ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่  (อ่าน 24365 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2009, 06:00:44 pm »

แล้วเคลื่อนคลาลาจากปากคลองช่อง
ไปตามร่องน้ำหลักปักเป็นแถว
ข้ามยี่สานบ้านสองพี่น้องแล้ว
ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน

น้ำยังน้อยค่อยค้ำพอลำเลื่อน
ไม่มีเพื่อนเรือประหลาดช่างขาดสูญ
ในคลองลัดทัศนายิ่งอาดูร
เป็นดินพูนพานจะตื้นแต่พื้นโคลน

ป่าปะโลงโกงกางแกมแสม   
แต่ล้วนแต่ตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น
ตลอดหลามตามตลิ่งล้วนลิงโลน
อ้ายทโมนนำหน้าเที่ยวคว้าปู

ครั้นล้วงชุดสุดอย่างเอาหางยอน
มันหนีบนอนร้องเกลือกเสือกหัวหู
เพื่อนเข้าคร่าหน้าหลังออกพรั่งพรู
ลากเอาปูออกมาได้ไอ้กะโต

ทั้งหอยแครงแมงดามันหาคล่อง
ฉีกกระดองกินไข่มิใช่โง่
ได้อิ่มอ้วนท้วนหมดไม่อดโซ
อกเอ๋ยโอ้เอ็นดูหมู่แมงดา

ให้สามีขี่หลังเที่ยวฝั่งแฝง
ตามหล้าแหล่งเลนเค็มเล็มภักษา
เขาจับเป็นเห็นสมเพชเวทนา
ทิ้งแมงดาผัวเสียเอาเมียไป

ฝ่ายตัวผู้อยู่เดียวเที่ยวไม่รอด
เหมือนตาบอดมิได้แจ้งตำแหน่งไหน
ต้องอดอยากจากเมียเสียน้ำใจ
ก็บรรลัยแลกลาดดาษดา

แม้นเดี๋ยวนี้มีหญิงไม่ทิ้งผัว   
ถึงรูปชั่วฉันจะรักให้หนักหนา
โอ้อาลัยใจอย่างนางแมงดา
แต่ดูหน้าในมนุษย์เห็นสุดแลฯ
    
๏ จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่
ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม
นกกะลางยางกรอกกระรอกกระแต
เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดารฯ
    
๏ ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ
มาทรงเบ็ดปลากะโห้ไม่สังหาร
ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน
แต่โบราณเรียกว่าองค์พระทรงปลา

แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง
เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา
ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา
นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน

เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ
แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน
เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน
นึกสะอื้นอายใจมาในเรือฯ
    
๏ ถึงบางหอหอใครที่ไหนหนอ
มาปลูกหอเสน่หาในป่าเสือ
อันย่านนี้ที่บนบกก็รกเรื้อ
ทั้งทางเรือจระเข้ก็เฉโก

ถึงเจ้าสาวชาวสวรรค์ฉันไม่อยู่
จะโศกสู้เอกาอนาโถ
ด้วยพรั่นตัวกลัวเสือก็เหลือโซ
เห็นแต่โพธิ์ทะเลจระเข้ลอย

ทั้งเหลืองดำคร่ำคร่าล้วนกล้าแกล้ว
จนเรือแจวจวนใกล้มิใคร่ถอย
ดูน่ากลัวตัวใหญ่มิใช่น้อย
ต่างคนคอยภาวนาอุตส่าห์สำรวม

เห็นนกบินกินปลาล้วนน่ารัก
นกปักหลักลงน้ำเสียงต้ำป๋วม
นกกระเต็นเต้นตามนกกามกวม
กับเหี้ยต้วมเตี้ยมต่ายตามชายเลนฯ
    
๏ ไปครู่หนึ่งถึงเขาตะคริวสวาท
มีอาวาสวัดวามหาเถร
มะพร้าวรอบขอบที่บริเวณ
พอจวนเพลพักร้อนผ่อนสำราญ

กับหนูพัดจัดธูปเทียนดอกไม้
จะขึ้นไหว้พระสัมฤทธิ์พิษฐาน
เขานับถือลืออยู่แต่บุราณ
ใครบนบานพระรับช่วยดับร้อน

ขึ้นลานวัดทัศนาดูอาวาส
ศิลาลาดเลียบเดินเนินสิงขร
พฤกษาออกดอกช่ออรชร
หอมขจรจำปาสารภี

ต้นโพธิ์ไทรไม้งอกตามซอกหิน
อินทนิลนางแย้มสอดแซมสี
เหล่าลั่นทมร่มรอบขอบคิรี
สุมาลีหล่นกลาดดูดาษดิน

ได้ชมเพลินเดินมาถึงหน้าโบสถ์
สมาโทษถือเทียนเวียนทักษิณ
เคารพสามตามกำหนดหมดมลทิน
กับหนูนิลหนูพัดเข้ามัสการ

ได้สรงน้ำชำระพระสัมฤทธิ์
ถวายธูปเทียนอุทิศพิษฐาน
ขอเดชะพระสัมฤทธิ์พิสดาร
ท่านเชี่ยวชาญเชิญช่วยด้วยสักครั้ง

ให้ได้แหวนแทนทรงสักวงหนึ่ง
กับแพรซึ่งหอมห่มให้สมหวัง
แม้นได้ของสองสิ่งเห็นจริงจัง
จะแต่งตั้งบายศรีมีละคร

ทั้งเทียนเงินเทียนทองของเสวย
เหมือนเขาเคยบูชาหน้าสิงขร
สาธุสะพระสัมฤทธิ์ประสิทธิ์พร
ให้ได้นอนฟูกฟูเหมือนชูชกฯ
    
๏ แล้ววันทาลาเลียบลงเหลี่ยมเขา
พอบังเงาแดดร่มทั้งลมตก
ออกนาวามาทางบ้านบางครก
มะพร้าวดกดูสล้างสองข้างคลอง

มีส้มสูกลูกไม้เหมือนในสวน
ตลอดล้วนเรียงรายเรียกขายของ
เขาเลียนล้อต่อถามตามทำนอง
ไม่ยิ้มย่องนิดหน่อยอร่อยใจ

จนเรือออกนอกชะวากปากบางครก
ต้องเลี้ยววกไปตามลำแม่น้ำไหล
เป็นถิ่นฐานบ้านนาป่ารำไร
เขาทำไร่ถั่วผักปลูกฟักแฟง

แต่ฟักทองร้องเรียกว่าน้ำเต้า
ฟักเขียวเล่าเรียกว่าขี้พร้าแถลง
ล้วนเลี้ยงวัวทั่วถิ่นได้กินแรง
แต่เสียงแปร่งเปรี้ยวหูไม่รู้กลัว

เจ้าสำนวนชวนตีแต่ฝีปาก
พูดด้วยยากชาวบางกอกจนกลอกหัว
แสนแสงอนค้อนว่าค่อนด่าวัว
เขาตัดหัวแขนห้อยร้อยประการ

ล้วนแช่งซ้ำล้ำเหลืออ้ายเสือขบ
ลำเลิกทบทวนชาติเสียงฉาดฉาน
อ้ายวัวเฒ่าเขาล้มคือสมภาร
มันขี้คร้านทดข้าวเขาจึ่งแทงฯ
    
๏ ถึงบ้านใหม่ไถ่ถามตามสงสัย
ว่ายังไกลอยู่หรือบ้านท่านขุนแขวง
ไม่บอกก่อนย้อนถามเป็นความแคลง
จะพายแรงหรือว่านายจะพายเบา

ถ้าพายหนักสักครู่หนึ่งก็ถึงดอก
สำนวนนอกน้ำเพชรแล้วเข็ดเขา
บ้างโห่ฉาวกราวเกรียวเกี่ยวข้าวเบา
บ้างตั้งเตาเคี่ยวตาลพานอุดมฯ
    
๏ ถึงบางกุ่มหนุ่มแก่สาวแซ่ซ้อง
มีบ้านสองฟากข้ามนามประถม
ข้างซ้ายมือชื่อบ้านสะท้านยายนม   
น่าใคร่ชมชื่นจิตคิดรำพึง

อย่างไรหรือชื่อเช่นนั้นขันหนักหนอ
หรือแกล้งล้อจะให้นึกรำลึกถึง
ถึงบ้านโพธิ์โอ้นึกไปลึกซึ้ง
เคยมาพึ่งพักร้อนแต่ก่อนไร

กับขุนรองต้องเป็นแพ่งตำแหน่งพี่
สถิตที่ทับนาพออาศัย
เป็นคราวเคราะห์เพราะนางนวลมากวนใจ   
จึงจำใจให้หมองหมางเพราะขวางคอ

นึกชมบุญขุนรองร้องท่านแพ่ง
เธอซ่อมแปลงปลูกทับกลับเป็นหอ
จนผู้เฒ่าเจ้าเมืองนั้นเคืองพอ
เพราะล้วงคอเคืองขัดถึงตัดรอนฯ
    
๏ โอ้สงสารท่านรองเคยครองรัก
เมื่อมาพักบ้านโพธิ์สโมสร
เคยร่วมใจไหนจะร่วมนวมที่นอน
ทั้งร่วมร้อนร่วมสุขสนุกสบาย

แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง
ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย
เห็นถิ่นฐานบ้านเรือนเพื่อนหญิงชาย
แสนเสียดายดูหน้านึกอาลัยฯ
    
๏ ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุนนาค
เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล
มาทำไร่ทำนาท่านการุญ

เมื่อเจ็บป่วยช่วยรักษาจะหาคู่
จะขอสู่ให้เป็นเนื้อช่วยเกื้อหนุน
ยังยากไร้ไม่มีของสนองคุณ
ขอแบ่งบุญให้ท่านทั่วทุกตัวตน

ทั้งนารีที่ได้รักลักรำลึก
เป็นแต่นึกลับหลังหลายครั้งหน
ขอสมาอย่าได้มีราคีปน
เป็นต่างคนต่างแคล้วแล้วกันไป

แต่ปรางทองน้องหญิงยังจริงจิต
แนบสนิทนับเชื้อว่าเนื้อไข
จะแวะหาสารพัดยังขัดใน
ต้องอายใจจำลากลัวช้าการฯ
    
๏ ถึงอารามนามที่กุฎีทอง
ดูเรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร
ริมอารามข้ามน้ำทำตะพาน
นมัสการเดินมาในวารี

ถึงคุ้งเคี้ยวเลี้ยวลดชื่อคดอ้อย
ตะวันคล้อยคล้ำฟ้าในราศี
ค่อยคล่องแคล่วแจวรีบถึงพริบพรี
ประทับที่หน้าท่าพลับพลาชัย

ด้วยวัดนี้ที่สำหรับประทับร้อน
นรินทรท้าวพระยามาอาศัย
ขอเดชะอานุภาพช่วยปราบภัย
ให้มีชัยเหมือนเช่นนามอารามเมือง

ดูเรือแพแซ่ซ้องทั้งสองฟาก
บ้างขายหมากขายพลูหนวกหูเหือง
นอนค้างคืนตื่นเช้าเห็นชาวเมือง
ดูนองเนืองนาวาบ้างมาไปฯ
    
๏ ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง
มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย
ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย
ไม่มีใครครอบครองจึ่งหมองมัว

แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง
เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว
ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว
พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม

เมื่อมาเรือนเยือนศพได้พบพักตร์
ไม่หมองนักคราวนี้รูปช่างซูบผอม
เพราะครวญคร่ำกำสรดสู้อดออม
เหมือนแก่งอมหงิมเงียบเซียบสำเนียง

โอ้อกเอ๋ยเคยสำราญอยู่บ้านนี้
ได้ฟังปี่พาทย์เพราะเสนาะเสียง
ทั้งหญิงชายฝ่ายเพื่อนริมเรือนเรียง
เคยพร้อมเพรียงเพรางายสบายใจ

โอ้คิดคุณขุนแพ่งเสียแรงรัก
ไม่พบพักตร์พลอยพาน้ำตาไหล
ได้สวดทั้งบังสุกุลแบ่งบุญไป
ให้ท่านได้สู่สวรรค์ชั้นวิมานฯ
    
๏ แล้วอำลาอาลัยใจจะขาด
จำนิราศแรมร้างห่างสถาน
ลงเรือจอดทอดท่าหน้าตะพาน
แสนสงสารศิษย์หาออกมาอึง

เห็นหน้าน้องทองมีอารีรัก
ครั้นจะทักเล่าก็กลัวผัวจะหึง
ได้เคยเห็นเป็นฝีมือมักดื้อดึง
จะตูมตึงแตกซ้ำระยำเยิน

ทั้งที่ปรางค์นางใหญ่ได้ให้ผ้า
เมื่อครั้งมาสอนบุตรสุดสรรเสริญ
ได้ห่มหนาวคราวระกำจงจำเริญ
ยังเชื้อเชิญชวนชักรักอารมณ์ฯ
    
๏ แล้วไปบ้านท่านแพ่งตำแหน่งใหม่
ยังรักใคร่ครองจิตสนิทสนม
ที่ธุระจะใคร่ได้ใจนิยม
เขารับสมปรารถนาสามิภักดิ์

จะกลับหลังยังมิได้ดั่งใจชั่ว
ต้องไปทั่วบ้านเรือนเพื่อนรู้จัก
เมื่อเป็นบ้ามาคนเดียวเที่ยวสำนัก
เขารับรักรู้คุณกรุณา

ที่ไหนไหนไมตรียังดีสิ้น
เว้นแต่อินวัดเกศของเชษฐา
ช่างตัดญาติขาดเด็ดไม่เมตตา
พอเห็นหน้าน้องก็เบือนไม่เหมือนเคย

โอ้คิดแค้นแหวนประดับกับแพรเพลาะ
เป็นคราวเคราะห์เพราะเป็นบ้านิจจาเอ๋ย
จนรักตายกลายตอเป็นกอเตย
ไม่เห็นเลยว่าจะเป็นไปเช่นนั้นฯ

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศเมืองเพชร โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2009, 06:05:30 pm »

๏ โอ้คิดถึงพึ่งบุญท่านขุนแพ่ง
ไปหน้าแล้งรับแขกแรกวสันต์
ตำข้าวเม่าเคล้าน้ำตาลทั้งหวานมัน
ได้ช่วยกันคั้นขยำน้ำกะทิ

เขาไปเที่ยวเกี่ยวข้าวอยู่เฝ้าห้อง
เหมือนพี่น้องนึกโอ้อโหสิ
เนื้อเอ๋ยเนื้อเหลือเจ็บจนเล็บลิ
ยังปริปริปริ่มพร้อยเป็นรอยราย

ครั้นไปเยือนเรือนหลานบ้านวัดเกาะ
ยังทวงเพลาะแพรดำที่ทำหาย
ต้องใช้สีทับทิมจึ่งยิ้มพรายฯ
วิลาสลายลอยทองสนองคุณฯ
    
๏ แล้วไปบ้านตาลเรียงเคียงบ้านไร่
ที่นับในน้องเนื้อช่วยเกื้อหนุน
พอวันนัดชัดน้ำเขาทำบุญ
เห็นคนวุ่นหยุดยั้งยืนรั้งรอ

เขาว่าน้องของเราเป็นเจ้าสาว
ไม่รู้ราวเรื่องเร่อมาเจอหอ
เหมือนจุดไต้ว่ายน้ำมาตำตอ
เสียแรงถ่อกายมาก็อาภัพ

จะแทนบุญคุณมาประสายาก
ต้องกระดากดังหนึ่งศรกระดอนกลับ
ได้ฝากแต่แพรผ้ากับป้าทรัพย์
ไว้สำรับหนึ่งนั้นทำขวัญน้อง

ไปปีหนึ่งครึ่งปีเมื่อมีลูก
จะมาผูกมือบ้างอย่าหมางหมอง
แล้วมาเรือเหลือรำลึกเฝ้าตรึกตรอง
เที่ยวฉลองคุณท่านทุกบ้านเรือนฯ
    
๏ แค้นแต่ขำกรรมอะไรไฉนน้อง
เฝ้าท้องท้องทุกทุกปีไม่มีเหมือน
ช่างกระไรใจจิตไม่บิดเบือน
จะไปเยือนเล่าก็รู้ว่าอยู่ไฟ

จึงฝากคำทำกลอนไว้สอนสั่ง
เมื่อมิฟังพี่ห้ามตามวิสัย
พอวันพระศรัทธาพากันไป
เที่ยวแวะไหว้พระอารามตามกำลัง

พระพุทธเจ้าหลวงสร้างแต่ปางหลัง
สาธุสะพระนอนสิงขรเขา
ยี่สิบวาฝากั้นเป็นบัลลังก์
ดูเปล่งปลั่งปลื้มใจกระไรเลย

พระเนตรหลับทับพระบาทไสยาสน์เหยียด
อ่อนละเมียดอาสนะพระเขนย
พระเจ้างามยามประทมน่าชมเชย
ช่วยรำเพยพัชนีนั่งวีลม

แล้วนึกว่าหน้าหนาวมาคราวนี้
ถึงแท่นที่พระสถิตสนิทสนม
ยังมีแต่แพรหอมถนอมชม
ได้คลี่ห่มหุ้มอุระพระประธาน

อุทิศว่าผ้านี้ของพี่น้อง
ฝ่ายเจ้าของขาดรักสมัครสมาน
มาห่มพระจะให้ผลดลบันดาล
ได้พบพานภายหน้าสถาพร

ทั้งรูปงามทรามประโลมโฉมแฉล้ม
ขอให้แก้มสองข้างอย่างเกสร
ทั้งเนื้อหอมพร้อมสิ้นกลิ่นขจร
คนแสนงอนให้มาง้อมาขอชิม

หนึ่งผ้าข้าได้ห่มประทมพระ   
ขอทิฏฐะจงเห็นเป็นปัจฉิม
ให้มีใหม่ได้ดีสีทับทิม
ทั้งขลิบริมหอมฟุ้งปรุงสุคนธ์

ทั้งศิษย์หาผ้ามีต่างคลี่ห่ม
คลุมประทมพิษฐานการกุศล
ขอเนื้อหอมพร้อมกันเหมือนจันทน์ปน
ได้เยาะคนขอจูบรักรูปเราฯ
    
๏ แล้วลดเลี้ยวเที่ยวไปบันไดอิฐ
ต่างเพลินพิศเพิงผารุกขาเขา
จิกจันทน์แจงแทงทวยกรวยกันเกรา
โมกข์แมงเม่าไม้งอกซอกศิลา

เหล่าลั่นทมยมโดยร่วงโรยกลิ่น
ระรวยรินรื่นรื่นชื่นนาสา
โบสถ์วิหารลานวัดทัศนา
ล้วนศิลาแลสะอาดด้วยกวาดเตียน

มีกุฎีที่พระสงฆ์ทรงสถิต
พฤกษาชิดชั้นไผ่เหมือนไม้เขียน
น่าสนุกรุกขชาติดาษเดียร
เที่ยวเดินเวียนวงรอบขอบคีรีฯ
    
๏ พอแดดร่มลมชายสบายจิต
เที่ยวชมทิศทุ่งทางกลางวิถี
ทั่วประเทศเขตแคว้นแดนพริบพรี
เหมือนจะชี้ไปไม่พ้นแต่ต้นตาล

ที่พวกทำน้ำโตนดประโยชน์ทรัพย์
มีดสำหรับเหน็บข้างอย่างทหาร
พะองยาวก้าวตีนปีนทะยาน
กระบอกตาลแขวนกันคนละพวง

แต่ใจดีที่ว่าใครเข้าไปขอ
ให้กินพออิ่มอุทรบห่อนหวง
ได้ชื่นฉ่ำน้ำตาลหวานหวานทรวง
ขึ้นเขาหลวงเลียบเดินเนินบันได

ดูเย็นชื่นรื่นร่มพนมมาศ
รุกขชาติช่อดอกออกไสว
บ้างหล่นร่วงพวงผกาสุมาลัย
ต่างเด็ดได้เดินดมบ้างชมดวง

ภุมรินบินว่อนเที่ยวร่อนร้อง
เหมือนเสียงฆ้องหึ่งหึ่งล้วนผึ้งหลวง
เวียนประเวศเกษราบุปผาพวง
ได้เชยดวงดอกไม้เหมือนใจจงฯ
    
๏ โอ้อกน้องท่องเที่ยวมาเปลี่ยวจิต
ไม่มีมิตรที่จะชมสมประสงค์
กับหนูน้อยพลอยเพลินเที่ยวเดินวง
ขึ้นถึงองค์พระเจดีย์บนคีริน

ต่างเหนื่อยบอบนอบน้อมอยู่พร้อมพรั่ง
บ้างหยุดนั่งเอนนอนกับก้อนหิน
เห็นประเทศเขตแคว้นในแดนดิน
มีบ้านถิ่นทิวไม้ไรไรราย

คีรีรอบขอบเขื่อนดูเหมือนเมฆ
แลวิเวกหวาดหวั่นยิ่งขวัญหาย
เห็นทะเลเคหาหน้าหาดทราย
ดูเรียงรายเรี่ยเรี่ยเตี้ยติดดิน

ได้ชมเพลินเมินมุ่งดูทุ่งกว้าง
มีแถวทางเถื่อนท่าชลาสินธุ์
ฝูงวิหคนกกาเที่ยวหากิน
บ้างโบยบินว้าว่อนบ้างร่อนเรียง

ที่ไร้คู่อยู่เดียวก็เที่ยวร้อง
ประสานซ้องสกุณาภาษาเสียง
กินปลีเปล้าเขาไฟจับไม้เรียง
กรอดเคียงคู่กรอดแล้วพลอดเพลิน

รอกกระแตแลโลดกระโดดแล่น
กระต่ายเต้นตามลำเนาภูเขาเขิน
ที่ทุ่งกว้างกลางหนเห็นคนเดิน
หาบน้ำตาลคานเยิ่นหยอกเอินกัน

ทั้งล้อเกวียนเดียรดาษดูกลาดเกลื่อน
ทุกถิ่นเถื่อนทุ่งแถวแพ้วจังหัน
โสมนัสทัศนาจนสายัณห์
แล้วพากันเข้าในถ้ำน่าสำราญฯ
    
๏ มีพระไสยาสน์พระบาทเหยียด
คนมันเบียดเบียนขุดสุดสงสาร
พระทรวงพังทั้งพระเพลาก็ร้าวราน
โอ้ชาวบ้านช่างไม่สร้างขึ้นบ้างเลย

ทั้งผนังพังทับอยู่กับถ้ำ
โอ้นึกน้ำตาตกเจียวอกเอ๋ย
ดูว้างเวิ้งเชิงพนมน่าชมเชย
ต่างแหงนเงยชมชะง่อนก้อนศิลา

เป็นลดหลั่นชั้นช่องมีห้องหับ
แลสลับเลื่อมคล้ายลายเลขา
กลางคิรินหินห้อยย้อยระย้า   
ดาษดาดูดูดังพู่พวง

ฉะเช่นนี้มีฤทธิ์จะคิดช้อน
เอาสิงขรเข้าไปตั้งริมวังหลวง
เห็นหนุ่มสาวชาวบุรินสิ้นทั้งปวง
จะแหนหวงห้องหับถึงจับกุม

เขาตั้งอ่างกลางถ้ำมีน้ำย้อย
ดูผ็อยผ็อยเผาะลงที่ตรงหลุม
เป็นไคลคล้ำน้ำแท่งกลับแข็งคุม
เป็นหินหุ้มอ่างอิฐสนิทดีฯ
    
๏ แล้วเดินดูภูผาศิลาเลื่อม
บ้างงอกเงื้อมเงาระยับสลับสี
เป็นห้องน้อยรอยหนังสือลายมือมี
คิดถึงปีเมื่อเป็นบ้าเคยมานอน

ชมลูกจันกลั่นกลิ่นระรินรื่น
จนเที่ยงคืนแขนซ้ายกลายเป็นหมอน
เห็นห้องหินศิลาน่าอาวรณ์
เคยกล่าวกลอนกล่อมช้าโอ้ชาตรี

พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้อง
เรไรซ้องเสียงจังหรีดดังดีดสี
คิดคะนึงถึงตัวกลัวต้องตี
ต่อช้าปีจึงค่อยวายฟายน้ำตา

โอ้ยามยากจากบุรินมาถิ่นเถื่อน
ไม่มีเรือนแรมอยู่ในคูหา
เดือนสว่างต่างไต้เมื่อไสยา
แผ่นศิลาต่างฟูกกระดูกเย็น

ยังรินรินกลิ่นกลั่นจันทน์กระแจะ
เหมือนจะแนะนำจิตให้คิดเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
โอ้จำเป็นเป็นกรรมจึงจำไกล

มาเห็นถ้ำน้ำตาลงพรากพราก
แต่เพื่อนยากยังไม่เห็นว่าเป็นไฉน
จะไปเรือนเยือนเยี่ยมก็เจียมใจ
ขอสั่งไว้เถิดถ้ำที่ช้ำทรวง

อันถ้ำนี้ที่มนุษย์หยุดกินน้ำ
มิใช่ถ้ำของอิเหนาถ้ำเขาหลวง
เขาช่วยเล่าเถิดว่าเขาไม่ล่อลวง
แต่เขาหวงเขาห้ามต้องขามใจ

จึงเขียนกลอนนอนค้างไว้ต่างพักตร์
หวังประจักษ์มิ่งมิตรพิสมัย
จะภิญโญโมทนาให้อาภัย
อย่าน้อยใจเลยถ้ำขออำลาฯ
    
๏ แล้วลัดออกนอกลำเนาภูเขาหลวง
ดูเด่นดวงเดือนสว่างกลางเวหา
โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างที่กลางนา
เสียงปักษาเพรียกพลอดบนยอดตาล

มาตามทางหว่างโตนดลิงโลดจิต
แต่พวกศิษย์แสนสุขสนุกสนาน
เห็นกระต่ายไล่โลดโดดทะยาน
เสียงลูกตาลกรากตึงตะลึงแล

ต่างชิมชมดมเดินเจริญรื่น
เที่ยวชมชื่นเขตแขวงด้วยแสงแข
ต่างลดเลี้ยวเที่ยวเด็ดดอกแคแตร
ได้เห็นแต่นกน้อยต้อยตีวิด

สักสองยามตามทักล้วนปักษา
เสียงแจ้วจ้าจ้อยเจี๋ยวเตี๋ยวเตี๋ยวติด
โอ้ฟังฟังหวังสวาทไม่ขาดคิด
ช่างไม่ผิดเสียงสาวชาวพริบพรีฯ
    
๏ แล้วเลี้ยวลงตรงหน้าวัดพระธาตุ
พอเดือนคลาดคล้อยจำรัสรัศมี
ดูพระปรางค์กลางอารามก็งามดี
แต่ไม่มีเงาบ้างเป็นอย่างไร

สาธุสะพระมหาตถาคต
ยังปรากฏมิได้เสื่อมที่เลื่อมใส
พอไก่ขันวันทาลาครรไล
ลงเรือใหญ่ล่องมาถึงธานีฯ
    
๏ จึงจดหมายรายความตามสังเกต
ถิ่นประเทศแถวทางกลางวิถี
ให้อ่านเล่นเป็นเรื่องเมืองพริบพรี
ผู้ใดมีคุณก็ได้ไปแทนคุณ

ทั้งผ้าหอมย้อมเหลืองได้เปลื้องห่ม
พระประทมที่ลำเนาภูเขาขุน
กุศลนั้นบรรดาที่การุญ
รับส่วนบุญเอาเถิดท่านที่อ่านเอยฯ

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN