ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่  (อ่าน 20163 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 110 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 182
  • เพศ: หญิง
นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่
« เมื่อ: มิถุนายน 14, 2009, 05:43:01 pm »

นิราศเมืองเพชร

นิราศเมืองเพชร เป็นนิราศที่เป็นปริศนา สำหรับนักศึกษางานของท่านสุนทรภู่ ด้วยไม่ทราบว่าท่านแต่งนิราศเรื่องนี้เมื่อใด และท่านไปเมืองเพชรด้วยเหตุใด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีความเห็นว่า ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้เมื่อครั้งกลับเข้ารับราชการ อยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านน่าจะออกเดินทางในหน้าหนาว ปีพ.ศ.๒๓๘๘ โดยอาสาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้ามานั่นเอง และนิราศเรื่องนี้คงเป็นเรื่องสุดท้ายของท่าน เรื่องธุระของท่านนั้นค่อนข้างแน่ ความตอนหนึ่งในนิราศกล่าวถึงธุระของท่านเพียงสองวรรคเท่านั้น คือ

"ที่ธุระจะใคร่ได้ใจนิยม เขารับสมปรารถนาสามิภักดิ์"

นอกจากเรื่องที่ท่านจะไปเมืองเพชรด้วยเหตุใดแล้ว ยังมีกรณีที่น่าสนใจที่ท่านอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว แห่งวิทยาลัยครูเพชรบุรี ได้นำเสนอว่า สุนทรภู่น่าจะมีบรรพบุรุษเป็นชาวเมืองเพชรอีกด้วย

การเดินทางไปเมืองเพชรครั้งนี้ คงเป็นครั้งที่สองของท่าน ตามที่ผู้จัดทำเชื่อว่า ท่านน่าจะเคยหนีความเศร้ามาจากกรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังหนุ่ม ด้วยในคราวนี้ ท่านได้พรรณนาถึงความหลังไว้หลายแห่งด้วยกัน เช่นเมื่อเสร็จธุระแล้ว ท่านยังไม่อยากกลับกรุงเทพฯ โดยบอกว่า

"จะกลับหลังยังมิได้ดังใจชั่ว ต้องไปทั่วบ้านเรือนเพื่อนรู้จัก"
"เมื่อเป็นบ้ามาคนเดียวเที่ยวสำนัก เขารับรักรู้คุณกรุณา"

เมื่อหนีมาหลายปี สงบจิตใจได้แล้ว ท่านจึงได้กลับไปกรุงเทพฯ อีกครั้ง ดังนี้

"แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย"

น่าจะเป็นปีระกา พ.ศ.๒๓๕๖ ก่อนท่านเข้ารับราชการสามปี ซึ่งท่านได้เข้าร่วมกับคณะละครนายบุญยัง

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 110 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 182
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2009, 05:50:45 pm »
๏ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริย์ฉาย
ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพราย
พระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน

อนาถหนาวคราวอาสาเสด็จ
ไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นสถาน
ลงนาวาหน้าวัดนมัสการ
อธิษฐานถึงคุณกรุณา

ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศ
ถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา
จึงจดหมายรายทางกลางคงคา
แต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อยฯ
    
๏ ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ
ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย
ถึงวัดหงส์เห็นแต่หงส์เสาธงลอย
เป็นหงส์ห้อยห่วงธงใช่หงส์ทอง

ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด
เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง
มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม

ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส
ต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม
ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม
คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย

จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง
ต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย
ชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก
ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรายโป
หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง
ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก
มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก
ถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไมฯ
    
๏ ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์   
ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร
คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี

ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาส
เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี
ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี
มาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา

ตัวคนเดียวเที่ยวเล่นไม่เป็นห่วง
แต่เศร้าทรวงสุดหวังที่ฝั่งฝา
ที่เห็นเห็นเป็นแต่ปะได้ประดา
ก็ลอบรักลักลาคิดอาลัย

จะแลเหลียวเปลี่ยวเนตรเป็นเขตสวน
มะม่วงพรวนหมากมะพร้าวสาวสาวไสว
พฤกษาออกดอกลูกเขาปลูกไว้
หอมดอกไม้กลิ่นกลบอบละอองฯ
    
๏ โอ้รื่นรื่นชื่นเชยเช่นเคยหอม
เคยถนอมนวลปรางมาหมางหมอง
ถึงบางหว้าอารามนามจอมทอง
ดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม

สาธุสะพระองค์มาทรงสร้าง   
เป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม
ในพระโกศโปรดปรานประทานนาม
โอรสราชอารามงามเจริญ

มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึก
กุฏิตึกเก๋งกุฏิ์สุดสรรเสริญ
ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลิน   
จนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน

โอ้เทียนเอ๋ยเคยแจ้งแสงสว่าง
มาหมองหมางมืดมิดตะขวิดตะเขวียน
เหมือนมืดในใจจนต้องวนเวียน
ไม่ส่องเทียนให้สว่างหนทางเลยฯ
    
๏ บางประทุนเหมือนประทุนได้อุ่นจิต
พอป้องปิดเป็นหลังคานิจจาเอ๋ย
หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย
ได้พิงเขนยนอนอุ่นประทุนบังฯ
    
๏ ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวา
ใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง
ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพัง
แนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการฯ
    
๏ ถึงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่ม
เป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล
ขอเดชะพระไทรซึ่งชัยชาญ
ช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุธ

ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุน
พออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด
จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์
เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวันฯ
    
๏ ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ
เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน
อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน
แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟังฯ
    
๏ ถึงวัดกกรกร้างอยู่ข้างซ้าย
เป็นรอยรายปืนพม่าที่ฝาผนัง
ถูกทะลุปรุไปแต่ไม่พัง
แต่โบสถ์ยังทนปืนอยู่ยืนนาน

แม้นมั่งมีมิให้ร้างจะสร้างฉลอง
ให้เรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร
ด้วยที่นี่ที่เคยตั้งโขลนทวาร
ได้เบิกบานประตูป่าพนาลัยฯ
    
๏ โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่า
กำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใด
ก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง

ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้
ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึง
เป็นที่พึ่งพาสนาพอพาใจ

โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอก
เห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว
ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบ
เรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง

เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว
เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีดเสียง
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง
แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน

เหมือนดนตรีปี่ป่าประสายาก
ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล
เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวงฯ
    
๏ ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน
ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง
ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง
ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย

ถึงศิษย์หามาตามเมื่อยามเปลี่ยว
เหมือนมาเดียวแดนไพรน่าใจหาย
ถึงศีรษะละหานเป็นย่านร้าย
ข้างฝั่งซ้ายแสมดำเขาทำฟืน

ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถาม
โคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น
ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเป็นกลางคืน
ยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ

ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด   
ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ
เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน

ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษ
มีอาวาสวัดวาที่อาศัย
ออกชะวากปากชลามหาชัย
อโณทัยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุฯ
    
๏ ข้างฝั่งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่น
นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน
แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลน
ลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า

หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่งซ้าย
แสนสบายบังลมร่มรุกขา
บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมา
คอยคงคาเกลื่อนกลาดไม่ขาดคราว

บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิง
บ้างแกงปิ้งปากเรียกกันเพรียกฉาว
เสียงแต่ตำน้ำพริกอยู่กริกกราว
เหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงานฯ
    
๏ เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอ
มาคอยขอโภชนากระยาหาร
คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทาน
ต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว

เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย
กระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว
ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลยฯ
    
๏ โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร
เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย
กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู

แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือ
จนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู
ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้
ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว

บ้างกระโดดโลดหาแต่อาหาร
ได้สมานยอดแสมพอแก้หิว
เขาโห่เกรียวประเดี๋ยวใจก็ไพล่พลิ้ว
กลับชี้นิ้วให้ดูอดสูตาฯ
    
๏ ได้ชมเล่นเห็นแต่นกวิหคกลุ้ม
เที่ยวดุ่มดุ่มเดินดินกินมัจฉา
กลางสมุทรผุดโผล่ล้วนโลมา
ดูหน้าตาแต่ละตัวน่ากลัวเกรง

ล้วนหัวบาตรวาดหางไปกลางคลื่น
ศีรษะลื่นเลี่ยนโล่งดูโจ่งเหม่ง
ดูมากมายหลายอย่างยิ่งวางเวง
จนน้ำขึ้นครื้นเครงเป็นคราวเรือ

บ้างถอนหลักชักถ่อหัวร่อร่า
บ้างก็มาบ้างก็ไปทั้งใต้เหนือ
บ้างขับร้องซ้องสำเนียงจนเสียงเครือ
ต่างเลี้ยวเรือลงหน้าบ้านท่าจีน

เป็นประมงหลงละโมบด้วยโลภลาภ
ไม่กลัวบาปเลยช่างนับแต่ทรัพย์สิน
ตลิ่งพังฝั่งชลาล้วนปลาตีน
ตะกายปีนเลนเล่นออกเป็นแปลงฯ
    
๏ ในลำคลองสองฟากล้วนจากปลูก
ทะลายลูกดอกจากขึ้นฝากแฝง
ต้นจากถูกลูกชิดนั้นติดแพง
เขาช่างแปลงชื่อถูกเรียกลูกชิด

ถึงบ้านบ่อกอจากมิอยากสิ้น
เหมือนจากถิ่นท่องเที่ยวมาเปลี่ยวจิต
อันใบจากรากกอไม่ขอคิด
แต่ลูกชิดชอบใจจะใคร่ชมฯ

ที่มาจาก http://www.toursabuy.com/soontornpoo/petch.asp

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 110 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 182
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2009, 05:55:57 pm »
๏ ถึงคลองที่อีรำท่าแร้งเรียก
สุดสำเหนียกที่จะถามความปฐม
เขาทำน้ำทำนาปลาอุดม
เป็นนิคมเขตบ้านพวกพรานปลา

ที่ปากคลองกองฟืนไว้ดื่นดาษ
ดูเกลื่อนกลาดเรียงรายทั้งซ้ายขวา
ถึงบางขวางข้างซ้ายชายชลา
ไขคงคาขังน้ำไว้ทำเกลือ

หรือบ้านนี้ที่เขาว่าตำราร่ำ
ช่างปั้นน้ำเป็นตัวน่ากลัวเหลือ
ดูครึ้มครึกพฤกษาลดาเครือ
ล้วนรกเรื้อรำเริงเป็นเซิงซุ้ม

ตะบูนต้นผลห้อยย้อยระย้า
ดาษดาดังหนึ่งผูกด้วยลูกตุ้ม
เป็นคราบน้ำคร่ำคร่าแตกตารุม
ดูกระปุ่มกระปิ่มตุ่มติ่มเต็ม

ลำพูรายชายตลิ่งดูกิ่งค้อม
มีขวากล้อมแหลมรายดังปลายเข็ม
เห็นปูเปี้ยวเที่ยวไต่กินไคลเค็ม
บ้างเก็บเล็มลากก้ามครุ่มคร่ามครัน

โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ
เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน
ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน
เป็นเพศพันธุ์ไร้ผัวเพราะมัวเมา

แม้นเมียออกลอกคราบไปคาบเหยื่อ
เอามาเผื่อภรรยาเมตตาเขา
ระวังดูอยู่ประจำทุกค่ำเช้า
อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักเพราะรักเมีย

ถึงทีผัวตัวลอกพอออกคราบ
เมียมันคาบคีบเนื้อเป็นเหยื่อเสีย
จึงเกิดไข่ไร้ผัวเที่ยวยั้วเยี้ย   
ยังแต่เมียเคลื่อนคล้อยขึ้นลอยแพ

สมเพชสัตว์ทัศนาพฤกษาสล้าง
ล้วนโกงกางกุ่มแกมแซมแสม
สงัดเหงาเปล่าเปลี่ยวเมื่อเหลียวแล
เสียงแอ้แจ้จักจั่นหวั่นวิญญาณ์ฯ
    
๏ ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง
ชะวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา
ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา
แต่หนึ่งมาถ้วนสามสิบสองคด

อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่
เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด
ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคนฯ
    
๏ ถึงปากช่องคลองชื่อสุนัขหอน
ทั้งเรือแพแลสลอนเสลือกสลน
ต่างแข็งข้อถ่อค้ำที่น้ำวน
คงคาข้นขุ่นตื้นแต่พื้นเลน

เข้ายัดเยียดเสียดแทรกบ้างแตกหัก
บ้างถ่อผลักอึดอัดขัดเขมร
บ้างทุ่มเถียงเสียงหญิงขึ้นเกนเกน
ล้วนโคลนเลนเปื้อนเปรอะเลอะทั้งตัว

ที่น้อยตัวผัวเมียลงลากฉุด
นางเมียหยุดผัวโกรธเมียโทษผัว
ด้วยยากเย็นเข็นฝืดทั้งมืดมัว
พอตึงตัวเต็มเบียดเข้าเสียดแซะ

ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ
เสียงผัวะผะพึบพับปุบปับแปะ
ที่เข็นเรียงเคียงลำขยำแขยะ
มันเกาะแกะกันจริงจริงหญิงกับชายฯ
    
๏ จนตกทางบางสะใภ้ครรไลล่อง
มีบ้านช่องซ้ายขวาเขาค้าขาย
ปลูกทับทิมริมทางสองข้างราย
ไม่เปล่าดายดกระย้าทั้งตาปี

บ้างดิบห่ามงามงอมจนค้อมกิ่ง
เป็นดอกติ่งแตกประดับสลับสี
บ้างแตกร้าวพราวเม็ดเพชรโนรี
เขาขายดีเก็บได้ใส่กระเชอ

มาตั้งขายฝ่ายเจ้าของไม่ต้องถือ
เห็นเรือล่องร้องว่าซื้อทับทิมเหนอ
จะพูดจาคารวะทั้งคะเออ
เสียงเหน่อเหน่อหน้าตาน่าเอ็นดู

นึกเสียดายหมายมั่นใคร่พันผูก
ไว้เป็นลูกสะใภ้ให้เจ้าหนู
พอนึกหยุดบุตรเราก็เจ้าชู้
อุตส่าห์รู้ร้องต่อจะขอชิม

เขาอายเอียงเมียงเมินทำเดินเฉย
ไม่เกินเลยลวนลามงามหงิมหงิม
ได้ตอบต่อล้อเหล่าเจ้าทับทิม
พอแย้มยิ้มเฮฮาประสาชายฯ
    
๏ ถึงแม่กลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน
น่าสำราญเรือนเรือดูเหลือหลาย
บ้างย่างปลาค่าเคียงเรียงเรียงราย
ดูวุ่นวายวิ่งไขว่กันใหญ่น้อย

ขายสำเร็จเป็ดไก่ทั้งไข่พอก
กระเบนกระบอกปลาทูทั้งปูหอย
ลูกค้ารับนับกันเป็นพันร้อย
ปลาเล็กน้อยขมงโกรยโกยกระบุง

นางแม่ค้าปลาเค็มก็เต็มสวย
กำไรรวยรวมประจบจนครบถุง
บ้างเหน็บท้องป่องปุ่ยตุ่ยตุ่ยตุง
ต่างบำรุงรูปร่างสำอางตาฯ
    
๏ พอออกช่องล่องลำแม่น้ำกว้าง
บ้านบางช้างแฉกแชไปแควขวา
ข้างซ้ายตรงลงทะเลพอเวลา
พระสุริยามืดมัวทั่วแผ่นดิน

ดูซ้ายขวาป่าปะโลงหวายโป่งเป้ง   
ให้วังเวงหวั่นไหวฤทัยถวิล
เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน
ไปหากินแล้วก็พากันมารัง

บ้างเคียงคู่ชูคอเสียงซ้อแซ้
โอ้แลแลแล้วก็ให้อาลัยหลัง
แม้นร่วมเรือนเหมือนนกที่กกรัง
จะได้นั่งแนบข้างเหมือนอย่างนก

นี่กระไรไม่มีเท่ากี่ก้อย
โอ้บุญน้อยนึกน่าน้ำตาตก
ต้องลมว่าวหนาวหนังเหมือนคั้งคก
จะได้กกกอดใครก็ไม่มี

จนเรือออกนอกอ่าวดูเปล่าโว่ง
ทะเลโล่งแลมัวทั่ววิถี
ไม่เห็นหนสนธยาเป็นราตรี
แต่ลมดีดาวสว่างกระจ่างตา

สำรวลรื่นคลื่นราบดังปราบเรี่ยม
ทั้งน้ำเปี่ยมป่าแสมข้างแควขวา
ดาวกระจายพรายพร่างกลางนภา
แสงคงคาเค็มพราวราวกับพลอย

เห็นปลาว่ายกายสล้างกระจ่างแจ่ม
แลแอร่มเรืองรุ่งชั้นกุ้งฝอย
เป็นหมู่หมู่ฟูฟ่องขึ้นล่องลอย
ตัวน้อยน้อยนางมังกงขมงโกรย

ชื่นอารมณ์ชมปลาเวลาดึก
หวนรำลึกแล้วเสียดายไม่วายโหย
แม้นเห็นปลาวารินจะดิ้นโดย
ทั้งลมโชยเฉื่อยชื่นระรื่นเย็น

จะเพลินชมยมนาเวหาห้อง
เช่นนี้น้องไหนเลยจะเคยเห็น
ทะเลโล่งโว่งว่างน้ำค้างกระเซ็น
ดูดาวเด่นดวงสว่างเหมือนอย่างโคม

จะเปรมปรีดิ์ดีใจมิใช่น้อย
น้องจะพลอยเพลินอารมณ์ด้วยชมโฉม
โอ้อายจิตคิดรักลักประโลม   
ทรวงจะโทรมตรงช่องปากคลองโคน

ด้วยมืดค่ำสำคัญที่นั่นแน่
เรียกแสมตายห่าพฤกษาโกร๋น
ลำพูรายชายเลนดูเอนโอน
วายุโยนยอดระย้าริมสาคร

หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง
ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร
เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร
ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตาฯ
    
๏ ถึงคลองช่องล่องเลียบเงียบสงัด
เห็นเมฆกลัดกลางทะเลบนเวหา
เสียงโครมครื้นคลื่นกระทั่งฝั่งชลา
ลมสลาตันตึงหึ่งหึ่งฮือ

นาวาเหเซหันให้ปั่นป่วน
ต้องแจวทวนท้ายหันช่วยกันถือ
ถึงสี่แจวแล้วเรือยังเหลือมือ
ลมกระพือพัดโงงดูโคลงเคลง

ทั้งคลื่นซ้ำน้ำซัดให้ปัดปั่น
โอ้แต่ชั้นคลื่นลมยังข่มเหง
น่าอายเพื่อนเหมือนคำเขาทำเพลง
มาเท้งเต้งเรือลอยน่าน้อยใจ

ยิ่งแจวทวนป่วนปั่นยิ่งหันเห
ลมทะเลเหลือจะต้านทานไม่ไหว
เสียงสวบเสยเกยตรงเข้าพงไพร
ติดอยู่ใต้ต้นโกงกางแต่กลางคืน

พอจุดเทียนเซี่ยนขันน้ำมันคว่ำ
ต้องวิดน้ำนาวาไม่ฝ่าฝืน
เสื่อที่นอนหมอนนวมน้ำท่วมชื้น
เหลือแต่ผืนผ้าแพรของแม่น้อง

ได้กันลมห่มหนาวเมื่อเช้าตรู่
ยังรักรู้จักคุณการุญสนอง
ลมรินรินกลิ่นกลบอบละออง
ได้ปกครองคุมเครือเมื่อเรือค้างฯ
    
๏ เขาหลับเรื่อยเหนื่อยอ่อนนอนสนิท
พี่นี้คิดใคร่ครวญจนจวนสว่าง
เสียงนกร้องซ้องแซ่ครอแครคราง
ทั้งลิงค่างครอกโครกละโอกโอย

เสียงชะนีที่เหล่าเขายี่สาน
วิเวกหวานหวัวหวัวผัวผัวโหวย
หวิวหวิวไหวได้ยินยิ่งดิ้นโดย
ชะนีโหยหาคู่ไม่รู้วาย

เหมือนวิตกอกน้องที่ตรองตรึก
เหลือรำลึกอาลัยมิใคร่หาย
จะเรียกบ้างอย่างชะนีก็มีอาย
ต้องเรียกสายสวาทในใจรำจวน

จนรุ่งแจ้งแสงสว่างนภางค์พื้น
ต้องค้างตื้นติดป่าพากันสรวล
จะเข็นค้ำล้ำเหลือเป็นเรือญวน
พอเห็นจวนน้ำขึ้นค่อยชื่นใจ

ต้นแสมแลดูล้วนปูแสม
ขึ้นไต่แต่ต้นกิ่งวิ่งไสว
เขาสั่นต้นหล่นผอยผ็อยผ็อยไป
ลงมุดใต้ตมเลนเห็นแต่ตาฯ
    
๏ โอ้เอ็นดูหนูน้อยร้องหอยเหาะ
ขึ้นไปเกาะกิ่งตลอดยอดพฤกษา
ล้วนจุ๊บแจงแผลงฤทธิ์เขาปลิดมา   
กวักตรงหน้าเรียกให้มันได้ยิน

จุ๊บแจงเอ๋ยเผยฝาหาข้าวเปียก
แม่ยายเรียกจะให้ไปกฐิน
ทั้งงวงทั้งงาออกมากิน
ช่วยปัดริ้นปัดยุงกระทุงราย

เขาร่ำเรียกเพรียกหูได้ดูเล่น
มันอยากเป็นลูกเขยทำเงยหงาย
เยี่ยมออกฟังทั้งตัวกลัวแม่ยาย
โอ้นึกอายด้วยจุ๊บแจงแกล้งสำออย

เหมือนจะรู้อยู่ในเล่ห์เสน่หา
แต่หากว่าพูดยากเป็นปากหอย
เปรียบเหมือนคนจนทุนทั้งบุญน้อย
จะกล่าวถ้อยออกไม่ได้ดังใจนึก

พอลอยลำน้ำมากออกจากป่า
ได้แอบอาศัยแสมอยู่แต่ดึก
ในดงฟืนชื่นชุ่มทุกพุ่มพฤกษ์
ผู้ใดนึกฟันฟาดให้คลาดแคล้ว

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN