ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อนใจ...ไว้ให้เธอ  (อ่าน 16288 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 11 : เข้าค่าย (2) ต่อ
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: มีนาคม 29, 2010, 03:19:07 pm »

บทที่ 11 : เข้าค่าย (2) ต่อ   






“แหวะ...”

   มือเรียวลูบหลังคนที่โก่งคออาเจียนจนตัวงอหมดสภาพอย่างสงสารในที

   “ก็บอกให้ยอมแพ้ก็ไม่เชื่อ” เธอว่าเบาๆแล้วลูบหลังเขาไปเรื่อยๆแม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรมาก

   เธอออกจะแปลกใจหน่อยๆที่เขาลากเธอมาด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรตราบเท่าที่เขามาอาเจียนที่ห้องน้ำหญิง

   ...มันคงเป็นความรู้สึกแปลกๆถ้าต้องไปเดินเฉียดห้องน้ำชาย ไม่รู้สิ เธอรู้สึกอย่างนั้นตั้งแต่มาเรียนที่โรงเรียนนี้แล้ว

   กรค่อยหยัดตัวตรงเมื่อในท้องของเขาเหมือนจะโหวงเหวงไปหมดแล้ว

   “ไหวไหมเนี่ย” อัยพยุงเขาไปที่อ้างล้างมือซึ่งเขาก็วักน้ำล้างหน้าล้างตาและบ้วนปากในทันที “ไม่ชอบกินกล้วยขนาดนั้น”

   “เมื่อก่อนก็ชอบอยู่หรอก” เสียงเข้มนั้นแหบเครือหลังสำรอกของเก่าอยู่นาน “แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว...เห็นแล้วคอยจะนึกถึงพี่”

   “นึกถึงพี่แล้วไม่ดีหรือไง”

   “ไม่ใช่ไม่ดี” เขาหันมายิ้มให้หลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ “แต่มันเหงา”

   “หรอ” อัยโคลงศีรษะแล้วยักไหล่ “ไม่รู้สิ อัยก็ไม่เคยมีพี่ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นยังไง”

   เด็กหนุ่มยิ้มแจ่มใสขึ้นเมื่อเธอยังติดปากกับการพูดตามกฎค่าย

   “อัยมีญาติรุ่นเดียวกันไม่ใช่หรอ”

   “น็อตน่ะหรอ” อัยโคลงศีรษะ “เจอกันไม่บ่อยนี่นา ปีละครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง” เธอถอนใจหน่อยๆ “บ้านอัยมีหลานสาวแค่สองคน พี่วาก็อายุห่างจากอัยเยอะ ตอนนี้แต่งงานไปอยู่เมืองนอกแล้ว...แล้วคุณปู่เองก็ไม่ชอบให้อัยเล่นกับญาติผู้ชาย”

   “โห คุณปู่หวงน่าดูสิ”

   “ไม่รู้สิ” อัยฝืนยิ้ม “ท่านชอบด่าน็อตเวลาที่น็อตมาเล่นกับอัย เวลาพวกพี่ๆตามใจอัยคุณปู่ก็จะดุ ก็เลยไม่ค่อยมีใครกล้าเล่นกับอัย”

   “อ้าว...ท่านไม่ตามใจอัยหรอ”

   “ไม่เลย” ดวงตาที่เฉื่อยชาเสมอยิ่งฉายรอยเศร้าไปใหญ่ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่อัยทำจะผิดหมดในสายตาท่าน”

   “โห...ไม่ขนาดนั้นมั้ง” กรทำหน้าไม่เชื่อและเด็กสาวก็เพียงยักไหล่รับ “คงเหงาน่าดู”

   “อัยไม่รู้หรอกว่าเหงาหรือเปล่า...ก็แค่...” เธอส่ายหน้า “...อยู่เงียบๆ”

   “หรอ” เขาว่าแล้วยิ้ม “ต่างกับกรนะ...ใจจะบอกตลอดเวลาว่าเหงา... เพียงแต่ต้องทำตัวว่าไม่ก็เท่านั้น”

   รอยยิ้มเศร้าๆของเขาทำให้เธอนิ่งมองแล้วยื่นมือไปแตะมือเขาไว้อย่างไม่รู้ตัว

   “ยิ้มแบบนั้นไม่ดีเลย” เธอว่าเมื่อเขาสบตา “แทนที่จะทำให้คนอื่นคลายใจ...กลับยิ่งทำให้ห่วงกว่าเดิมอีก”

   “งั้นหรอ” มือร้อนๆนั้นกุมมือเธอตอบอย่างที่รอบนี้เด็กสาวหน้าแดงขึ้นมาก่อนจะดึงมือหนี

   “ไปเถอะ...ป่านนี้ดาคงหาว่าตกส้วมกันไปแล้วมั้ง”

   กรยิ้มกว้าง

   “อื้ม”






   “เฮ้ยกร...การบ้านเสร็จยัง ไปเล่นบอลกันไป”

   “เสร็จแล้วพี่ก้อง...รอด้วย” รอยยิ้มใสของเด็กชายหันไปหาพี่ชายที่อายุมากกว่าราวห้าปีอย่างไม่ใส่ใจว่าตามจริงแล้วการบ้านเขายังไม่เสร็จ

   “เดี๋ยวสิก้อง...เดี๋ยวลูกจะมีสอบไม่ใช่เหรอ มัวไปเล่นบอลแล้วจะสอบติดไหม”

   “โธ่แม่ครับ...แค่ครู่เดียวเอง พอผมไม่อยู่เจ้ากรมันก็ไม่มีเพื่อนเล่นอีก”

   “จะเล่นทำไมล่ะ หน้าที่ลูกคือเรียนไม่ใช่หรือไงกัน ...กรด้วย เมื่อกี๊แม่เห็นนะว่าลูกยังทำการบ้านไม่เสร็จ” เสียงมารดาว่าอย่างเคร่งครัดก่อนจะจัดแจงจับลูกชายทั้งสองแยกออกจากกันด้วยคำสั่ง “ไปเลยก้อง...ขึ้นห้องไปอ่านหนังสือได้แล้ว แล้วนี่กร การบ้านตั้งค้างไว้มันก็ไม่เสร็จหรอกนะลูก เดี๋ยวพ่อกลับมาได้โดนดุอีกหรอก”

   “แต่แม่ครับ...กรทำไม่เป็นจริงๆนี่นา”

   “มาๆกร...พี่สอน...”

   “ไม่ต้องตาก้อง...ไปอ่านหนังสือ การบ้านเขาสั่งมาแสดงว่าอาจารย์ท่านสอนมาแล้ว จะมาอ้อนทำไม่เป็นได้ไง ...เร็วสิลูก ทำให้เสร็จนะ”

   “ครับ” สองหนุ่มได้แต่ตอบรับไปอย่างนั้นเพราะพอลับหลังมารดาผู้เป็นพี่ชายก็กวาดการบ้านของน้องไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินนำขึ้นชั้นสองอย่างที่กรยิ้มแจ่มใสวิ่งตามไปในทันที

   “โตไปอยากเรียนอะไรหรอกร”

   “กรจะเรียนหมอ...เหมือนพี่ก้องไง”

   “แน่ใจหรอ?” รอยยิ้มอย่างผู้ใหญ่ของพี่ชายจะทำให้น้องมองอย่างสงสัยเสมอ “คิดดีๆนะกร ยังมีเวลาอีกหลายปี อย่างน้อยๆก็จนเลือกสายตอน ม.สี่ ...คิดดีๆนะ”

   “แต่พี่ก้องก็จะสอบหมอนี่นา...กรอยากเรียนเหมือนพี่จะได้มีคนสอนการบ้าน”

   “เราน่ะหัวดีกว่าพี่อีกแต่ขี้เกียจตัวเป็นขน” นิ้วแข็งๆของพี่ชายดีดหน้าผากน้องเล่นอย่างที่เรียกเสียงโอดโอยได้เป็นอย่างดี “พี่เชื่อนะว่าถ้ากรอยากทำอะไรกรจะทำได้”

   “พี่ก้องก็ทำได้”

   “ทำได้สิ...ถึงจะไม่อยากก็เถอะ” เสียงท้ายประโยคนั้นเบาแผ่วชวนให้น้องมองอย่างงุนงงแต่แล้วรอยยิ้มจากพี่ชายก็กลบเกลื่อนอย่างทุกครั้ง “ไหนดูซิ...เรียนเรื่องอะไรอยู่ ไม่น่าเชื่อนะว่าทำการบ้านคณิตไม่เสร็จ เห็นอาจารย์ท่านก็บอกนี่ว่ากรเรียนคณิตเก่งอย่าบอกใคร เก่งกว่าพี่อีก”

   “ก็กรทำไม่เป็นนี่นา” น้องชายตัวดียิ้มแหยแม้ที่พูดไปจะเป็นคำโกหก

   “ตุ๊ดหรือเปล่าเนี่ยเรา...ชอบมาทำตาอ้อนใส่พี่แบบนี้ นี่พี่ในไส้นะโว้ยไอ้กร ไม่ต้องมาทำฟอร์มทำไม่เป็นให้พี่สอนเลย ไหนๆ...จำสูตรได้ไหมล่ะ”

   เสียงหัวเราะของสองพี่น้องดังอยู่เพียงในห้องด้วยกลัวว่ามารดาที่ชั้นล่างจะได้ยินและตามมาจับแยกอีก

   ด้วยความที่ว่าตั้งแต่จำความได้ก็มีพี่ชายคอยดูแลมาตลอดทำให้กรติดพี่อย่างที่แยกออกจากกันได้ยาก...เพราะทั้งพ่อและแม่ต่างต้องทำงาน ก้องจึงต้องดูแลน้องเพื่อแบ่งเบาเนื่องจากตอนที่กรเกิดมาก้องก็พอจะรู้ความบ้างแล้ว

   สองพี่น้องทะเลาะกันประปรายแต่ไม่เคยรุนแรงเกินเขกหัวกันคนละที

   และพอถึงคราวแยกจาก...ทุกอย่างจึงดูลำบากไปหมด



   “พี่ก้อง...พี่ชายของผมโดนรถชนตายวันประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยครับ”

   เสียงเล่าเรื่องด้วยรอยยิ้มเรียบๆของนายกรวิกเรียกเสียงฮือฮาของคนในค่ายในช่วงเวลาของการตั้งวงรอบดึกอันเป็นกิจกรรมสุดท้ายของวันได้เป็นอย่างดี

   กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมระบายความอัดอั้นเพราะคนที่มาเข้าค่ายอาจรวมทั้งทุกคนที่อยู่ในชุมนุมนี้ก็ล้วนแต่มีปัญหาครอบครัวมากน้อยต่างกันไป

   ...แม้จะเล่ากันไปสองสามคนแล้ว

   แต่สีหน้าและน้ำเสียงของกร ทำให้พิธีกรจำเป็นอย่างอัยยาไม่สามารถละสายตาและความสนใจทั้งหมดจากเขาได้เลย...


   “มันจะไปตายที่ไหนก็ไป!” เสียงตวาดลั่นคล้ายจะสนั่นไปทั่วทั้งบ้าน

   ราวกับว่าบ้านทั้งหลังจะทรุดลงมาเมื่อเสียงกัมปนาทของพ่อส่งตรงมาที่ลูกชายคนโตซึ่งกำลังยื่นเอกสารการเรียนต่อให้ดู

   “พ่อครับ...ก้องแค่อยากจะเรียนอย่างที่ก้องชอบ”

   “ฉันอุตส่าห์ส่งแกเรียนมาหลายปี...แล้วแกที่บอกว่าจะเป็นหมอกลับมาเรียนเป็นช่างศิลป์วาดรูปขอทานตามถนนอย่างนี้เนี่ยนะ!” ดวงตาลุกวาวของบิดานั้นทำเอาลูกชายคนเล็กหลบไปยืนหลังพี่อย่างเกรงกลัว

   “พ่อครับ” ก้องสบตาบิดาแห่งตนไม่มีหลบ “ก้องขอโทษ แต่ก้องสอบไม่ได้...แล้วก้องก็พยายามจะบอกพ่อหลายครั้งแล้วว่าก้องไม่ได้อยากเป็นหมอ”

   “แกจะทำให้ฉันขายขี้หน้าไปถึงไหน คนอื่นเขารู้กันหมดว่าแกจะไปเป็นหมอ แล้วนี่อะไร สอบหมอไม่ติดแล้วยังไปเรียนไอ้คณะไม่มีอนาคตอย่างนั้นอีก”

   “ถ้าคณะที่พ่อว่าไม่มีอนาคตเพราะมันไม่มีหน้ามีตาล่ะก็ก้องก็ยอมรับครับ ...แต่ว่าก้อง...”

   “ไป!” เสียงตวาดไล่ดังซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง “จะไปไหนก็ไป ไปให้พ้นหน้า ไปตายที่ไหนก็ไป ไอ้ลูกเวร”

   รอบนี้ลูกชายผู้เป็นดั่งความหวังของคนในบ้านถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ ร่างสูงค่อยก้มลงกราบพ่อและแม่ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างที่น้องชายคนเดียวถลาตามอย่างห่วงใย

   “พี่ก้อง...”

   “เข้าบ้านไปกร...เดี๋ยวโดนพ่อดุ”

   “กรไม่กลัวหรอก...พี่ก้องจะไปไหน”

   “ไปข้างนอก” พี่ชายว่าแล้วยิ้ม “รอให้พ่อใจเย็นกว่านี้ก่อน”

   “แต่พี่ก้อง...”

   “เอาน่า...อย่าห่วงเลย ไปทำการบ้านไป เรียนดีๆนะ”

   “...ทำไมพี่ไม่เอาใบอันนั้นให้พ่อดู...พี่ก็ติดแพทย์เหมือนกัน แต่พี่ไม่เลือก...”

   “ไม่ต่างกันหรอกกร...ยังไงพี่ก็ไม่เรียนแพทย์... คุณสมบัติพี่ไม่พอกรก็รู้ เมื่อก่อนพี่อยากเป็นเพราะเห็นว่าเงินมันดี ไม่ใช่เพราะอยากช่วยคนหรืออะไร พี่ว่าคงไม่ดีถ้าพี่จะเป็นหมอเพราะอยากได้เงินมากกว่าต้องการจะรักษาชีวิตคนไข้”

   “แต่พ่อ...”

   “พ่อจะเข้าใจ...แค่อาจจะนานหน่อยเท่านั้นเอง”



   “ไม่นานเลยครับ...หลังจากนั้น...”


   ปิ๊นนน~

   โครม!

   “พี่ก้อง!” เด็กชายที่เพิ่งจะหันหลังกลับเข้าบ้านมองไปทางที่พี่ชายเดินไปในทันทีที่ได้ยินเสียงแตรรถกระบะบรรทุกสินค้า

   ร่างสูงลอยคว้างเมื่อโดนกระแทกอย่างรุนแรงก่อนที่จะแน่นิ่งลงกับพื้นถนนห่างไปเกือบห้าเมตร ลำคอที่เคยตั้งตรงบิดผิดทางพร้อมเลือดที่ไหลซึมออกมาจนแดงฉานทั่วพื้นยางมะตอย




   “ไม่มีทั้งแพทย์ ไม่มีทั้งนักวาดรูปฝีมือเยี่ยม ...ไม่มีทั้งลูกชายคนโตแล้วก็ไม่มีพี่ชายคนเก่งของผมอีกแล้ว” ดวงตานั้นยังนิ่งไม่มีแม้แต่รอยเศร้า...แม้ว่าความสดใสที่เคยกระจ่างชัดจะเลือนรางไปบ้างแต่ก็ไม่มีอาการของคนที่เศร้าเสียใจสักนิด

   อัยมองภาพคนๆนั้นที่พยายามเหยียดตัวตรงพูดผ่านไมค์อย่างชื่นชมไม่น้อย

   ท่าทางที่แสดงออกนั่นกระมัง...ที่เขากำลังดัดจริตจนติดนิสัย

   แสดงออกแต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นหมดห่วง

   ...เหมือนว่าเขากำลังกลัวว่าถ้าพี่ชายเขามาแอบฟังอยู่แถวๆนี้ พี่ชายเขาจะไม่ได้หลับตาอย่างเป็นสุข...

   เพราะอย่างนี้สินะ...เขาถึงต้องยิ้ม

   ประสาทรับรู้เธอเริ่มทำงานช้าลงเมื่อคิดถึงตรงนี้

   ...ก็คล้ายกันกับเธอ เพียงแต่แสดงออกคนละแบบก็เท่านั้น

   บางอย่างที่ฝังแน่นอยู่ในใจจนอัดอั้นนั้นถูกเก็บกดลงไปอีกครั้งเมื่อลดาสะกิดเตือน

   “ค่ะ...” อัยดึงสติตนกลับมาเมื่อเสียงผ่านไมค์ไปเป็นที่เรียบร้อย “ฟังเรื่องของกรกันไปแล้วเชื่อว่าหลายๆคนคงรับรู้...ว่าไม่ใช่คุณคนเดียวที่ต้องสูญเสียคนสำคัญไปในเวลาที่ไม่คาดคิด”

   “ยังมีอีกหลายคนที่ประสบโชคร้ายเช่นเดียวกับเราหรือบางครั้งอาจมากกว่า” ลดาต่อคำเมื่อสังเกตว่าเธอยังคงลอยๆ “ขึ้นอยู่กับว่าภายหลังการสูญเสียนั้นเราจะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร”

   “สำหรับคนต่อไปที่จะได้ขึ้นมาจับไมค์เล่าเรื่องต่อนะคะ ขอเชิญ...”



---------------------> มีต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:19:52 pm โดย ดาราอรุณ »


ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 11 : เข้าค่าย (2) ต่อ2
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: มีนาคม 29, 2010, 03:23:25 pm »
บทที่ 11 : เข้าค่าย (2) ต่อ2








   เวลาประมาณสี่ทุ่มทุกคนในค่ายก็ได้เล่าความอัดอั้นของตนจนครบ

   บางคนก็เล่าได้ไม่มีติดขัดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ...แต่บางคราก็มีบ้างสำหรับคนที่ยังไม่เข้มแข็งพอจะพูดมันออกมาได้อย่างปกติ

   ...เรื่องบางเรื่อง ถ้าตัวเองยังยอมรับไม่ได้ก็คงยากเกินกว่าจะถ่ายทอด

   เธอก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการได้มาเป็นพิธีกรและไม่มีรายชื่อตนอยู่ในกลุ่มคนที่จะได้ระบายความอัดอั้นนั้นดีหรือไม่

   “อัย...” ดากระซิบ “แก้วกับมายด์รับคำสั่งพี่นนท์มา”

   “อะไรอีกล่ะ”

   “คืองี้...จะมีการวัดใจอย่างสุดท้าย ...พี่แกจะหาคนขัดห้องน้ำเพิ่มเพราะสามคนขัดไม่ไหว”

   “รู้ได้ไงว่าขัดไม่ไหว” อัยยาเบะปาก “พี่แกไม่อยากขัดซะมากกว่า”

   “ก็นั่นล่ะ...แล้วทีนี้ถ้าคนอื่นทำเดี๋ยวเขาไม่เชื่อ”

   “แล้ว...”

   “อัยคงต้องรับบทหนักล่ะ...แล้วนี่...” ดาเงียบไปพัก “ได้เอาพระหรือของขลังศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาบ้างไหมฮึ”

   “อ้อ...พ่อให้มายกกรุเลย...ทำไมล่ะ ถ้าหายนี่ยุ่งเลยนะ ของรุ่นปู่ทวดตาทวดทั้งนั้น”

   “ไม่ๆ...เก็บติดตัวไว้นั่นล่ะ เดี๋ยวให้แก้วกับมายด์มาเป็นพิธีกรอ่านอะไรๆไปก่อน ...อัยไปขอขมากับดาแล้วเดี๋ยว...”

   “ขอขมา?” อัยยาเริ่มรู้สึกตัวว่า...ภารกิจนี้ชักแปลกๆ “ขอขมาอะไร”

   “มาน่า...เดี๋ยวยิ่งดึก” ดาตัดบทในทันทีอย่างที่คนต้องเล่นบทหนักจะซักอะไรก็ไม่ทัน









   กรวิกลอบมองบรรยากาศรอบๆตัวอย่างเรียบเรื่อย

   ตอนแรกเขาก็ไม่คิดหรอกว่าเขาจะพูดออกไปได้มากขนาดนั้น

   ...เพราะเจ้ากล้วยนั่นแท้ๆ

   แต่ก็ดีนะ...พอพูดออกไป ก็ได้รับฟังอะไรๆจากคนอื่นๆที่ขึ้นพูดต่อจากเขา ทุกคนล้วนมีความสูญเสียและปัญหาที่ต่างกันออกไป ซึ่งจะมาเปรียบเทียบความเศร้าเสียใจกันก็คงเป็นไปได้ยาก

   อย่างเต้นี่ก็เสียแม่ไปตั้งแต่ตอนเข้าเรียน ม.สาม ซึ่งเต้เองก็นอนเฝ้าอยู่ข้างแม่จนวินาทีสุดท้ายที่ท่านมีลมหายใจ

   ...เต้รักแม่ไม่ต่างจากที่เขารักพี่

   ดวงตาหลังกรอบแว่นนั้นเหม่อลอยหากมีความสุขยามเอ่ยถึงแม่ ...บางอย่างในน้ำเสียงนั้นเจือความเศร้ายามที่พูดถึงตอนที่ตนเผลอหลับและตื่นขึ้นมาพบว่าแม่มีอาการชัก เจ้าตัวก็รีบกดเรียกพยาบาลเป็นการใหญ่ จนมือมารดาปัดเอาเครื่องช่วยหายใจหลุดจากตัว

   “ถ้าตอนนั้นผมตัวสูงเหมือนตอนนี้ หรือมือยาวพอที่จะหยิบเครื่องนั่นจากใต้เตียงได้...ไม่แน่ว่าแม่ผมอาจจะมีชีวิตต่อไป ...สักห้านาทีก็ยังดี”

   เมื่อคนที่รักจากไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้...แม้ใครจะบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเรา ...แต่สุดท้ายใจก็มักจะรู้สึกผิดเสมอ

   เหมือนกับพ่อของเขา...ก่อนที่พี่ก้องจะโดนรถชนท่านก็ดุด่าอย่างรุนแรงทั้งยังแช่งออกไปด้วยอารมณ์โมโห

   ...คำด่านั้นกรีดลึกในใจของทั้งบิดาและพี่ชาย ...พี่ก้องรู้ว่าพ่อพูดไปเพราะแรงอารมณ์ เจ้าตัวกราบขอขมาในทันทีเพราะรู้ซึ้งในอารมณ์ของผู้เป็นพ่อ แต่พ่อล่ะ...

   บาดแผลในใจกลายเป็นรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันลบเลือนเมื่อไม่อาจถอนคำพูดต่อหน้าลูกชายที่ยังมีชีวิตได้ ท่านร้องไห้อย่างไม่อายใครเมื่อเห็นศพของพี่ก้อง ...ท่านคิดเสมอว่าพี่ก้องตายเพราะท่าน...ปกติท่านดื่มเหล้าอยู่แล้ว หลังจากพี่ก้องเสียก็ยิ่งดื่มหนัก จนตอนนี้ที่พยายามจะเลิกโดยที่แม่ก็ดูแลไม่ห่างเพราะพ่อมีอาการของโรคตับแข็งรวมทั้งโรคที่ตามมาตามวัย

   ลุงของเขาถึงได้รับเขามาดูแลเพราะแม่ก็ไม่ว่างเลย ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนต้องนั่งรถสองต่อและใช้เวลาเกือบๆชั่วโมง การมาพักบ้านลุงจึงเป็นทางเลือกที่ดีเพราะเขากับลุงก็พอจะคุ้นเคยกันบ้าง

   ...การอยู่ห่างจากพ่อแม่ ...และไม่มีพี่ชายให้เดินตามทำให้เขาเริ่มทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น ...แต่ถึงยังไง ตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าเขาอยากจะเรียนอะไร

   รู้แค่ว่า...อะไรก็ได้ที่เขาจะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ในอนาคต

   แต่ก็นั่นล่ะ...หมอต้องตัดทิ้งไป เขาเองก็ไม่มีคุณสมบัติพอๆกับพี่ก้อง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า...

   “อัยเป็นอะไร...ทำไม...ตรงนั้นมีอะไรหรอ” เสียงกระซิบแว่วๆจากบนเวทีดังขึ้นมาหลังจากที่พิธีกรสาวทั้งสี่รวมตัวกันอยู่บนนั้น

   อัยยาดูซีดลงเมื่อมีไฟรอบข้างสาดส่อง...ดวงตานั้นเบิกกว้างมองอะไรสักอย่างนิ่งนาน

   ...ท่าทางนั้นทำให้คนอื่นๆหันมองตาม...แต่ทางด้านนั้นก็มีเพียงต้นไม้ต้นใหญ่และความว่างเปล่าเท่านั้น

   อัยยาเดินถอยหลังด้วยดวงหน้าตื่นตะลึงกว่าเดิม ท่าทางหวาดกลัวค่อยฉายชัดขึ้นในดวงตานั้น ก่อนที่สีหน้าเธอจะซีดเซียวลงไปอีกเมื่อขาอ่อนยวบลงไปนั่งกับพื้นพร้อมมือเรียวที่ยกขึ้นไปบีบคอตัวเองด้วยท่าทางทรมาน

   ร่างบางนั้นลงไปชักกับพื้นอย่างที่เขาขนลุกซู่เมื่อเสียงกรี๊ดกร๊าดของพวกผู้หญิงดังสำทับ

   “อัย...” ความหนาวเยือกทาบอยู่ที่ไขสันหลังแต่เขาก็วิ่งขึ้นไปหาคู่หูบนเวทีอย่างเป็นห่วง

   “ไม่ๆ...ปล่อยนะ” เสียงกรีดร้องของอัยยาดังก้องไปทั่วเมื่อมีไมโครโฟนกลิ้งตกอยู่ใกล้เคียง

   ทั่วทั้งสถานที่พานสับสนไปหมดเมื่อร่างบางดิ้นทุรนทุรายจนเหงื่อโทรม ปากนั้นเริ่มซีดอย่างที่เขาพยายามจะดึงมือเธอออกจากคอ ...รู้สึกถึงความเกร็งและเส้นเลือดที่ปูดขึ้นมา

   “อัย...อัย...” เพื่อนๆของเธอถอยห่างกันไปคนละก้าวสองก้าว เขาได้ยินเสียงร้องไห้พร้อมเสียงสวดมนตร์ดังอยู่รอบตัวอย่างที่เขาก็นึกอยากสวดมนตร์ขึ้นมาบ้างแต่นึกไม่ออกสักบท

   “อัย” เสียงดาดังขึ้นมาเหมือนกำลังอึ้งจัด “พอๆ...คัทๆๆ”

   อัยยาหยุดนิ่งในทันที ดวงตาแป๋วๆนั้นมองเขาด้วยอาการปกติสุขก่อนจะพูดออกมาเบาๆ

   “พอแล้วหรอ”

   “พอแล้วโว้ย...ยัยบ้า เล่นเหมือนเกินแล้ว!” ดาแหวออกมาแล้วปาดน้ำที่หัวตา

   ร่างบางของอัยถึงได้เด้งขึ้นมานั่งแล้วจับไมค์พูด

   “ขอโทษในกิจกรรมพิเรนทร์ของพี่นนท์นะคะ เชิญทุกท่านกลับมานั่งเป็นคู่เหมือนก่อนหน้านี้ได้แล้วนะคะ ...ถ้าใครนั่งช้าสุดเป็นคู่สุดท้ายต้องไปขัดห้องน้ำคืนนี้ทั้งคู่เลยนะคะ”

   เพียงชั่วอึดใจความสงบก็กลับมาอีกครั้ง

   “ให้ตาย...ฉี่จะราด” มายด์สบถแล้วตบหัวอัยไปทีหนึ่ง “บ้าเอ๊ย...ไม่น่าให้อัยเล่นจริงๆ”

   “อ้าว...ก็ไหนพี่นนท์ว่าคนอื่นเล่นเดี๋ยวเขาไม่เชื่อ” อัยว่านิ่งๆแล้วเบะปาก “หมดแล้วล่ะเครดิตอัย...ไม่ต้องไปขอความเชื่อถือจากใครเขาแล้วงานนี้”

   “อัย...” กรเรียกชื่อเด็กสาวที่ชอบทำเรื่องน่าเหลือเชื่ออย่างแผ่วเบาก่อนจะทรุดลงไปนั่งบนพื้นอย่างเต็มก้น “ตกใจหมดเลย”

   “ตัวก็ใหญ่...กลัวผีด้วยหรือไง” เด็กสาวยิ้มอย่างชอบใจเมื่อเห็นหน้าซีดๆของคู่หู “พี่นนท์...มาอภิปรายได้แล้วค่ะ”

   “มาๆ” พี่นนท์วิ่งเหยาะๆมาขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้มกริ่ม “สาวๆครับ...เมื่อครู่ที่ทุกคนนึกว่ามีจุดๆๆ ...คู่หูคนหนุ่มคนใดมันวิ่งหนีแล้วทิ้งน้องไว้ข้างหลังบ้างไหมครับ”

   เสียงตอบรับดังระงมขึ้นมาอย่างไม่ต้องถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง

   “เอาล่ะ...ใครที่ทิ้งคู่ชีวิตของตัวเองถือว่าเป็นพวกเอาตัวรอดไม่สนใจจะดูแลคู่ของตน ...ชายใดทิ้งคู่ มันผู้นั้นต้องขัดห้องน้ำคืนนี้!” พี่นนท์ยิ้มชอบใจ “ถ้ามากพอล่ะก็...คนที่ผิดกฎพูดสรรพนามต้องห้ามก็ไม่ต้องทำครับผม”

   “พี่นนท์ขี้โกงนี่นา” ดาว่าอย่างไม่ติดใจอะไรมาก

   “ตกลงกฎสรรพนามต้องห้ามไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วใช่ไหม” เสียงเครือๆจากพี่เดียดังแทรกขึ้นมาเมื่อดวงหน้าสวยๆนั้นพราวน้ำตาไปหมด

   “พี่เดีย...” อัยกระซิบเสียงเบาเมื่อเห็นท่านรองแห่งชุมนุมชูใจวัยโจ๋หน้าซีดเผือดและยังตัวสั่นอยู่หน่อยๆ

   “ไอ้นนท์!” เสียงตวาดลั่นอย่างโกรธเกรี้ยวนั้นเล่นเอาเจ้าของชื่อหัวหด “คิดบ้าอะไรให้น้องอัยเขาเล่นไม่เข้าท่า ถ้าเกิดมันมีอะไรจริงๆขึ้นมาจะเป็นยังไง ไอ้ประธานไม่มีหัวคิด ไอ้ประธานไม่มีความรับผิดชอบ ไอ้เพื่อนเวร ไอ้...ฮึก” พี่เดียสะอึกรุนแรงและเสียงสะอื้นนั้นก็ยิ่งฟังยากเข้าไปทุกที

   “เดียๆ...เฮ้ยใจเย็น ไม่คิดว่าแกจะกลัวขนาดนี้”

   “พี่เดีย...” อัยยาพูดเสียงเศร้า ดวงตาฉายรอยสำนึกอย่างจริงจัง “อัยขอโทษ...อัยไม่ตั้งใจ อัยไม่เป็นอะไรจริงๆ อัยไปขอขมาเขามาแล้ว แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่...”

   “น้องอัยไม่รู้อะไร” พี่เดียสะอื้นหนักขึ้นไปอีก เสียงที่เริ่มแหบเครือนั้นยังฟังชัดท่ามกลางความเงียบสงัดด้วยความอึ้งของแต่ละคน “เมื่อก่อนที่ของโรงเรียนตรงนี้มันเป็นป่าช้า สมัยก่อนเขาฝังศพกันที่นี่ ...แล้ว...แล้วเมื่อก่อนเขาจะฆ่ากันตายเขาก็มาฆ่ากันในนี้ ...เคยมีเด็กผู้หญิงถูกพามาฆ่าข่มขื่น ...อาจารย์ส้มเคยเล่าให้ฟังว่าเด็กคนนั้นถูกบีบคอจนตาย ...ตายตรงนี้...ฝังอยู่ที่เดียวกับต้นไม้นั่น...แล้วก็...”

   เสียงที่เริ่มเย็นเยียบลงไปอีกสะดุดหายไปเมื่อสปอร์ตไลท์ที่ใช้ในการส่องแสงให้พื้นที่จำนวนกว่าสิบตัวพากันดับพรึบ

   “กรี๊ดดด~!” เสียงกรีดร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วพร้อมเสียงจากไมโครโฟนที่ตามมาในภายหลังว่า...

   “เปิดไฟ”

   เสียงสั่งนั้นไม่ใช่เสียงใคร

   ...เสียงพี่เดียที่กำลังปาดน้ำตาลวกๆ ...รอยยิ้มสะใจระบายทั่วใบหน้าเมื่อมองไปทางที่ประธานนนท์เคยอยู่

   “ไอ้นนท์” เสียงพี่แกฟังเหมือนกำลังดูหนังตลกสักเรื่อง “ยังไงแกก็ต้องไปขัดห้องน้ำ ...ปล่อยน้องดิวนั่งคนเดียวได้ไง”

   โห...เล่นกันอย่างนี้

   ...จะมีใครออกมาแต่งตัวหลอกผีอีกไหมเนี่ย

   เด็กหนุ่มได้แต่ถอนใจออกมาด้วยว่ายังขนลุกไม่หาย

   “กร...” เสียงหวานว่าแผ่วๆพร้อมอาการดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนเขา

   ...อ้อมแขน...แล้ว

   “กร” อัยเรียกเขาอีกทีพร้อมด้วยการทุบอกเขาเต็มแรง

   เด็กหนุ่มสะดุ้งถอยห่าง ดวงหน้าคมคายระบายสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู

   “ขอโทษๆ...ขอโทษนะอัยเราแค่...”

   “แหนะ...” รอยยิ้มแหย่ที่เขาเพิ่งจะเคยเห็นแย้มออกพร้อมนิ้วเรียวที่ยกขึ้นมาชี้หน้าเขา “กลัวผีล่ะสิท่า”

   “เปล่า!” กรว่าเสียงสูงอย่างลืมตัว

   “งั้นแสดงว่าหลอกแต๊ะอั๋งเราใช่ไหมเนี่ย”

   “เฮ้ยไม่ใช่” เขาโบกมือเป็นพัลวัน

   “งั้นแสดงว่ากลัวผี”

   “ไม่ใช่”

   “จริง~ หรอ~” เสียงยานคางที่ข้างหูทั้งสองข้างเล่นเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งผวาไปกอดเอาร่างบางของคนด้านหน้าไว้เป็นที่พำนักพักใจเสียอีกที

   “กร...” อัยว่าเสียงยานแล้วผลักเขาแรงๆ “นั่นมันมายด์กับดา...แค่ไฟฉายจะกลัวอะไรนักหนา แล้วก็ปล่อย” เพี้ยะ! เรียวมือตีแรงๆเข้าต้นแขนแข็ง เล่นเอาคนกลัวจนลืมตัวผละออกห่างแทบจะทันที “กลัวผีก็บอกมาเถอะ...แค่นี้เอง”

   เสียงกลั้วหัวเราะของเด็กสาวเล่นเอาคนกลัวผีอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี

   จะบอกว่าไม่กลัวก็เดี๋ยวโดนหาว่าหลอกแต๊ะอั๋ง ...เฮ้อ

   ถ้าอัยยาเอาไปฟ้องพ่อขึ้นมาล่ะ...ไม่เหลือ ...คุณลุงบังเกิดเกล้าของเขาต้องรับรู้ไปด้วยแน่ๆ

   “กรวิกกลัวผี~” แก้วกับมายด์ประสานเสียงผ่านไมค์แล้วหัวเราะสนั่นอย่างที่คนโดนแฉหน้าแดงจัดแทบจะสู้หน้าใครเขาไม่ได้ “ฮิ้ว~ อัยปลอบหน่อยเร็ว~”

   “แหนะ...พวกนี้นี่ กลัวผี กลัวจิ้งจก กลัวแมงมุมมันก็ไม่ต่างกันหรอก” อัยว่าแล้วส่ายหน้า “เอาไหมล่ะ...จิ้งจกตัวเป็นๆกับแมงมุมตัวโตๆ หาให้ตอนนี้ก็ยังได้”

   “พอเลยอัยยา...ไม่เล่นก็ได้ย่ะ” แก้วว่าแล้วหัวเราะอย่างขบขัน “แต่ไม่อยากเชื่ออะ...แทนที่แกจะเป็นคนกลัวแล้วโผไปกอดมันกลายเป็นว่าโดนมันกระโดดมาเกาะซะงั้น”

   “พอน่า” อัยเองก็อายเหมือนกัน จู่ๆผู้ชายตัวเป็นๆ (ที่ไม่ใช่พ่อ) ก็มากอดเธอเสียแน่น ไอ้ท่าทางกลัวจนหลับตาปี๋นั่นก็ตลกดี แต่ลมหายใจที่มันใกล้กันแค่ปลายจมูกนี่เล่นเอาแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนกัน

   “เอาล่ะค่ะทุกคน...ใครที่เมื่อกี๊ทิ้งคู่ตัวเองยอมรับแล้วเดินตามพี่นนท์คนเก่งไปรับอุปกรณ์ขัดห้องน้ำได้เลยนะคะ ช่วยๆกันทำจะได้นอนไวขึ้น หรือถ้าใครไม่รับอุปกรณ์ ยินดีจะขัดมือเปล่าก็ได้เหมือนกัน” พี่เดียยึดไมค์ไปดำเนินรายการด้วยทีท่าอิ่มเอม “เรื่องเด็กโดนฆ่าข่มขืนเมื่อครู่ล้อเล่นนะคะ ทำใจดีๆไว้ค่ะ ไปขัดห้องน้ำให้สบายใจน้า”

   “เย้...ไปนอนกันเถอะ” ดาดึงเพื่อนสาวออกห่างแฟนเก่าแทบจะทันที “ไปเร็วที่รัก...ดาไม่อยากให้กลิ่นตัวผู้ชายมันกลบกลิ่นหอมๆของอัยเลยน้า...คืนนี้นอนข้างกันใช่ไหมจ๊ะ”

   “ไปนอนกับแก้วดีกว่า”

   “ไม่เอาเว้ย” แก้วบอกปัดทันทีเมื่อดาแกล้งมองตาเขียว “เดี๋ยวเผลอไปปล้ำแกขึ้นมาไอ้ดามันจะจับฉันเชือด ...ดาก็เบาๆมือหน่อยนะ อัยมันก็ตัวแค่นี้”

   “พอเลย” อัยกลอกตากับคำพูดสองแง่สามง่ามของเหล่าเพื่อน “คนเขาเชื่อกันทั้งโรงเรียนแล้วนะว่ากลุ่มเราไม่มีใครเป็นหญิงจริงสักคน”

   “ไม่ดีหรอ” ดาว่าแล้วหัวเราะ “จะได้ไม่มีผู้ชายมันมาเกาะแกะไง”

   “พ่อเราสั่งมาหรอ” เธอถามเรียบๆอย่างที่เพื่อนสาวทั้งสามชูสามนิ้วให้ดูอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะประสานเสียงด้วยคำตอบที่ว่า

   “รับงวดแรกมาคนละสามร้อยแหนะ!” อาการยิ้มหน้าบานนั้นทำให้ยิ้มตามได้ไม่ยาก

   “เอาล่ะจ้ะ...ใครไม่ต้องไปขัดห้องน้ำแยกย้ายไปเข้านอนได้แล้วนะ...สวดมนต์หาพระคล้องคอไว้ดีๆล่ะทุกคน”

   “พอเหอะเดีย...หลอกเด็กอยู่ได้” พี่นนท์ตะโกนอย่างหัวเสียเมื่อสุดท้ายก็ต้องไปขัดห้องน้ำ

   “เรื่องผู้หญิงโดนข่มขืนน่ะหลอก” พี่เดียยิ้มหวาน “แต่ไอ้รายการป่าช้าเก่าน่ะ...เรื่องจริงนะ”

   ไม่ทันขาดคำไฟรอบทิศก็ดับพรึบ

   ...ก่อนที่จะ...

   “กรี๊ดดดดดด~!” เสียงสนั่นจนโรงเรียนสะเทือนจะตามมาเป็นเงา

+++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:22:56 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 12 : วิวาท
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: เมษายน 28, 2010, 02:26:35 pm »
บทที่ 12 : วิวาท
+++++++++++++++++++++++++
ทะเลาะตบตี
ไม่มีในหัว
ถอดเล็บเก็บตัว
อย่ามั่วมาลอง
+++++++++++++++++++++++++


   “เย้...จบค่ายแล้ว ...ไปกินไอติมกันก่อนไหมแล้วค่อยส่งอัยกลับบ้าน”

   ดาปรึกษากับแก้วและมายด์ในขณะที่คนจะโดนส่งกลับบ้านนั่งฟังเงียบๆระหว่างรอกำหนดการจากท่านประธานชมรมว่าต้องทำอะไรกันอีกไหม

   “วันนี้ไม่ต้องก็ได้มั้ง...ยังไงพวกนักบอลก็ต้องอยู่โรงเรียนซ้อมต่อ จะกรจะเฮียนิคก็คงแวบมาตามกวนใจอัยมันไม่ได้หรอก” แก้วออกความเห็น

   “เอาน่า...ยังไงก็ไปกินไอติมเหอะ...ร้อนๆอย่างนี้ล่ะบ้าได้เลยนะเว้ย” มายด์ว่าแล้วหัวเราะ “เดินด้วยกันดีกว่านะ เดี๋ยวเกิดมีใครตกมันมาหาเรื่องจะได้พอช่วยกันได้บ้าง”

   ไม่นานพี่เดียก็เดินเข้ามาหา

   “นี่จ้ะสาวๆ...บันทึกการปฏิบัติงานแล้วก็แบบประเมินสำหรับผู้ควบคุมกิจกรรม...วันอังคารค่อยส่งในที่ประชุม อาจารย์ส้มนัดประชุมด้วย จะได้สรุปรายงานให้ท่านรับรู้”

   “ขอบคุณค่ะพี่เดีย” ดารับมาทั้งสี่ใบแล้วยักคิ้วหยอกรุ่นพี่ “เมื่อคืนก็เหลือเกินนะคะพี่ บทนางเอกเจ้าน้ำตานี่แตกกระจาย”

   “โอ๊ย ละครชีวิตน่ะน้อง หัดใช้กันบ้างก็ดี บางทีน้ำตามันก็แก้ปัญหาอะไรๆได้เยอะ” พี่เดียยิ้มขบขัน “อย่างเช่นนายนนท์เป็นต้น ตานี่เห็นน้ำตาผู้หญิงเป็นไม่ได้ ...สักวันมันจะเสียท่าเพราะน้ำตาสาวๆเนี่ยล่ะ”

   “เสียไปแล้วทีหนึ่งนี่ไง...ขัดไปตั้งห้าห้องนี่ได้ข่าว” มายด์หัวเราะยามพูด “เจอกันพรุ่งนี้นะพี่...ถ้าเสร็จนี่ส่งพรุ่งนี้เลยได้ไหม”

   “อย่าเลย...ส่งวันอังคารนั่นล่ะ เดี๋ยวหายเอา ห้องชุมนุมยิ่งรกๆอยู่นะ” รองประธานส่ายหน้าก่อนว่า “กลับบ้านกันดีๆล่ะ วันจันทร์อย่ามาสายนะรู้ไหม”

   “ค่ะ” สี่สาวตอบรับแล้วจึงพากันเดินออกมาหน้าโรงเรียนอย่างสบายอกสบายใจ

   “โอย...นี่ต้องกลับไปนั่งปั่นงานใช่ไหมเนี่ย ฮื้อ ตายแน่ๆเลย คณิตก็ยังไม่เสร็จ” แก้วเริ่มรายการบ่นอย่างเคย “ลอกตอนเช้าที่โรงเรียนจะทันไหมเนี่ย”

   “ลองไปนั่งทำดูก่อนน่า รอบนี้ง่ายออก กดเครื่องคิดเลขเอาก็ได้” อัยว่าแล้วชะงักไปหน่อยเมื่อเห็นดามองรอบตัวจนผิดสังเกต “มีอะไรหรอ”

   “รู้สึกเหมือนมีคนจ้องเลย” ลดากดหัวคิ้วลงอย่างไม่ชอบใจ “ไอ้แก้ว...นั่นพี่อ้อมหรือเปล่า”

   “เฮ้ย...” แก้วมองตามแล้วเบะปาก “นั่นเพื่อนแกหรอนั่น...เปรี้ยวชะมัด”

   “คงมาเที่ยวกันมั้ง...กลับบ้านเหอะ” อัยเอ่ยเรื่อยๆอย่างไม่ติดใจอะไร

   “รู้สึกเหมือนพี่แกมองเลยว่ะ” มายด์ว่าแม้ทั้งสี่จะไม่ได้หยุดเดินให้ผิดสังเกต

   “คิดไปเองหรือเปล่า”

   “แกนั่นแหละมองโลกในแง่ดีเกิน อย่าลืมสิวะว่าพี่แกเป็นยังไง...แล้วแฟนพี่แกก็กำลังหาทางจีบแกอยู่นะเว้ย”

   “ไม่หรอกมั้ง...เดี๋ยวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่พอดี”

   “สมัยนี้เรื่องใหญ่เขาไม่กลัวกันหรอก” แก้วพยายามไม่สบตาพวกผู้หญิงในชุดเสื้อรัดรูปเกินเหตุที่พากันเดินเข้ามาหาโดยมีพี่อ้อมเดินตามหลังมา “แต่เรื่องเสีย...แฟนให้คนอื่นน่ะ มันเจ็บใจกว่า”

   อัยพอจะรู้ว่าแก้วกลืนคำบางอย่างลงคอไปก่อนจะใส่คำว่า ‘แฟน’ มาแทนที่

   ...แล้วลางมันก็ไม่ดีเสียแล้ว...

   “ใครชื่ออัยยา” เสียงไม่เป็นมิตรของกองทัพหน้าเสื้อรัดติ้วถามกับพวกเธอพร้อมแววตามองจิกจนน่าเกลียด

   “มีอะไรหรือคะ” อัยตอบไปเรียบๆ

   “อ้อ นังนี่เองหรอ” อาการแย้มปากยิ้มออกอาการข่มเหงชัดอย่างที่แก้วกับมายด์ดึงเพื่อนผู้ไม่ประสีประสาไปด้านหลังเอาไว้ก่อน

   “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” มายด์ว่าด้วยหน้าตาเรียบๆแต่แฝงอาการเหยียดไว้ลึกๆ

   “ถ้าไม่แน่จริงก็อย่าคิดจะมาแย่งผัวชาวบ้านเขา ไม่งั้นเจอแน่” พี่อ้อมแทรกคำขึ้นมาหลังแหวกตัวมาออกหน้าโดยมีเพื่อนร่วมขบวนการขนาบข้าง

   อัยนิ่งพูดไม่ออก ...เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงที่กำลังจะเรียนจบ ม.หก ในเวลาไม่ถึงเดือนจะพูดออกมาได้ชัดถ้อยชัดคำขนาดนั้น

   แค่คำว่าแฟน...ก็รู้แล้วว่าคบกัน

   แต่สถานะผัวๆเมียๆนี่คือต้องมีอะไรกันแล้วไม่ใช่เหรอ?

   นี่ตกลงพี่อ้อมหน้าด้านหรือเธอหน้าบางกันแน่...เธอถึงได้ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่แกพูดออกมาได้หน้าตาเฉย ...ว่าพี่แกมีผัวแล้ว

   “พี่คงเข้าใจผิดแล้ว” เด็กสาวว่าออกไปด้วยต้องการให้เรื่องมันจบ “อัยไม่...”

   “ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ!” มือเรียวนั้นหมายจะแตะตัวเธอแต่แก้วที่บังอยู่ด้านหน้าก็ปัดทิ้งให้ในทันที

   “อย่ามาแตะอัย...อัยไม่ได้ทำอะไรผิด ก็พี่นอกใจผัวพี่ก่อนไม่ใช่หรือไง พอพี่นิคเขาจับได้เขาถึงได้บอกเลิกเอา”

   “นังนี่!” เสียงแว้ดสูงปริ๊ดนั้นปรี่มาพร้อมมือที่ตบเข้าหน้าแก้วอย่างที่เพื่อนสาวคนดีก็ไม่ปล่อยให้ตนโดนตบอยู่ฝ่ายเดียว

   เพี้ยะ!

   แก้วตบเข้าไปทีหนึ่งแล้วผลักอีกฝ่ายจนลงไปกองกับพื้นในขณะที่มายด์ยันเอาเพื่อนพี่แกอีกคนลงไปบ้าง

   “ไอ้อัยกลับบ้าน!” แก้วตะโกนขณะที่โดนพี่อ้อมข่วนหน้าจนเป็นรอย

   “ไปอัย” ดาจับมือเธอแน่นแล้ววิ่งไปทางบ้านของเธออย่างไม่ลังเล

   ด้วยรู้ว่ามายด์กับแก้วก็พอจะเคยผ่านศึกมาก่อน...โดยเฉพาะมายด์ที่แม้แต่กับผู้ชายก็ต่อยชนะมาแล้วทำให้เธอไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่

   อย่างน้อยๆก็ไปตามพ่อ ไม่ก็คุณตำรวจ

   “...นัง...” คำด่าหยาบคายแว่วๆมาจากทางด้านที่กำลังตะลุมบอนกันอยู่ เธอหันไปเห็นมายด์กำลังขึ้นคร่อมคู่มือที่พยายามเอามือปัดป้องเต็มที่ ส่วนฝ่ายพี่อ้อมเองก็แลกเล็บอยู่กับแก้วพร้อมเสียงกรีดร้องเป็นระยะเมื่อแก้วทั้งตบทั้งต่อยอย่างไม่ไว้หน้า

   มีแรงดึงรั้งไปด้านหลังพร้อมเสียงร้องอย่างตกใจของดาเมื่อเพื่อนของพี่อ้อมอีกคนวิ่งตามมาทึ้งเอาแม่นางแบบสาวลงไปกองกับพื้นโดยที่เธอเพียงแค่เซไปหน่อยเพราะดาตกใจจนปล่อยมือจากเธอ

   “ดา...”

   “อัย กลับบ้าน!” ลดาว่าขณะพยายามสะบัดตัวออกห่างแต่ด้วยเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายที่มากกว่าทำให้เจ้าตัวโดนหยิกจนเขียวก่อนจะลงไปกองเมื่ออีกฝ่ายออกแรงผลักไปกระแทกกับกำแพงรั้วของบ้านหลังหนึ่ง

   ...มากไปแล้วนะ

   อัยยืนนิ่งเมื่อร่างบางหากแรงเยอะนั้นเหยียดปากพลางปรี่เข้ามาหา

   “หมดแรงหนีแล้วรึไง!” เสียงสูงปรี๊ดนั้นทำให้เธอยิ่งเงียบเมื่อมองสภาพของเพื่อนที่จุกจนลุกไม่ขึ้น “หน้าซื่อๆอย่างนี้ไม่น่าชอบแย่งผัวชาวบ้านเขานะ”

   “ถ้าจำไม่ผิดน่าจะผัวพี่อ้อมไม่ใช่ผัวเธอ” ตอนนี้ความโกรธมันพุ่งเป็นริ้วๆจนเธอแทบจะระเบิด “เดือดร้อนแทนกันไปทำไม”

   “หนอย นังนี่” ร่างนั้นจับหมับเข้าที่แขนของเธอและบีบอย่างแรง

   อัยเม้มปากเมื่อโดนคุมคามชัด บิดแขนหนีก่อนจะเป็นฝ่ายยึดต้นแขนอีกฝ่ายไว้แทน ถึงแม้ว่าทางนั้นจะสูงกว่าเธอพอสมควร ...แต่ตอนนี้ต่อให้เป็นผู้ชายเธอก็ไม่สนแล้ว!

   “กรี๊ด!” เสียงร้องแสบหูนั้นยิ่งดังขึ้นเมื่อเธอจับแขนนั้นบิดผิดรูปพออีกฝ่ายเริ่มสะบัดตัวอัยก็เตะเข้าข้อพับขาตะเกียบนั้นแรงๆ

   อัยยาดันร่างผอมแห้งนั้นติดฟุตบาทเมื่อฝ่ายนั้นเสียหลักล้มไปกับพื้น สาวน้อยไม่รอช้าจัดการขึ้นคร่อมใช้เข่าตรึงต้นแขนทั้งสองข้างนั้นไว้เมื่ออีกฝ่ายทั้งกรี๊ดทั้งดิ้นเรียวมือก็ทึ้งศีรษะนั้นโขกพื้นแรงๆอย่างรำคาญ

   นิ้วมือที่ทาเล็บสีแดงครบทั้งสิบนิ้วตะกายมาจับเสื้อเธอและฉีกขาดเป็นทางจนเห็นสปอร์ตบาร์สีขาวด้านใน ...แต่ตอนนี้ต่อให้ชุดชั้นในเธอเป็นสีแดงแจ๊ดเธอก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว!

   เมื่ออารมณ์ตาต่อตาฟันต่อฟันเข้าแทรกอัยยาก็ไม่รู้สึกผิดสักนิดหากจะกดหน้าอกหน้าใจอีกฝ่ายแรงๆแล้วทึ้งเสื้อรัดติ้วนั่นบ้าง เธอหยิบติดฟองน้ำหนาเตอะหลุดมาข้างหนึ่ง

   ...โธ่เว้ย นึกว่าอึ๋มจริง

   “นัง...”

   “อะไร” สาวน้อยว่าเสียงห้วนขณะง้างหมัดเตรียมอัดปากที่ทาลิปจนเยิ้มนั้นสักที

   ฝ่ายนั้นกรี๊ดลั่นตอนที่เธอโดนใครสักคนดึงให้ลุกขึ้นยืนพร้อมเสื้อตัวใหญ่ที่คลุมปิดลงมา

   ดวงตานิ่งเรียบมองร่างผอมกระหืดกระหอบลุกแล้ววิ่งหนีหายไปทันทีนั้นอย่างรังเกียจ หายใจแรงด้วยความโกรธโดยที่สมองยังไม่ประมวลผลนักว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   “อัย...” ลดาโผมาจับต้นแขนเธอไว้ข้างหนึ่ง ดวงตาเป็นประกายน้ำนั้นมองสำรวจเธอด้วยแววห่วงใยมากกว่าอย่างอื่น “เป็นไรไหมอัย...บอกให้วิ่งทำไมไม่วิ่ง”

   “แล้วปล่อยดาทิ้งไว้น่ะหรอ!” อัยตะคอกอย่างลืมตัว กลืนก้อนหนืดๆลงคอเมื่อเพื่อนสาวร้องไห้ออกมา “จะบ้าหรือไง...ดาก็ใช่จะตบกับเขาเป็น”

   “แต่ว่า...”

   “แล้วจะให้เราทิ้งดาหนีกลับบ้านหน้าตาเฉยได้ไง ในเมื่อพี่อ้อมตั้งใจจะหาเรื่องเรา” อัยยาถอนใจกับเพื่อนสาวที่เริ่มสะอึก “หยุดร้องได้แล้ว...แล้วแก้วกับมายด์...”

   “อยู่นี่” มายด์โผล่มาพร้อมหน้าที่โดนข่วนเป็นรอยไปซีกหนึ่ง “ทันเห็นแกจะต่อยเขาพอดี...ดีที่พวกนักบอลเข้าวิ่งวอร์มรอบโรงเรียนนะเนี่ย ไม่งั้นคงเละกว่านี้”

   นักบอล...

   อัยกะพริบตาปริบแล้วมองดูเสื้อที่คลุมตัวเธอไว้ ...เสื้อทีมฟุตบอลโรงเรียน

   แล้วมือที่แตะบ่าเธอไว้เบาๆนี่ก็...

   เด็กสาวสะบัดตัวออกห่างทันทีเมื่อแลเห็นหัวหน้าทีมฟุตบอลในสภาพเปลือยท่อนบนกำลังประคองเธออยู่

   “พี่นิค...”

   “ไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงเข้มนั้นว่าแล้วยิ้มส่งให้ “ขอโทษด้วยนะ...ที่เรื่องมันเป็นอย่างนี้”

   “ช่างมันเถอะค่ะ” อัยว่าเรียบๆ “ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้หรอก...ขอบคุณนะคะ”

   “ก็...” นิคยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรหรอกน้อง...ยังไงต้นเหตุก็คือพี่อยู่แล้ว”

   “ดา...” อัยยิ้มตอบแวบเดียวแล้วหันไปพูดกับเพื่อน “เราว่ากลับโรงเรียนก่อนดีไหม...ยังไงเราก็เข้าบ้านสภาพนี้ไม่ได้ เสื้อนี่เพิ่งใส่ครั้งเดียวเองนะ”

   “ถูกของอัย” มายด์ออกเสียงสนับสนุน “ใส่ยาให้เราหน่อยก็ดี...นี่ถ้าเป็นแผลเป็นนะ”

   “เราก็ว่าดีเหมือนกัน” ดาว่าแล้วลูบแก้มตนเบาๆ ดวงตาวาววับด้วยความโกรธหลังปาดน้ำตาทิ้ง “ไปออกหน้าฟ้องครูไว้ก่อนก็ไม่เลว ...เพราะไงงานนี้เจ๊อ้อมก็ผิดเต็มประตู”

   “เอางั้นหรอ” อัยมุ่นคิ้วนิดๆเมื่ออารมณ์เริ่มคลายลงหลังเห็นว่าเพื่อนๆไม่เป็นอะไร “ยังไงเจ๊แกก็จะจบอยู่แล้ว”

   “ไม่จบหรอกอัย...ติดศูนย์แล้วยังขาดเรียนขนาดนั้น” ดาว่าเสียงเขียว “ไม่ต้องไปสงสาร...คนอย่างนั้นต้องโดนซะบ้าง ทำตัวเหลวไหลน่ารังเกียจ ...ต่อให้เราโดนแม่ด่าเรื่องไปตบตีกับเขาเราก็จะฟ้องให้มันดังไปทั้งโรงเรียน ...ยังไงเรื่องอย่างนี้พวกเราก็เป็นต่อ โดยเฉพาะแกไม่เคยมีประวัติไปหาเรื่องชาวบ้านเขาอยู่แล้ว...ชู้สาวก็ไม่มี จริงไหมล่ะ”

   อัยยักไหล่ไม่เรื่องมาก

   “เอางั้นก็ได้...เล่าแต่เรื่องที่เขามาหาเรื่องใช่ไหมล่ะ”

   “แน่สิ” แก้วหัวเราะ “ไอ้รายการแกไปวางมวยเล่นเขาซะเผ่นแน็บน่ะไม่ต้อง ...ถึงพี่แกจะเถียงก็ไม่มีใครเชื่อพี่แกอยู่แล้ว”

   “เรายังไม่เชื่อเลย” มายด์ขยับยิ้ม

   “หรอ” อัยยิ้มแล้วส่ายหัว “ต้องถึงขั้นบีบน้ำตาไหม”

   “อันนั้นน่ะ” ลดายิ้มเหี้ยม “เราจัดการเอง”








   “ดูท่าว่าจะเรียบร้อยแล้วนะ”

   “อืม” กรตอบรับเรียบๆเมื่อเห็นร่างสาวๆพากันเดินย้อนกลับไปทางโรงเรียนโดยที่เขากำลังยืนมองอยู่ทางถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

   ตามจริงเขาต้องอยู่ซ้อมบอลต่อเลย แต่พี่นิคบอกให้เอากระเป๋าไปเก็บก่อนก็ได้เพราะนี่ก็ยังเวลาพักเที่ยงอยู่

   ในช่วงที่เขากับพวกนักฟุตบอลคนอื่นๆกำลังออกมาร้านข้าวเจ้าประจำ พี่นิคก็เห็นสี่สาวกำลังพากันเดินกลับบ้าน (บ้านอัย) พี่แกก็เลยกะจะเข้าไปทักสักหน่อยแต่ตอนนั้นพวกพี่อ้อมก็ปรี่เข้าไปก่อนแล้ว

   “ไอ้กรเฝ้าของ” เสียงเข้มนั้นว่าพร้อมทั้งให้พวกนักฟุตบอลทุกคนโยนของทุกอย่างมาให้เขาและเต้ (กำลังจะไปร้านเกม) ก่อนที่เขาจะทันกระโดดข้ามถนนไปเสียอีก

   อยู่ตรงนี้เขาเห็นชัดแจ๋วว่าอัยเล่นบทบู๊กับเขาเป็นจริงๆ

   ...ก็ไม่คิดว่าตัวเบาๆอย่างนั้นจะมีปัญญาไปสู้กับใคร

   เขาเชื่อแล้วล่ะว่าตัวเล็กๆอย่างนั้นน่ะเป็นมวย

   “พี่นิคนี่หวงก้างใช้ได้นะ” เต้ว่าเรียบๆตอนที่มองหัวหน้าทีมฟุตบอลเดินไปส่งสี่สาว “ถ้าให้แกไปด้วยจะช่วยได้เยอะกว่านี้แท้ๆ”

   “ช่างเถอะ...สี่คนนั้นไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ...อย่างน้อยพวกพี่อ้อมก็ไม่ได้พกอาวุธมา”

   “นั่นสิ”

   เขามองดูร่างบางที่เอาเสื้อกีฬาคลุมตัวเองไว้แล้วก็ยังนึกทึ่งไม่หาย

   ปกติแล้วเวลาผู้หญิงตบกันจะชอบฉีกเสื้ออีกฝ่าย เขาก็เพิ่งจะรู้มาจากเพื่อนผู้หญิงในห้องว่าทำแบบนั้นจะทำให้อีกฝ่ายพะวง ...แต่ดูว่าเรื่องนี้จะใช้กับอัยยาไม่ได้

   “รู้ไหมกร...เราว่าพี่นิคแกเอาจริง” เต้เปรยขึ้นมาหลังเงียบไปพักหนึ่ง “แกจีบให้ติดก่อนนะเว้ย เป็นห่วงอัยถ้าเกิดชอบพี่นิคขึ้นมา”

   “แกไม่จีบเองวะ...น่าจะมีปัญญาติดกว่าเราตั้งเยอะ” กรว่าเสียงขุ่น

   “อะไรอีกเล่า”

   “อัยหน้าไม่ดีเลยตอนรู้เรื่องที่ว่าแม่แกตายแล้ว...แสดงว่าสนิทกันทั้งบ้านเลยใช่ไหม”

   “อะไรวะ” เต้โคลงศีรษะแล้วถอนใจกับอาการแปลกๆนั้น “อัยก็มองแกตาไม่กะพริบเหมือนกันล่ะตอนฟังเรื่องพี่ก้องของแก”

   กรชะงัก

   “แสดงว่าแกนั่งมองอัยอยู่ใช่ไหม”

   “อ้าวไอ้นี่” หนุ่มแว่นยิ้มขันกับหมาหวงก้างอีกตัว “เป็นหนักนะเนี่ยรู้ตัวไหม”

   “ถามจริงเหอะว่ะ...แกไม่เคยจีบอัยจริงๆน่ะหรอ”

   “ไม่”

   “ไม่แม้แต่จะคิด”

   “เออ” เต้ว่าแล้วส่ายหัว “สมัยก่อนก็สนิทกันแบบแปลกๆ แล้วมันก็น่าแสลงใจตรงที่เหมือนอัยเป็นผู้ชายแล้วเราเป็นผู้หญิงทำนองนั้น”

   “แต่ตอนนี้ก็ไม่นี่”

   “กร...เพื่อนก็คือเพื่อน” เต้ขยับยิ้มขำ “นักเลงขนาดนั้นจีบไม่ลงจริงๆ ...ถึงตอนนี้อัยก็ยังนักเลงอยู่ล่ะเราว่า ...หมัดก็คงยังหนักเหมือนเคย”

   “พูดเหมือนเคยโดน”

   “เปล่า” เขาดึงแว่นออกมาเช็ดพอเป็นพิธีแล้วสวมไว้เหมือนเดิม “กะเทยถึกที่ตอแยเราสมัยก่อนโน่น... หมัดเดียวของอัยยาเล่นเอาจอดไม่ต้องแจว”








   “พ่อรีบกลับบ้านนะ อัยจะถึงช้าหน่อย ต้องเคลียร์รายงานการเข้าค่ายที่โรงเรียนต่อน่ะค่ะ”

   เด็กสาวโทรฯหาพ่อทันทีเมื่อมีเกณฑ์จะกลับช้า ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้คุณปู่จะมา ...เธอก็เลยต้องขอโทษพ่อในใจที่พูดโกหกกับท่านอย่างนี้

   ...เธอไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง อย่างน้อยๆก็ให้คุณปู่กลับก่อนค่อยเล่าจะดีกว่า พ่อของเธอถ้าลองเป็นเรื่องของเธอเมื่อไหร่ไม่เคยปิดใครเขามิดล่ะ

   “โอ๊ยๆ เบาหน่อยดา มือหนักชะมัดเลย” แก้วบ่นหงุงหงิงไปเรื่อยขณะที่ดากำลังทายาให้

   “เบาสุดแล้ว บ่นไปได้ ทำให้ก็บุญแค่ไหนแล้วฮึ” นางแบบสาวหัวเราะขำก่อนจะร้องจ๊ากเมื่อแก้วมันแตะยาเอาคืนเข้าให้ “เบาสิ...หน้าคนนะแก้วไม่ใช่หลังเท้า”

   “อ้าวหรอ...เห็นปากมันกวนอวัยวะล่างสุดเหลือเกินเลยนึกว่าใช่” แก้วพูดกลั้วหัวเราะก่อนที่มายด์จะเข้าไปนั่งร่วมวงด้วยอีกคน

   “เขี้ยวเล็บคมฉิบเลยแม่พวกนี้ ...ต่อยกับผู้ชายยังไม่มีแผลเท่านี้” แม่จอมบู๊ว่าแล้วสบตาอัยที่วางสายจากพ่อเรียบร้อย “อัยไม่มีแผลเลยนะ ดีแล้ว”

   “มีสิ” อัยถลกแขนเสื้อยาวเท่าศอก (ยืมเสื้อดาใส่ก่อนส่วนเสื้อตัวนั้นโยนทิ้งเรียบร้อย) ขึ้นมาจนถึงหัวไหล่ เพื่อนๆถึงได้เห็นรอยเขียวช้ำเป็นรูปห้านิ้วมือตัดกับผิวบริเวณต้นแขนชัดเจน

   “อย่างน้อยก็ไม่ขึ้นหน้าเหมือนพวกเรา” แก้วว่าแล้วยิ้มสะใจ “เอาคืนพี่อ้อมได้ตั้งยี่สิบนิ้วแหนะ”

   “แกตบพี่แกได้แค่สี่ครั้งเนี่ยนะ” มายด์ส่ายหัว

   “ก็ไม่รู้กบาลที่จับโขกเสาไฟไปจะเป็นไงนะ แต่หน้ามันเห็นชัดสุดนี่” แก้วต่อคำแล้วถอนใจ “หัวกระทบกระเทือนมากๆมีผลต่อระบบประสาท ...จากคนบ้าอาจจะดีขึ้นมาบ้างก็ได้”

   “โอ๊ย ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงโรงพยาบาลบ้าเขาคงตบหัวคนไข้วันละสามเวลาหลังอาหารล่ะ” มายด์ว่าขำๆแล้วหันมามองเธอ “หน้าเครียดนะอัย มีอะไรหรือเปล่า”

   “เดี๋ยวญาติมาบ้าน”

   “คุณปู่?” เพื่อนทั้งสามหันมามองหน้าเธอพร้อมถามแทบจะพร้อมกัน

   “อื้ม”

   “งานเข้า” แก้วกุมขมับเครียดแทนเอาไว้ก่อน “อย่าคิดจะใส่เสื้อแขนกุดแขนสั้นให้ท่านเห็นรอยพวกนั้นเชียวนะ หรือถ้าไม่งั้นแกว่าอะไรอัยบ้างเอามาระบายให้พวกเราฟังด้วย เดี๋ยวจะบ้าไปซะก่อนเข้าใจไหม”

   “เราไม่ใส่เสื้อแขนกุดอยู่แล้ว” อัยยิ้ม “มันไม่ขนาดนั้นซะหน่อย”

   “ยังจำครั้งสุดท้ายที่พ่ออัยเล่าให้ฟังได้อยู่เลย” ดามุ่นคิ้ว “คุณปู่อัยเคร่งแล้วยังปากร้ายอย่าบอกใคร”

   “ว่าไปก็น่าจะไปทักทายท่านซะทีเหมือนกันนะว่าไหม” มายด์ยักไหล่แล้วต่อประโยค “แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ไปจะดีกว่า”

   “คุณปู่ท่านไม่ดุคนอื่นหรอก เชื่อเราสิ” อัยว่าแล้วยิ้มขำกับสีหน้าเครียดแทนของเพื่อนๆ...ปกติเธอจะไม่เล่าเรื่องคุณปู่ให้ใครฟังหรอกนะ แต่พ่อเธอนั่นล่ะเล่นเอาผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้ามาเล่าให้เพื่อนลูกสาวฟังอย่างออกรส และสั่งเพื่อนเธอเอาไว้อีกว่าช่วงไหนรู้ว่าคุณปู่มาต้องซักฟอกเธอให้หมดว่าโดนว่าอะไรบ้างแล้วเครียดขนาดไหน ...เพราะเธอไม่ยอมบอกพ่อ ก็เธอไม่อยากให้ท่านเครียดนี่นา “เอาน่า...ช่วงนี้ถ้าจะแวะไปบ้านเราก็โทรฯบอกก่อนแล้วกันนะ”

   “แต่ยังไงวันนี้ก็ต้องเดินไปส่งอัยล่ะ” แก้วเอ่ยพลางขมวดคิ้ว “เกิดแม่พวกนั้นไปดักอีกรอบล่ะแย่เลย”

   “ใช่ เราเห็นด้วย” มายด์ส่งเสียงสนับสนุนก่อนจะอ้อมแอ้มบอก “แต่เรายังไม่ค่อยอยากเจอกับคุณปู่ของอัยเท่าไหร่...ส่งแค่หน้าบ้านแล้วกันนะ ...ยิ่งหน้าเราสามคนอยู่สภาพนี้ยิ่งไม่ควรโผล่ไปให้เห็นล่ะ”

   “ก็จริง” แก้วหัวเราะแห้งๆแล้วอาจารย์ส้มก็เดินเข้ามาในห้องพยาบาลพอดี

   “เป็นไงกันบ้างจ๊ะ ดีขึ้นนะ” อาจารย์ยิ้มน้อยๆด้วยอาการหนักใจ “ครูบอกทางฝ่ายปกครองเอาไว้แล้วนะจ๊ะ พอดีวันนี้ที่ปรึกษาของอาภากานต์ (พี่อ้อม) ท่านเข้าเวรพอดีครูก็เลยไปคุยกับท่านไว้ด้วยแล้วเหมือนกัน ...วันจันทร์อาจจะมีความคืบหน้าเรียกเข้าห้องปกครองหรือเชิญผู้ปกครองยังไงครูจะพยายามติดตามนะจ๊ะ ลูกๆก็อย่าไปอาฆาตเอาความอะไรแต่ก็อย่าไปตื่นกังวลโดยเฉพาะเราไม่ได้ทำผิด” ท่านถอนใจหน่อยๆ

   “หนูต้องขอโทษด้วยนะคะ...ที่ทำอาจารย์ลำบาก” อัยยกมือไหว้อย่างรู้สึกผิด ปกติเธอก็เห็นอาจารย์วิ่งทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่แล้ว ยังจะมีเรื่องมาให้ต้องหนักใจอีก

   “ไม่เป็นไรจ้ะ...อย่างน้อยลูกก็บอกครูไว้ ดีกว่าให้ครูรู้เอง หน้าที่ดูแลลูกศิษย์เป็นของครูอยู่แล้ว ...ยังไงลูกๆก็กลับบ้านกันดีๆนะจ๊ะ วันนี้ก็เหนื่อยกันมามากแล้ว”

   “ขอบคุณค่ะ” ทั้งสี่สาวไหว้ลา “กลับแล้วค่ะอาจารย์”

   “จ้ะ โชคดีจ้ะ”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:26:02 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN