ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อนใจ...ไว้ให้เธอ  (อ่าน 12353 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 9 : เรียนรู้ คู่ใจ (2)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 02:15:47 pm »

บทที่ 9 : เรียนรู้ คู่ใจ (ต่อ)




   “เอาล่ะค่ะ...เข้าแถวให้เรียบร้อยเลยค่ะน้องๆทุกคน เซ็นชื่อลงทะเบียนให้เสร็จแล้วไปรวมกันที่ห้องประชุมได้เลยนะคะ”

   เสียงกังวานที่ส่งผ่านโทรโข่งถึงรุ่นน้องประมาณยี่สิบคนที่ล้วนแต่เป็นสมาชิกชุมนุมชูใจวัยโจ๋ที่ได้รับการคัดเลือกให้มาเข้าค่ายในวันนี้ยังคงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนกว่าทุกคนจะมากันครบ

   “เฮ้ย...มีใครเห็นนนท์บ้าง ตาบ้านี่เหลือเกิน วันอย่างนี้ยังจะอุตส่าห์มาสาย” พี่เดียบ่นเป็นหมีกินผึ้งเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนจะแปดโมงแล้ว

   ก็น่าเห็นใจท่านรองอยู่หรอกนะเพราะถ้าหัวหน้าชุมนุมมาไม่ทันก็ได้เป็นหน้าที่พี่แกอีกที่จะต้องทำการเปิดงานแทนเพราะเดี๋ยวท่านอาจารย์ที่ปรึกษาก็จะมาให้โอวาทเป็นพิธีเปิดเล็กๆก่อนเข้าค่ายสองวันหนึ่งคืนในครั้งนี้

   “อัยๆ...ตกลงว่าพี่เดียกับเตยจะจัดการพิธีเช้าส่วนแก้วกับมายด์จะเป็นพิธีกรตอนช่วงที่มีการแข่งขันนะ” ดาหันมาบอกกับเธออย่างที่เธอก็พยักหน้าตอบเรียบๆ “ส่วนกิจกรรมล้อมวงตอนกลางคืนน่ะ...แกช่วยฉันหน่อยได้ไหม น้องกานต์มาไม่ได้น้องเขาติดเรียนพิเศษ”

   “เอางั้นหรอ” อัยยักไหล่ “ถ้าพอช่วยได้ก็ได้ทั้งนั้น”

   “ต้องได้อยู่แล้วล่ะ ...แกติดค้างพนันอยู่นี่” ดายิ้มชอบใจ “เออ ว่าแต่แกลงชื่อยัง”

   “เรียบร้อยแล้ว”

   “น้องอัย...นี่ตกลงน้องกรเขาจะมาไหมจ๊ะ” พี่เดียเดินมาหาเธอเมื่อเวลามันเริ่มกระชั้นชิด

   “คะ?” อัยยามองตอบอย่างงงๆ “กรทำไมหรือคะ”

   “ก็ยังไม่มาเลยน่ะสิ ...แล้วก็น้องเต้อีกคน เนี่ย เหลือแค่สองคนนี้ล่ะที่ยังมาไม่ถึง”

   อัยเห็นสีหน้าเครียดๆของพี่แกก็เลยได้แต่บอกไปว่า

   “เดี๋ยวก็คงมามั้งคะ”

   “จริงๆเลยเชียว ...ไอ้ประธานค่ายมันหายไปไหนวะ” พี่เดียบ่นหงุงหงิงไปเรื่อย “มันต้องโดนประจานสักที ไปหลีสาวที่ไหนอยู่นะ” ว่าแล้วก็กดมือถือยิกๆจนหน้าจอเกือบค้าง

   “เฮ้ยๆ ขอโทษๆ รถเรายางแตกอยู่ตรงเซเว่นนู้น~ นี่วิ่งมาเลยนะ” พี่นนท์ออกปากแก้ตัว (วิ่งมาแต่เหงื่อไม่ออกสักหยดเนี่ยนะพี่) ก่อนที่พี่เดียจะทันได้พูดอะไร “นี่ไง...เจอเจ้าสองคนนี้พอดี เห็นมันเดินอ้อยอิ่งเหลือเกินเลยลากมาด้วย”

   “ไปเลย...น้องกรน้องเต้ไปลงชื่อแล้วหาที่นั่ง” พี่เดียจัดการบอกสมาชิกชุมนุมทั้งสองก่อนจะส่งตาเคืองๆหาท่านประธานราวจะบอกว่า ‘รอดตัวไป’

   อัยมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นแล้วจึงเดินไปนั่งร่วมพิธีเปิดข้างๆกันกับลดา

   เธอค่อนข้างจะโล่งใจที่การบ้านหนักๆในสัปดาห์นี้แทบไม่มีเลย คณิตศาสตร์เธอก็ปั่นจนเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนเพราะฉะนั้นการบ้านที่ต้องส่งวันจันทร์เธอก็ทำเสร็จหมดแล้ว

   นึกถึงตอนนั้นก็ขำดี เพราะตั้งแต่คืนที่กรมาทำการบ้านเป็นเพื่อนเธอแล้วพ่อเธอก็รี่กลับบ้านมาตามคาด เธอแกล้งบอกลากรให้พ่อได้ยินไป

   ‘ว่างๆก็มานั่งทำการบ้านด้วยกันอีกก็ได้ เผื่อจะสอนเราบ้าง’

   นายกรเลยแวบมานั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนเธอ (อย่างน้อยก็คณิตศาสตร์เพราะมีทุกวัน) ทุกวันยกเว้นวันที่เขามีซ้อมบอล... ใช่เลย พ่อเธอเลยต้องกลับมานอนบ้านทุกคืน!

   พิธีเปิดค่ายเริ่มขึ้นเมื่ออาจารย์ส้มที่ปรึกษาชุมนุมมาถึง

   ท่านอาจารย์ร่างเล็กยิ้มแจ่มใสและเดินขึ้นแท่นพิธีอย่างกระฉับกระเฉง ท่านกล่าวเปิดงานและอวยพรให้งานนี้สำเร็จลงด้วยดี กำชับเรื่องการถ่ายรูปเก็บหลักฐานการเข้าค่ายและการวางตัวของคนในค่ายด้วยสีหน้าเคร่งๆ

   “อย่าคิดจะทำอะไรพิเรนทร์กันขึ้นมาเชียวนะ...เราๆก็รู้กันดีว่านี่คือรั้วโรงเรียนแม้จะเป็นกิจกรรมเชิงสันทนาการแต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขต ครูสนับสนุนให้ลูกๆทุกคนแสดงออกได้ตามศักยภาพแต่ก็ต้องอยู่ในมารยาทอันดี เข้าใจนะ อย่าทำให้ครูหรือสถานศึกษาหรือแม้แต่ตัวเองต้องเสียชื่อด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ...แล้วก็อย่าลืมไป...” ท่านลดเสียงเบาลง “...เช่าพระติดตัวกันมาแล้วใช่ไหมจ๊ะลูก ...อย่าทำอะไรแผลงๆให้เจ้าที่เจ้าทางเขาโกรธเอาเข้าใจไหม ...เอาล่ะจ้ะ ในฐานะของที่ปรึกษาก็ขอให้กิจกรรมนี้ผ่านไปด้วยดีจ้ะ”

   ท่านเดินยิ้มๆลงไปนั่งสังเกตการณ์ในช่วงที่พี่นนท์ขึ้นพูดความเป็นไปเป็นมาของการเข้าค่ายครั้งนี้รวมทั้งกฎกติกามารยาทที่พี่แกอรัมภบทให้ฟังด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

   “พี่และกรรมการทุกคนในที่ชุมนุมคิดจัดค่ายนี้ขึ้นมาเพื่อให้น้องๆได้จำลองการสร้างและใช้ชีวิตในครอบครัวของตนเองโดยที่เราจะใช้การอยู่รวมกันของคนหมู่มากเป็นสถานที่จำลองบ้านหลังใหญ่ แม้ว่าจะไม่เหมือนการใช้ชีวิตในครอบครัวปกตินักแต่ก็ใกล้เคียงในด้านของความคิดความอ่านที่ต่างกันไป เราจะยิ่งแตกต่างกันเพราะมาจากคนละครอบครัว จุดประสงค์หลักๆคืออยากให้น้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและต่อยอดไปเป็นการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ...ฉะนั้น เราต้องมีกฎของค่าย”

   เสียงกระแอมดังผ่านไมค์มาครั้งหนึ่งก่อนที่พี่นนท์จะพูดต่อ

   “หนึ่งเลยคือพี่อยากให้เราลองคิดว่าทุกๆคนในค่ายนี้คือพี่น้องที่เราใช้ชีวิตร่วมครอบครัวกันมาอย่างปกติ สองก็คือ...พี่ไม่อยากให้น้องๆใช้สรรพนามอื่นใดนอกจากคำว่า ‘พี่’ ‘น้อง’ และชื่อของตนเองเท่านั้น ถ้าพี่ได้ยินใครแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ ‘แก’ ‘นาย’ ‘เรา’ หรือคำพ่อขุนรามอื่นๆพี่ก็มีกิจกรรมยามค่ำให้น้องๆทำกัน...เหมือนเวลาที่พี่ทำอะไรผิดในบ้านนะ แม่พี่จะให้พี่ไปขัดห้องน้ำทั้งปี ...แต่ที่โรงเรียนเนี่ย มีห้องน้ำตั้งสิบยี่สิบห้องแหนะ จริงไหม”

   พี่นนท์ขยับยิ้มอย่างชอบใจก่อนจะว่าต่อ

   “หลังจากจบพิธีเปิดเราจะมาจับคู่เล่นเกมส์กันนะครับ บอกไว้เลยว่าคู่ไหนชนะจะมีรางวัลให้ พี่ๆเองก็จะลงไปเล่นด้วย ...ไม่ออมมือให้หรอกนะ” อาการยักคิ้วนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังได้หลายคน “เชิญท่านรองต่อเลยครับ”

   พี่เดียค่อยก้าวขึ้นไปรับหน้าที่แทนเมื่ออาจารย์ส้มมาคุยกับพวกกรรมการคำสองคำแล้วจึงจากไป

   อัยถือเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์จะปล่อยให้นักเรียนคุมกันเอง โรงเรียนของเธอมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยทำให้จำนวนอาจารย์ที่มีมากก็เหมือนจะไม่พอ ท่านอาจารย์หลายๆท่านโดยเฉพาะอาจารย์ที่เพิ่งจะบรรจุใหม่ที่ยังไฟแรงจึงมักมีภารกิจมากและจะมอบหมายคนที่ไว้ใจได้ให้ทำงานโดยครูส้มจะมีวิธีการตรวจสอบโดยโทรฯเช็คเป็นระยะ โทรฯหาหลายๆคนในเวลาใกล้ๆกันเพื่อที่ว่านักเรียนจะได้ไม่ทันเตรียมคำโกหกให้ตรงกันได้

   “อัยๆ ไปนั่งกับดาทางนู้นดีกว่านะ แก้วกับมายด์ก็อยู่ทางนู้น” ดาว่าเสียงใสแล้วจูงมือเธอให้ลุกตามไป

   “แต่ยังไงเดี๋ยว...” ดาส่งสายตามาเตือนด้วยรู้นิสัยการพูดของเธอดี อัยจึงค่อยดึงสติกลับมาควบคุมในทุกอริยาบถของตนเอง “แก้วกับมายด์ต้องเป็นพิธีกรตอนแข่งขันนี่นา ...ว่าแต่อัยกับดาต้องไปแข่งด้วยหรอในเมื่อรู้กันหมด” เธอค่อนข้างจะกระดากปากไม่น้อยเพราะไม่เคยแทนชื่อตัวเองแบบนี้นอกจากเวลาพูดกับพ่อแม่

   “ไม่รู้สิก็พี่นนท์ยังบอกจะลงแข่งเลย อัยกะดาคงไม่รอดหรอก” ดาโคลงศีรษะแล้วพ่นลมหายใจเหมือนอึดอัด “คงตลกน่ะถ้าพูดแทนตัวเองอย่างนี้กับคนไม่รู้จัก แต่ก็ดีนะจะได้จำชื่อกันให้ได้ทั้งหมด”

   “พี่ๆก็คงอยากให้เป็นงั้น” อัยรู้สึกว่ามันง่ายกว่าถ้าจะเลี่ยงการใช้สรรพนามทั้งหลาย

   ความวุ่นวายก่อขึ้นมาสักพักหนึ่งเมื่อพี่เดียเริ่มการจับคู่โดยตอนแรกจะให้จับเชือกกันคนละด้าน (ตามที่เคยตกลงกันไว้ตอนประชุม แถมพวกพี่ๆก็มีวิธีจะจับเชือกให้ตรงกับคนที่อยากได้เสียด้วย) แต่พวกเธอช่วยกันซ่อนเชือกไว้ตั้งแต่ตอนก่อนเริ่มพิธีเปิด แล้วตอนนี้แก้วกับมายด์ก็จับไมค์เป็นพีธีกรแทนเสียแล้ว

   ...เพราะงั้น ต่อจากนี้สองคนนั้นมีหน้าที่ดำเนินการ

   “เอาล่ะค่ะ...เราจะจับคู่กันด้วยการจับฉลากนะคะ” แก้วว่าออกมาเสียงใสขณะที่มายด์เดินแจกกระดาษให้ผู้มาร่วมกิจกรรมแต่ละคนเขียนชื่อและชั้นเรียนของตนลงไป (กันชื่อซ้ำ) โดยแยกกล่องชายหญิง (การคัดคนเข้าค่ายนั้นดูแล้วว่ามีคู่ครบแบบเว้นพิธีกร) “โดยตอนแรกแก้วจะขออนุญาตจับเลือกมาคนหนึ่งก่อน แล้วก็จับฉลากกันต่อไปเรื่อยๆจนครบคู่นะคะ”

   การจับฉลากดำเนินไปเรื่อยๆโดยที่คนแรกที่แก้วจับขึ้นมาเป็นเด็กผู้ชาย ม.สามซึ่งล้วงจับฉลากกล่องผู้หญิงได้เตย ม.ห้าไปเป็นคู่หู แล้วเตยก็จับออกมาอีกคนให้คนๆนั้นมาเลือกคู่ของตัวเองต่อ เรื่อยมาจนเหลืออยู่อีกประมาณสามสี่คู่

   “การจับฉลากก็เหมือนการเสี่ยงดวงอย่างหนึ่ง” มายด์เริ่มบรรยายไปเรื่อยๆเมื่อเต้ขึ้นไปจับฉลาก “ก็เหมือนการสร้างชีวิตครอบครัว ถ้าดวงดีก็ได้คู่ดีเข้ากันได้ ถ้าดวงแย่หน่อยก็อาจจะได้คนที่เข้ากันลำบาก แต่เกมต่อจากนี้ก็เหมือนการสร้างสัมพันธภาพที่ดีเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ซึ่งตามหลักแล้วก็คงเทียบไม่ได้กับที่พ่อแม่ของเราทุกคนที่บางคนอาจจะเหลือเพียงแม่หรือพ่อทั้งเพราะความตายมาพรากหรือความไม่ลงรอยแยกให้ห่างกันก็ตาม...แต่ความลำบากในการเล่นเกมก็พอจะเป็นพื้นฐานให้เราทำความเข้าใจได้ในรูปธรรมนะคะ”

   “ดา...ม.ห้าทับสามครับ” เต้พูดกับไมค์เมื่อจับฉลากได้ชื่อแม่นางแบบสมัครเล่นไปอย่างที่เสียงโห่ดังขึ้นมาให้ชายใส่แว่นหน้าแดงขึ้นมาหน่อยในขณะที่ลดายิ้มยินดีที่ได้คู่รู้จักกัน

   “ฮะฮ่า คนสวยเราออกเรือนเสียแล้ว” แก้วว่าอย่างที่เรียกเสียงครึกครื้นขึ้นมาทันที “เหลือแน่งน้อยกี่นางนี่” ยัยนั่นยักคิ้วใส่อัยอย่างที่คนเป็นเพื่อนกันมายักคิ้วตอบด้วยรู้ตัวว่ากำลังจะโดนแซว “จะอยู่เป็นคนสุดท้ายเลยไหมจ๊ะอัย ไม่มีคู่จริงๆเดี๋ยวแก้วไปเล่นด้วยก็ได้นะ”

   “อย่าลำบากเลย” อัยว่ายิ้มๆอย่างไม่ต้องการคาดเดาใดๆ

   “แหนะ...นักบอลยังอยู่นะอัย ดูซิรอบนี้จะดวงสมพงศ์กันอีกไหม”

   อัยเบะปากแก้เขินเมื่อเสียงโห่เชียร์มันดังจนน่าอาย

   ...จะสมพงศ์หรือไม่ดูจะเป็นฝีมือเจ้าพิธีกรข้างบนนั่นมากกว่า

   ...ฉันเห็นนะ! ยัยมายด์แอบล้วงกล่องจับฉลากระหว่างที่คนอื่นๆกำลังสนใจกับดาบนเวที

   เด็กสาวนึกรำคาญเมื่อเธอโดน ‘ขีดมาว่าคู่กัน’ เข้าให้เสียแล้ว

   “โดนจับคู่จริงๆด้วย” เสียงกระซิบทุ้มหูจากด้านหลังเล่นเอาสะดุ้ง “อัยนี่ทายแม่นจัง”

   “เรื่องอย่างนี้ต้องทายด้วยหรือไงล่ะ กรไปฟ้องพี่นนท์เลยสิ บอกเราจะได้อะไร”

   “แหนะ ห้ามพูด ‘เรา’ ไม่ใช่หรอ”

   “ก็ไปฟ้องพี่เขาซะสิ”

   “ก็กรไม่ใช่คนขี้ฟ้อง ...อัยก็ไปฟ้องสิ” เสียงนั้นยิ่งฟังออดอ้อนไปใหญ่เมื่อแทนตนเองด้วยชื่อ “แต่กรไม่อยากให้อัยโดนขัดห้องน้ำ กรไม่ฟ้องหรอก”

   “ทำเป็นพูดไป”

   อัยมองบุคคลที่เหลืออยู่นอกจากเธอและกรพลางนึกถึงกติกาแต่ละอย่าง

   ...โอ้ น้อง ม.สองตรงนั้นท่าทางงุ่มง่ามจัง ส่วนพี่ ม.หกอีกคนก็หน้าเหี้ยมซะ

   อย่างนั้นก็ปล่อยเพื่อนๆมันจับคู่ไปเหอะ

   เลือกคู่มันต้องใช้ดวงก็จริง ...แต่ในเมื่อไม่พึ่งดวงมันก็ดีอยู่แล้วเธอก็ฉลาดพอจะจับคู่นี้ไว้ล่ะนะ!

   “อัยรู้กติกานี่”

   “อื้ม” อัยกระซิบตอบเมื่อน้องผู้หญิงคนสุดท้าย (ไม่นับเธอ) ขึ้นเวทีไปจับฉลาก สายตานั้นมองกรสลับกับรุ่นพี่ ม.หกก่อนจะกลั้นใจหยิบฉลากขึ้นมาอย่างที่อัยยานึกสงสารไม่น้อย

   “งั้น...” บนเวทีประกาศคู่ให้น้องเขาขณะที่กรบอกเธอว่า “คู่กันรอบนี้...อัยเป็นช้างเท้าหน้าไปเลยนะ เดี๋ยวเราเดินตามเอง”

   ชิ!

   อัยยามองเพื่อนทั้งสองบนเวทีเมื่อแก้วเริ่มหัวเราะจนท้องแข็งขณะที่มายด์ร้องเพลง

   “พรหมลิขิตบันดาลชักพา ...ดลให้มาพบกันทันใด ฮิ้ว~”

   “เอาล่ะ...สองคนสุดท้ายไม่ต้องจับแล้ว...รู้ชะตากรรมกันดีนะจ๊ะที่รัก” แก้วว่าพร้อมเสียงร้องแซวชวนแทรกแผ่นดินหนี

   ถึงแม้ว่าเธอจะพอคุ้นกับตากรบ้างแล้ว แต่ไอ้รายการโดนคนเป็นสิบจับจ้องนั่นต่างหากที่เป็นประเด็น!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:06:21 pm โดย ดาราอรุณ »


ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ v.nefertali

  • แรงบันดาลใจ สร้าง...จินตนาการ...
  • ผู้ดูแลคลับกวี

  • *
  • กระทู้: 2,627
  • กดถูกใจ: 2 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 228
  • วันนึงรักจะโตเป็นเงา"ให้เราพักสายตา"
    • Facebook
Re: ลุ้นหัวใจ...คนไร้ตัวตน
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 06:37:06 pm »
ช่วงนี้กรุงเทพ ตอนกลางคืนบรรยากาศดีมากๆ ลมพัดแรง เย็นๆดี

แต่กลางวันอย่าให้พูดเลย ...ตัวจะไหม้  p30
ทุกความงามเกิดได้...เพราะความรัก      เพราะหัวใจมีรัก .....โลกจึงหมุน
หากฝันหวาน...พารักแท้....มาเจือจุน      อยากให้หล่น...."ในใจคุณ" ... นิจนิรันด์
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 10 : เข้าค่าย (1)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มีนาคม 13, 2010, 10:04:03 pm »
บทที่ 10 : เข้าค่าย (1)
++++++++++++++++++++++
วันเวลาที่เราได้ใกล้ชิด
แค่เพียงคิดหัวใจก็สุขล้ำ
วันเวลาแนบตัวเธอในทรงจำ
ทุกถ้อยคำนำเรียงร้อยเพียงในใจ
++++++++++++++++++++++

   “ตกลงอัยนำนะ”

   “ไม่รู้หรือไงว่าเวลาช้างจะเดินน่ะ...มันก้าวเท้าหลังก่อน” อัยยาว่าแล้วถอนใจเมื่อโดนจับมัดขาติดกับพ่อนักบอลตาคม

   วิ่งสามขา...เกลียดวิ่งสามขา!

   เด็กสาวเบะปากหน่อยๆเมื่อการแข่งรอบแรกคือ ‘วิ่งคู่สู่ฝัน’ ซึ่งแบ่งเป็นแข่งกลุ่มแรกและกลุ่มสอง ...สองคู่แรกจากกลุ่มหนึ่งและสองคู่แรกจากกลุ่มสองเป็นคู่ที่จะไปแข่งกันด้านอื่นต่อ

   ก่อนจะเริ่มการวิ่งที่มาแข่งกันตรงลู่วิ่งของโรงเรียนพร้อมพลพรรคช่างกล้องที่สละเวลามากันให้พร้อมหน้า (พวกชุมนุมหนังสือพิมพ์โรงเรียนยินดีมาถ่ายรูปให้เมื่อพี่เดียคนงามไปคุยกับหัวหน้าชุมนุมนั้นด้วยตัวเอง)

   “สู้เขานะอัย สู้เขานะกร!” ดาที่แข่งกลุ่มสองส่งเสียงพลางโบกมือให้อย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกเพราะดูว่าเจ้าตัวจะคุยกับเต้ถูกคอ

   “ไม่ต้องรีบนะ” กรยิ้มบอก

   “น่าจะเป็นอัยนะที่ต้องพูดคำนั้น” สุดท้ายเธอก็แทนตนด้วยชื่อเพราะต้องรีบทำใจให้ชินไม่งั้นก็กระดากไม่เลิก

   ตากรก็ยิ่งยิ้มกว้างไปใหญ่เมื่อได้ยินอย่างนั้น

   “อัยก้าวขวาก่อนนะ ...พอพี่เขาให้สัญญาณเตรียมตัวก็ถอยขาขวาไปข้างหลัง” ขาขวาของเธอเป็นขาข้างที่ถูกผูกติดกับขาซ้ายของเขา “พอเริ่มก็ก้าวขวา แค่เดินก็ได้...ไม่ต้องรีบ ล้มไปมันไม่สนุก”

   อัยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

   “ขออนุญาตนะครับ” เขาว่าเบาๆแล้วโอบไหล่เธอไว้หลวมๆ มืออุ่นๆนั้นชวนให้คลายตื่นเต้นไม่น้อย...เธอรู้สึกขึ้นมาเชียวว่าเขาพึ่งได้แค่ไหน

   “ตกลงจะเล่นแบบสนุกๆพอผ่านๆหรือคิดอยากชนะ?” อัยถามออกไปหลังวางตัวจนเข้าที่เข้าทาง แน่ใจว่าจะก้าวขาออกไปได้แม้จะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง

   “เวลาเล่นบอลกรก็เล่นตามที่ซ้อมแต่ก็เอาสนุกไว้ก่อนจะได้ไม่เครียด” เขาว่าแล้วยิ้ม “แต่เวลาเล่นเกมนี่เผลออยากเอาชนะทุกที”

   “งั้นก็ตามใจแล้วกัน...เรื่องวิ่งเนี่ย อัยยกให้”

   “ครับผม” เขาทำหน้าระรื่นอย่างที่เธอไม่ค่อยจะเข้าใจในความหมายแต่เมื่อยัยแก้วให้สัญญาณด้วยนกหวีดเธอก็ถอยขวาตามที่เขาบอกไว้

   พอได้ยินเสียงสัญญาณอีกทีเธอก็ก้าวขาตามเขาแบบที่ออกจะเชื่องช้าไปหน่อยในตอนแรก แต่เพราะแรงดึงจากเชือกทำให้ต้องเร่งก้าวเร็วๆตามอย่างช่วยไม่ได้

   “เอาล่ะค่ะ...เชือกที่ขาก็เปรียบกับอุปสรรคในชีวิตคู่ ที่ถ้าใจไม่ไปด้วยกัน ไม่รู้ในจังหวะของกันและกันก็อาจจะขัดแข้งขัดขากันเองจนล้มคะมำลงไปได้” มายด์ว่าไม่ทันขาดคำคู่หูที่มีขนาดตัวต่างกันโขคู่หนึ่งก็ล้มไปกับพื้นอย่างที่อาการน่าจะไม่หนักนักเดี๋ยวก็จะมีหน่วยปฐมพยาบาลไปดูแล “เมื่อล้มลงไปแล้ว จะเข้าใจในความผิดและให้อภัยกันก่อนจะก้าวต่อไปด้วยกันอีกครั้งได้หรือไม่...นั่นล่ะค่ะหัวใจของการทำงานเป็นคู่ ...หัวใจของการเป็นคู่ชีวิต”

   “ตอนนี้พี่นนท์กับน้องดิวนำลิ่วมาแล้วค่ะ ตามมาด้วยคู่น้องภาคกับน้องอร ที่สามก็ไม่ใช่ใครที่ไหน กรกับอัยนั่นเอง” แก้วเริ่มส่งเสียงพากย์อย่างกับเชียร์มวย

   “เฮ้ย!” อัยร้องออกมาหน่อยๆเมื่อสะดุดก้อนหิน

   กรตวัดแขนโอบเอวเธอเข้าหาก่อนจะล้มคะมำกันไปทั้งคู่

   เด็กสาวหายใจหอบด้วยความตกใจ มือก็เกาะบ่าคนที่โอบเอาไว้แน่นอย่างลืมตัว

   “อัย เหยียบเท้ากร ทั้งสองข้างเลย เร็ว”

   “หา อ๊ะ” เธอเบิกตาโตมองเขาเมื่อเขายกตัวเธอขึ้นหน่อยๆก่อนที่เธอจะยืนบนเท้าของเขาโดยหันหน้าเข้าหา กรจับมือเธอไปเกาะบ่าทั้งสองข้างในขณะที่เขาโอบเอวเธอไว้

   “ไปละนะ” รอยยิ้มเด็กๆนั้นแย้มออกเมื่อเขาวิ่งไปทั้งอย่างนั้น เขาวิ่งแซงคู่อันดับสองไปสบายๆราวกับเธอเป็นแค่ตุ๊กตาตัวเล็กๆที่เขาอุ้มไว้เฉยๆ

   เธอเข้าเส้นชัยหลังคู่พี่นนท์ด้วยระยะทางไม่ถึงเมตร

   หญิงสาวที่ไม่ได้ออกวิ่งเลยกลับเป็นฝ่ายหอบด้วยความตื่นเต้น

   พอเท้าได้แตะพื้นอีกครั้งก็ถามออกไปแทบจะทันที

   “เจ็บหรือเปล่า”

   “ไม่ๆ...อัยตัวเบาอย่างกับเด็ก” กรหัวเราะอีก “แถมได้เข้ารอบต่อไปด้วยนะ...ใบ้หน่อยสิ ต่อไปเป็นอะไรหรอ”

   “เดี๋ยว...ขออัยหายใจก่อน” เธอถอนใจพลางยกมือห้าม “ตกใจหมดเลย”

   “อัยต้องออกกำลังกายบ้างนะ ถือเป็นการฝึกระบบการหายใจ ...เต้เป็นหอบยังไม่เป็นหนักอย่างอัยเลย”

   “วิ่งเฉยๆไม่หอบอย่างนี้หรอก” เธอว่าแล้วมุ่นคิ้ว

   “เอ้า เถียงได้แล้วนี่ ตกลงรอบต่อไปแข่งอะไรหรอ” กรยิ้มถามตาใสอย่างที่เธอก็ได้แต่ตอบไปเนือยๆ

   “รู้สึกจะเป็นเกมแต่งตัวหรืออะไรสักอย่าง” เด็กสาวทำหน้าเซ็ง “ไม่อยากเล่นรอบนี้ที่สุดเลย”

   “โห” เขาว่าแล้วก้มไปผูกเชือกรองเท้าเมื่อเห็นว่ามันหลุด (คงเป็นตอนที่เธอเหยียบเข้าไป ...รองเท้าผ้าใบสีขาวดำหมดแล้ว) “อัยว่างั้นต้องสนุกแหงเลย”

   นี่เขาว่าเธอขวางโลกชัดๆเลย!

   ได้! ลองดูสักทีกรวิก!







   “อัยๆ” ดาวิ่งเข้ามาหาระหว่างรอกรรมการจัดสถานที่ต่อไปซึ่งมากันที่อาคารเรียนคณิตศาสตร์ “รู้สึกเขาจะเพิ่มกติกา”

   “จริงดิ” อัยขมวดคิ้วขณะที่คู่ของเธอทั้งสองก็ยืนฟังอยู่ด้วยกัน “พี่ๆเขาเพิ่มหรือยัยสองคนนั้นเพิ่มล่ะ”

   “ดาว่าน่าจะเป็นแก้วกับมายด์ที่เพิ่ม...เพราะพี่ๆเขาก็แข่งด้วย”

   “แล้ว...” เด็กสาวแหยหน้าขณะที่เพื่อนสาวก็ยิ้มแหย

   ตอนนี้ที่ผ่านเข้ารอบกันมาก็มีคู่พี่นนท์ คู่ของดา คู่ของน้องม.สาม แล้วก็คู่ของเธอ

   คนแข่งน้อยลงแสดงว่ากองเชียร์เพิ่มขึ้นล่ะ เสียงมันก็เลยกระหึ่มทั่วอาคารคณิตศาสตร์เชียว

   ยิ่งพวกตากล้องกระจายตัวกันไปตามจุดต่างๆก็ยิ่งชวนให้อยากรู้ว่ายัยสองคนนั้นเพิ่มอะไรมาให้งงกันอีก

   “เอาล่ะ...ผู้เข้าแข่งฟังกติกากันดีๆ ...ต่อจากนี้จะเป็นการแข่งรอบสอง มีชื่อเกมว่า ‘แต่งตัวตามงาน’ โดยเราจะคัดเหลือสองทีมไปแข่งในรอบสุดท้าย” แก้วเริ่มพูดผ่านโทรโข่งอย่างชำนิชำนาญ

   “น่าลุ้นกันทั้งนั้นเลยใช่ไหม ชอบใครเชียร์ใครเชียร์ให้สุดเสียงไปเลย!” ยัยมายด์รับต่อไปอย่างไม่รั้งรอจนถึงช่วงบอกกติกา “เอาล่ะ เกมนี้คุณสุภาพสตรีจะต้องวิ่งไปหาชุดคุณสุภาพบุรุษมาจากบนอาคารก่อนจะลงมาแต่งตัวให้คุณผู้ชายที่ด้านล่าง พอคุณผู้ชายแต่งตัวเสร็จก็ต้องวิ่งขึ้นไปหาชุดคุณผู้หญิงบนอาคารลงมาแต่งตัวให้คุณผู้หญิงที่ยืนรออยู่จุดเดียวกัน จากนั้นจึงเดินควงกันไปเข้าเส้นชัยที่ใต้อาคารวิทยาศาสตร์”

   “ชุดทั้งหมดที่เอาไปแขวนไว้จะอยู่คละๆกัน แล้วแต่ดวงว่าจับฉลากได้งานอะไรแล้วก็วิ่งขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าลงมาให้เหมาะสมกับงานที่จะไป ...แต่งได้แต่งดีมีโบนัสนะจ๊ะแม้จะไม่ผ่านเข้ารอบก็ตาม”

   “โหย...” ดาร้องออกมาอย่างไม่ชอบใจ “ต้องวิ่งขึ้นบันไดด้วยหรอ”

   “ไม่วิ่งก็ได้จ้ะดา เดินสบายๆลอยชายเลือกเสื้อผ้าก็ได้เหมือนกัน” แก้วหันมาตอบแล้วหัวเราะ “พร้อมหรือยังคะผู้เข้าแข่งรอบสองทุกท่าน”

   “พร้อม~” เสียงตอบบ่งกระแสเหนื่อยหน่ายปนขบขันนั้นเรียกให้พิธีกรสร้างบรรยากาศต่อไปว่า

   “กองเชียร์ล่ะพร้อมหรือยัง”

   “พร้อม!” เสียงนั้นดังขึ้นก่อนจะกรี๊ดกระหึ่มกันขึ้นมาอีก บางคนที่พกกล้องส่วนตัวมาก็หยิบออกมาแย่งหน้าที่ช่างกล้องพิเศษเสียหมด

   “ถ้างั้น...คุณสุภาพสตรีเข้าที่”

   อัยเบะปากเพราะไม่อยากขึ้นบันได นึกถึงตอนมาส่งการบ้านคณิตทีไรล่ะเหนื่อยใจทุกที

   “เดินดีๆนะอัยไม่ต้องรีบ” กรส่งเสียงบอกด้วยอารมณ์รื่นเริง “ไม่ต้องวิ่งเดี๋ยวตกบันไดอีก”

   เด็กสาวหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาจนไม่คิดจะต่อคำเมื่อแม่พิธีกรทั้งสองเริ่มเดินมาหาทีละคน

   “จับฉลากจ้า” มายด์เดินถือกล่องมาตรงหน้าเธอและดา

   “มีแบบให้ใส่ชุดไปออกกำลังกายไหม” อัยแกล้งถามอย่างที่เพื่อนสาวก็หัวเราะคิก

   “แต่มายด์อยากเห็นคู่ของอัยใส่ชุดสูทจัง ...สูทบ้านพี่นนท์เชียวนะ”

   อัยส่ายหน้าพลางหยิบฉลาก

   นั่นไง...สมพรปากยัยมายด์จริงๆเลย

   “ไปปาร์ตี้ราตรี” เด็กสาวอ่านอย่างไม่ค่อยจะเชื่อสายตาถอนใจออกมาหน่อยๆแล้วหันไปมองยัยดา “ได้อะไรหรอดา”

   “ไปทำงาน” ดาย่นคิ้วแล้วหันไปถามเต้คู่หูประมาณ “เต้...โตไปจะทำงานอะไร”

   “อยากเป็นหมอ”

   “ถ้าไม่มีชุดหมอล่ะ”

   ดวงหน้าขาวหลังกรอบแว่นนิ่งไปพัก

   “ดาอยากทำอะไรก็เอาอย่างนั้นลงมาก็ได้...จะได้เลือกถูก”

   “จ้า” ดายิ้มระรื่นแล้วหันมาถามเธอบ้าง “อัยไม่ถามกรบ้างหรอว่าจะไปปาร์ตี้ไหน”

   “ปาร์ตี้ไหนก็เหมือนกันล่ะ” อัยยากลอกตาแล้วมุ่ยหน้าเมื่อแม่พิธีกรทั้งสองเริ่มจับโทรโข่ง

   “ขั้นแรกเรียบร้อย...ได้เวลาตามหาชุดตามงานแล้วจ้า!” แก้วว่าแล้วเริ่มนับ “สาม”

   “สอง” มายด์ต่อก่อนที่ทั้งคู่จะว่าออกมาพร้อมกัน

   “เริ่ม!” เสียงกองเชียร์สำทับเข้ามาให้กระหึ่มเมื่อสี่สาวรอบสุดท้ายแยกกันขึ้นบันไดไปหาชุดบนอาคาร

   “ทางไหน” ดาว่าขณะที่ขึ้นบันไดมาทางเดียวกัน

   “ชั้นสองก็พอ” อัยว่าแล้วเลี้ยวไปทางห้องเรียนทันที

   สองสาวช่วยกันกวาดสายตามองไปรอบๆจนตัดสินใจเดินไปควานหาชุดในกองเสื้อผ้าของห้องเรียนที่เธอเรียนคณิตตอน ม.สี่

   มือเรียวหยิบสูทสีแดงติดมือขึ้นมาแล้วกะพริบตาปริบๆมองอยู่พักหนึ่ง

   นึกหน้าคนมีลักยิ้มแล้วก็ขยับยิ้มขำออกมาเมื่อพาดสูทนั้นไว้บนไหล่ สายตาหาเรื่องกวาดไปเจอกางเกงขายาวสีเหลืองและเนคไทสีเขียวสะท้อนแสง

   “ยัยอัย” ดาหันมาเห็นแล้วหัวเราะขำ “เอาจริงหรอนั่น”

   “น่า...เสื้อพี่นนท์แน่ไหมเนี่ย พี่แกรสนิยมแปลกดีนะ” เธอเจอรองเท้าหัวแหลมสีชมพูอีกคู่แล้วจึงหันไปบอกเพื่อน “ไปนะ”

   “จ้า”

   อัยยาเดินลงมาชั้นล่างและเห็นน้องม.สามกำลังแต่งตัวให้เพื่อนอยู่พอดี

   ...ดูแล้วน่าจะเป็นชุดนอน

   ดวงตาคมกริบของคู่หูคู่กรรมเบิกโตมองเธอเมื่อเห็นสูทแดงมาแต่ไกล

   “แกล้งกันหรือเปล่านี่” เสียงเขาออกไปทางขบขันซะมากกว่าเมื่อเธอเริ่มสวมเนคไทให้เขาก่อน ...ที่หยิบมาด้วยเพราะเห็นว่าเขาใส่เชิ้ตอยู่แล้วหรอกนะ ไม่ใช่เพราะถูกใจสีอะไรเลย!

   กรมองอึ้งๆแล้วก็ยิ้มแหยๆเมื่อพวกกองเชียร์พากันกรี๊ดสนั่น

   “เอาน่า...ก็อัยขี้เกียจเดินนี่นา” เด็กสาวว่าไปแล้วยิ้มขำเมื่อโยนรองเท้าสีชมพูลงกับพื้นพลางยื่นกางเกงให้เขาใส่

   กรทำตามอย่างไม่เรื่องมากจนสวมสูทแดงเรียบร้อยเขาก็วิ่งขึ้นบันไดไปโดยไม่พูดอะไร

   “อัย” มายด์เดินมาสะกิดเธออย่างตะลึง “แกล้งกันอย่างนี้เลยหรอ”

   “แกล้งกันที่ไหน” อัยว่ายิ้มๆ “แกล้งกรต่างหาก”

   “โอ้โหเพื่อน” มายด์หัวเราะคิกเมื่อเห็นดาเดินลงมาพร้อมชุดสูทสีเทาที่อยู่ห้องเดียวกับที่อัยไปค้นเสื้อผ้ามา

   “เต้เป็นนักธุรกิจไปแล้วกัน มันหาลำบากมากเลยไอ้ชุดทำงานเนี่ย” ดาว่าแล้วมุ่ยหน้าเมื่อติดเนคไทแบบสำเร็จรูปให้ “...เราเห็นมีสูทผู้หญิงสีเทาอยู่ห้องสองสองห้าน่ะ ไม่ต้องเลือกมากหรอกชุดทำงานเอาสีขรึมๆก็โอเค”

   เต้พยักหน้าพลางขยับแว่นด้วยมาดนักธุรกิจไฟแรงก่อนจะวิ่งขึ้นบันไดไปตามที่ดาบอก

   “การเลือกเสื้อผ้าให้คู่ก็เป็นการเอาใจใส่ดูแลอย่างหนึ่งนะคะ” แก้วเริ่มบรรยายเจตนารมย์ของด่านนี้หลังจากที่พวกผู้ชายขึ้นไปหาชุดกันด้วยเวลาอันสูสี “คนเป็นคู่กันย่อมต้องอยากให้อีกฝ่ายดูดี แล้วคนที่โดนแต่งตัวให้ก็จะยิ่งมีความมั่นใจในตนเองเมื่อคนที่เป็นคู่ครองเป็นคนเลือกให้ ...ถือเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีอย่างหนึ่ง ใช้ได้ทุกครอบครัวไม่สงวนลิขสิทธิ์นะคะ”

   เต้โผล่จากบันไดมาเป็นคนแรกเมื่อไม่ต้องเสียเวลาหาเสื้อผ้าเหมือนคนอื่น

   ...ถือเป็นความหัวใสของยัยดาโดยแท้

   ขณะที่ดากำลังสวมกระโปรงชุดสูททับกางเกงยีนของตน กรก็กระโดดลงบันไดมาพร้อมชุดที่อัยแทบจะตบหัวตัวเองสักที

   เออ...ใครว่าตานี่แก้แค้นไม่เป็น!

   ที่นานเพราะหาไอ้สีเจ็บๆอย่างนี้อยู่ใช่ไหม!

   ชุดกระโปรงทรงบอลลูนสีแดงสดเข้ากับสูทของนายกรเป็นอย่างดีถูกนักบอลยิ้มสวยยื่นให้อัยที่หลับหูหลับตาใส่โดยไม่ปริปาก

   ด้วยว่ามันก็เป็นความผิดพลาดของเธอส่วนหนึ่ง...งานนี้จึงบ่นไม่ออก!

   ร่างนั้นอ้อมมารูดซิปด้านหลังให้ขณะที่ดากับเต้ควงกันไปทางอาคารวิทยาศาสตร์เป็นคู่แรก

   เจ้าของมือหนาถือวิสาสะดึงยางมัดผมเธอออกจนผมยาวๆสยายลงมา

   อัยยาจะหันไปว่าเขาก็ฉุดเธอไปทางเส้นชัยอย่างที่แทบจะหน้าคะมำเป็นรอบที่สอง

   ตาบ้าเอ๊ย!

   หน้าม้าที่ติดกิ๊บเอาไว้ร่วงมาปรกหน้าผากนวลเมื่อมือหนาหันมายึดมันไปอีกครั้งก่อนจะลากเธอเข้าเส้นชัยในสภาพหัวยุ่งๆ

   “เย้ๆ” ดาเดินเข้ามากอดคอเธอเมื่อเราทั้งคู่ได้ไปเล่นถึงรอบสุดท้าย

   ...ที่ไม่น่าเล่นสักนิด!

   “โห...กรนี่เลือกเก่งนะ...น่ารักจังเลย!” แม่เพื่อนตัวดีเอาจมูกถูกจมูกเธอชวนให้จั๊กกะจี้ขึ้นมาจนต้องผละห่าง

   “ไม่เล่นน่า”

   ยัยดายีหัวเธอเล่นจนพอใจก่อนจะกอดเธอไว้ใหม่ราวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

   “เราได้ผู้เข้ารอบสุดท้ายกันแล้วนะพี่น้อง!” มายด์ตะโกนผ่านโทรโข่งอย่างออกจะขบขันกับการเล่นกันฉันเพื่อนอย่างที่เห็นจนเจนตา “มาสัมภาษณ์พวกเขากันหน่อยดีกว่าว่าประสบการณ์แต่งตัวให้คนอื่นนี่เป็นยังไงกันบ้าง”

   “เชิญผู้แข่งรอบสองทุกท่านทางนี้เลยค่ะ ...มาให้คะแนนโบนัสกันหน่อยเร็ว”

   เสียงเชียร์ดังต่อเนื่องไปราวกำลังชมรายการประกวดอะไรสักอย่างอยู่

   “คู่แรกค่ะ...พี่นนท์ คู่พี่นนท์กับน้องดิวจับได้ชุดอยู่บ้าน...แล้วเป็นไงบ้างคะ ใส่เสื้อฟ้ากางเกงชมพูคู่กันเชียว”

   “ก็นะครับ” พี่นนท์เริ่มรายการพรีเซ็นต์ตัวเองด้วยรอยยิ้มตามสไตล์แบบมีจังหวะจะโคน “การที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน บางทีถ้าทำอะไรให้เหมือนๆกันจนคล้ายจะเป็นคนๆเดียวกันก็จะทำให้เรารู้สึกสนิทกันมากขึ้นเหมือนที่น้องดิวเลือกชุดมาให้พี่ พอพี่ใส่พี่ก็มีความรู้สึกว่า เออ...อยากจะเห็นน้องเขาใส่อะไรที่เป็นคู่กับเรา จะได้เป็นรูปธรรมย้ำขึ้นมาอีกขั้น...ว่าเนี่ย คู่กันนะ”

   รายการร่ายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจของพี่นนท์เล่นเอาน้องดิวหน้าแดงอย่างเขินอาย

   ...นั่นไง... เดี๋ยวได้มีหลังไมค์แน่ล่ะ พี่ชายปากหวานคนนี้ก็ใช่ย่อยอยู่

   “ว้าว...มาดูที่คู่ต่อไปกันดีกว่าค่ะ...น้องอาร์มกับน้องไนซ์...ได้มาเป็นชุดนอน...ถ้าในอนาคตน้องๆมีโอกาสจะนอนกอดใครๆที่เป็นคู่ชีวิตของเรา น้องๆจะเลือกอะไรให้เขาใส่ตอนนอนดีเอ่ย”

   “เอ่อ...” เด็กผู้หญิงเป็นฝ่ายพูดเมื่อโดนฝ่ายชายสะกิดส่งบท “ก็นะคะ น้องก็แบบ เอ่อ ตอนนอนมันแบบ เป็นเวลาพักผ่อนใช่ไหมคะ ก็เลยแบบ ถ้าอาร์มใส่อะไรแล้วแบบ เอ่อ แบบว่าใส่แล้วสบายน่ะค่ะ ไนซ์ก็เลือกแบบ ...แบบที่อาร์มใส่แล้วนอนสบาย อะไรทำนองนั้น”

   “ก็แบบ...อะไรทำนองนั้นนะคะ” แก้วเอ่ยล้อเลียนอย่างที่ได้ยินเสียงเชียร์ขึ้นมาอีก “มาดูคู่ของนางแบบคนสวยของเรากันดีกว่า...คู่หูดาเต้...เป็นไงบ้าง ชุดทำงาน”

   ดาหลุดหัวเราะกับชื่อทีมนั้นก่อนจะเริ่มแถสด

   “ก็สำหรับชุดทำงานนะคะ...ไม่ว่าในอนาคตข้างหน้าดาจะมีคู่ชีวิตทำงานอะไรนะ ดาก็คงจะดูเอาตามความเหมาะสม แต่ว่าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง โดยปกติชุดทำงานก็ต้องสุภาพเรียบร้อยและเข้าได้ในทุกสถานการณ์ถูกไหมคะ ก็เลยเลือกสูทสีกลางๆให้เต้ คิดว่าเป็นไงบ้างคะ...ใส่แล้วเท่สมาร์ทเป็นนักธุรกิจเต็มขั้นเชียว ว่าไหมคะ”

   เสียงตอบรับคำว่าของดานั้นเล่นเอาอัยยาคิดจนหัวปั้นว่าจะเอายังไงกับสูทแดง เนคไทเขียว กางเกงเหลืองแล้วก็รองเท้าชมพูนี่ดี

   มือเรียวสางผมตนให้คลายจากอาการยุ่งเหยิงไม่ต่างจากหัวสมองที่กำลังหาทางรอด

   “คู่สุดท้าย...ว่าไงจ๊ะ...ไอ้ชุดออกงานราตรียี่ห้อนี้ไปคิดค้นมาจากไหน” มายด์เอ่ยแซวอย่างที่เธอได้ยินเสียงหัวเราะขบขันและเสียงถ่ายรูปดัง แชะๆ อยู่รอบทิศ

   แล้วทีอย่างนี้นายกรก็ไม่คิดจะแย่งพูดเลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่เหลือบมองนี่คืออยากให้นายเอาไปพูดซะ!

   เฮ้อ...สวมบทใครดีรอบนี้ ยืมรายการยิ้มรับแขกของคุณแม่มาก่อนแล้วกัน

   “ไงจ๊ะอัย...จะพากรไปออกงานบ้านไหนเนี่ย” แก้วเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างที่อัยพยายามจะหัวเราะตามก่อนว่า

   “ออกงานราตรีถ้าไปแล้วไม่มีคนเห็นมันก็แปลกๆเนาะ ก็เลยต้องแต่งเด่นๆไว้ก่อน” อัยยิ้มนิดๆเหมือนหน้ากระตุกเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากทางด้านหลัง “แล้วเนี่ย...มีใครจะค้านไหมคะว่าแต่งแบบนี้แล้วกรไม่หล่อ”

   เสียงกรี๊ดเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นมาอัยเลยถามสำทับเข้าไป

   “หล่อไหมคะ...คนไม่หล่อแต่งอย่างนี้ไม่ได้หรอกเนาะ”

   “หล่อ~” เสียงสนับสนุนพร้อมอาการกริ๊ดกร๊าดดังตามมาเป็นเงาตามตัว

   อัยยายิ้มนิดๆเมื่อเพื่อนกระซิบบอกประมาณ

   “ร้ายใหญ่นะแก” มายด์หันไปถามคะแนนโบนัสจากคู่อื่นๆที่ตกรอบไปเมื่อรอบที่แล้ว

   ไม่น่าถามเลย...

   เจ้าคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างเธอนี่ก็การันตีได้อย่างดีแล้วว่าคู่ไหนจะได้โบนัส!

--------> มีต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:10:14 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN