ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อนใจ...ไว้ให้เธอ  (อ่าน 16287 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 13 : พระราชากับสามทหารเสือ (1)
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: เมษายน 28, 2010, 02:29:24 pm »

บทที่ 13 : พระราชากับสามทหารเสือ


++++++++++++++++++++++++++++++
หนึ่งพระราชาหน้าบึ้งบ่นตลอด
สองนายน็อตทหารแนวชอบแซวสาว
สามพี่นัททหารหนุ่มตาแพรวพราว
สี่หล่อขาวพี่จักษ์ทหารแสนดี
++++++++++++++++++++++++++++++

   อัยเดินเข้าบ้านอย่างค่อนข้างจะระแวดระวังกว่าปกติหลังจากแยกกับเพื่อนๆแล้ว

   ...ประตูบ้านไม่ได้ล็อค

   รองเท้าพ่อไม่มีแสดงว่ายังไม่กลับ

   รองเท้าหน้าบ้านที่ดูแปลกตามีมาแค่สองคู่... คุณปู่คงมาแล้วแต่รถไม่อยู่อย่างนี้แสดงว่าออกไปข้างนอกกันอีกรอบ

   ...ก็แค่ไม่รู้ว่าสองคนที่อยู่บ้านกับสองคนที่ออกไปข้างนอกนั้นใครเป็นใครกันแน่

   แต่รองเท้าผ้าใบสีฟ้าคู่นี้เธอจำได้ว่าเธอซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้น็อต แสดงว่าน็อตอยู่นี่

   “กลับมาแล้วค่ะ” อัยส่งเสียงเบาๆ กวาดสายตาไปรอบๆ มีกระเป๋าห้าหกใบตั้งเรียงกันอยู่บริเวณเก้าอี้รับแขกหน้าโทรทัศน์ ไฟห้องน้ำชั้นล่างเปิดอยู่แสดงว่ามีใครสักคนกำลังปลดทุกข์ ...แต่รอบด้านอื่นๆก็ยังเงียบกริบ

   ...แสดงว่าคุณปู่ออกไปข้างนอกชัวร์

   เธอคิดไปเรื่อยเปื่อยขณะเดินขึ้นไปชั้นสอง กะว่าจะเก็บของให้เรียบร้อย อาบน้ำสักหน่อยแล้วค่อยดูว่าจะทำอะไรต่อเพราะตอนที่เธอและเพื่อนไปฟ้องอาจารย์ ท่านก็เลี้ยงข้าวพวกเธอด้วยเพราะเห็นว่ามันได้เวลากินแล้ว

   “เฮ้ย!” เสียงร้องอุทานนั้นดังขึ้นเมื่อเด็กสาวเปิดประตูเข้าไปในห้องของตน

   เธอชะงักกึกกับร่างสูงซึ่งนุ่งผ้าขนหนูลายโดราเอม่อนของเธอไว้เพียงผืนเดียวและกำลังใช้ผ้าอีกผืนเช็ดหัวอยู่ ส่วนฝ่ายถูกมองก็กระโดดหลบเข้าไปหลังตู้เสื้อผ้าด้วยท่าทีตกใจ

   “น็อต”

   “อัย...ตกใจหมด”

   “ทำไมมาอาบน้ำห้องอัยล่ะ ...ห้องพ่ออยู่ทางขวา”

   “อา...มิน่าล่ะ ว่าทำไมห้องอาวีสะอาดจัง แถมใช้ผ้าขนหนูลายน่ารักซะ” น็อตยิ้มแห้ง

   อัยได้แต่ส่ายหน้าขำๆแล้วปิดประตูเมื่อลูกพี่ลูกน้องหน้าแดงไปถึงหูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   เธอฟังเสียงกุกกักภายในห้องอยู่พักหนึ่งจนน็อตเปิดประตูออกมาในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบายๆ เขายิ้มนิดๆแล้วทำหน้ากังวล

   “คุณปู่รู้เข้าแย่เลยนะเนี่ย”

   “ก็อย่าให้รู้สิ” อัยว่ายิ้มๆ “เป็นไงล่ะ ...โรงเรียนปิดตั้งห้าวัน”

   “ก็ดีล่ะนะ ถ้าไม่ใช่ว่าเปิดไปแล้วต้องสอบกลางภาคทันที”

   “ก็เหมือนหยุดให้อ่านหนังสือนี่นา”

   “สงสารเด็กที่เข้าค่ายลูกเสือน่ะ โรงเรียนใจร้ายชะมัด” น็อตบ่นขณะที่พากันเดินลงไปชั้นล่าง “อัยเป็นไงบ้างล่ะ ดูผอมลงกว่าคราวนู้นนะ”

   “ก็เรื่อยๆนะ ช่วงนี้งานเยอะเลยไม่ค่อยมีเวลากินเท่านั้นล่ะ” อัยยิ้ม “แล้วคุณปู่ พี่นัท พี่จักษ์ล่ะ ...ไปไหนกันหรอ”

   “พี่นัทเข้าห้องน้ำอยู่ข้างล่างนะ ...พี่แกอาหารเป็นพิษ ระหว่างเดินทางก็แวะปั๊มตลอด มีหลบเข้าป่าข้างทางตั้งสามรอบแหนะ” นินทาพี่ชายตัวเองเสร็จก็หัวเราะเยาะ

   “โหย...น่าสงสาร หมดแรงเลยสิ” อัยส่ายหน้ายิ้มๆ “แล้วคุณปู่กับพี่จักษ์ล่ะ”

   พี่จักษ์ไม่ใช่ญาติของเธอแต่พี่แกเป็นเพื่อนของพี่นัท พี่จักษ์ทำงานเป็นเลขาฯให้คุณปู่ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆเพราะลุงวัต (พ่อของพี่นัทกับน็อต) ฝากงานให้เนื่องจากรู้จักกับทางพ่อแม่ของพี่เขา

   พี่จักษ์เป็นคนขยันปู่ท่านเลยเอ็นดูเหมือนลูกหลานอีกคน จนถึงขั้นรับเป็นลูกบุญธรรมตอนที่พ่อแม่พี่แกเสียไปด้วยอุบัติเหตุซึ่งทางญาติๆของพี่แกก็เห็นดีเห็นงามด้วยจากนั้นพี่จักษ์ก็เลยอยู่บ้านเดียวกับคุณปู่

   พี่จักษ์เป็นคนอัธยาศัยดีมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อก่อนพี่จักษ์จะคอยดูแลเธอและพ่อกับแม่ตอนที่เราสามคนแวะไปเยี่ยมเยือนคุณปู่กัน เวลาเธอโดนคุณปู่ดุพี่จักษ์ก็เป็นอีกคนที่คอยมาปลอบใจ ...น่าแปลกตรงที่ถ้าเป็นพี่จักษ์ คุณปู่ท่านจะไม่ว่าหรือด่าสักคำ ต่างจากพี่นัทกับน็อต ทั้งที่เป็นญาติกันแท้ๆแต่เหมือนคุณปู่ท่านจะกดดันเหลือเกินยามที่เราเล่นกันสนิทเกินไป

   ...หรือเพราะไม่ใช่ญาติท่านถึงไม่ว่า

   บางครั้งเธอก็อยากให้เป็นอย่างนั้นเพราะไม่อยากจะคิดว่าท่านกำลังทำรายการหาคู่ให้ลูกๆหลานๆขึ้นมาอีก

   เธอเดินมาจนถึงข้างล่างเห็นพี่นัทนั่งหน้าเพลียอยู่บนเก้าอี้โซฟา เด็กสาวยกมือไหว้ปิดรอยยิ้มขำโดยที่พี่นัทก็หันมารับไหว้ด้วยรอยยิ้มเซียว

   “สวัสดีค่ะพี่นัท สบายดีไหมคะ”

   “อัยดูหน้าพี่สิว่าสบายดีแค่ไหน” พี่นัทว่ากลั้วหัวเราะ

   “สบายจนจะลาโลกเชียวล่ะ” น็อตหัวเราะ

   “ปากหรือนั่น ไอ้น้องชาย” พี่ชายคนเก่งย่นคิ้วแล้วหันมาถามเธอหน้าละห้อย “มีอะไรให้กินไหมอัย พี่ว่าพี่รอไอ้จักษ์กับคุณปู่ซื้อกับข้าวกลับมาไม่ไหวแล้วล่ะ”

   “มีแต่ขนมปังกับแยม...รองท้องก่อนไหมคะ”

   “เอามาเลยที่รัก...โอย ปวดหลังชะมัด ตอนนี้พี่รู้สึกเหมือนอายุสักห้าสิบได้”

   “งานหนักหรอคะ” เด็กสาวออกปากถามขณะควานหาถุงขนมปังจากตู้กับข้าวแล้วหยิบเอาขวดแยมมาพร้อมช้อนสองคัน

   “ก็ไม่เชิง...แต่บรรยากาศนี่แย่สุดๆ วันๆพี่เห็นแต่หน้าคุณปู่กับเจ้าจักษ์ สาวๆเรอะ หาไม่ได้เลยเชียว จะหนีเที่ยวก็ไม่ได้โดนเจ้าจักษ์มันหนีบติดตลอด เซ็งสุดๆ”

   “พี่จักษ์เขาก็ทำตามหน้าที่หรอก...ก็พี่นัทเป็นซะอย่างนี้” อัยยิ้มขำกับท่าทางออดอ้อนของลูกพี่ลูกน้องคนโต

   “แหม...ไม่ห่วงพี่บ้างเลยหรอ...พี่ว่าตอนนี้พี่ต้องเป็นหมันไปแล้วแน่เลยเนี่ย ...เชอะ อย่างว่า ใครๆก็ห่วงแต่เจ้าจักษ์ ...นี่ตกลงจักษ์มันเป็นพี่อัยแล้วพี่เป็นแค่คนงานของคุณปู่ใช่ไหม”

   “พี่นัทก็ว่าไปโน่น” เด็กสาวทาแยมบนขนมปังส่งให้พี่ชายก่อนจะหันไปตีมือลูกพี่ลูกน้องอีกคนที่ตักแยมเข้าปากเฉย “น็อตก็...แยมมันเหลืออยู่แค่นี้นะ เดี๋ยวก็หมดก่อนขนมปังพอดี”

   “ก็ไปซื้อสิ” น็อตว่าแล้วยึดขวดแยมไปทั้งขวด ริมฝีปากเข้มขยับยิ้มชอบใจเมื่อตักแยมคำใหญ่เข้าปากเพียวๆ

   “ไอ้น็อตเอามา” พี่นัทแย่งขวดแยมไปทันที “ให้พี่กินก่อน”

   “เอออัย...อัยช่วยไรเราอย่างดิ” น็อตว่าขณะเลียช้อนเปื้อนแยมจนเกลี้ยง “มีเพื่อนที่โรงเรียนมาจีบเรา แต่เราไม่ชอบ เราบอกเขาว่าเนี่ยตอนโรงเรียนปิดเราจะมาหาแฟน เขาบอกให้เราโทรให้เขาคุยกับแฟนเราแล้วเขาจะเชื่อ...”

   “แล้ว...” อัยแกล้งต่อคำไปงั้นแม้จะรู้อยู่แก้ใจ

   “อัยคุยกับเขาทีสิ...นะ”

   เธอส่ายหัวอย่างระอากับการหนีปัญหาแบบเด็กๆนี้

   น็อตเป็นหนุ่มฮอตคนหนึ่งที่โรงเรียนของเจ้าตัวเพราะเล่นดนตรีแล้วก็เป็นนักร้องนำในวงเวลาประกวดวงดนตรีด้วย ...แต่แย่หน่อยที่ปฏิเสธใครเขาไม่ค่อยเป็นแล้วก็ขี้ใจอ่อน

   ...ก็เลยจะมีกรณีผู้หญิงมาจีบอย่างนี้เรื่อยๆ

   “ชักบ่อยนะน็อต...แบบนี้ไม่ไหวนะ”

   “เอาน่าอัย...ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ...จริงๆ”

   “เห็นพูดอย่างนี้ทุกที”

   “น้า~” เสียงอ้อนๆนั้นว่าแล้วใช้สายตาหมาหงอยมองเธออย่างที่ชวนให้ขบขันขึ้นมา

   “พอเลย” พี่นัทเขกหัวน้องชายไปทีหนึ่งหลังจากกินขนมปังจนหมดแผง “อ้อนอัยอีกทีพี่ฟ้องคุณปู่แน่”

   “เออ...รู้แล้วน่า” น็อตว่าหน้าหงิกอย่างที่อัยอดสงสารไม่ได้

   “เดี๋ยวโทรคุยให้ก็ได้...แต่ไปโทรตู้สาธารณะนะ ...เดี๋ยวเกิดเขาโทรกลับเบอร์เดิมขึ้นมาล่ะแย่เลย”

   “ได้เลย...ต้องงี้สิถึงเรียกว่าญาติกัน”

   อัยส่ายหัวน้อยๆกับท่าทางนั้นแล้วประตูบ้านก็เปิดเข้ามาพอดี

   ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาของชายร่างสูงที่แต่งกายสบายๆด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์โผล่เข้ามาเป็นอย่างแรก ดวงตานั้นมองเธอแล้วยิ้มกว้าง

   “พี่จักษ์สวัสดีค่ะ” อัยยิ้มรับแล้วยกมือไหว้ก่อนจะส่งยิ้มให้คุณปู่ที่ยังเดินเหินได้สบายๆด้วยไม้เท้าคู่กายของท่าน “คุณปู่สวัสดีค่ะ สบายดีไหมคะ ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ อัยช่วย”

   “กว่าแกจะพูดจบฉันก็คงเก็บกับข้าวเข้าตู้หมดแล้ว” ดวงตาที่ฉายรอยดุตลอดเวลาและริมฝีปากที่ไร้รอยยิ้มนั้นทำรอยยิ้มเด็กสาวแหยไปหน่อยยามรับถุงกับข้าวมาก่อนถามอีก

   “จะทานเลยไหมคะ”

   “แล้วแกคิดว่าถ้าฉันไม่กินฉันจะออกไปซื้อมาทำไม” เสียงแหบเคร่งๆนั้นว่าพร้อมกับเคาะไม้เท้าด้วยท่าทางอารมณ์เสีย

   “ค่ะ” เธอเอ่ยรับเสียงเบาแล้วจัดการกับถุงกับข้าวโดยที่พี่จักษ์ก็เดินเข้ามาช่วย

   “สบายดีไหมเรา” เสียงทุ้มเอ่ยถามไถ่พร้อมรอยยิ้มยามดึงถุงแกงจืดไปใส่ชาม

   “ก็เรื่อยๆนะคะ” เธอตอบเสียงเนือยๆ “พี่จักษ์ล่ะคะ...งานหนักหรือเปล่า”

   “ไม่หรอก...พี่ก็ทำเหมือนๆเดิม” รอยยิ้มอารีนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของพี่ชายคนนี้ “มีบ้างที่คุณปู่ท่านสุภาพแย่ลงนิดหน่อยแต่ก็ยังถือว่าแข็งแรงตามวัย...พี่ไม่ถือว่าเป็นงานหนักหรอกสำหรับเรื่องคุณปู่ อื่นๆก็เหมือนเดิมนะ ไม่ลดไม่เพิ่ม”

   “พี่จักษ์ดูให้คุณปู่ท่านพักผ่อนมากๆนะคะ” เด็กสาวลดเสียงลงเพราะรู้ดีว่าถ้าคุณปู่ได้ยินปฏิกิริยาของท่านจะเป็นเช่นไร

   “พี่พยายามอยู่...อัยก็ต้องพักบ้างนะ ทำไมดูผอมลงเยอะเลยล่ะ”

   “ช่วงนี้อัยไม่ค่อยได้กินจุกจิกน่ะค่ะ...ไม่มีเวลาเลย”

   “ผอมมากไม่ดีนะ...ไป พี่ยกต้มกับแกงให้...อัยยกไหวไหมที่เหลือ”

   “แค่นี้เองค่ะ” เด็กสาวยกจานปลา ผักและน้ำพริกตามร่างสูงนั้นไปเสิร์ฟอาหาร

   “พ่อแกไปไหน” เสียงเข้มของคุณปู่เอ่ยด้วยอาการตำหนิอยู่ตลอดเวลา

   “พ่ออยู่มูลนิธิน่ะค่ะ กำลังจะกลับ”

   “แล้วแกอยู่บ้านคนเดียวรึ” หางเสียงท่านยิ่งห้วนไปอีก “หึ...เกิดมีโจรมันขึ้นบ้านมาแกจะทำยังไงฮึ”

   “ถ้าจะขึ้นบ้านนี้ต้องผ่านบ้านตำรวจมาอย่างน้อยหนึ่งหลังค่ะ” อัยพยายามจะยิ้มเสมอเมื่อตอบคำถามของท่าน “ตั้งแต่อยู่มาก็ยังไม่เคยมีนะคะ พ่อก็เลยปล่อยอัยอยู่บ้านคนเดียว”

   “แล้วแม่แกล่ะ...ป่านนี้ยังไม่ยอมกลับมาหาลูกหาผัวบ้างหรือไง”

   “แม่ไปทำงานนี่คะ”

   “เหอะ” เสียงช้อนส้อมที่กระแทกกับจานของท่านดังขึ้นตามอารมณ์ “ป่านนี้มีใหม่ไปแล้วมั้ง...ลืมลูกลืมผัวขนาดนี้”

   “แม่ไม่ใช่คนอย่างนั้นนะคะ” พอถึงตรงนี้เด็กสาวก็ยิ้มไม่ออก

   “แกไม่ต้องมาเถียง!” เสียงดุดันพร้อมดวงตาข่มขู่ที่ส่งมานั้นทำเด็กสาวหลบตาอย่างไม่ต้องการจะซึมซับภาพเก็บไว้ในใจ “ผู้หญิงที่ทิ้งลูกทิ้งผัวเป็นปีๆอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน ขอแค่ตัวเองได้ก้าวหน้า ไม่สนหรอกว่าลูกต้องอยู่บ้านคนเดียว ไม่สนหรอกว่าผัวจะไปมีใหม่กี่คนเพราะมันก็มีใหม่ได้เหมือนกัน”

   “ทั้งพ่อทั้งแม่ไม่เคยนอกใจกันเลยนะคะ”

   “ฉันบอกว่าอย่าเถียงไง!” มือเหี่ยวย่นนั้นกระแทกช้อนส้อมลงกับจานแล้วยกนิ้วชี้หน้าเธอ “นิสัยอวดดีของแม่แกมันติดตัวแงะไม่ออกเลยใช่ไหม พวกผู้หญิงอวดเก่งแต่งตัวออกงาน ยิ้มหน้าบานตอนพูดว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งสามีก็ยืนได้ด้วยตัวเอง ไอ้พวกปีกกล้าขาแข็งอย่างนี้ฉันเห็นมากี่รายแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้ตายดีสักคน” เสียงที่กดต่ำลงในท่อนท้ายนั้นเธอพยายามทำหูทวนลม

   ...ท่านมีเหตุผลของท่าน

   นั่นเป็นสิ่งที่เธอจำเสมอมา ...เพราะคุณปู่ท่านก็เคยพบเรื่องร้ายๆมาก่อน ท่านถึงไม่อยากให้มันซ้ำรอยเดิม ...ท่านดุท่านด่าก็เพราะท่านห่วงเท่านั้น

   “โหย...อยู่กันเต็มบ้านเลย” วีระเปิดประตูเข้าบ้านมาและเห็นร่างบางของลูกสาวคนเดียวยืนห่อไหล่ก้มหน้าหลบตาคุณพ่อบังเกิดเกล้าของเขาแล้วก็ได้แต่เดินเข้าไปกอดลูกเหมือนทักทาย “อัย...กลับมานานแล้วหรอลูก... อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ายังเนี่ย การบ้านกองอยู่เต็มโต๊ะเลยไม่ใช่หรือไง ขึ้นไปทำก่อนไปลูก...ตอนเย็นจะได้ว่างมาคุยกัน ไปเร็ว”

   อัยพยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มฝืดให้คนบนโต๊ะอาหาร

   “ทานให้อร่อยนะคะ...อัยจำได้เลยว่าเนี่ยเจ้าเด็ดทั้งนั้น ...อัยขอไปทำการบ้านก่อนนะคะ” ว่าแล้วเธอก็เดินขึ้นห้องไปอย่างค่อนข้างจะโล่งอก

   “ไงครับ...ผมว่าผมรีบกลับบ้านแล้วนะยังไม่ทันคุณพ่อเลย นายนัทขับรถเร็วนะเนี่ย” เสียงชวนคุยเปลี่ยนเรื่องของพ่อยังแว่วมา

   “ผมขับไหวที่ไหนล่ะครับอา จักษ์ขับมาต่างหาก”

   “อ้าวหรอ...แหม ใช้ได้เหมือนกันนะเรา ...เออว่าแต่คุณพ่อ...”

   “...หาเมียใหม่ได้แล้ว”

   อัยปิดประตูเมื่อประโยคนั้นดังแว่วๆมาอย่างที่เธอเดาได้ว่าเป็นเสียงคุณปู่

   ...เย็นไว้สิ

   พ่อเองก็เหงา แม่ก็ยังต้องรอกว่าจะย้ายได้ ...ท่านเองยิ่งอยู่ไกลก็ยิ่งห่วงเธอ จะทำให้ท่านห่วงมากกว่านี้ก็มีแต่จะลำบากกันทั้งสองฝ่าย

   พ่อเธอก็เคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนท่านมีน้องสาวอีกคน ...ด้วยว่าเป็นลูกสาวคนเดียวคุณปู่ก็เลยตามใจมาก ทุกคนรักและเอ็นดูเป็นพิเศษ อยากได้อะไรก็หาให้ อยากเรียนอะไรก็ส่งเรียน

   คุณปู่ท่านไว้ใจลูกสาวท่านมาก...จนไปรู้จากทางโรงเรียนว่าลูกสาวท่านซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ ม.หก ขาดเรียนหลายเดือนแล้ว

   พอท่านถามด้วยหวังว่าลูกจะบอก ลูกสาวท่านก็บอกปัดไปเรื่อยจนท่านจับได้เองว่าแอบไปมั่วยากับเพื่อนที่ไม่เรียนแล้ว

   ท่านโกรธมาก...โกรธจนตัดขาดพ่อลูกกันตอนนั้นแล้วก็ไม่ติดต่ออีกเลย ถ้ากลับบ้านมาก็ให้คนที่บ้านไล่ไปเสีย

   พ่อเล่าให้ฟังว่าน้องสาวคนนั้นตายหลังจากนั้นไม่นานเพราะโดนซ้อมเรียกเงินแต่ตอนนั้นไม่มีเงินไปปรนเปรอเพื่อนฝูงแล้ว (หนึ่งในนั้นคือสามี) เพราะคุณปู่ไม่ให้

   จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสาร จะว่าผิดกันทั้งคู่...ก็อาจจะใช่

   หลังจากนั้นคุณปู่ท่านก็เข้มงวดมากเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง ตั้งแต่ภรรยาของลูกชายท่านก็เป็นคนจัดหามาให้ จนมาถึงพ่อของเธอที่ไม่ยอมตามใจท่านแต่งงานกับแม่ของเธอ

   แม่ไม่ใช่คนหัวอ่อน แล้วก็ไม่ชอบอยู่ในโอวาท แม่พูดเสมอว่าคำสั่งคุณปู่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย...ซึ่งเธอก็เห็นด้วยแต่ก็ไม่อยากเห็นผู้ใหญ่ผิดใจกัน

   ...ถ้าทำตามโอวาทแล้วเรื่องมันจะง่ายๆจบๆไป เธอก็ยินดีจะทำเพราะยังไงคุณปู่ท่านก็ห่วงใยเป็นทุน ไม่ใช่ทำไปเพราะอยากแกล้ง...เพียงแต่ท่านฝังใจเท่านั้น

   ...ใช่ เพียงแค่ท่านฝังใจเท่านั้น

   ถ้าเธอพิสูจน์ให้ท่านเห็นในที่สุด ท่านก็คงหยุดไปเอง

   ถึงบางครั้ง ...มันจะยากเหลือทนก็ตาม

-------------------> มีต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:30:00 pm โดย ดาราอรุณ »


ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 13 : พระราชากับสามทหารเสือ (2)
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 10:26:09 pm »
บทที่ 13 : พระราชากับสามทหารเสือ (2)







   หลังจากทำการบ้านภาษาอังกฤษและสังคม (กำหนดส่งวันพุธกับศุกร์) จนเสร็จอัยก็ตัดสินใจอาบน้ำเมื่อเวลาล่วงมาจนหกโมงกว่าแล้ว

   เธอรู้สึกดีขึ้นเยอะเมื่อน้ำเย็นๆจากฝักบัวกระทบร่างกาย ...ความเหนื่อยล้าทั้งความอึดอัดค่อยละลายหายไปอย่างช้าๆ

   เด็กสาวสวมกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดตัวใหญ่ซึ่งนายน็อตเป็นคนเอามาฝากเมื่อปีก่อนหลังเจ้าตัวซื้อแล้วใส่เองไม่ได้

   เธอค่อยเช็ดผมของตนไปเรื่อยๆระหว่างมองนาฬิกา คิดว่าคงใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว คุณปู่ต้องกินข้าวตามเวลาเพราะท่านต้องกินยาด้วย

   แต่เธอเดาว่าพ่อของเธอคงไปหากับข้าวมาเรียบร้อยแล้ว กันไม่ให้คุณปู่ดุเธอ

   ก็เหลือแค่...ไปร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้นเอง

   ก๊อกๆๆ

   “อัย...ลงมากินข้าวเร็ว”

   เสียงนายน็อตร้องมาจากหน้าประตูห้องน้ำชั้นสองเธอถึงได้แขวนผ้าเช็ดตัวไว้บนราวแล้วเปิดประตูออกไป

   “พ่อไปซื้อกับข้าวมาแล้วหรอ”

   “อืม...อาวีซื้อมาเรียบร้อย ...ไปกินข้าวกันไป”

   เธอยิ้มตอบหน่อยๆแล้วเดินลงบันไดไปด้วยกัน

   สิ่งแรกที่อัยประสบก็คือแววตาดุจัดของคุณปู่ที่ตวัดมามอง

   “จะแต่งตัวไปยั่วผู้ชายที่ไหนกัน”

   เด็กสาวชะงักไปนิดแล้วว่าเสียงแผ่วๆ

   “อัยไม่ได้ไปไหนนี่คะ”

   “แกคิดว่าอยู่ในบ้านแล้วแกจะใส่กางเกงขาสั้นน่าเกลียดนั่นได้รึ...เวลามีแขกมาบ้านแกแต่งตัวอย่างนี้เสมอหรือไง”

   “แต่...”

   “แล้วดูเดินกันมา เดินเคียงกันอย่างนี้ทำไมไม่ควงแขนกันมาเสียเลยล่ะ”

   “แต่ว่าน็อต...”

   “ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเถียงฉัน!” อาการหน้าบึ้งตาวาวของคุณปู่นั้นเป็นอีกอย่างที่อัยพยายามจะทำตัวให้ชิน “เลือดแม่มันแรงจริงๆ”

   “อัยเห็นว่ามีแต่ญาติก็เลยไม่น่าจะเป็นอะไรแล้วน็อตเองก็เล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ...”

   “ฉันบอกว่าอย่าเถียง!” ร่างชรายันกายขึ้นยืนจากโต๊ะอาหารด้วยไม้เท้าที่อยู่ใกล้ๆ

   “คุณพ่อครับนั่งลงเถอะครับ...” พ่อของเธอรีบพยุงท่านไว้ทันที

   “คุณปู่ครับ อย่าดุน้องอัยเลย เราก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆทั้งนั้นนะครับ” พี่จักษ์ช่วยด้วยอีกแรงในขณะที่พี่นัทส่งซิกให้น็อตพาเธอไปข้างนอกก่อน

   “โหย...” น็อตพ่นลมออกทางจมูกอย่างเครียดๆ “คุณปู่ท่านนี่จริงๆเลย จะอะไรนักหนา”

   “เอาเถอะ” อัยยิ้มกับท่าทางหงุดหงิดเสียเต็มประดานั้น “มันก็ขาสั้นจริงๆ”

   “สั้นแค่นี้จะไปอะไรนักหนา...ที่นู่นนะอัย ใส่ก็เหมือนไม่ได้ใส่” น็อตส่ายหัวยิ้มๆเมื่อหย่อนตัวลงนั่งบนม้าหินประดับสวนหน้าบ้าน

   เด็กสาวลงนั่งเก้าอี้ที่ว่างแล้วก็หัวเราะ

   “เอาเถอะ...อัยเฉยๆแล้วล่ะ แค่นี้เอง”

   “ถ้าเป็นเราเราโกรธมากเลยนะ...ยังไม่ทันทำอะไรผิดเลย ว่าไปถึงแม่ซะด้วย” ลูกพี่ลูกน้องบ่นหงุงหงิงแล้วถอนใจออกมาอีกเมื่อเธอก็แค่ยิ้ม “เข้มแข็งจริงนะ...สมเป็นลูกอาอรจริงๆล่ะ...เวลายิ้มอัยดูเหมือนอาอรมากเลย”

   “อัยนึกว่าอัยจะไม่มีส่วนเหมือนแม่เลยซะอีก”

   “ไม่จริงหรอก...ไม่งั้นคุณปู่ท่านไม่กระฟัดกระเฟียดอย่างนั้นแน่” น็อตค่อยยิ้มออก “ว่าไปก็ขำนะ...คุณปู่นี่กันทุกอย่าง ...ดูอย่างเราสิ เข้าห้องอัยก็ห้าม เดินใกล้กันหน่อยก็ไม่ได้ จับมืออัยปู่ยังไม่ยอมเลย ...ญาติกันแท้ๆ”

   “เอาน่า”

   “ทีพี่จักษ์ล่ะ...คุณปู่ปล่อยให้คุยได้นานสองนาน... ลำเอียงชัดๆ”

   อัยชะงักเมื่อน็อตเอ่ยปาก

   ...รู้สึกว่าสิ่งที่เธอกังวลมันจะเป็นเรื่องจริง

   เด็กสาวถอนใจแล้วแกล้งทำเฉยลูกพี่ลูกน้องถึงได้เปรยขึ้นมาอีก

   “ขออย่างเดียว...” น็อตว่า “อย่าให้ปู่ท่านยึดคติ ‘เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน’ ก็แล้วกัน...ท่านยิ่งชอบจัดสรรหาคู่ให้คนอื่นเขาเหลือเกิน”

   “ถ้าอัยโดนแล้วน็อตคิดว่าน็อตไม่โดนหรอ”

   “แหงล่ะ...แต่เราเผ่นได้นี่ อัยเป็นผู้หญิง จะไปไหนก็ลำบากกว่าเยอะ ...เออ แต่อัยกับพี่จักษ์ก็สนิทกันดีนี่ อาจจะดีก็ได้”

   อัยยาส่ายหน้า

   “พี่จักษ์เป็นพี่...อัยคิดแค่นั้น”

   “พี่แกออกจะดีเกินเหตุนะเราว่า...เออ แต่เวลาทะเลาะกับพี่นัทนี่สนุกดี พี่นัทหงอไปเลย ...ไม่ดีหรออัย หล่อก็หล่อ งานก็ดี ...แถมคุณปู่จะได้เลิกยุ่งยากไปเลย”

   “อัยอยากเรียนมากกว่า” เธอว่าไปตามที่คิด “แล้วอัยก็ไม่ได้คิดกับพี่จักษ์อย่างนั้น”

   “แล้วถ้าคุณปู่สั่ง”

   “เรื่องนี้อัยไม่ยอมหรอก” เธอถอนใจหน่อยๆ “ถึงจะยากสักหน่อย...แต่อย่างเรื่องเสื้อผ้า กิริยาบางทีมันก็อาจจะใช้ได้เป็นพักๆ แต่กับคนที่ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกทั้งชีวิตที่เหลือน่ะ...อัยคงคิดไม่ได้ว่า...แค่นี้เอง แต่งๆกันไปเดี๋ยวก็ดี...ถ้าอัยไม่ได้รู้สึกดีๆกับเขาแต่แรก อัยว่าอัยคงไม่ยอม”

   น็อตดีดนิ้วเปาะแล้วยิ้มชอบใจ

   “มันต้องอย่างนี้เลยอัย...แหม น่ารักแล้วยังพอมีหัวอีก”

   เธอส่ายหัวหน่อยๆ

   “ใครใช้มาถามหรือเปล่า” เธอย้อนถามอย่างที่นายน็อตถึงกับชะงักกึก “พี่จักษ์หรอ”

   “ก็แหม...” เด็กหนุ่มหัวเราะแหะๆ “พี่จักษ์แกก็มีแฟนอยู่นะ เราเคยเจอด้วย น่ารักดีแต่สู้อัยไม่ได้ พี่จักษ์เองก็เกรงใจคุณปู่มาก ยิ่งคุณปู่มีบุญคุณต่อแกขนาดนั้น ถ้าอัยยังไม่ปฏิเสธเอาเสียเลยพี่แกก็คงรอดยากเหมือนกัน”

   “บอกพี่จักษ์ด้วยล่ะ...คราวหลังถามอัยเองก็ได้” เธอส่ายหัวหน่อยๆ “แล้วก็บอกได้เลยว่าต่อให้อัยชอบพี่แกจริงๆแต่ถ้าพี่แกไม่มีใจอย่างนั้นอัยแต่งไปก็ไม่มีความสุขหรอก ...แล้วน็อตไปถามมาให้อัยบ้างนะว่าคุณปู่ท่านเตรียมแผนในเร็ววันหรือเปล่า อัยจะได้เตรียมตัวไว้ก่อนว่าถ้าจบ ม.หก แล้วคุณปู่ค้านไม่ให้อัยเรียนต่ออัยจะทำไง”

   “ได้เลยคนเก่ง...เดี๋ยวพี่จัดให้” น็อตหัวเราะแล้วชะงักไปหน่อยก่อนจะพยักพเยิดให้เธอเหลียวไปมองทางรั้วบ้าน

   เด็กสาวเบิกตาโตเมื่อแลเห็นนักฟุตบอลบ้านตรงข้ามกำลังยืนยิ้มให้เธออยู่ตรงนั้น

   “อัย” กรส่งเสียงเรียกเข้ามา “คือ...”

   “กรกลับบ้านไปก่อนไป” เธอว่าเบาๆด้วยกลัวคนในบ้านจะได้ยิน

   “เอ้อ...เราขอสองนาที คือว่า...”

   “ไปก่อน...ไม่ใช่ตอนนี้”

   “เราก็แค่...”

   “อัยยา!” เสียงกัมปนาทจากทางในบ้านทำเอาเด็กสาวห่อไหล่ด้วยสันชาตญาณ

   “แม่งคราวซวย” น็อตสบถแล้วเดินตรงไปหาเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งรู้ว่าชื่อกรก่อนจะเริ่มแหลสด “เฮ้ย เป็นไงไม่เจอนาน ...สบายดีไหมกร”

   อัยมองหน้าลูกพี่ลูกน้องอย่างทึ่งจัดเมื่อน็อตเดินเข้าไปตบบ่ากรอย่างสนิทสนม

   “เจ้าน็อตนั่นใคร” คุณปู่หรี่ตาถามอย่างไม่เชื่อ

   “เพื่อนน็อตเองครับปู่...คราวที่แล้วที่เรามาเยี่ยมอาวีไงครับ น็อตไปเดินเล่นแถว...”

   “ร้านเกมน่ะครับ เจอกันที่ร้านเกม” กรรับลูกต่อมาด้วยรอยยิ้มอย่างที่เห็นจนเจนตา “ผมกำลังออนเกมอยู่แล้วเจอน็อตเขาเข้า ก็เลยดวลกันไปตาหนึ่ง”

   “ใช่ครับปู่” น็อตดีดนิ้วเปาะด้วยสีหน้าโล่งอกเมื่อตอนแรกหัวของเขานั้นไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ “ผมเห็นว่าอายุเท่ากันแล้วก็เรียนสายเดียวกับผมด้วยผมก็เลยตีสนิทไว้”

   “แกเรียนอะไรรึ ไอ้หนุ่ม” คุณปู่ใช้ไม้เท้าชี้หน้าถามเจาะจงไปที่กรอย่างที่อัยแทรกเสียงเข้าไปทันที

   “กรเรียนห้องเดียวกับอัยค่ะปู่...ศิลป์คำนวณน่ะค่ะ”

   “ไม่ต้องมาเสนอหน้า!” ท่านตวาดและหันไปมองหน้ากรอีกที

   “ผมเรียนห้องเดียวกับอัยครับ ...บ้านผมอยู่หลังตรงข้ามนี่เอง ลุงผมก็สอนคณิตที่โรงเรียน ท่านให้ผมแวะมาถามคุณวีน่ะครับว่าอาทิตย์หน้าว่างไหม” กรยิ้มสู้เอาไว้เมื่อได้เจอเอาคุณปู่ของอัยเสียจังๆ

   เขาก็เคยนึกเหมือนกันว่าจะดุได้ขนาดไหน

   ...และดูว่าเขาจะโผล่มาไม่ถูกจังหวะเอาเสียเลย ถ้าน็อตไม่แถออกมาอย่างนั้นเห็นว่าอัยคงโดนเละแน่ๆ ...น็อตคนนี้นี่เองที่โทรฯหาอัยคืนนั้น

   “เออๆ...เดี๋ยวฉันโทรฯคุยกับอาจารย์ท่านเองกร ขอบใจที่เป็นธุระให้นะ” วีระตะโกนบอกด้วยรอยยิ้มโล่งใจก่อนจะหันไปหาพ่อของตน “ไปครับพ่อ...พ่อลืมกินยานะครับ ไปกินยาก่อนครับ”

   “ใช่ครับคุณปู่...ไปกินยากันก่อนนะครับ” พี่จักษ์เข้าประกบอีกด้านแล้วประตูบ้านก็งับปิดลง

   น็อตแทบจะทรุดลงไปตรงนั้น

   “เกือบแล้วไง” เด็กหนุ่มบ่นออกมาเบาๆแล้วเป่าปากเมื่อพี่ชายเจ้าตัวที่ไม่ได้กลับไปโต๊ะอาหารเดินออกมาดูอาการอย่างขบขัน

   “ริอ่านจะเป็นนักแสดงจำเป็นหรือไงเจ้าน็อต”

   “โหย...ไม่งั้นอัยก็แย่เลยสิพี่ คุณปู่รอบนี้ไม่รู้หงุดหงิดอะไรนักหนา”

   “เอาเถอะน่า” อัยถอนใจเมื่อทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายนัก “แต่จำไว้ให้ดีแล้วกันว่าโกหกอะไรเอาไว้ ...ไม่งั้นได้ซวยกำลังสองแน่ ทั้งน็อตทั้งเราเลย”

   “เอ้า งั้นก็ทำเรื่องโกหกให้จริงซะสิ แกก็เซียนเกมเหมือนกันไม่ใช่ ก็เนี่ย ไปดวลกะเขาจริงๆเลย ระหว่างนั้นก็คุยกันไปด้วยจะได้รู้จักกันจริงๆ เพื่อนห้องอัยไม่ใช่หรอ”

   อัยส่ายหัวด้วยรอยยิ้มจืดๆอย่างที่พี่นัทหัวเราะออกมาทันที

   “เราก็เอากะเขาด้วยนะ”

   “อัยโดนว่าจนชินแล้ว...แต่ถ้าปู่รู้ว่าน็อตโกหกน็อตก็คงโดนด้วย แบบนั้นอัยรู้สึกไม่ดี”

   “โหย รักอัยชะมัดเลย” น็อตว่าขำๆ แล้วหันไปหากร “ว่าแต่นายเถอะ...ไม่คิดนะเนี่ยว่าแฟนอัยจะออกมารูปนี้”

   คนโดนมองเป็นแฟนกันแทบจะร้องปฏิเสธเป็นเสียงเดียว

   “ไม่ใช่!” พี่นัทเอานิ้วจุ๊ปากกลัวพระราชาวราพันธ์จะออกมาแหงะดูว่าเกิดอะไรขึ้น

   “ไม่ใช่สักหน่อย...” อัยว่าแล้วมุ่นคิ้ว “แค่เป็นบัดดี้กันตอนเข้าค่าย”

   “อ๋อ” น็อตทำตาล้อแล้วหันไปหากรอีกที “เออ ว่าแต่ตอนแรกมาจะมาคุยอะไรกับอัยหรอ”

   “อ้อ” กรยิ้มหน่อยๆแล้วล้วงหาของในกระเป๋า “ตอนอัยเป็นพิธีกรรอบค่ำพี่นนท์เอามาให้...โบนัสพิเศษรอบแต่งตัวน่ะ ตอนปิดค่ายก็รีบๆเลยลืมไป”

   พวงกุญแจตุ๊กตาหมีสีฟ้าถูกยื่นมาให้อย่างที่อัยยาบอกให้น็อตรับแทนเผื่อใครจะแอบมองมาจากทางหน้าต่าง

   “เราได้อีกตัว...สีชมพู”

   ตอนแรกที่จะไม่คุยนานก็กลายเป็นว่าเธอหลุดถามออกไป

   “กรเอาตัวสีชมพูหรอ”

   “อ้อ...ตามจริงเราตัวไหนก็ได้ แต่อัยชอบสีฟ้านี่ ก็เลยเอาสีฟ้ามาให้”

   เด็กสาวพยักหน้าหน่อยๆเป็นเชิงรับรู้เขาถึงได้ยิ้มให้นิดๆแล้วถามกับน็อต

   “ตกลงจะไปเล่นเกมกันจริงๆไหม...ร้านเกมอยู่เลยไปสองซอย”

   “เอาสิ...พูดแล้วก็อยากเล่นขึ้นมาเลย” น็อตยิ้มสนุกเมื่อได้เพื่อนใหม่ขึ้นมาจริงๆ “ว่างเมื่อไหร่...คุณปู่น่าจะอยู่สักสามสี่วัน”

   “ปกติเราว่างตอนเย็นๆ...ยกเว้นว่าต้องซ้อมบอล วันอังคารวันหนึ่งไม่ต้องซ้อมแน่ๆ ถ้าจะไปก็ขอวันอังคารแล้วกัน”

   “ได้เลย...เจอกัน” แล้วกรก็เดินกลับบ้านของตนด้วยระยะทางเพียงสิบก้าว

   “นี่ครับ...คุณผู้หญิง” น็อตส่งพวงกุญแจหมีให้เธอก่อนจะว่า “เข้าบ้านเถอะอัย ไปกินข้าวกัน หิวแล้ว”

   “อื้ม” อัยยิ้มหลังสำรวจเจ้าตุ๊กตาหมีอยู่พักหนึ่ง


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:32:29 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 14 : อ่อนแรง (1)
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 10:28:17 pm »
บทที่ 14 : อ่อนแรง (1)





   “ฮัลโหล...แม่หรอคะ”

   หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ่งเหนือความคาดหมายก็ตามมาติดๆเมื่ออัยยารับโทรศัพท์และปรากฏว่าแม่ของเธอโทรฯมา!

   “/เป็นไงบ้างลูก...เสียงเหนื่อยๆนะ/”

   “อัยเพิ่งกลับจากเข้าค่ายเมื่อเที่ยงน่ะค่ะ คุณปู่มาที่บ้านด้วยค่ะแม่”

   “/อ้าวหรอ...ท่านสบายดีไหมล่ะ/”

   “ท่านสบายดีค่ะ แม่ล่ะคะ งานหนักไหมคะ”

   “/ก็เรื่อยๆล่ะจ้ะ ขอแม่คุยกับพ่อหน่อยสิลูก พ่ออยู่บ้านใช่ไหมจ๊ะ/”

   “ค่ะแม่” เด็กสาวถือหูค้างไว้แล้วหันไปทางคนเป็นพ่อที่นั่งอยู่ไม่ไกล “พ่อคะ แม่ขอคุยกับพ่อหน่อยค่ะ”

   “เอ้อ ดีเลย พ่อกำลังคิดถึงอยู่เชียว” สีหน้าของวีระยิ้มแย้มอย่างที่อัยยาออกจะตกใจอยู่บ้างเมื่อคนที่เอื้อมมือมารับหูไปกลายเป็นคุณปู่ “เอ่อ คุณพ่อ...”

   “ไงลูกสะใภ้” เสียงเคร่งเครียดเป็นนิสัยกรอกไปตามสายอย่างที่อัยยาได้แต่มองท่านด้วยสายตาหวั่นๆ “มัวร่านอยู่ที่ไหน ทิ้งลูกอยู่บ้านคนเดียวอย่างนี้ ...เหอะ ลูกชายฉันมันจะหาแม่ใหม่ให้ลูกแกแล้วนะรู้ไหม...”

   “คุณพ่อ...” วีระทำท่าจะยึดหูโทรศัพท์แต่อีกฝ่ายก็เบี่ยงหลบ

   “ฉันจะเอาอัยยาไปอยู่ด้วย เด็กบ้านแตกอย่างนี้เดี๋ยวจะได้ใจแตกเหมือนแกสักวัน ...พออัยยาจบ ม.หก ก็ไปช่วยฉันทำงาน ไม่ต้องเรียนมันแล้ว เด็กผู้หญิงเรียนมากเดี๋ยวก็ได้ร่านเหมือนแก...”

   “คุณพ่อ!” วีระยึดหูโทรศัพท์ไปแล้วกรอกเสียงบอกภรรยา “อร...พ่อผมอารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะ ใจเย็นก่อนนะอร เดี๋ยวผมโทรฯกลับ” แล้วเขาก็วางหูแล้วหันไปมองบิดาตนอย่างอึดอัด “พ่อทำอย่างนั้นไม่ได้นะครับ ...พ่อล้อผมเล่นแน่”

   “ล้อเล่นอะไร...ฉันไม่ชอบล้อเล่น”

   “พ่อจะพาอัยไปอยู่ด้วยได้ไง อัยยังต้องเรียนนะครับ ผมไม่ยอมหรอก...ผมเป็นพ่อ ผมมีสิทธิ์ในตัวลูกสาวของผมและผมก็จะเลี้ยงลูกเอง”

   “เหอะ หลงมันมากหรือไง เมียแกมันอยู่ไกลหูไกลตามันก็ต้องมีใหม่เหมือนกัน ยิ่งไม่ติดต่อกันนานๆอย่างนี้แกไม่คิดว่ามันจะหาชู้ไว้แก้เหงาบ้างเรอะ”

   “คิดครับ” วีระเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ผมเชื่อใจอร...อรทำงานหนัก เธอพยายามจะก้าวหน้าในการงาน ...ใช่ครับพ่อ ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าผมมันไม่เอาไหน ให้เมียตัวเองออกหน้าออกตาอยู่คนเดียว ...แต่แล้วจะยังไงล่ะครับ ในเมื่อเป็นความฝันของเขา แล้วทุกบาททุกสตางค์ที่เขาเหลือจากกิจวัตรส่วนตัว เขาก็ส่งมาให้อัยหมด...นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่ผมยืนยันต่อหน้าพ่อได้ว่าบ้านผมไม่ได้แตกแยก ...เพราะผมมีลูก ลูกเพียงคนเดียวและเป็นลูกที่ผมจะเลี้ยงเอง”

   “ไอ้วี!” คุณปู่เคาะไม้เท้าลงพื้นด้วยประกายตาวาวโรจน์

   “คุณปู่คะ” อัยยาแทรกเสียง “อัยจะเรียนต่อค่ะ”

   ดวงตาคมกริบเหลียวมามองเธอในทันที กระแสกดดันรุนแรงทำร่างบางสั่นสะท้านได้ไม่ยาก ยิ่งริมฝีปากท่านบิดเบี้ยวจากที่โค้งลงอยู่แล้วด้วย

   “อัยจะเรียนต่อ” เด็กสาวยืนยัน “ไม่ว่ายังไงอัยก็จะเรียน อัยจะเรียนให้จบปริญญา อัยจะหางานทำและอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ อัยไม่...”

   “อย่างแกน่ะเหรอจะไปเรียนอะไรได้... หัวก็มีอยู่แค่นี้คิดจะไปหางานทำ!” เสียงเข้มตวาดจนวีระต้องโอบลูกสาวตัวเองไว้ “แกต้องไปอยู่กับฉัน ...อยู่แถวนี้มีแต่จะหาผัวให้มันขายขี้หน้า”

   “อัยจะอยู่กับพ่อ อัยเป็นลูกพ่อวีกับแม่อรไม่ใช่ลูกของคุณปู่!” เด็กสาวว่าออกไปอย่างไม่ตั้งใจและไม้เท้าที่ผู้สูงวัยใช้ค้ำยันร่างกายก็เงื้อฟาดลงร่างเธอทันที

   “นังนี่!” ดวงตาขุ่นมัวลุกวาวด้วยเพลิงอารมณ์ คำหยาบคายถูกท่านหยิบยกมาใช้โดยไม่หยุดฟาดไม้เท้าใส่ทั้งอัยยาและวีระที่พยายามป้องปัดลูกสาวเต็มที่

   “คุณปู่ไม่มีเหตุผล คุณปู่นั่นล่ะที่ใช้แต่อารมณ์ ...ถ้าอัยจะใจแตกหนีไปหาผู้ชายก็เพราะปู่ทำกับอัยอย่างนี้นั่นล่ะ...”

   “เลือดแม่มันแรงนักใช่ไหม!” พี่นัทและน็อตรี่ไปดึงคุณปู่ออกห่างทันทีในขณะที่พี่จักษ์เข้ามาช่วยดึงเธอออกจากรัศมีการฟาด

   “คุณปู่พอครับพอแล้ว น้องอัยเจ็บนะครับคุณปู่” พี่จักษ์ร้องแล้วโดนเข้าไปทีหนึ่งเมื่อพยายามกันเธอออกห่าง

   “ถ้าเจ็บมันก็ควรจะขอโทษฉันไม่ใช่มาด่าฉันปาวๆอย่างนี้!” ไม้นั้นยิ่งฟาดไม่เลี้ยงจนท่านเหนื่อยหอบและหยุดไป “เอามันออกไป เอามันออกไป อย่าให้ฉันเห็นหน้ามัน ฉันจะตีมันให้ตาย”

   “จักษ์พาน้องออกไปก่อน” วีระว่าแล้วถอนใจเมื่อพยายามจะเกลี่ยกล่อมพ่อของตนอีกรอบ

   อัยนิ่งเงียบตอนที่พี่จักษ์ประคองออกมาจากบ้าน พี่จักษ์หยุดอยู่แค่หน้าบ้านตรงส่วนที่เป็นกำแพงทึบมองจากในบ้านไม่เห็น

   “อัย...” เสียงทุ้มว่าเมื่อร่างบางหย่อนตัวลงนั่งกับพื้นฟุตบาทอย่างไม่สนสิ่งใด ดวงตานิ่งเรียบไม่มีรอยอารมณ์นั้นยิ่งทำให้เขาห่วง “อัย...เจ็บไหม”

   “ไม่ค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตอบแล้วสบตาด้วย ...ดวงตานั้นแห้งผาก ริมฝีปากก็ยิ้มเยือนอย่างจืดชืด “ชาหมดแล้วล่ะพี่จักษ์”

   “อัย...” รอยสงสารปรากฏในแววตาคนที่เป็นเหมือนพี่ชาย “คุณปู่ท่านทำไปเพราะอารมณ์”

   “ท่านมีอารมณ์เดียวค่ะ นับแต่ที่อัยจำความได้”

   “เป็นเรื่องของผู้ใหญ่น่ะอัย”

   “และผู้ใหญ่อย่างคุณปู่กำลังตัดสินให้อัยทิ้งทุกอย่างที่อัยรักไปอยู่กับท่าน ...แล้วก็แต่งงานกับพี่ด้วย ใช่ไหมคะ”

   พี่จักษ์ชะงักงันก่อนจะแย้มยิ้มออกมาหน่อยๆ

   “ไม่หรอก...เรามันเด็กดื้อ พี่ไม่แต่งด้วยอยู่แล้ว”

   “อัยไม่น่ารักหรอคะ” เด็กสาวบ่นพึมพำ “คุณปู่ท่านถึงไม่คิดเอ็นดู ...อัยพอรู้ว่าแม่กับคุณปู่มีเรื่องผิดใจกันมา แต่อัยก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกี่ยวกับอัยด้วย ...อัยรักและเคารพท่านทั้งสองคน และไม่ชอบเลยที่ท่านทั้งสองทะเลาะกัน”

   “คุณวีก็ไม่ชอบหรอกที่ทั้งสองทะเลาะกัน” เสียงทุ้มยังปลอบโยน “พี่ก็ไม่ชอบ พี่นัทก็ไม่ชอบ เจ้าน็อตก็ไม่ชอบ ...ไม่มีใครชอบหรอก เพราะเราเป็นครอบครัวใหญ่ การกระทบกระทั่งของใครสักคนก็ทำสะเทือนไปทั้งบ้านได้ ...แต่ทำไงได้ล่ะจ๊ะ เราก็ต้องอดทน ค่อยๆแก้กันไป ...คุณปู่ท่านแก่แล้ว หัวดื้อเป็นเรื่องปกติ”

   “แต่อัยเหนื่อยแล้ว” สาวน้อยเริ่มสะอื้น ดวงตาเป็นประกายวาวสั่นระริก “อัยไม่อยากทนแล้ว... ทนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทนกับเรื่องที่อัยไม่ได้ก่อ”

   “ไม่เอานะเด็กดี” มือหนาเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆนั้นแผ่วเบา “อัยคนเก่งอย่าร้องไห้... อัยคนเก่าหายไปไหนแล้วนะ พี่ชักจะคิดถึงแล้วรู้ไหม”

   “อัยคนเก่าจะไม่ร้องไห้” ดวงตานั้นยังเป็นประกายแต่ก็ยังไม่มีน้ำตาสักหยด “แต่อัยคนเก่าก็จะไม่ฟังคุณปู่ และอัยคนเก่าจะเถียงท่านมากกว่านี้ เสียงดังกว่านี้ ทำให้ท่านโกรธได้มากกว่านี้ ...เพียงแต่อัยคนนี้เคยเห็นแล้วว่าพ่อกับแม่เครียดแค่ไหนเวลาที่คนเก่ายังคงเถียงไม่ลดละ โดยเฉพาะพ่อที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นลูก คนเป็นสามีและคนเป็นพ่อ ...ยิ่งอัยไม่ยอมฟัง ไม่ทำเป็นว่ายินดีจะทำโดยไม่เก็บกด แม่อรก็จะยิ่งดูกระด้างในสายตาคุณปู่ แล้วท่านทั้งสองก็ยิ่งทะเลาะกัน แล้วพ่อ... พ่อวี...” เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วนั่งกอดเข่าตนเงียบๆไม่พูดอะไรออกมาอีก

   จักษ์มองเด็กสาวที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก... แม่จอมแก่นในวัยเยาว์เติบโตเป็นสาวทั้งร่างกายและความนึกคิด เขารู้สึกชื่นชมทั้งคุณวีและคุณอรนักไม่ว่าทั้งสองจะเลี้ยงอัยยามายังไง ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ถ้าไม่ก้าวร้าวเสียเด็กไปเลยก็คงจะขี้กังวลกลัวคนไปเสียหมดเมื่อต้องซึมซับอารมณ์ร้ายๆของคุณปู่อยู่เรื่อยๆ

   อัยทำตามคำสั่งได้แต่ก็ยังมีความคิดเป็นของตัวเอง ยังคงมีตัวตนและจิตใจที่จะสร้างชีวิตของตนในแบบที่ตนต้องการ ...ไม่ใช่ฟังคนอื่นเขาเสียหมด

   แม้ภายนอกจะดูเปราะบางแต่ภายในก็หนักแน่นจนเขารู้สึกชื่นชมอยู่เสมอ

   ถ้าคุณปู่เปิดใจรับรู้บ้าง...ท่านก็คงจะเห็นเช่นเดียวกับเขาว่าอัยยาไม่มีทางทำเรื่องร้ายกาจน่าเสื่อมเสียอย่างที่ท่านกังวล

   เขาโอบร่างเล็กๆนั้นมาใกล้ ลูบหัวลูบไหล่ปลอบโยนให้ใจเย็น

   “พี่ไม่ได้จะขอให้อัยทนหรือทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวอัยเองหรอก” ชายหนุ่มว่าเบาๆ “แต่อัยยังห่วงพ่อ อัยยังห่วงแม่...แล้วที่จริงอัยก็รักและสงสารคุณปู่ท่านด้วยใช่ไหม”

   อัยยายังคงก้มหน้าซบเข่าตนแม้จะรู้สึกดีขึ้นจากความอบอุ่นที่ได้รับ

   “เรามาหาทางแก้กันดีกว่านะ...ทำอย่างไรให้คุณปู่ท่านเลิกมองอัยกับคุณอรในแง่ร้าย”

   “ตอนนี้อัยนึกออกอย่างเดียว” เธอว่าเสียงแผ่วๆอย่างที่พี่ชายชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้

   “อะไรนะครับ”

   เธอยิ้มกับท่าทางยินดีมีความหวังนั้น

   “ง่ายที่สุดที่จะทำให้คุณปู่พอใจก็คือแม่อรลาออกจากงานมาอยู่บ้านดูอัยอย่างเดียวกับพออัยจบ ม.หก แล้วก็ไปอยู่กับท่านแล้วก็แต่งกับพี่ ...อะไรจะทำให้ท่านเลิกหงุดหงิดได้เท่าตามใจท่านล่ะคะ”

   จักษ์ถอนใจยาวเหยียด ปล่อยมือจากร่างบางมาเกาศีรษะตนอย่างกลุ้มอกกลุ้มใจพอกัน

   เขายิ้ม

   “คิดวิธีที่มีโอกาสทำให้เป็นจริงได้หน่อยสิอัย”

   “งั้น...อัยก็หาแฟนฝรั่งสักคนแล้วก็หนีไปอยู่เมืองนอกเหมือนพี่วา (ลูกพี่ลูกน้องคนโต)”

   “อัยไม่ชอบฝรั่งหรอกพี่รู้” เขาขยับยิ้มขำกับอารมณ์สบายๆของน้องสาวซึ่งกลับมาอีกครั้ง “ไม่งั้นคนที่แย้มหน้ามาบ้านต้องผิวขาวตกกระผมทองตาฟ้าไปแล้ว ...ไม่ใช่ผมตาดำขลับผิวเหลืองยิ้มสวยอย่างนั้น”

   “พี่จักษ์ก็” อัยมุ่ยหน้าแล้วเผลอแก้มแดงเมื่อนึกหน้าคนยิ้มสวยตามคำบรรยาย

   “แหนะ...ตกลงนั่นแฟนอัยจริงๆหรอ”

   “ไม่ใช่ซะหน่อย” เด็กสาวยิ้ม

   “ไม่ใช่แล้วยิ้มทำไม”

   “แล้วแฟนพี่จักษ์เป็นยังไงหรอคะ...เห็นน็อตบอกว่าน่ารัก”

   “ก็...” เขาหัวเราะกับการเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยนั้น “...ตามนั้นล่ะจ้ะ”

   “คุณปู่ไม่รู้หรือคะ”

   “พี่ก็พยายามจะให้ท่านรู้โดยที่ท่านไม่หงุดหงิดอยู่นี่ไง” ว่าแล้วก็ถอนใจแผ่วๆ “ปัญหาหัวใจนี่มากมายเหลือเกิน”

   “สู้ๆค่ะพี่จักษ์ ...รักแท้ต้องไม่แพ้อุปสรรค” เธอว่ายิ้มๆ

   จักษ์หัวเราะหน่อยๆเมื่อเหลือบเห็นใครสักคนที่กำลังแอบมอง

   “พี่ว่าตอนนี้แฟนอัยเค้าคงงอนน่าดูแล้วล่ะ...อัยมานั่งหยอกกับพี่เป็นนานสองนานทั้งที่เมื่อกี๊ไล่เขากลับบ้านเฉย”

   “หือ?” เด็กสาวทำเสียงในลำคอแล้วมองตามเมื่อพี่จักษ์พยักพเยิดให้เห็นใครสักคนที่นั่งจ้องเธอผ่านราวระเบียงชั้นสองของบ้านฝั่งตรงข้ามอยู่

   พอเธอสังเกตเห็นนายกรก็หลบหายเข้าไปในตัวบ้านทันทีอย่างที่เธอหน้าแดงขึ้นมาใหม่กับคำว่าของพี่ชาย

   “ก็บอกว่าไม่ใช่แฟน”

   “ตะกี๊พี่เห็นเขามองมาหน้ามุ่ยเชียวนะ”

   “ยังไงก็ไม่ใช่แฟนอยู่ดีล่ะ” อัยมุ่ยหน้าใส่บ้างแล้วชะงักน้อยๆเมื่อพี่จักษ์รับโทรศัพท์

   “อ๋อครับ ...ครับ ได้ครับ” ร่างสูงยืนขึ้นแล้วฉุดเธอให้ลุกตาม “เข้าบ้านไป...คุณปู่เข้านอนไปแล้ว”

   “ค่ะ”

   “ก่อนนอนก็อย่าลืมโทรฯง้อเขาหน่อยล่ะ พี่รู้สึกผิดนะเนี่ยกลายมาเป็นต้นเหตุให้แฟนเข้าใจผิดอย่างนี้” ท่าทางแกล้งซื่อของพี่จักษ์ที่ว่าพลางชี้มือหาระเบียงชั้นสองของบ้านฝั่งตรงข้ามนั้นทำเธอนึกอยากตะโกนใส่หูพี่แกนัก

   ...ก็บอกว่าไม่ใช่แฟนไงคะ!


------> มีต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:35:06 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN