถนิ่งนอนนึกระลึกกัน

พี่พลัดพรากจากรักมาพักนี้
แทบชีวีเชษฐาจะอาสัญ
ดั่งศรศักดิ์ปักอกวิตกครัน
ให้อัดอั้นอึดใจครรไลจรฯ

     ถึงบางแก้วมองเขม้นไม่เห็นแก้ว
เห็นแต่แนวคงคาพฤกษาสลอน
มีวัดหนึ่งโตใหญ่ใกล้สาคร
สง่างอนช่อฟ้าศาลาตะพาน

ดูเบื้องบนอาวาสก็ลาดเลี่ยน
ต้นตะเคียนร่มรกปกวิหาร
มีทั้งสระโกสุมปทุมมาลย์
บ้างตูมบานเกสรอ่อนละออ

พี่คิดถึงบัวทองของน้องแก้ว
ยังผ่องแผ้วพรรณรายเสียดายหนอ
กำลังสดมิได้เศร้าน่าเคล้าคลอ
พี่เคยขอชมเล่นไม่เว้นวัน

ตั้งแต่พี่พลัดพรากมาจากน้อง
มิได้ต้องบัวทองประคองขวัญ
ชมแต่บัวริมน้ำยิ่งรำพัน
แสนกระสันต์โศกเศร้าจนเข้าคลอง

พระสุริย์ฉายสายแสงขึ้นแข็งกล้า
รับเรือมามิได้หยุดพี่สุดหมอง
ยิ่งร้อนแดดแผดพยับอับละออง
ไม่ผุดผ่องผิวคล้ำระกำใจ

โอ้อกเอ๋ยเคยอยู่แต่ร่มร่ม
ได้เชยชมชิดน้องไม่หมองไหม้
ถึงจะร้อนก็คงเย็นไม่เป็นไร
แม่ดวงใจเคยพัดให้พี่นอน

เมื่อยามหนาวแนบกายพี่หายหนาว
ไม่ขดคราวเป็นสุขสโมสร
เมื่อไรอีกจะได้แนบอุระนอน
จะอาวรณ์วุ่นวายไปหลายวัน

โอ้ปานนี้แก้วพี่จะเป็นไฉน
สำราญใจหรือว่าน้องจะโศกศัลย์
พี่จากเจ้าเยาวมาลย์มานานครัน
ยังไม่ทันสั่งความแม่ทรามเชย

เป็นแต่ลอบชมชิดไม่สิทธิ์ขาด
แรมนิราศร้างมานิจจาเอ๋ย
ถ้าแม้นมาดคลาดเคลื่อนไม่เหมือนเคย
ไม่อยู่เลยจะสู้ตายด้วยอายคน

ขอเดชะความรักเป็นหลักแหล่ง
ช่วยตบแต่งให้เขาเห็นว่าเป็นผล
ขอเชิญเทพทุกสถานพิมานบน
ช่วยเข้าดลใจมิตรให้ติดตามฯ

ที่มาจาก http://www.geocities.com/thailiterature/nrptdr2.htm

กลอน | เมนูอร่อย|สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกลเดอร์ | จักรยาน | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี |ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | ต้นไม้น่าปลูก | เครื่องมือการเกษตร | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง |รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | รับปรึกษาปัญหาความรัก | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี
บันทึกการเข้า

สำหรับฟอรั่ม
(BBC Code)
สำหรับเว็บไซต์ / บล็อก
(HTML)


ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า

ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม


*

คะแนนกลอน 180
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: หญิง
กระทู้: 6,441



Level 2 : Exp 13%
HP: 79.2%

คะแนนชื่นชม
ชื่นชมคนอื่น: 6508
ได้รับคำชม: 5149


« แต่งต่อ #2 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2009, 12:41:52 pm »
รำพันพลางทางมาถึงวัดสิงห์
พี่นั่งนิ่งนึกไปฤทัยหวาม
ประณมหัตถ์ทัศนาพระอาราม
แล้วมาตามคลองน้อยละห้อยใจฯ

     ถึงวัดท่าเป็นท่าที่เรือจอด
ไปเปล่าปลอดเรือแพแลไสว
สิ้นหนทางคงคาชลาลัย
จะขึ้นไปเดินป่าพนาวัน

สัปบุรุษหยุดเรืออยู่พร้อมหน้า
เสียงเฮฮาอึงอื้อหฤหรรษ์
เป็นพวกพ้องเข้าประสบสมทบกัน
จะผายผันพวกเดียวก็เปลี่ยวใจ

ไปจ้างเกวียนชาวนาสิบห้าเล่ม
บรรทุกเต็มพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
ทั้งหนุ่มสาวเถ้าแก่ออกแซ่ไป
จะเดินไพรให้สนุกไม่ทุกข์ร้อน

เขาออกเกวียนพร้อมหน้าเวลาบ่าย
แลดูควายเดินระดับสลับสลอน
เจ้าของหวดตะพดให้บทจร
เกวียนสะท้อนกงสะเทือนเขยื้อนดัง

ดูดุมวงกงหมุนเป็นฝุ่นฟุ้ง
คนเดินมุ่งมาดมาทั้งหน้าหลัง
ถืออาวุธกันภัยระไวระวัง
ไม่รอรั้งรีบมาเป็นช้านานฯ

     ถึงบ้านธรรมศาลาพนาสณฑ์
เป็นบ้านคนใหญ่โตรโหฐาน
เขาบอกว่าบ้านนั้นแสนกันดาร
ตำข้าวสารกรอกหม้อแต่พอกิน

ดูเหย้าเรือนเคหาน่าสังเวช
เต็มทุเรศรุงรังไปทั้งสิ้น
ถึงยากจนทนสู้เขาอยู่ชิน
ไม่ทิ้งถิ่นที่ทางให้ร้างโรย

แต่ตัวเราร้างนุชมาสุดเนตร
แสนทุเรศร่ำไห้ไม่วายโหย
ไม่มีความแช่มชื่นสะอื้นโอย
มีแต่โกยทุกข์ล้นมาเดินทาง

ดูคนอื่นชื่นแช่มเขาแย้มยิ้ม
ไม่เหงาหงิมเหมือนพี่ที่หมองหมาง
พูดผู้หญิงหยอกเอินให้เพลินพลาง
มาตามทางหิมวันสนั่นมาฯ

     ถึงพระโฑณารามพราหมณ์เขาสร้าง
เป็นพระปรางค์แต่บูราณนานนักหนา
แต่ครั้งตวงพระธาตุพระศาสดา
พราหมณ์ศรัทธาสร้างสรรค์ไว้มั่งคง

บรรจุพระทะนานทองของวิเศษ
พี่น้อมเกศโมทนาอานิสงส์
จุดธูปเทียนอภิวันท์ด้วยบรรจง
ถวายธงแพรผ้าแล้วลาจร

ดูสองข้างมรรคาล้วนป่าไผ่
คนตัดใช้ทุกกอตอสลอน
หนามแขนงแกว่งห้อยรอยเขารอน
บ้างเป็นท่อนแห้งหักทะลักทะลุย

ที่โคนไผ่ไก่ป่ามาซุ่มซุก
บ้างกกกุกเขี่ยดินกินลุกขลุ่ย
พอเห็นคนวนบินดินกระจุย
เห็นรอยคุ้ยรอบข้างหนทางจรฯ

     บรรลุถึงพระประธมประทับหยุด
สัปบุรุษเซ็งแซ่แลสลอน
แวะขึ้นไปไหว้พระประธมประณมกร
สโมสรโสมนัสนมัสการ

ต่างระรื่นชื่นจิตพิศวง
เทียวเวียนวงไหว้รอบขอบสถาน
พระปรางค์ใหญ่มีอยู่แต่บูราณ
สูงตระหง่านยอดเยี่ยมเทียมอัมพร

มีบันไดขึ้นไปถึงทักษิณ
แลเห็นสิ้นทุกทิศจิตสยอง
ดูต้นไม้ในป่าเหมือนหญ้าบอน
ระเนนนอนแนบชิดติดสุธา

ดูแผ่นดินรายรอบเป็นขอบคัน
เป็นหมอกควันแลไปไกลนักหนา
ข้างพื้นล่างกลางลานชานชลา
มีพฤกษาร่มรื่นเป็นพื้นทราย

พี่ชมพลางทางนบอภิวาท
สุคนธชาติบุปผาบูชาถวาย
สัปบุรุษพร้อมพรั่งทั้งหญิงชาย
กราบถวายวันทาแล้วลาลง

เที่ยวเลี้ยวลัดทัศนาพระอาวาส
ดูอนาถน้ำจิตพิศวง
บริเวณวัดวาเป็นป่าดง
ดูงวยงงร่วงรามาช้านาน

พระประธมของบรมกษัตริย์สร้าง
เป็นพระปรางค์ใหญ่โตรโหฐาน
สูงเท่านกเขาเหินเกินทะยาน
พระยาพาลก่อสร้างไว้ล้างกรรม

เธอหลงฆ่าบิตุรงค์ทิวงคต
เขารู้หมดเรื่องความไม่งามขำ
เธอทำผิดคิดเห็นไม่เป็นธรรม
จึงกลัวกรรมก่อสร้างพระปรางค์ทอง

พี่ได้ฟังเรื่องราวเขาเล่ามาก
เมื่อยามยากนึกไปฤทัยหมอง
ไหว้พระปรางค์ทางนึกระลึกน้อง
ให้ตามตรองเตรียมใจครรไลลา

มาถึงเกวียนเจียนใจจะขาดหาย
เหลียวดูซ้ายแล้วก็แปรมาแลขวา
เห็นผู้หญิงอื่นอื่นไม่ชื่นตา
แล้วรีบมาพร้อมกันสนั่นดังฯ

     ข้ามห้วยหนองคลองบึงถึงอ้ายก้อง   
สกุณร้องรัญจวนถึงนวลหงส์
พอโพล้เพล้เวลาจะค่ำลง
ให้งวยงงง่วงเหงาเศร้าฤทัย

เสียงจักจั่นแจ้วแจ้วให้แว่วหวาด
หนาวอนาถนึกน่าน้ำตาไหล
ยะเยือกเย็นเส้นหญ้าพนาลัย
วังเวงใจจรมาในราตรี

แล้วหยุดนอนในป่าเวลาดึก
คะนึงนึกถึงน้องยิ่งหมองศรี
หักใบไม้ปูลาดกวาดธุลี
กองอัคคีรอบเกวียนเวียนระวัง

บ้างกินโภชนากระยาหาร
ต่างสำราญสู่สมอารมณ์หวัง
บ้างก็หาร่มไม้ชิดให้ปิดบัง
พอยับยั้งกายตามยามกันดาร

แต่ตัวพี่นอนกลางหว่างต้นไม้
ยกมือไหว้เทวดาพฤกษาสาณฑ์
อย่าให้มีโพยภัยสิ่งใดพาน
นมัสการแปดทิศแล้วนิทรา

จนดึกดื่นเดือนสว่างกระจ่างแจ้ง
จำรัสแสงส่องสอดลอดพฤกษา
น้ำค้างพรมลมว่าวหนาวอุรา
พี่ห่มผ้าซ้อนผืนไม่ชื่นใจ

ไม่อุ่นเหมือนแนบกายสายสวาท
โศกไสยาสน์เกลือกกลับไม่หลับใหล
ลุกขึ้นนั่งหลังอิงแล้วผิงไฟ
ได้ยินไก่เถื่อนขันสำคัญยาม

เสียงจังหรีดกรีดกริ่งระหริ่งร้อง
เย็นสยองเยี่ยมย่างเข้ายามสาม
จนแสงทองส่องฟ้าสง่างาม
เรืองอร่ามรุ่งรางสว่างวัน

ต่างคนก็ตื่นขึ้นพร้อมหน้า
แล้วรีบมาเร็วไวในไพรสัณฑ์
ระยะทางกลางไพรยังไกลครัน
แรมอรัญทุเรศสังเกตมา

หนทางเกวียนเตียนโล่งตลอดลิ่ว
สะพรั่งทิวแถบไม้ไพรพฤกษา
ระบัดใบรมรื่นพื้นสุธา
ดาษดาดอกดวงก็ร่วงราย

บ้างทรางผลหล่นหนักเป็นอักนิฐ
ไม่พักปลิดก็ได้ดังใจหมาย
ถ้าน้องมาเห็นจะพาพี่สบาย
จะชวนสายสุดที่รักให้ชมดง

ถ้าเหาะได้พี่จะกลับไปรับน้อง
มาชมท้องทุ่งท่าป่าระหง
ยิ่งคิดถึงมิ่งมิตรจิตพะวง
แทบจะปลงชีวาลีลาจรฯ

     มาถึงลาดหญ้าไทรหัวใจหาย
ตะวันสายเสียใจด้วยไกลสมร
เห็นไฟป่าไหม้ป่ายิ่งอาวรณ์
ทรวงพี่ร้อนเริงแรงดังแสงไฟ

เห็นลมพัดหัดควันไปปั่นป่วน
เหมือนลมหวนโหยจิตพิสมัย
เห็นหนองน้ำน้ำชุ่มสนุ่นไคล
เหมือนน้ำใจที่พี่ช้ำระกำตรอม

ไม่มีสุขทุกข์โศกด้วยโรครัก
อกจะหักเสียด้วยร้างห่างถนอม
เดินก็เหนื่อยเมื่อยหนักสะบักสะบอม
จนซูบผอมผิวคล้ำสิ้นน้ำนวลฯ

ที่มาจาก http://www.geocities.com/thailiterature/nrptdr3.htm

กลอน | เมนูอร่อย|สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกลเดอร์ | จักรยาน | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี |ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | ต้นไม้น่าปลูก | เครื่องมือการเกษตร | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง |รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | รับปรึกษาปัญหาความรัก | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี
บันทึกการเข้า

สำหรับฟอรั่ม
(BBC Code)
สำหรับเว็บไซต์ / บล็อก
(HTML)


TAGS:

หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
 
 
กระโดดไป:  


สถิติของเว็บเรา

QR-CODE

 กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | ซื้อขายสัตว์เลี้ยงออน์ไลน์ | จักรยาน | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | รับปรึกษาปัญหาความรัก | ต้นไม้น่าปลูก | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี
 

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal | Thai language by ThaiSMF
| Sitemap
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.102 วินาที กับ 29 คำสั่ง (คำคมคลับ adds 0.013s, 2q)
Google visited last this page 75 ชั่วโมงที่แล้ว