ผู้เขียน หัวข้อ: คงรอ...ณ คันวัง  (อ่าน 4814 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ปรกฟ้า

  • สามัญชนคนกวี

  • *
  • กระทู้: 8
  • กดถูกใจ: 1 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 1
Re: คงรอ...ณ คันวัง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2011, 08:12:12 pm »

ตอน 2 ใบไม้ที่ร่วงหล่น
ฉันย่ำเท้าเข้ามาบริเวณอาคารเก่าจนดูเหมือนร้างแห่งนี้
ซึ่งมีเถาวัลย์พันรุงรัง
เต็มไปด้วยการขีดเขียนของเด็กมือบอนที่ต้องการโชว์ศิลปะบนผนังห้อง
     ฉันได้รับมอบหมายจากอาจารย์ที่เรียนอยู่ให้ไปเอาเอกสารบางอย่างกับอาจารย์ที่สอนช่างไม้ก่อนเข้าไปฉันยืนชั่งใจอยู่หน้าห้อง ถ้าเข้าไปพวกผู้ชายห้องฉันต้องแซวเป็นแน่แท้
 ฉันลอบมองไปในห้องผ่านปะตูด้านหลัง
 เข้าไปยังตัวอาคารในห้องรกไปด้วยเลื่อย ขี้เลื่อย และอุปกรณ์ช่างไม้ต่างๆที่วางระเกะระกะ  
ฉันเพ่งสายตามองไปยังโรสเพื่อนสนิทของฉันที่นั่งอยู่ในห้องนี้กับเขาด้วย
     ก่อนหน้านั้นพวกเราสามคนถูกจับแยกตัวเปปนหลังจากโรงเรียนออกคำสั่งให้นักเรียนทุกคนเรียนวิชาเลือก(ที่ไม่ได้เลือก)เสริม
ฉันได้เรียนวิชาธุรกิจพื้นฐาน
ซึ่งนั่นก็พอไปวัดไปวาได้เช่นเดียวกับเบสหญิงแกร่งประจำกลุ่มถูกจับไปอยู่วิชาถักโครเชท์ถึงปากจะบอกว่าไม่ชอบ
แต่ก็ยังดีกว่าโรสผู้น่าสงสารซึ่งถูกจับไปอยู่ช่างไม้  
ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาสำหรับเธอ
วันนี้เธอหันรีหันขวางไปมา
กระเป๋านักเรียนถูกเธอค้นจนเกลื่อนโต๊ะ
 ดูเหมือนว่าเธอกำลังหาเรือไม้จำลองนั่นที่ฉันเห็นเธอนั่งทำอยู่ตลอดอาทิตย์.... เธอคว่ำหน้าลงที่โต๊ะไม้ฉันกำลังเดินไปถาม พลันสายตาเหลือบเห็น
นิวพื่อนผู้ชายในห้องคนหนึ่งหยิบเรือไม้จำลองมาให้เธอและพูดว่า
 ?เราทำมาสองลำ เราให้เธอลำหนึ่ง?  เขาพูดจบก็ยิ้มกว้าง ฉันแทบไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนที่ยิ้มได้สดใสและจริงใจเท่านิว
กิริยาสุภาพบุรุษและอ่อนโยนกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่พ่อของเขาคงจะเสี้ยมสอนมาอย่างดีทีเดียว
โรสหยิบเรือไม้จำลองนั่นยิ้มอ่อนๆ และขอบคุณนิว
แว่นบนใบหน้าของเธอคงจะเป็นอีกสิ่งที่บ่งบอกถึงนิสัยไมตรี จึงทำให้คนที่พบเจอเธออยากรู้จักกับแทบทุกคน
ฉันยิ้มอ่อนๆหลังจากมองพฤติกรรมของนิว
หน้าคร้ามแดดของเขาดูแดงซ่าน กับยิ้มอย่างนั้น.....มันหมายถึงอะไร
ฉันเหล่ตานิดและรีบวิ่งไปทำภารกิจให้เสร็จหลังจากทดเวลามานานโข
 ?น่ารักจริงๆ สองคนนี้?
   ?นี่ๆ ฉันวาน โรสถักโครเชท์ให้ข้าหน่อย? เบสพูดขึ้นระหว่างทางหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ  
พลางเกาะแขนโรสที่กำลังคุยเรื่องเข้าค่ายพัฒนาอะไรสักอย่างที่ต่างจังหวัดกับฉันอยู่
ฉันปรายตามองผู้วานนิดหลังจากกำลังขัดบทสนทนา ?ถ้าฉันจำไม่ผิดอาจารย์ยุพินจะเอาห้องเราไปปลูกป่าที่ต่างจังหวัด?
ฉันคิดว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เพราะเรื่องที่เราเรียนชีวะอยู่คือเรื่องระบบนิเวศ
ฉันพยักหน้ารับพลางคิดว่าน่าจะเป็นข่าวที่ถูกต้องด้วยการรายงานข่าวของหน่วยข่าวกรองประจำห้องก็ไม่น่าจะพลาดอะไร
ในขณะที่เบสยังเกาะแขนกระเส้ากระสี้เรื่องโครเชท์นั่นไม่เลิก
 ฉันมองโรสและเบสทะเลาะไปมาพลันหัวใจของฉันเหมือนกระตุกอย่างแรง หลังจากนั้นความรู้สึกหนาวๆและใจสั่นพิกลกลับเข้ามาแทนที่
ไม่นานเบสก็ล้มเลิกความตั้งใจ
เดินกระฟัดกะเฟียดเข้าห้องน้ำไป
ฉันชวนโรสไปนั่งที่ม้าหินแกรนิตสีเทาจาง ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องน้ำนัก
 เพราะอาการใจสั่นแปลกๆ
ฉันรวบตัวนั่งลงไม่นานโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ฉันแอบอาจารย์เอามาโรงเรียนดังขึ้น ฉันก้มหน้าคล้ายฟุบลงนอนโดยมีโรสบังและดูลาดเลาให้
ฉันเห็นเบอร์แล้วก็แปลกใจนิดๆ ?พี่ปอ?
ฉันพูดออกมาเบาๆจนแทบไม่ได้ยินชื่อพี่ชายแท้ๆ
พลางกดรับหากยังไม่ได้พูดอะไร ทางนั้นกลับพูดสวนด้วยน้ำเสียงสั่นๆ..... ?พ่อเสียแล้ว?ดวงตาฉันเบิกกว้างขึ้น นิ่งงันกับคำพูดของพี่ ขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาร่วงหล่นเป็นสาย ฉันก้มหน้าร้องไห้ ความรู้สึกที่ยากจะยอมรับ ความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา นี่มันอะไรกัน  
จิตใจที่ว่างเปล่านำแขนขาที่ไร้เรี่ยวแรงแม้จะเดิน
 ย่ำเท้าไปนั่งยังม้าหินอ่อนใต้ต้นไทรใหญ่ที่บัดนี้ใบของมันร่วงพราวและดูเย็นสบาย
หวังเพียงสายลมจะปลอบใจ เวลานี้เป็นเวลาเรียนไม่มีวี่แววของใครเดินมาทางนี้
 ฉันนั่งรอพี่ปอที่บอกว่าจะมารับไปโรงพยาบาลหลังจากที่ฉันขออนุญาตครูเรียบร้อย
ดวงตาที่สิ้นไร้ความหวังคู่นี้กราดสายตามองไปอย่างไร้จุดหมาย
 ฉับพลันมีรถกระบะที่ดูแล้วไม่น่าใช่รถพี่ปอวิ่งมาด้วยความเร็ว
 นั่นมันทำให้ใบของต้นไทรที่ร่วงหล่นลงเกลื่อนตามพื้นถนนข้างต้นไทรและม้าหินอ่อนที่ฉันนั่ง
 มันปลิวว่อนไปบนอากาศบ้างก็ปลิวหายไปยังท้องฟ้าเบื้องบนโดยไม่มีวี่แววจะร่วงกลับมา บ้างก็ปลิวแล้วหล่นลงมาที่เดิมถูกรถคันแล้วคันเล่าเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี...

ออฟไลน์ น้องมะขวิด

  • ฉันคนนี้กวี "แป๊ะๆ"
  • สิงหคาวีกลอนไพร

  • *
  • กระทู้: 2,000
  • กดถูกใจ: 8 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 103
  • เพศ: หญิง
  • โอ๊ะ โย๊ะ โย๋
Re: คงรอ...ณ คันวัง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2011, 09:30:01 pm »
รออ่านตอนต่อไปอยู่ค่ะ ^^

ออฟไลน์ ปรกฟ้า

  • สามัญชนคนกวี

  • *
  • กระทู้: 8
  • กดถูกใจ: 1 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 1
Re: คงรอ...ณ คันวัง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2011, 01:46:55 pm »
ตอนที่ 3 จุดเกิดเหตุ
    ภาพร่าเบลอของฝ้าเพดานสีขาว เป็นภาพแรกที่ฉันเห็น
ฉันปรือตาขึ้นช้าๆ พลางกระพริบตาถี่ๆแล้วครุ่นคิด
เท่าที่จำได้คือเรานั่งอยู่บนรถของพี่ปอ แล้วที่นี่มัน...
ไม่ต้องเสียเวลาให้มากความ กลิ่นยาโชยมาเตะจมูก
บอกให้รู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือโรงพยาบาล
นี่ฉันหลับไปนานเท่าไหร่กัน แต่ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจลืมความเจ็บปวดที่รออยู่บนโลกแห่งความจริงใบนี้ได้
ฉันนึกในใจแล้วยืนขึ้นจากเก้าอี้นั่งรอรับยาพลาสติกสีน้ำเงินเข้มตัวนี้
 แล้วเดินไปอย่างไม่รู้จุดหมาย 
ภาพหมอ พยาบาล คนไข้ เดินสับสนสนวุ่นวายไปหมด
มีเพียงบุคคลหนึ่งในโรงพยาบาลที่ฉันคิดว่าเขาแทบไม่เดินไปไหนเลย
เขาอยู่ตรงแผนกจัดยาตรงเค้าเตอร์สีเทาหินแกรนิตนั่นคอยหยิบยานู่นส่งยานี่ให้คนไข้ด้วยไมตรี
 นี่แหละความฝันของฉัน เภสัชกร
 แต่มันคงเลือนรางเต็มที
เมื่อคนที่อยากจัดยาให้ในอนาคตเขาไม่มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว
ฉันเดินไปหยุดอยู่ ณ หน้าห้องๆหนึ่ง
มือแง้มผ้าม่านอย่างช้าๆลอบมองไปภายใน
ปรากฏเห็นชายคนหนึ่งนอนแน่หนึ่งมีเพียงสำลีที่อุดจมูกไว้
ลำตัวถูกคุมด้วยผ้าพลาสติกสีเขียวคลุมไว้ตลอดตัวถึงลำคอ
 ?พ่อ? ฉันอุทานออกมา
อีกใจหนึ่งอยากเข้าไปข้างใน แต่อีกใจหนึ่งไม่อยากทำอะไรตอนนี้แม้เพียงหายใจ
แม่ร้องไห้ฟูมฟายไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
แนบใบหน้าของตนไปยังหน้าอกของร่างไร้วิญญาณ
แม้ฉันจะอยู่ข้างนอกแต่ก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่าน
 ฝ้ายเองก็ร้องไห้ไม่ต่างจากแม่ น้ำมูกและน้ำตาไหลมารวมกันจนเกรอะไปทั่วไปหน้าดำคล้ำ
เธอยืนอยู่ข้างแม่แล้วพร่ำรำพันอะไรต่างๆที่ฉันฟังไม่รู้เรื่องและถ้าให้เดาสิ่งที่เธอพูดมันคงไม่เป็นภาษาเช่นกัน คนที่ฟังคงต้องแปลไทยเป็นไทย
ฉันเลื่อนสายตาลงมามีใบหน้าเนียนดุจผู้หญิงของพี่ปอหมอบอยู่ตรงเท้าผู้เป็นพ่อ สะอื้นตัวโยนไม่หลงเหลือภาพพี่ชายที่เข้มแข็ง
 ฉันปิดม่านนั่นลงเบือนหน้าไปอีกทางราวกับจะปิดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด
แต่คงไม่มีทางเป็นไปได้ฉันรู้ดี
คิดอย่างนั้นพลางนั่งทรุดลงอย่างช้าๆหากว่ามีมือเรียวบอบบางของใครบางคนมาเกาะกุมมือน้อยๆของฉันไว้ราวปลอบโยน 
ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่แพรเจ้าของมือเรียวจากนั้นฉันโผเข้ากอดพี่แพรทันทีไม่ต้องรอให้สมองสั่งการหรือแม้ไม่มีคำพูดเอื้อนเอ่ยแต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
      ปกติถ้าเพื่อนของพี่ปอจะมาทำงานหรือนอนค้าง ก็จะมากันทั้งหญิง-ชาย ซึ่งนั่นก็รวมพี่แพรด้วย แต่ตอนนี้ฉันเห็นพี่แพรเพียงคนเดียวเท่านั่น แต่ก็ช่างเหอะ ไม่ใช่ที่ฉันควรรับรู้
    เสียงดนตรีไทยดังแว่วมาแม้อยู่ไกลจากตัวศาลาวัดก็ยังได้ยินเสียงเยี่ยงนี้มันยิ่งพาให้หัวใจเศร้าหมองทุกครั้ง เมื่อฟ้าเริ่มมือลงบรรยากาศรอบๆวัดเริ่มวังเวงลงไปถนัดตา
 ฉันกระชับเสื้อคลุมตัวหนานี้พลางคิดหาหนทางว่าจะกลับบ้านอย่างไรเนื่องจากฉันต้องไปกลับเอาของ
แต่ยิ่งมืดแขกเหรื่อหลายคนที่มางานอมงคลนี้ต่างทยอยเข้า
และไม่มีทีท่าว่าจะกลับออกมาง่ายๆ
ขี้คร้านคงไม่หนีตั้งวงเล่นไพ่ ตั้งก๊กเหล้ากระมัง
แต่ในหมู่บ้านตาเอี่ยมแห่งนี้การกระทำเช่นนั้นยิ่งแฝงความสามัคคีของคนในหมู่บ้านให้กระชับตัวขึ้น
ฉันเดินไปจุดธูปไหว้ศพผู้เป็นพ่อแล้วเดินออกจากศาลานั้นไปทิ้งให้พี่ปอต้องคอยรับแขกเพียงลำพัง
แต่เอ...แม่หายไปไหน?
ฉันคิดดังนั้นพลางหันรีหันขวางหาคนพาไปส่งบ้าน
?ไหมมองหาอะไรน่ะลูก?
?หารถกลับบ้านน่ะค่ะ?
ฉันตอบก่อนหันไปทางต้นเสียง ซึ่งนั่นก็คือป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติห่างมากๆของฉันและยังเป็นแม่ของ....   
 ?ให้พี่ติไปส่งมั้ยจ้ะ? 
หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆของฉันพูดขึ้นด้วยไมตรี
หากแต่ฉันยังไม่ทันจะพูดอะไร
หญิงชราก็เรียกลูกชายของตน
รายนั้นฉันเห็นว่าตอนเย็นๆเขามากับกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน 
ดูมีแต่พวกนักเลงหัวไม้ทั้งนั้นแต่จากการสังเกตหรือแอบมองก็ทำให้รู้ว่าพี่ติเป็นคนที่ดูสุขุมมากที่สุดในกลุ่มเพื่อน
?ว่าไงไหม โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นนะเนี่ย?
เขาเป็นฝ่ายทักก่อนและแอบดีใจลึกๆที่ยังไม่ลืมฉันคนนี้
พี่ติพูดพร้อมสตาร์ทรถมอเตอร์ไซด์คู่ใจ 
ฉันพยักหน้า   ?ขอบคุณค่ะ?
หากมีกระส่องหน้าตัวเองตอนนี้คงเห็นหน้าฉันคงแดงเป็นลูกตำลึงแน่แท้
ฉันรวบตัวนั่งคร่อมมอเตอร์ไซด์ เนื่องจากฉันใส่กางเกงมาคงไม่เป็นไร 
รถเคลื่อนตัวเอื่อยๆบนถนนลูกรัง
ผ่านหมอกยามค่ำคืน
 ผ่านความมืดที่โรยตัวในคืนเดือนคว่ำมีเพียงแสงสว่างจากไฟริมทาง
ผ่านคันวังบ่อแล้วบ่อเล่าที่ผ่านยังคงพาความเย็นพร้อมความหนาวมาให้ฉันเช่นเคยและนั่นก็ทำให้ผมของฉันและเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้ากับบุคลิกของพี่ติโบกสะบัดอย่างรุนแรง
?หนาวมั้ย? พี่ติถามฉันแล้วยิงยิ้มอบอุ่นมาให้
 ตอนนี้ยังไม่อยากพูดอะไรมากกลัวคำพูดที่ติดขัดของฉันจะแผลงฤทธิ์จึงได้แต่เพียงพยักหน้า
 ฉันไม่เคยอยู่ใกล้เขาใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อนตั้งแต่โตมาพาหัวใจดวงน้อยนี้สั่นไหว
บัดดลความคิดของฉันสะดุดลงเมื่อรถเคลื่อนตัวผ่าน ?จุดเกิดเหตุ?
คราบเลือดหยดเปื้อนไปทั่วพื้นถนนลูกรัง
 รถซาเล้งคันเก่าของพ่อ พังยับ
ขนาดรถที่สร้างจากเหล็กยังเป็นสภาพเช่นนี้แล้วร่างกายของพ่อ จะเป็นอย่างไร ข้างๆกันนั้นมีรถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่กระโปรงหน้าถูกเคลือบด้วยเลือดซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปมันยิ่งคล้ำลงจนเกือบเป็นสีดำอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ?.
พี่ติกำคันเร่งบิดไปเพื่อให้รถเคลื่อนตัวจาก ?จุดเกิดเหตุ?อย่างเร็วที่สุดคงไม่อยากให้ฉันคิดอะไรไปมากกว่านี้
?อย่าคิดมากน่า? พี่ติเห็นฉันทำหน้าร้องไห้เลยคิดจะปลอบ
แต่สมองฉันหาได้หยุดคิดเรื่องนั้นไม่
ความเจ็บปวดของฉันเทียบไม่ได้เลยกับพ่อ
ก่อนพ่อสิ้นลงหายใจพ่อจะนึกถึงใคร
จะเจ็บปวดเยี่ยงไรก็ไม่สามารถระบายออกมา
มือของฉันกำแน่นก่นด่าคนขับรถเก๋งในใจ
น้ำตาเริ่มไหลออกมาฉันซบหน้าลงบนแผ่นหลังหนาที่ถูกคลุมด้วยเชิ้ตสีเขียวเข้มของพี่ติ
ความเสียใจพรั่งพรูออกมาด้วยน้ำตา
ฉันซบหน้านิ่งมีเพียงสายลมที่พัดปลิวและส่งเสียงหวีดหวิว 
และถ้าหากฉันไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไปนัก
หางตาเหลือบเห็นพี่ติหันและจ้องมองมาทางฉันด้วยสายตาเป็นห่วงและอบอุ่น หากผู้หญิงคนไหนได้มองเห็นแววตาบ่งบอกความอบอุ่นและเข้มแข็งของพี่ติที่ส่งผ่านถึงผู้ได้รับ หัวใจคงกระตุกไม่น้อย
 ฉันในตอนนี้เหมือนคนเก็บกดไม่อาจพูด ทำได้เพียงตอบรับความห่วงใจนั้นอยู่เพียงในใจ ?ขอบคุณค่ะ?

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN