ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อนใจ...ไว้ให้เธอ  (อ่าน 12350 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 2 : ตลก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 16, 2010, 02:31:43 pm »

บทที่ 2 : ตลก





   ร่างเพรียวในชุดบอลตัวเก่า (พ่อซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้) ฮัมเพลงพลางรดน้ำต้นไม้ในบริเวณบ้านไปเรื่อยเปื่อยกับเช้าวันเสาร์อันแสนสดใส

   เมื่อวานพ่อกลับมาบ้าน กินข้าวเย็นกับเธอและเธอก็ส่งข่าวจากนายกรให้ท่านรับรู้เรียบร้อยแล้วโดยที่ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจจะถามว่าเป็นยังไงไปยังไงถึงได้ฝากมาทางเธอ

   อาจจะเพราะท่านเหนื่อยนั่นล่ะ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ นั่งดูทีวีอยู่พักหนึ่งแล้วพ่อก็เข้านอนจนตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น

   ก็ไม่น่าต้องรีบตื่นหรอก นี่ก็เพิ่งจะเก้าโมงกว่าๆเอง

   อัยยาปาดเหงื่อหน่อยๆเมื่อยิ่งสายแล้วยิ่งร้อน เธอตื่นตามปกติคือหกโมงเช้า อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันพอเป็นพิธี หาอะไรรองท้องแล้วก็เริ่มต้นทำความสะอาดบ้านเหมือนทุกสุดสัปดาห์

   เด็กสาวยิ้มออกมานิดๆเมื่อนิ้วเรียวแตะต้องดอกตูมๆของกล้วยไม้ที่เธอต้องวางสายยางแล้วหยิบบัวรดน้ำอันจิ๋วมาใช้อย่างทะนุถนอม ...ปลูกเองเชียวนะ เป็นของขวัญที่แม่ซื้อให้เมื่อวันเกิดที่ผ่านมา ท่านมาเยี่ยมแล้วก็ซื้อกระโปรงมาให้เธอสามตัว เสื้อพอดีตัวที่ใส่แล้วอึดอัดเป็นบ้าอีกห้าหกตัว ชุดกระโปรงสามชุด สาระพัดกางเกงสมัยนิยมผ้าหนาซิปคับอีกสี่ (ไม่ชอบใส่เพราะมันไม่ยืดนี่ล่ะ) แล้วก็บลาๆๆ แม่คงคิดถึงเธอมากถึงได้ทยอยซื้อไว้เรื่อยพอมาเยี่ยมครั้งหนึ่งก็ขนมาเป็นลัง อย่างว่า...เธอก็คิดถึงท่านเหมือนกันล่ะ เธอถึงได้ถูกใจเจ้ากล้วยไม้ที่สุด

   ...ดูแลทุกวันก็เหมือนได้คุยกับแม่... คิดว่างั้นนะ

   เอาล่ะ พอรดน้ำต้นไม้เสร็จก็ต้องทำกับข้าวหลัก (เสาร์อาทิตย์เธอมักจะกินอาหารเช้าสองรอบ) ...เฮ้อ อาหารเช้าจะเป็นอาหารที่ไม่อร่อยที่สุด (แต่ปลอดภัยหายห่วง) เพราะเธอไม่เคยซื้อชูรสมาใส่ตู้ไว้ ก็เลยมีแค่เมนูไข่จืดๆที่เธอจะกินพอให้อิ่มแอ้มเอากับผักสองสามอย่างที่เหลือจากเมื่อวาน ส่วนพ่อก็จะมีขวดซอสส่วนตัวไว้เปลี่ยนรสชาติทุกวันอยู่แล้ว บางวันดีหน่อยมีขนมปัง เพราะร้านสะดวกซื้อห่างจากบ้านพอสมควรเธอเลยไม่ค่อยเดินไป จะไปสักทีก็ตอนซอสพ่อหมดไม่ก็น้ำมันพืชหมด ...แถวบ้านน่ะหรอ มีแต่ข้าวแกงถุงสำเร็จทั้งนั้น

   เอ...วันนี้ต้องซักผ้า ชุดนักเรียนกองอยู่ก้นตะกร้าแล้ว การบ้านก็ยังไม่ได้ทำอีกสองวิชา...เฮ้อ... เริ่มหมดอารมณ์โสภาแล้วนะนี่

   “อัย...พ่อไปข้างนอกนะ”

   เด็กสาวเงยหน้ามองพ่อตัวเองที่เปิดประตูหน้าบ้านออกมาขณะที่เธอกำลังจะเข้าไป

   “ไม่กินข้าวเช้าก่อนหรอพ่อ” เธอมองใบหน้าที่ยังดูอ่อนกว่าวัยนั้นยามพูด “แล้วจะกลับพรุ่งนี้เช้าเลยหรือเปล่า”

   “เดี๋ยวบ่ายๆพ่อจะเข้าบ้านอีกที” เสียงเข้มๆนั้นว่าแล้วยิ้ม

   “นัดเล่นบอลกันหรอคะ”

   “จ้า ...จะไปด้วยไหม”

   “ไปนั่งล่อเป้าลูกบอลน่ะหรอ...ไม่เอาหรอก”

   “โธ่...คราวนั้นพ่อก็ขอโทษแล้วไง อุบัติเหตุน่า” พ่อหัวเราะแล้วก็ลูบหัวเธอเบาๆ “เฝ้าบ้านดีๆ มีอะไรก็ตะโกนเรียกคุณตำรวจเขานะ เดี๋ยวบ่ายๆพ่อกลับมาชวนอีกที ...เผื่อลูกเปลี่ยนใจ”

   “ถ้าการบ้านอัยเสร็จนะ” เธอตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้แล้วก็ยิ้มส่ง “ขับรถดีๆนะคะ”

   “จ้ะ” แล้วพ่อก็ถอยรถออกจากบ้านไปอย่างที่ลูกสาวอย่างเธอก็ได้แต่มองตาม

   เช้าอันเงียบเหงา ...ชินได้แล้วนะ

   คิดแล้วก็ยักไหล่ก่อนจะเริ่มเก็บสายยางเข้าที่

   ไม่ทันจะสาวเท้าเข้าบ้านเสียงแปลกๆเหมือนฝูงวัวอพยพก็ทำเอาร่างบางสะดุ้งโหยง

   นัยน์ตาสีดำสนิทเหลียวมองผ่านรั้วบ้านออกไปด้วยหัวใจเต้นระทึก

   กลุ่มเด็กชายอายุรุ่นๆเธอในชุดเสื้อบอลแบ่งสีเป็นทีม (งั้นก็คงจำนวนประมาณสองทีมฟุตบอลได้) วิ่งกันให้วุ่นอย่างที่คุณตำรวจบ้านด้านซ้ายที่ปกติไปเข้าเวรดึกคงได้ฤกษ์ออกไปถามไถ่ (คุณตำรวจบ้านทางขวาเข้าเวรเช้า...สลับกันอยู่บ้าน) พวกนั้นมองหาอะไรกันไม่รู้ หน้าตาก็เคร่งเครียดจนน่ากลัว

   เข้าบ้าน...เข้าบ้าน!

   แม้ใจจะเริ่มสั่งแต่ขาก็ไม่ขยับสักนิด...เหมือนความอยากรู้อยากเห็นจะมีอิทธิพลอย่างสูงในขณะนี้จนแม้แต่ความกลัวยังโผล่หัวขึ้นมาไม่ได้

   “หายหัวไปไหนของมันวะ ไวอย่างกับปรอท”

   “เฮ้ย พวกมึงเห็นไหม”

   “ทีอย่างนี้ล่ะเผ่นเชียว โธ่เว้ย”

   “บ้านมันหลังไหน”

   “หลังนี้ล่ะพี่...ไม่ผิดหรอก”

   เธอหลบมุมอยู่ใกล้ๆรั้วบ้านตรงส่วนที่เป็นกำแพงทึบ มองผ่านไปก็เห็นคนที่น่าจะเป็นหัวโจกงานนี้พูดประมาณ

   “ถ้าเจอกูจะเล่นให้อาน...เฮ้ย...พวกมึงไปดูสนามบอลอีกที มึงไปดูที่โรงเรียน มึงไปร้านข้าวป้าแดง ...ส่วนพวกมึงเดินวนแถวๆนี้ ใครหามันเจอก่อนลากมันมาหากู ...กูจะรอหน้าบ้านมัน”

   หน้าบ้านนั้นมัน...

   บ้านอาจารย์ไกรสรณ์กะนายกรนี่นา!

   พอพวกนั้นเริ่มทยอยกันไปและคนหัวโจกก็ตอบคำถามคุณตำรวจแสนดีว่าพวกเขากำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ (ประสาทชะมัด!) เธอก็ค่อยๆถอยกลับเข้ามาในบ้านอย่างงงๆ

   ขาเรียวชะงักกึกเมื่อตาไวๆเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆตรงพุ่มไม้ข้างๆ

   ดวงตาเด็กสาวเบิกขึ้นนิด

   เข้าบ้าน!

   ใจยังร้องเตือนไม่ได้ขาดแต่ขากลับสาวเข้าไปใกล้อะไรก็ตามที่ซ่อนอยู่ตรงนั้น

   ...แมวของคุณตำรวจบ้านทางซ้ายล่ะมั้ง...เมื่อวานก็หลุดเข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว

   หรือว่า...

   เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปใกล้พร้อมมือเรียวที่แหวกพุ่มไม้ซึ่งตัดแต่งเป็นอย่างดี ร่างบางก็เซถลาเพราะแรงดึงของมือปริศนา จะร้องอุทานก็ไม่ทันเมื่อมือแข็งๆตะปบมาเสียแน่น

   อัยเริ่มดิ้น ใจเต้นรัวด้วยความกลัว นึกด่าตัวเองว่าโง่แค่ไหน

   สักพักความกลัวก็เปลี่ยนเป็นความโกรธจนขบฟันคมๆลงบนมือที่ปิดปากเธออยู่ ร่างด้านหลังสะดุ้งห่างไปหน่อยเธอถึงได้มีโอกาสจะผละหนีแต่ในจังหวะที่หันไปเผชิญหน้าก็โดนดึงแขนเอาไว้อีก

   เด็กสาวชะงักนิ่งเมื่อเห็นเค้าหน้านั้นชัดเจน ยิ่งคนตรงหน้าเอามือจุ๊ปากไว้เธอก็เบิกตาโตเป็นไข่ห่านกับรอยแตกที่หน้าผากของเขา

   “นาย!” เด็กสาวอุทานเสียงแผ่วเมื่อเห็นกรกำลังยิ้มแหยๆส่งให้ “...ทำไม”

   “ขอโทษนะ ตกใจหรือเปล่า ...เราขอหลบหน่อยเถอะ มีปัญหานิดหน่อย”

   “ทำไม...พวกนั้น...” หัวสมองน้อยๆของเธอเริ่มประมวลผลและนึกขึ้นมาได้ทันทีที่ว่าคุ้นหน้านายคนนี้... คุ้นสิ ...นักบอลโรงเรียนฉันนี่นา

   กองหน้าซะด้วย!

   กรวิก ม.ห้า ห้องสอง กองหน้าที่เคยทำประตูตอนแข่งระดับเขตได้มากจนเป็นประวัติการของโรงเรียน ...ไอ้คนที่เขาว่ากันว่าปีหน้าจะได้เป็นหัวหน้าทีมหลังจากที่พี่ ม.หก หัวหน้าทีมคนปัจจุบันเรียนจบ

   ...หัวหน้าทีมคนปัจจุบัน...

   เออ... นายคนหัวโจกที่ยืนรอดักตีตานี่อยู่หน้าบ้านนั่นไงหัวหน้าทีมฟุตบอลโรงเรียนเธอ!

   ให้ตายสิ ทำไมถึงเพิ่งนึกออกนะ!

   “นี่...ขอเข้าไปหลบในบ้านได้ไหม ...อย่างน้อยก็ล้างแผล” ดวงตาเว้าวอนนั้นชวนให้กลืนน้ำลายไม่ลงคอนัก ยิ่งเจ้าตัวยังฉุดแขนเธอไว้แน่นอย่างนี้ ...ปฏิเสธไปก็คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ดี











   “ตกลงว่า...พี่นิคสั่งจับนายเพราะไปแย่งแฟนพี่แกน่ะหรอ”

   “ประมาณนั้น...แต่เราไม่ได้ทำนะ...จริงๆ” เขากระดกน้ำเข้าไปอึกใหญ่หลังจากเธอช่วยล้างแผลแล้วปิดพลาสเตอร์เท่าที่พอจะหาได้ให้ "เราไม่จีบผู้หญิงอายุมากกว่าหรอก...แฟนพี่นิคสวยก็จริงนั่นล่ะแต่...ไม่สเปค”

   เธอพยักหน้ารับอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

   เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่านักบอลทีมโรงเรียนจะมีเรื่องกันเองด้วย เห็นเขาลือกันนักว่ารักกันจนเหลือผู้ชายให้จีบน้อยเต็มที

   คิดแล้วก็มองสำรวจใบหน้าผู้มาขอหลบภัยอย่างเงียบๆ

   ตานี่โคตรจะปรับตัวเก่ง เดินเข้ามาในบ้านก็เอาแต่ขอ มีน้ำไหม? ขอนั่งนี่นะ? กินส้มได้ไหม? ขอใช้กระดาษทิชชู่หน่อยนะ ...พอเธอพยักหน้าส่งๆให้ก็เดินเสียให้ว่อน หยิบน้ำมารินให้ตัวเองแถมเผื่อเธอตั้งแก้วหนึ่ง เหมือนชวนให้นั่งอยู่เป็นเพื่อนอย่างไรอย่างนั้น

   พอดวงตาคมๆนั้นเหลียวมามองตอบเธอก็หลุบตาต่ำเมื่อรู้สึกว่าแก้มตนมันร้อนผ่าวขึ้นมา

   “เธอนี่ขี้อายจัง น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก ‘อัย’ เป็น ‘อาย’ นะ”

   ดวงตาขุ่นกึกตวัดมองอย่างไม่ค่อยยอมรับความจริง พอคนโดนจ้องยิ้มรับเธอก็เป็นฝ่ายหลบตาไปอีก

   ได้ยินเสียงหัวเราะขำๆนั้นแล้วก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก

   “ขอโทษ โกรธเราหรือเปล่าน่ะ...ล้อเล่นนะ” เสียงทุ้มว่าด้วยรอยยิ้มละมุนตาอย่างที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งเขิน

   ให้ตายสิ!

   เมื่อไหร่พ่อจะกลับนะ!

   “นี่ เราเคยมานี่ตั้งหลายที คุณวีให้ช่วยเอาของมาเก็บน่ะ คุณวีนี่เก่งมากเลยนะ...เราแทบไม่เชื่อตอนได้ยินว่าเขาเป็นทนาย” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุยราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “ทำไมล่ะ”

   “อ้าว...คุณวีไม่เคยเล่าให้ฟังหรอ?” เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “ก็เขาน่ะ...เป็นหนึ่งในผู้ใจบุญที่ตั้งกลุ่มมาขอบริจาคเศษไม้ ไม่ก็ของเหลือใช้ แล้วก็เอามารีไซเคิลไปให้พวกมูลนิธิเด็กด้อยโอกาส ...เสาร์ที่แล้วพ่อเธอตอกโต๊ะได้ตั้งห้าตัว แถมยังหัวศิลป์สุดๆ ชั้นหนังสือกับสมุดรีไซเคิลเขาก็เป็นคนเริ่มทำ ...เขาชอบพูดว่าอยู่เฉยๆก็ฟุ้งซ่าน ก็เลยหาอะไรทำ”

   อะไรกัน...

   โหย...ไม่ยักรู้ว่าพ่อเป็นคนดีขนาดนี้

   อัยนึกภาพตอนพ่อเธอถอดสูทเหงื่อโทรมตอกตะปูดังโป๊กๆแล้วก็ยิ้มขำ

   “คุณวีบอกว่าเธอยิ้มยาก” ดวงตาที่จับจ้องมานั่นทำเอาหุบยิ้มฉับพลัน “อะไร...น่ารักดีออก ทำไมไม่ยิ้มบ่อยๆล่ะ”

   หน้าเนียนแดงขึ้นมาอีกด้วยโลหิตที่สูบฉีด

   เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างสนุกสนานแล้วก็ดื่มน้ำเข้าไปอีกอึก

   “แล้วนี่...” เธอต่อคำไปเมื่อเริ่มจะเงียบ “เมื่อไหร่นายจะกลับ”

   “คุณวีชวนเราไปเล่นบอลด้วยบ่ายนี้...ตามจริง ก็กะจะอยู่นี่จนถึงบ่าย ...ตอนนั้นพวกนั้นก็คงไปกันหมดแล้ว”

   “ทำไมไม่ไปอธิบายล่ะ”

   “กว่าจะได้พูดเราคงเละไปทั้งตัวแล้วล่ะ” เขายักไหล่ไม่ค่อยแคร์แล้วว่า “พี่นิคน่ะเชื่อแฟนยิ่งกว่าลูกฟังแม่เสียอีก ...มีแต่คนบอกว่าพี่เขาโดนเสน่ห์”

   “แล้วทำไงล่ะ...ยังไงก็หนีได้ไม่นานนี่นา” เธอแสดงความคิดเห็นอย่างที่เขาก็เกาคางใช้ความคิด

   “นั่นสิ...วันจันทร์โผล่ไปเรียนคงโดนดักตั้งแต่ยังไม่เข้าไปแหงๆ” ว่าแล้วก็ถอนใจ “เดี๋ยวเราต้องโดนถอดจากตัวจริงแข่งรอบนี้แน่เลย...ถ้าพี่นิคแกไม่เลิกกับแฟนเสียก่อนนะ”

   “คงไม่ขนาดนั้นมั้ง”

   “นั่นยังน้อยนะ...ถ้าเรื่องแฟน พี่แกไม่เคยมีเหตุผลหรอก” กรว่าแล้วมุ่นคิ้ว “แย่จัง...ทำเธอลำบากไปด้วยหรือเปล่านี่”

   อัยยานิ่งเงียบเนื่องจากไม่มีคำตอบจะให้ แล้วร่างบางก็สะดุ้งขึ้นมานิดเมื่อโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้ที่โต๊ะข้างโทรทัศน์ส่งเสียงเตือนมาว่ามีคนโทรฯเข้า

   เธอเห็นเขาเหลียวมองตามเสียงแล้วทำเป็นไม่สนใจเธอก็เลยลุกไปหยิบมันมาดูหน้าจอ

   ‘ลดา’ เมื่อเห็นชื่อพร้อมรูปที่เจ้าตัวถ่ายเก็บเอาไว้ในเครื่องเธอโชว์หราอยู่เรียวมือก็กดรับสายในทันที

   “ฮัล...”

   “/อัย...อัย แก้วโทรฯบอกเราว่าแถวหน้าบ้านอัยมีคนยกพวกตีกันหรอ/” เสียงที่รัวเข้ามานั้นทำเธอยกหูออกห่างแทบไม่ทัน “/พวกนักบอลโรงเรียนใช่ไหม เกิดอะไรขึ้นน่ะ ตอบสิอัย”

   อัยยาถอนใจกับคำสั่งในท่อนท้ายนั้นแล้วตอบไปว่า

   “ก็ไม่มีอะไรหรอก...แก้วข่าวไวดีจัง”

   “/แก้วมันไปช่วยงานอาจารย์ส้ม มันทันเห็นพวกนักบอลวิ่งไล่กวดกันพอดี เห็นว่าไปแถวบ้านอัยนี่อัยรู้อะไรบ้างไหม/”

   เธอชักจะเริ่มงงๆเมื่อน้ำเสียงตื่นเต้นปนหวาดกลัวนั้นถามไถ่ไม่ได้หยุด

   คิดแล้วก็เหลียวมองนายนักบอลตัวต้นเหตุที่กำลังปลอกส้มกินอย่างถือวิสาสะ

   “ดาสนใจทำไมหรอ” พอเธอเรียกชื่อเพื่อนก็เหมือนแววตาคมๆนั้นจะเหลือบขึ้นมองครู่หนึ่งแล้วเหลียวกลับไป

   “/ก็...ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากรู้น่ะ/” อาการอ้อมแอ้มในน้ำเสียงนั้นทำให้เธอยิ่งมั่นใจไปใหญ่

   “ดารู้จักกรวิกใช่ไหม... กรห้องสองที่อยู่บ้านอาจารย์ไกรสรณ์น่ะ”

   “/อัย...รู้จักกรด้วยหรอ/” กระแสเสียงเกินคาดนั้นว่ามาแผ่วๆ อย่างที่เธอพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่น้อยเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ช่วงเดือนสองเดือนหลังมานี้ที่แม่ของลดาพาสาวเจ้าไปออกงานถ่ายแบบและรู้จักกับคนในวงการ ...เป็นเหตุให้เจ้าตัวเลิกกับ...แฟน

   “รู้จักสิ” อัยยาว่าไปตรงๆ “ก็กรของดากำลังนั่งปลอกส้มกินที่โต๊ะกินข้าวบ้านเรานี่เอง”

   “/หา! อะไรนะ/” ลดาร้องเสียงหลงอย่างที่เธอก็ยกหูห่างออกไปทันที

   “ใจเย็นๆก็ได้ดา...กรแค่โดนพี่อ้อมใส่ไฟว่าไปจีบ พี่นิคก็เลยโกรธไล่จับไปลงโทษแต่บังเอิญว่ากรกระโดดมาหลบในบ้านเราซะก่อนก็เลยได้แผลที่หน้าผากมานิดเดียว...ยังไม่ถึงตาย”

   กรวิกมองหน้าคนที่กำลังคุยโทรศัพท์อย่างไม่ปิดบังเมื่อคำพูดเหล่านั้นมันบรรยายในทุกรายละเอียด ...เขายังไม่ได้บอกสักคำว่าพี่อ้อมเป็นคนบอกพี่นิคว่าเขาไปจีบ

   “/งั้นหรอ...อื้ม...แล้วตอนนี้อัยอยู่กับกรหรอ/”

   “อื้ม...คุยไหม”

   “/ไม่ล่ะ...จะให้ช่วยอะไรไหม/”

   “ทำไงก็ได้ให้พวกนักบอลที่มาลาดตระเวนแถวหน้าบ้านเรานี่ไปไกลๆซะที” อัยยาว่าเนือยๆ

   “/งั้นเดี๋ยวฉันส่งคลิป/”

   “คลิปอะไร”

   “/คลิปเจ๊อ้อมออดอ้อนกับนายแบบสุดเท่น่ะสิ วันนั้นฉันไปเดินแบบงานเดียวกันพอดี เซ็งเป็นบ้าเลย พี่ชายคนนั้นน่ะโคตรหล่อเลยแกโดนเจ๊อ้อมตัดหน้าเฉย/”

   “แล้วจะส่งไปไหนล่ะ”

   “/เบอร์พี่นิคเรามี...เชื่อมือได้ ระดับนี้ไม่มีพลาด/”

   “อื้ม”

   “/งั้นบายนะ...พรุ่งนี้ว่างไหม จะชวนไปเที่ยว/”

   “ดูก่อนนะ”

   “/จ้า บายจ้ะอัย/”

   “อื้มบาย” ว่าแล้วเธอก็วางสายก่อนจะสบตากับคนที่มองอยู่ก่อน

   กรวิกมองเธอนิ่ง...พอไม่มีรอยยิ้มประดับไว้เขาดูเคร่งขรึมเสียจนน่าอึดอัด แต่ไม่ว่าเขาจะยิ้มหรือไม่ สายตาที่จ้องตรงๆอย่างนั้นมันก็ทำเธอกระดากอยู่ดี

   “เดี๋ยวสักพักนายคงไปซ้อมบอลต่อได้แล้วล่ะ” เธอว่าไปแผ่วๆหลังหลุบตาต่ำ

   “อัยสนิทกับดามากไหม” กรเปลี่ยนเรื่องแล้วก็เริ่มขยับยิ้มใหม่ “ดูสนิทกันมากนะ...ปกติอยู่โรงเรียนเห็นเดินกันสี่คนนี่ ใช่ไหม”

   “อื้ม” เสียงงึมงำรับอย่างขอไปทีเมื่อไม่มีอะไรจะต่อความ

   “รู้ไหม...ถึงตอนนี้เรายังไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าเป็นความผิดของเราหรือเปล่าดาถึงบอกเลิก” เขาพูดเหมือนระบาย “แต่ก็แปลกนะ...ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรมาก ก็แค่อึ้งนิดหน่อยแล้วก็สับสน”

   “ดาก็ดูห่วงนายนี่...ตามจริงถ้าจะง้อก็ไม่น่ายากหรอกดาน่ะ...”

   “...ใจอ่อน” เด็กหนุ่มต่อคำแล้วมุ่นคิ้ว “จะว่างั้นก็ใช่นะ แต่ถ้าใจเขาตัดสินใจแล้วว่าเป็นเพื่อนเหมาะกว่า...เป็นเพื่อนกันก็คงจะดีกว่าคบเป็นแฟน ว่าไปตอนคบกันเราก็ดูเหมือนแฟนเฉพาะตอนที่เดินด้วยกันล่ะมั้ง ...ไม่มีการโทรฯหา เจอหน้ากันนานๆครั้ง ...ก็เหมือนเพื่อน”

   “เป็นแฟนกันทำไมต้องคุยกันหรือเจอหน้ากันบ่อยกว่าเป็นเพื่อนล่ะ” เธอถามไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก “แฟนต้องสำคัญกว่าเพื่อนเสมอหรอ...ถึงต้องทำแบบนั้น”

   ถึงตรงนี้เขาก็เท้าคางมองหน้าเธอด้วยดวงตาใสๆ

   “อัย...” เสียงทุ้มเริ่มว่า “...ไม่เคยมีแฟนหรอ”

   เด็กสาวเหลียวตามองแล้วหน้าแดงซ่าน

   “ว่าไง...อัยไม่เคยมีแฟนหรอ”

   “แล้วทำไมต้องมี”

   “ไม่ใช่ต้องมี...แต่ว่า...”

   “เฮ้...ข้างนอกเขาไปกันหมดแล้วแหนะ” ร่างบางผลุดลุกมองลอดหน้าต่างไปทันที “ไปเถอะ...กว่าพ่อจะกลับคงอีกนาน เราว่านายน่าจะทันเคลียร์กะพี่นิคนะ จะได้ไม่คาใจไง”

   กรลุกยืนอย่างไม่เรื่องมาก

   “งั้น...”

   “บาย ออกไปล็อคประตูหน้าบ้านให้ด้วยนะ ขอบคุณ” สาวน้อยตัดบทแล้วเผ่นเข้าครัวไปทันที

   เธอได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านงับปิดลงแล้วจึงค่อยถอนใจอย่างโล่งอก

   หลายๆอย่างที่รับรู้ตอนนี้มันมากเกินจะเรียบเรียงจริงๆ

   ก่อนที่เธอจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้เสียงมือถือก็ดังขึ้นมาอีก

   “ฮัลโหล...ไปหมดแล้วล่ะ”

   “/หรอ...ดีแล้วล่ะ ว่าแต่อัยไปรู้จักกรตอนไหนหรอ/” เป็นลดานั่นล่ะที่โทรฯมาตามผลงาน

   อัยเหล่าเรื่องเมื่อเย็นวานให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ลืมเล่าต่อจนถึงเหตุการณ์ปัจจุบันในวันนี้ที่กรเข้ามาหลบภัย บทสนทนาเท่าที่พอจำได้โดยสรุปก่อนจะถามกลับไป

   “ว่าแต่แกเถอะ...ไปบอกเลิกเขาแต่ยังห่วงเขาอยู่อย่างงี้คือแกแค่แกล้งบอกเลิกรอเขามาง้อหรือไงฮึ”

   “/ก็แหม...แรกๆมันก็ใช่อยู่หรอก/” เสียงแผ่วเบาในส่วนของรายละเอียดนั้นทำคนฟังส่ายหัวปลงๆ “/กรเป็นคนดีนะอัย ดีทุกอย่างเลย หาข้อติยังไงเราก็ยังหาไม่เจอสำหรับมาตรฐานของเราน่ะนะ แต่มันก็คงเข้ากันไม่ได้ตรงที่เราขี้ใจน้อยส่วนเขาก็ไว้ใจเราเกินเหตุ/”

   “อ้าว...แล้วเขาไว้ใจมันไม่ดีตรงไหนฮึ”

   “/ก็ไม่ดีตรงที่ไม่หึง ไม่หวง ห่วงพอเป็นพิธีแต่ไม่ก้าวก่ายยุ่งยาก ไม่ถามไถ่ ...เหมือนไม่ใช่แฟนอะ เหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วๆไปไม่ได้มีความสำคัญเกินกว่าเพื่อน ...ก็ไม่รู้นะว่าเวลากรคบกับผู้หญิงคนอื่นๆน่ะอย่างนี้ไหมแต่กับเราน่ะแบบนี้ ไม่โทรฯตาม ไม่ซักไซ้ อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็เลิกถาม ไม่ว่าที่ตอบไปจะโกหกหรือจริง เขาก็จะเชื่อถึงแม้คำโกหกจะมีพิรุธแทบตาย ...เขาบอกว่าเขาเชื่อใจดา เขาเชื่อว่าดาจะไม่นอกใจเขา ถึงมันจะจริงก็เหอะแต่เราน้อยใจนี่นา/”

   ลดาพล่ามมาเหมือนไม่ได้หายใจและเธอก็แทบจะกลั้นหายใจตามตลอดการฟัง

   เชื่อเลย...

   “สรุปคือไม่ได้ผิดใจอะไรกัน...แต่แกบอกเลิกเพราะเขาไม่ยอมหึงแกเนี่ยนะ”

   “/เออน่ะสิ ขนาดเราชวนไปดูเราถ่ายแบบกับนายแบบ ถ่ายเหมือนคู่รักวัยรุ่นอะไรทำนองนั้นกรยังเฉยเลย ‘ก็งานนี่’ เขาว่างั้นแหละแถมยังขำแทบหงายหลังตอนเราเฉลยว่านายแบบนั่นเป็นตุ๊ด/”

   “ก็น่าขำอยู่หรอก” อัยยาส่ายหน้ากับโทรศัพท์มือถือ “เขาอาจจะหึงก็ได้แต่ไม่แสดงออก”

   “/นั่นล่ะที่ไม่ชอบ...เป็นแฟนกันก็ควรจะมีสิทธิ์ในการแสดงออกความคิดอย่างนั้นมากขึ้นไม่ใช่หรือไงล่ะ ...แล้วถ้าหึงจริงตอนเราบอกว่าแบบที่ไม่แสดงออกน่ะเราไม่ชอบเขาก็ควรมาง้อบอกความจริงว่าที่จริงเขาหึง ไม่ใช่ว่า ‘ขอบคุณนะที่บอกกันตรงๆ แต่ยังไงก็เป็นเพื่อนกันต่อได้ใช่ไหม’ เราเฮิร์ตอยู่พักหนึ่งเลยนะกับคำตอบอย่างนั้น ให้ตายสิ/”

   “แล้วตอนนี้ไม่เฮิร์ตแล้วหรอ...ที่บอกว่าหลอกบอกเลิกแค่ช่วงแรกๆ แสดงว่าตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้วหรอ”

   “/ไม่ล่ะ...เราว่าเป็นเพื่อนกันน่ะดีแล้ว ถ้าคบกันต่อมีหวังเราได้บังคับให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสุดท้ายก็จะกลายเป็นเขาที่บอกเลิกเราแน่ ...ก็อย่างที่บอก กรน่ะน่ารักทุกอย่าง ...แต่สำหรับเราน่ะ...เป็นเพื่อนกันเหมาะที่สุดแล้ว/” ลดาหัวเราะขำ “/ไม่เหมือนอัย...เราสองคนน่าจะลองมาคบกันเองนะ ช่วงนี้ดาก็ว่างกิ๊กค่อนข้างจะน้อย ส่วนอัยก็ไม่เคยมีใครอยู่แล้วนี่ เนาะ/”

   “บ้า...ล้อเล่นอยู่ได้”

   “/น่า ขำๆน่ะ... ว่าแต่ว่า กรถามอัยหรอว่าอัยไม่มีแฟน/”

   “ก็ประมาณนั้น” เด็กสาวตอบไปอย่างปกติ “ทำไมล่ะ”

   “/อ๋อเปล่าหรอก...แต่ครั้งแรกที่กรคุยกะเราเขาก็ถามอย่างนั้นล่ะ มีแฟนหรือยัง...เราก็บอกว่ายังอยู่สามรอบนั่นล่ะถึงเลิกถาม ...มันเหมือนขอความมั่นใจไว้ก่อนว่าคนเนี้ย จีบได้นะ เพราะเท่าที่เรารู้ ปกติเขาจะเป็นฝ่ายโดนจีบ มีที่เขามาถามเราว่ามีแฟนยังเนี่ยล่ะที่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อัยว่างั้นมั้ย น่าภูมิใจเหมือนกันนะเนี่ย/”

   กระแสเย้าแหย่ในท่อนท้ายนั้นทำเธอตัวร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อนึกถึงแววตาสดใสกับรอยยิ้มแจ่มจรัสนั่น

   ...สงสัยฉันจะชอบคนยิ้มสวยนะนี่

   บ้า! คิดอะไรอีกแล้ว!

   “ตลกแล้วดา” อัยตัดบทเสียงเรียบๆ “แค่นี้ก่อนนะเรารีดผ้าค้างไว้”

   “/จ้า...โทรฯบอกเราภายในคืนนี้นะถ้าวันอาทิตย์ว่าง/”

   “อื้ม ก็ได้”

   “/บายจ้า/” เสียงลาสดใสนั้นจากไปพร้อมการตัดสาย

   “อัยไม่เคยมีแฟนหรอ”

   “ตลกแล้ว...” เธอพึมพำเบาๆอย่างหงุดหงิดใจ คิดว่ายังไงลดาคงแกล้งหยอกเล่นแน่ๆ “ตลกร้ายชัดๆเลย”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 12, 2014, 08:11:07 pm โดย ดาราอรุณ »


ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
Re: ลุ้นหัวใจ...คนไร้ตัวตน
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 16, 2010, 02:35:14 pm »
อิอิ ถ้าจบถูกใจเดี๋ยวบวก 5 คะแนนเลย อิอิ  พยายามเข้า สู้ๆๆๆ

อย่างนั้นคงต้องเริ่มวางแผนตอนจบเสียแล้ว p33 จะพยายามค่ะ  e027
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 3 : รักแรก?
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มกราคม 24, 2010, 11:07:12 am »
บทที่ 3 : รักแรก?


++++++++++++++++++++++++++
กรุ่นไอรักมักเจือจนใจไหม้
จุดหัวใจให้อุ่นจนร้อนหวาม
ด้วยร้อยเล่ห์เทรักภักดิ์ใจตาม
หรือเพราะความห่วงหาและอาทร
++++++++++++++++++++++++++

   “อัยยาเพื่อนรัก...การบ้านคณิตเสร็จยังจ๊ะ”

   “อะ...เอาไปเลย” อัยตอบคำเพื่อนสนิทอย่างชินปากพร้อมการควานหาสมุดที่หนาที่สุดในกระเป๋าส่งให้

   “เย้...วันนี้คาบแรกไม่มีเรียนนะ มิสเจสสิก้าต้องพาเด็กอินเตอร์ ม.ต้นไปทัศนศึกษา” ลดายิ้มน่ารักส่งให้พร้อมทำตาบ้องแบ๊วใส่ “แหม...กำลังคิดอยู่เลยว่าถ้าเธอมัดผมเป็นยัยเพิ้งมาอีกฉันจะจับเธอมัดใหม่ตอนคาบแรก”

   อัยเบะปากเมื่อนึกภาพตัวเองนั่งให้เพื่อนรักมัดผมให้...มือหนักน้อยซะเมื่อไหร่ล่ะยัยนี่

   “ฉันเกรงใจก็เลยมัดมาแบบนี้...พอดูได้ไหมล่ะ”

   “เรียบร้อยกว่าเดิมอีกล่ะ” ดามองแวบหนึ่งแล้วหันไปสนใจกับสมุดคณิตต่อ “แกติดกิ๊บเก็บผมหน้าด้วยหรอ...ไม่ได้ตัดผิดระเบียบเหมือนพวกฉันไม่ใช่หรอ”

   ยัยดาสไลด์หน้า ยัยมายด์มีหน้าม้า...ส่วนยัยแก้วซอยทั้งหัว

   “ปกติฉันก็ติด...ไม่สังเกตเอง”

   “แล้วติดไว้ทำไม”

   “หน้าม้า”

   “อัยยามีหน้าม้า!” ดวงตากลมๆนั้นเบิกอย่างน่าเตะ “เฮ้ย ฉันหูฝาดป่าวเนี่ย ปล่อยให้ดูดิ”

   “ปล่อยก็โดนซิวน่ะสิ...ทำไปเลยการบ้านน่ะ ก่อนที่เกรดวิชาคณิตแกจะเปลี่ยนเป็นเลขฐานสองเหมือนชีวะ”

   “แหม...” ลดายิ้มแย้มเหมือนจำนนแต่ไม่วายส่งยิ้มซุกซนมาให้ “ตัดหน้าม้าตั้งแต่เมื่อไหร่”

   “ตั้งแต่ขึ้น ม.ห้า ใหม่ๆแล้ว...ก็เห็นว่าเขาไม่ตรวจกันก็เลยตัดเอง ตามจริงจะตัดเอาไรผมที่มันยาวๆทิ้ง...แต่ตัดม้าไปเลยมันเก็บมาโรงเรียนง่ายกว่า”

   “อ๋อ” ดาว่าแล้วหัวเราะคิก “แสดงว่ายังพอเยียวยาได้บ้าง”

   “วันอาทิตย์เป็นไง”

   “สะใจ...รู้ไหม ตอนแรกเจ๊อ้อมแกนัดเราไปถ่ายแบบด้วยกัน สุดท้ายเจ๊แกไม่มาเว้ย รู้สึกดีมากเลยที่ไม่ต้องเจอ...นี่ถ้าไม่ติดว่าแม่รู้จักกันนะ เราไม่คบหรอกรุ่นพี่แบบนี้ โดนคนอื่นเขามองเสียๆหายๆ”

   “แม่แกไม่รู้เรื่องเจ๊อ้อมบ้างหรอ”

   “ก็รู้นั่นล่ะ ...ทำไงได้ แม่เจ๊อ้อมรวยจะตาย แถมรู้จักคนเยอะอีกต่างหาก มันก็เลยส่งผลดีต่องานที่เราทำอะนะ”

   “กะจะเข้าวงการไปเลยหรอดา”

   “หูย...ไม่เอาหรอก... เราก็ทำตามใจแม่ไปงั้นล่ะ เดี๋ยวพอจบ ม.หก ก็เลิกแล้ว อ้างแม่ได้ว่าไม่มีเวลา ...งานอย่างนี้มันไม่ค่อยมั่นคงอะเราว่า แถมยังโดนเอาเปรียบหลายๆเรื่อง ทำนานๆทีก็พอไหว เป็นอาชีพไม่เอาหรอก ถึงจะเงินดีอย่างว่าแต่คนจ้างเขาก็ใช้จนคุ้มเหมือนกันล่ะ”

   อัยพยักหน้าอย่างรับรู้

   “เออ...เห็นว่าวันนี้แก้วไม่มาโรงเรียนนะ อัยเช็คให้มันด้วย ...มันบอกมันปวดท้อง อาหารเป็นพิษ เมื่อเย็นวานไปกินส้มตำกันมาว่าจะแวะชวนอัยไปด้วยแต่คิดอีกทีเดี๋ยวไม่มีการบ้านให้ลอก”

   อัยเบะปากแล้วเขกหัวเพื่อนเบาๆ

   “แล้วไอ้มายด์ล่ะ”

   “เห็นว่าจะมาสายหน่อย...เช็คมันมาสายนะอย่าเช็คขาด เดี๋ยวมันก็มา”

   คนถือสมุดเช็คชื่อพยักหน้าหงึกหงัก...ตามจริงไม่ใช่หน้าที่เธอหรอก แต่หัวหน้าห้องเราดันภารกิจเยอะก็เลยแบ่งมาทำ ...เธอรับสมุดเช็คชื่อเช้ามาส่วนดาก็ต้องถือสมุดบันทึกคาบเรียนของอาจารย์เหมือนกัน เหลือให้หัวหน้าทำใบหนีเรียนเพราะอันนั้นคนอื่นทำไม่ได้ หัวหน้าต้องคอยเช็คเองไม่งั้นอาจารย์จะว่าเอา

   เฟรนด์...หัวหน้าห้องน่ะ เป็นคนเรียนเก่งที่สุดในห้องแล้วก็อัธยาศัยดีอย่างไม่น่าเชื่อ ...ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเจ้าตัวยังเด็ดขาดอย่างที่ไม่ปล่อยให้เพื่อนที่หนีเรียนรอดไปได้สักคน

   หน้าที่เป็นหน้าที่...ในเมื่อหนีก็อย่ามาพูดให้ได้ยิน ไม่งั้นเฟรนด์ก็จะบอกอาจารย์ไปตามตรง ...เธอว่าเฟรนด์เป็นคนที่แบ่งแยกอะไรได้ชัดเจนดีนะ มีความเป็นผู้ใหญ่สูงทีเดียว ไม่ใช่ว่าไม่รักเพื่อน ...แต่ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะรักเพื่อนนั่นล่ะ

   ‘ถ้ามันหายไปวันสองวันแล้วไม่ยอมบอกอาจารย์ว่ามันไปไหนเกิดมันโดนผู้ชายข่มขืนหมกป่าแล้วใครที่ไหนจะตามมันเจอ’

   เจ้าตัวเคยพูดออกมาชัดๆ...เล่นเอาสาวๆที่ชอบหนีเที่ยวซีดกันไปตามๆกัน หัวหน้าห้องที่เป็นมิตรแต่เด็ดขาดน่ะหายากนะ...ส่วนใหญ่จะมีแต่ประเภทโดนเพื่อนใช้งานหรือไม่ก็แค่คนที่พอคุยกับอาจารย์รู้เรื่องแล้วเอาไปออกหน้าเท่านั้น

   เธอว่าเธอโชคดีที่มีผู้นำในห้องอย่างเฟรนด์

   หัวหน้าที่คิดเป็นแบบนี้...ห้องจะได้ไม่ล่ม

   ห้องเธอโดนด่าน้อยกว่าห้องคิงวิทย์อีกนะว่าไป

   แต่เฟรนด์ก็จะมีภาระหนักหน่อยตรงที่ว่าเป็นคนขี้เกียจเรื่องมาก...เพื่อนให้ช่วยทำการบ้านให้ (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ) ก็จะเขียนให้ไปลอกไม่ก็ให้ยืมสมุดไปเลย...เจ้าตัวจะหงุดหงิดบ่อยๆเพราะหาสมุดไม่เจอ คนนั้นยืมไปแล้วก็ให้คนนู้นต่อ คนนู้นก็ฝากไว้ที่คนโน้นและต่อยอดยาวเป็นหางว่าว

   ...ดีที่ยังไม่เคยหาย...ถ้ามีหายสงสัยเฟรนด์คงงดให้ลอกเป็นการถาวร

   เธอออกจะชื่นชมเฟรนด์นะ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้คุยกันนัก (ไม่เคยลอกการบ้านเจ้าตัวด้วย) เพราะเฟรนด์จะคุยกับเธอเฉพาะเรื่องกิจการในห้องอย่างเวลาทำใบหนีเรียนว่ามีใครขาดบ้างแต่ที่เธอชอบก็เพราะเจ้าตัวจะเรียกชื่อเธอทุกคำ

   ‘อัย...วันนี้ใครไม่มาบ้าง ...เออ อัย...พรุ่งนี้อาจารย์ขอเวลาเรียนห้องเราครึ่งวันไปร่วมกิจกรรมนะ ...อ้อ อัย พรุ่งนี้เดี๋ยวเราทำเล่มเช้าเองก็ได้ ถ้าอัยหาสมุดที่ห้องอาจารย์ไม่เจอก็เราเอามาแล้วนะ โอเคไหมอัย’

   เวลาเจอกันข้างนอกเฟรนด์ก็จะยิ้มทักเสมอแม้จะไม่ค่อยได้คุยกันเพราะส่วนใหญ่จะต่างคนต่างรีบ

   แต่เธอไม่ค่อยแปลกใจหรอกถ้าเฟรนด์จะจำเธอได้...เพราะเฟรนด์รู้ทุกเรื่อง แม้จะอยู่เงียบๆแต่ก็ระแคะระคายได้ทุกเรื่อง...ราวกับมีสายสืบอะไรทำนองนั้น

   หรืออาจจะเพราะเป็นคนซุ่มฟังก็ได้...เงี่ยหูฟังทุกอย่างเก็บไว้เป็นข้อมูล เรื่องไหนดีๆก็ขยายความ อันไหนชั่วๆแต่ยังไม่แน่ใจก็เงียบไว้รอให้ใครคนนั้นมาสารภาพหรืออาจารย์มาถามก็บอกไปตามตรงว่ารู้อะไรมา

   อัธยาศัยดีเพราะเป็นผู้ฟังที่ยอดเยี่ยม...คุยด้วยแล้วสบายใจ เฟรนด์ที่แม้จะไม่ได้สวยโดดเด่นแต่ก็มีคนมาสนใจอยู่เรื่อยๆ เพราะเก่ง? เพราะงาน? หรือเพราะนิสัย? เธอก็สรุปไม่ได้เหมือนกัน

   แต่เฟรนด์มีแฟนแล้วล่ะ...แฟนเฟรนด์เรียนมนุษย์อิงค์ปีสองอยู่ (เก่งเหมือนกันเลยคบกันหรือไงก็ไม่ทราบได้) เธอเคยเจอครั้งหนึ่งตอนปีที่แล้วเพราะพี่แกมาแนะแนวรุ่นพี่ ม.หก

   อย่างว่า...คนมันจะรุ่งอะไรก็พุ่งไปหมด

   “อัย...” ดาปลุกเธอจากภวังค์พร้อมยื่นสมุดคณิตคืนมาให้ “เอารวมกันไว้เลยไหม...เดี๋ยวเพื่อนๆต้องใช้ให้ไปส่งอีกล่ะ”

   “กองๆไว้เหอะ...คนสุดท้ายวางแล้วเดี๋ยวเราเอาไปส่งให้... ยังไงคาบแรกก็ว่างไม่ใช่หรอ”

   “อื้ม” ดาลุกยืนบิดขี้เกียจพลางหักนิ้วอย่างเคยนิสัย “โหย...การบ้านโหดหน้าดูตั้งสามสิบกว่าข้อล่อไปห้าหน้าได้ ...แต่ก็เสร็จแล้วโว้ย”

   “เออ...กินข้าวเช้ายัง”

   “แล้วๆ...วันนี้ตื่นไวเลยกินทัน ...แต่ไปโรงอาหารไหม...อยากกินนม”

   “ไปก็ไป...ได้ทั้งนั้นล่ะ”

   “อีกสิบนาทีเข้าแถว...ถมเถล่ะ” เรียวมือนั้นฉุดมือเธอไปเดินจูงอย่างเคยชิน “เปลี่ยนยาสระผมด้วยหรือเปล่าเนี่ย...หอมเชียว”

   “เปล่า...แต่เปลี่ยนมาสระตอนเช้าก็เลยยังได้กลิ่น”

   “น่ากอดขึ้นอีกเยอะเลยนะแก” แซวเสร็จก็กอดจริงซะงั้น “ว่าไปแกไม่มีใครยุ่งก็ดีนะ...ฉันจะได้กอดแกสบายใจหน่อย ฮื้อ...ถ้าเพื่อนฉันโดนจีบไปแล้วใครจะโสดเป็นเพื่อนฉันเนี่ย”

   “แกเนี่ยนะโสด...เฮ้ยปล่อย พอเลย แหนะ จั๊กกะจี้!” อัยหัวเราะเพราะโดนจี้ มือไม้ก็ปัดป้องการหยอกเล่นเป็นพัลวันแต่มีหรือเพื่อนรักจะหยุด...ไม่มีทางหรอก จนกว่าจะถึงโรงอาหารนู่นล่ะ

   “โอ๋ๆคนดี...พี่กอดหน่อยนะ” ดายังหัวเราะคิกคักไปเรื่อยส่วนเธอก็หนีจนแทบจะล้มคะมำ

   “ว้าย!” เป็นคราวเคราะห์เมื่อเด้งหนีไปชนใครเขาไม่รู้

   “เอ่อ...ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆนะคะ เป็นอะไรมากไหม” อัยยาออกปากตามมารยาทเหมือนมีระบบกลไกการพูดเป็นอัตโนมัติเวลาเดินชนใครเขาเข้า

   “ระวังหน่อยสิ เล่นกันอยู่ได้...นี่ทางเดินนะ” เสียงแว้ดๆนั้นทำเธอหน้าแหยไปหน่อยเมื่อเห็นชัดเจนว่าชนใครเข้า

   เจ๊อ้อมของยัยดานี่นา

   แล้ว...

   ร่างบางชะงักไปนิดเมื่อเห็นใครอีกคนที่อยู่กับเจ๊แก

   “อ้าวพี่อ้อม...ขอโทษค่ะ ดาหยอกเพื่อนเพลินไปหน่อย เมื่อวานทำไมไม่เจอล่ะคะ พี่อ้อมนัดดาไปเองแท้ๆ” ลดาดึงเธอให้ยืนข้างแล้วยิ้มแย้มทักทายเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย

   “พี่ยุ่งๆน่ะเลยไม่ได้ไป” เจ๊อ้อมคนสวย (แต่นิสัยเสีย) ยังมุ่นคิ้วใส่อย่างไม่ชอบใจ

   “อ้อ แล้ว...” ดาส่งเสียงต่อเมื่อเห็นแววตาคมวาวที่ส่งข้อความมาขอความช่วยเหลืออยู่ “อ้าวกร... ไม่เจอกันนาน เป็นไงบ้างล่ะฮึ”

   “ก็เรื่อยๆ เออดา เรากำลังอยากเจอพอดีมีเรื่องจะถามแหนะ...” กรต่อบทอย่างถนัดถนี่พลางฉุดข้อมือดาให้เดินตามโดยที่อัยก็ติดร่างแหไปด้วยเมื่อดายังจับข้อแขนเอาไว้

   “เดี๋ยวสิกร...”

   “ผมไปก่อนนะครับพี่อ้อม ...นี่ดา เล่าให้ฟังหน่อยสิเรื่องที่ว่า...” กองหน้าทีมโรงเรียนตัดบทอย่างรวดเร็วแล้วลากสองสาวเข้าไปทางโรงอาหารโดยที่ดาได้แต่กลั้นหัวเราะ ส่วนอัยก็ยังตามไม่ค่อยจะทัน

   “ยังฮอตไม่เปลี่ยนนะ” ลดาเอ่ยแซวเมื่อกรปล่อยมือไป

   “ดาก็ฮอตใหญ่แล้ว...ถ่ายแบบเป็นไง” เด็กหนุ่มตอบยิ้มๆแล้วหันมาหาอัย ...แล้วก็ยิ่งยิ้มกว้าง “การบ้านคณิตเสร็จยังครับ”

   คนโดนถามมีคำตอบอยู่ในใจ ...แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตอบ

   “อย่ามาแกล้งเพื่อนเราสิ” ลดาขัดตาทัพไว้ก่อนเมื่อเพื่อนสาวมีท่าทางกระเง้ากระงอดขึ้นมา “ทำแบบนี้เกิดเจ๊อ้อมแกเห็นขึ้นมาอัยคงไปสู้เจ๊แกไม่ได้หรอก”

   “สู้อะไร” คราวนี้อัยเริ่มจะตามทัน “มันไม่ได้มีอะไรขนาดนั้นหรอกมั้ง”

   “แล้วมันมีอะไรล่ะจ๊ะ” นางแบบมือสมัครเล่นยิ้มขำกับท่าทางหงุดหงิดนั้น “เอาน่าอัย...กรไม่นิสัยเสียขนาดมาใช้อัยเป็นไม้กันหมาหรอก ...มีแต่ดานี่ล่ะโดนใช้ทั้งปี”

   “ก็ช่วยๆกันนี่...นายแบบคราวที่แล้วเลิกตอแยดาเพราะใคร ก็เพราะเราไม่ใช่หรอ”

   “อาๆ...ยอมก็ได้” ลดายิ้มขำแล้วหันไปสะกิดเพื่อนสาวอีกที “รู้จักกรไว้น่ะดีแล้วอัย เรียกใช้ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง พ่อคุณเขาออนเกมไม่หลับไม่นอนแต่มีเวลาอ่านหนังสือสอบจนทันทุกที ...แถมหน้ายังใสไร้สิวไม่มีแม้แต่ร่องรอยใต้ตา ไม่รู้ทำไปได้ยังไง”

   “เกินไปดา...เราเล่นแค่วันละสองชั่วโมง”

   “สองชั่วโมงที่ร้านเกมน่ะสิ หกชั่วโมงที่เหลือก็ออนอยู่บ้านไง”

   “ไม่ถึงหก...แค่สี่”

   “ไม่ต่างกันเลยนะกร”

   เสียงหัวเราะหยอกเย้านั้นชวนให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

   อัยยาค่อยถอยห่างออกมาเมื่อทั้งคู่ยังคุยกันติดลม และมันก็ไม่ยากเลยที่จะไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะเธอทำแบบนี้มาเป็นพันๆรอบแล้ว

   ร่างเพรียวเดินไปร้านขายนมใกล้ๆแล้วซื้อนมกินอย่างเงียบๆ

   แปลกดีเหมือนกัน...ครั้งนี้การนิ่งเงียบฟังคนอื่นคุยกันมันช่างน่าอึดอัดจนแปลกใจตัวเอง

   ...นึกอยากพูดอะไรขึ้นมางั้นหรือ... ก็ไม่เห็นจะรู้เลยว่าอยากพูดอะไร

   บ้าจัง

   “โอ๊ย!” ร่างบางล้มลงตอนที่เดินเหม่อกลับไปหาเพื่อน...เพราะใครสักคนที่ถอยหลังมาชนจนเธอล้มคะมำของจริงในคราวนี้

   อัยยาเบะปากคลำก้นตัวเองพอเป็นพิธีถึงค่อยลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจอะไรนัก

   “เฮ้ย...ขอโทษครับน้อง พี่มองไม่เห็น”

   แปลกจริงๆนะ

   ...คราวนี้ทำไมถึงโกรธตงิดๆขึ้นมาไม่รู้

   ...ทั้งที่เมื่อก่อนก็เฉย ชนก็ช่าง ไม่ขอโทษก็ช่าง ...จะไม่ช่วยก็ช่าง

   ปากจิ้มลิ้มยังปิดสนิทหลังถอนใจแผ่วๆ มือหนาของรุ่นพี่ผู้ชายจะช่วยให้เธอลุกแต่เธอก็ปัดมันอย่างสุภาพ

   “เป็นไรไหมน้อง...พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่มองไม่เห็นจริงๆ”

   “ไม่เป็นไรค่ะขอบคุณ” อัยยามองหน้าตอบแวบเดียวแล้วก็เมินเดินกลับไปหาเพื่อนอย่างที่ตั้งใจตอนแรก

   “เฮ้ยน้อง...พี่ขอโทษแล้วไง”

   “ก็ขอบคุณแล้วไงคะ...ไม่เป็นไรค่ะพี่” เธอตอบกลับเบาๆ อาจด้วยเพราะความฉุนถึงได้ไม่รู้สึกเกรงใจหรืออับอายสักนิด

   “แล้วทำหน้าอย่างนี้ใส่หมายความว่าไงฮะน้อง ...พี่อุตส่าห์ขอโทษนะ”

   “คำว่าขอโทษนี่มันต้องถึงขั้นว่าอุตส่าห์พูดเลยหรอคะ” อัยยาหันไปมองหน้ารุ่นพี่แบบเต็มๆตา นึกสบถในใจกับเรื่องบ้าๆอีกเรื่อง

   ทำไมวันนี้ฉันชนแต่พวก ม.หก มีปัญหาฟะ

   ตะกี๊ก็เจ๊อ้อม...มาตอนนี้ก็เฮียนิค ...นรกสาปส่งมาหรือไง!

   หน้าตาคร้ามเข้มนั้นนิ่งไปอึดใจอย่างที่เธอค่อยนิ่งลง

   “ถ้าพี่ไม่อยากขอโทษก็ไม่ต้องพูด...ฉันไม่ได้ติดใจอะไร จะชนแล้วทำเป็นไม่สนใจฉันก็ไม่สน ...แต่พี่ขอโทษแล้วฉันก็บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ...แล้วยังจะไม่พอใจอะไรอีกหรอคะ” นานๆเธอจะได้พูดยาวๆกับเขาบ้าง

   “อัยๆ...” ยัยดาเดินมาดูสถานการณ์ยังต้องกระซิบเตือนเบาๆแล้วหันไปยิ้มแหยให้หัวหน้าทีมฟุตบอลตอนที่เธอทำเป็นปัดฝุ่น “เอ่อ...มีอะไรหรอพี่นิค”

   “อ้อ...เพื่อนดาหรอ...เปล่าหรอก...พี่มองไม่เห็นแล้วเดินชนน้องเขาน่ะ” พี่นิคเกาหัวหน่อยๆ “ขอโทษนะครับ...ช่วงนี้พี่ก็เครียดๆ ไม่น่าหาเรื่องน้อง”

   “ไม่เป็นไรค่ะ” อัยพูดตามมารยาท

   “ไม่เป็นไรแล้วทำหน้าคว่ำงี้ทำไมล่ะน้อง”

   “ก็หน้าฉันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว...”

   “เอ้อ...พี่นิคคะ คือดาถามอะไรหน่อย...” ลดาขัดตาทัพขึ้นมาทันทีเมื่อเดาได้รางๆว่าเธอกำลังหงุดหงิดเข้าขั้น “พี่นิคกับพี่อ้อม...”

   “อ้อ...พี่บอกเลิกอ้อมเขาไปแล้ว”

   “เอ๋?!” ดาอุทานอย่างงงๆ “จริงหรอคะ...ดานึกว่าเพื่อนดาเขาล้อเล่นซะอีก”

   “เลิกแล้วล่ะ” พี่นิคหันไปตบบ่ากรที่อยู่ใกล้ๆ “เฮ้ย...ขอโทษเรื่องวันนู้นนะ แกก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย...ปล่อยให้อ้อมใส่แกฝ่ายเดียวอย่างนั้น”

   “พี่ไม่เปิดโอกาสเลยนี่ครับ” กรยิ้มขำ

   “ก็...คนมันกำลังโมโหหึง... แกต้องขอบคุณดาให้มากๆนะรู้ไหม ...หรือไม่งั้นจะกลับไปคบกันก็ได้นี่...แฟนดีมีชัยไปกว่าครึ่งนะโว้ย”

   คนเคยคบกันมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ

   พี่นิคแหยหน้าปิดรอยเศร้าก่อนจะคุยกับกรเรื่องการแข่งอีกสองสามคำ พอดีกับที่เสียงกริ่งบอกเวลาเข้าแถวดังขึ้นถึงได้แยกย้ายกัน

   “นี่น้อง...ตกลงไม่โกรธพี่นะ”

   “ค่ะ” อัยตอบส่งๆไปเมื่อพี่แกยังมีกะใจจะถามอีก

   “อย่างนั้นยิ้มหน่อยสิ...ให้พี่พอรู้ว่าน้องไม่โกรธจริงๆ”

   อารมณ์เหนื่อยๆทำให้เธอไม่รับมุขแล้วก็ถอนใจส่งให้แทนที่จะยิ้ม ไม่พูดอะไรสักคำแล้วก็เดินนำดาออกมาจากโรงอาหาร

   “โธ่อัย...หงุดหงิดอะไรของแกวะ”

   “หงุดหงิดตั้งแต่ล้มก้นคะมำนั่นล่ะ” อัยยาเบะปากแม้ที่ตอบจะไม่จริงนัก

   “น่า...พี่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” ลดาว่าแล้วโคลงศีรษะ “ดูเขาสนใจแกแปลกๆด้วย”

   “อย่าล้อเล่นน่า”

   “พูดจริงๆนะ... เห็นไหม แค่กล้าพูดขึ้นบ้างอะไรๆมันก็ดีขึ้นเยอะ แกจะถือคติพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองตลอดเวลาก็ไม่ได้นะรู้ไว้ด้วย”

   “ดีขึ้นตรงไหนเนี่ย” อัยว่าแล้วหัวเราะแค่นๆ “หัวหน้าทีมฟุตบอลโรงเรียนที่เพิ่งอกหักจากแฟนมาสนใจ แถมแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปนี่ก็ประวัติทะเลาะวิวาทไม่ใช่น้อย...ถามหน่อยเถอะว่าดีตรงไหน”

   “เอาน่า” ลดายังหัวเราะไปเรื่อยเปื่อย “มันดีตรงที่แกจะได้มีทางเลือกในการสร้างรักแรกของชีวิตสักหน่อยไง”

   “รักแรก?” เด็กสาวขมวดคิ้วแทบจะทันที “กับใครไม่ทราบ”

   “ก็มีให้เลือกนี่” เจ้าของดวงตาบ้องแบ๊วแกล้งทำตาโตกวนประสาท “จะเอาเป็นหัวหน้าทีมฟุตบอลโรงเรียนที่กำลังจะจบในอีกสามเดือนข้างหน้า หรือว่า...” อาการลากเสียงอย่างรู้ทันนั้นคนฟังแกล้งเมินไม่สนใจ “...จะลองแบบนายกองหน้าตาคมคนยิ้มสวยดีล่ะเพื่อน”

   แม้หน้าจะเริ่มร้อนผะผ่าวแต่เธอก็ยังพอเบี่ยงประเด็นไปได้เมื่อคนที่กำลังต่อกรด้วยเป็นเพื่อนสนิท

   “แล้วถ้าอยากลองเป็นดี้มีแฟนเป็นทอมหน้าแบ๊วนี่ได้ไหมล่ะ”

   ดวงตากลมๆนั้นพราวระยับขึ้นมาทันที

   “รสนิยมใช้ได้เลยนะเนี่ย!” ลดาแกล้งทำเสียงตื่นเต้นและหัวเราะคิกคักอย่างที่เธอก็ได้แต่กลบเกลื่อนหัวเราะตามเพื่อปกปิดบางอย่างในใจ

   ...รักแรก... จำเป็นต้องมีด้วยหรอ?

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 06:41:55 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN