ผู้เขียน หัวข้อ: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล  (อ่าน 1399902 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 18 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2014, 09:10:08 pm »

    การถอดความ โคลง ๒๔
๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น นักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร ผ่ายหน้า (ผ่าย คำา เอกโทษ)
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน วนจิต
กลอุทกในตระกร้า เปี่ยมล้นฤามี

๑. ทั่ง หมายถึง แท่งเหล็ก
๒. ผ่าย หมายถึง ภายหน้า
๓. อุทก หมายถึง นำ้า ถอดความ ผู้เป็นปราชญ์นั้นมีความเพียรพยายามหาความรู้
แต่คนโง่เขลามักเกียจคร้านที่จะหาความรู้เปรียบเหมือนการเท นำ้าลงในตะกร้าย่อมไหลออกไปหมด
ตรงกับสำานวน ฝนทั่งให้เป็นเข็ม วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ปราชญ์ , เกลียด, อุทก,
จิต สัมผัสสระ คือ รู้-ผู้ , เกียจ-เกลียด : สัมผัสอักษร คือ ทั่ง-เท่า


    การถอดความ โคลง ๕๕
เว้นวิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง- เกตว่าง
เว้นนา เว้นดั่งกล่าวว่าผู้ ปราชญ์ได้ฤามี

๑. ไป่ หมายถึง ไม่
๒. ลิขิต หมายถึง เขียน
๓. ปราชญ์ หมายถึง นักปราชญ์ ถอดความ การเว้นที่จะพูดแสดงความคิดเห็น
การเว้นที่จะรับ ฟังคนอื่น การเว้นที่จะถามเรื่องที่ตนไม่รู้ และการไม่รู้จักสังเกต
ย่อมไม่ใช่คุณสมบัติของนักปราชญ์ที่พึงมี ตรงกับสำานวน สุ จิ ปุ ลิ (ฟัง คิด ถาม เขียน) ว
รรณศิลป์ คำาซ้ำ้า คือ คำาว่า เว้น มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลิขิต, ปราชญ์ สัมผัสอักษร คือ เว้น-วิจารณ์-ว่าง-เว้น


    การถอดความ โคลง ๕๗
๏ รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร
ชมว่านำ้าบ่อน้อย มากลำ้าลึกเหลือ

๑. เริงใจ หมายถึง หลงระเริง
๒. ชเล หมายถึง ทะเล
๓. สมุทร หมายถึง มหาสมุทร ถอดความ คนที่มีความรู้น้อยย่อมทะนงตนว่ามีความรู้มาก
เหมือนกับกบที่อยู่ในสระน้อยๆ ไม่เคยเห็นทะเลที่กว้างใหญ่ย่อม คิดว่า นำ้าในสระกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน
ตรงกับสำานวน กบในกะลาครอบ วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ มาก, กบ, สระ, ชเล , สมุทร,
มาก สัมผัสอักษร คือ กล-กบ-เกิด, ลำ้า-ลึก- เหลือ


    การถอดความ โคลง ๗๖
พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา กำาหนด
จิตมนุษย์นี้ไซ้ร้ ยากแท้หยั่งถึง

๑. คณนา หมายถึง นับ
๒. สายดิ่ง หมายถึง เครื่องวัดความลึก ถอดความ มหาสมุทรแม้ว่าจะลึกสุดที่จะนับสักเพียงใดก็
สามารถใช้สายดิ่งวัดได้ ภูเขาแม้จะสูงก็ใช้เครื่องมือวัดความสูงได้ แต่จิตมนุษย์ไม่สามารถหาสิ่งใดมาวัดได้
เป็นการยากที่จะหยั่งรู้ ใจมนุษย์ ตรงกับสำานวน รู้หน้าไม่รู้ใจ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลึก,อาจ, หนด, มนุษย์,
ยาก สัมผัสสระ คือ สมุทร- สุด , ดิ่ง- ทิ้ง : สัมผัสอักษร คือ ลึก-ล้น


    การถอดความ โคลง ๑๓๐
สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขรำ้า (คำาโทโทษ-ครำ่า)
บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป
บาปย่อมทำาโทษซ้ำ้า ใส่ผู้บาปเอง

๑. สนิม หมายถึง เกลียดชัง
๒. ขรำ้าหมายถึง เก่ามาก ถอดความ สนิมเหล็กนั้นแท้ที่จริงเกิดขึ้นในเนื้อเหล็กซ้ึ่งกัดกิน
เหล็กจนผุกร่อน ใช้การไม่ได้เปรียบได้กับผลของการทำาความชั่ว นั้นย่อมสนองตอบผู้ที่กระทำาความชั่วนั่นเอง
ตรงกับสำานวน กงเกวียนกำาเกวียน, ทำาดีได้ดี ทำาชั่วได้ชั่ว วรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
กัด, บาป คำาโทโทษ คือ ขรำ้า สัมผัสสระ คือ ตน- คน : สัมผัสอักษร คือ กิน-กัด, โทษ-ทำา


    การถอดความ โคลง ๘๗
รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง

๑. ชัง หมายถึง เกลียดชัง ถอดความ ถ้ารักกันถึงแม้ว่าตัวจะห่างไกลกันแต่เหมือนอยู่ ร่วมห้องหอเดียวกัน
แต่ถ้าเกลียดกัน ถึงแม้ว่าอยู่ใกล้กันก็เหมือนมี ขอบฟ้ามาขวางกั้น ป่าไม้มาบังไว้ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
ขอบ สัมผัสสระ คือ ฟ้า- มา : สัมผัสอักษร คือ เขา-เขียว, หอ-แห่ง, แล- เหลียว,ตา-ต่อ


    การถอดความ โคลง ๑๘๕
นกน้อยขนน้อย แต่พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว อยู่ได้ มั
กใหญ่ย่อมคนหวัว ไพเพิด
ทำาแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน

๑. หวัว หมายถึง หัวเราะ,
๒. ไพเพิด หมายถึง ขับไล่
๓. หยัน หมายถึง เย้ยหยัน ถอดความ นกตัวน้อยทำารังพอให้คู่ของตัวเองอยู่ได้ เปรียบ
เหมือนมนุษย์ควรทำาแต่พอตัว อย่ามักใหญ่ใฝ่สูง คนย่อมจะ หัวเราะหรือเย้ยหยันได้ ตรงกับสำานวน
นกน้อยทำารังแต่พอตัว วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ เพิด สัมผัสอักษร คือ ใหญ่-ย่อม, ไพ-เพิด


    การถอดความ โคลง ๑๘๖
เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำากิน

๑. เคลิ้ม หมายถึง หลงใหลไปตาม
๒. เอาเยี่ยง หมายถึง เอาอย่าง ถอดความ เมื่อเห็นผู้อื่นมั่งมี เราก็อย่าทะเยอทะยานอยากได้
อยากมีเอาอย่างเขา แม้ว่าเรายากจน แต่ขอให้มีจิตใจงามไม่ เกียจคร้านขยันทำาการงานก็จะประสบความสำาเร็จได้
ตรงกับสำานวน เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ยาก, พยายาม,
กิจ สัมผัสสระ คือ ยาก-หาก, สัมผัสอักษร คือ การ-กิจ


    การถอดความ โคลง ๒๓๑
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

๑. เพี้ยง พ่าง หมายถึง เปรียบ
๒. พสุธา หมายถึง แผ่นดิน
๓.ศิขร า หมายถึง ภูเขา
๔. เมรุมาศ หมายถึง พระสุเมรุ
๕. สาคร หมายถึง แม่นำ้า, ทะเล ถอดความ พระคุณของมารดายิ่งใหญ่เปรียบได้กับแผ่นดิน
พระคุณของพ่อกว้างขวางเปรียบได้กับอากาศกว้าง พระคุณของ พี่สูงเท่าเขาพระสุเมรุ
ส่วนพระคุณของครูอาจารย์ลำ้าลึกเปรียบได้
กับนำ้าในแม่นำ้าทั้งหลายตรงกับสำานวน ความกตัญญูเป็น เครื่องหมายของคนดี วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
หนัก, บิดร, กาศ, มาศ, พระ, อาจ


    การถอดความ โคลง ๒๘๒
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำาขาน ควรทราบ
หย่อมญ่าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน

๑. ชลธาร หมายถึง นำ้า
๒. สันดาน หมายถึง อุปนิสัยที่มีมาแต่ กำาเนิด
๓. โฉด หมายถึง โง่
๔. แสลง หมายถึง ไม่ถูกกับ
๕. ญ่า หมายถึง หญ้า
๖.เรื้อ หมาย ถึง ร้าง ถอดความ ก้านบัวบอกความลึกตื้นของนำ้า มารยาทบ่งบอกถึง
ลักษณะนิสัยและการเลี้ยงดู คำาพูดบ่งบอกคนว่าโง่หรือฉลาด เปรียบได้กับหญ้าที่เหี่ยวแห้งย่อมแสดงว่าดินไม่มีคุณภาพ
ตรงกับสำานวน สำาเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลึก, ชาติ, ยาท, เพราะ, ทราบ, บอก


    การถอดความ โคลง ๓๑๒
๏ โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี

๑. วายชีพ , ดับสูญ หมายถึง ตาย
๒. สังขาร หมายถึง ร่างกาย ถอดความ วัวควายเมื่อตายไปยังเหลือเขาหนังไว้ทำา ประโยชน์
ส่วนคนตายไปเหลือเพียงความดีและความชั่ว ดังนั้น ควรทำาความดี วรรณศิลป์ การเล่นเสียง
มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ชีพ, ดับ สัมผัสสระ คือ ควาย- วาย : สัมผัสอักษร คือ เด็ด-ดับ, สูญ-สัง


    การถอดความ โคลง ๔๐๗
เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์
หากยาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา

อาตม์ หมายถึง ตายแทนกันได้ ถอดความ เพื่อนกินหาง่ายเพราะเมื่อทรัพย์สินเงินทองของเรา
หมดแล้ว ย่อมหนีหน้าหายไป แต่เพื่อนตายหายากสามารถร่วม ทุกข์ร่วมสุข ตายแทนเราได้ ตรงกับสำานวน
เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก คำาประพันธ์ โคลงกระทู้ ๒ คำา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ทรัพย์, มาก,
อาตม์, ยาก สัมผัสสระ คือ กิน-สิ้น, ง่าย-หลาย, ตาย-ถ่าย, ยาก-ฝาก : สัมผัส อักษร คือ แหนง-หนี

    การถอดความ โคลง ๔๑๗
๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา
สุริยะส่องดาราไร้ เพื่อร้อนแรงแสง

๑. มาน หมายถึง มี,
๒. เกลอ หมายถึง เพื่อน
๓.ดวงศศิ หมายถึง ดวงจันทร์
๔. ดาษ หมายถึง มาก
๕.สุริยะ หมายถึง ดวงอาทิตย์
๖.ดารา หมายถึง ดาว ถอดความ การพูดจาอ่อนหวานมีมิตรมากเหมือนดวงจันทร์มี ดาวล้อมรอบ
ส่วนคนที่พูดคำาหยาบคายเหมือนพระอาทิตย์ส่อง แสงจ้าร้อนแรงที่บดบังแสงของดาวดวงอื่น
วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ มิตร, ศศิ, ดาษ สัมผัสสระ คือ หวาน-มาน, แรง-แสง :
สัมผัสอักษร คือ มาน-มิตร,


ที่มาจาก http://www.slideshare.net/kruapisada/ss-26410518

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2015, 07:31:39 am »

• อัญขยมบรมนเรศร์เรื้อง     รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผททรง          สืบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์             โอวาท
หวังประชาชนให้                อ่านแจ้งคำโคลงฯ

• ครรโลงโลกนิตินี้             นมนาน
มีแต่โบราณกาล               เก่าพ้อง
เป็นสุภาษิตสาร                สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง          เรี่ยไว้ในกรรณฯ

• ปลาร้าพันห่อด้วย      ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา        คละคลุ้ง
คืนคนหมู่ไปหา           คบเพื่อน  พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง          เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ
 
                   คนทั้งหลายที่ไปมั่วสุม คบค้าสมาคมกับคนพาลคนชั่ว
                   ย่อมต้องพัวพันกับเรื่องเลวร้าย พาให้ตนเองและวงศ์ตระกูลพลอยเดือดร้อนเสียหายไปด้วย
                   เปรียบดังนำใบคาไปห่อปลาร้า กลิ่นเหม็นย่อมติดฝังแน่นในใบคา แม้จะนำไปล้างน้ำกลิ่นนั้นก็ไม่จางหาย.

 
• ใบภ้อพันห่อหุ้ม       กฤษณา
หอมระรวยรสพา         เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา        นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย     ดุจไม้กลิ่นหอม

                   การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ การมีมิตรดีมีคุณธรรม ย่อมชักนำให้เราประกอบแต่คุณงามความดี มีแต่ความสุขความเจริญ
                   เปรียบเช่นไม้กฤษณาซึ่งมีกลิ่นหอม นำใบภ้อมาห่อหุ้ม กลิ่นหอมของไม้กฤษณายังหอมระรวยติดอยู่ที่ใบภ้อ.

 


• ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้    มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน      ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน    หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย         นอกนั้นดูงามฯ

                   ยถา อุทุมฺพรปกฺกา, พหิ รตฺตกา เอว จ;  อโนฺตกิมิล สมฺปุณฺณา, เอวํ ทุชฺชนหทยาฯ
                   ผลมะเดื่อเมื่อสุก มีสีแดงสวยงามสดใส ดังเอาชาดมาทาป้ายไว้
                   แต่ภายในผลมะเดื่อนั้น เต็มไปด้วยหนอนและแมลง หาความสวยงามดั่งภายนอกมิได้
                   เปรียบเช่นคนภายนอกดูเป็นคนดีน่าคบหา แต่จิตใจที่ซ่อนอยู่ภายในกายโหดร้ายนัก
                                พุทธศาสนสุภาษิต




• ขนุนสุกสล้างแห่ง       สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา   หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา            เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้              เลิศด้วยดวงใจ ฯ

                   ยถา ปิ ปนสา ปกฺกา พหิ กณฺฑกเมว จ
                   อนฺโต อมตสมฺปนฺนา เอวํ สุชนหทยา
                   ผลขนุนสุกอยู่ตามกิ่งก้านสาขาของต้น ดูภายนอกเห็นแต่หนามแหลมอยู่ตามเปลือกผล
                   แต่เนื้อขนุนซึ่งอยู่ภายในนั้นให้รสชาติหอมหวานยิ่งนัก เปรียบเหมือนคนที่รูปกายภายนอกขี้ริ้วขี้เหร่
                   แต่ภายในจิตนั้น งดงาม เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม
                                พุทธศาสนสุภาษิต


• ยางขาวขนเรียบร้อย     ดูดี
ภายนอกหมดใสสี          เปรียบฝ้าย
กินสัตว์เสพปลามี          ชีวิต
เฉกเช่นชนชาติร้าย        นอกนั้นนวลงามฯ

                   นกกระยาง มีขนสีขาวสวยงามดังปุยฝ้าย เห็นแต่ภายนอกก็ว่าขาวสะอาดดีแต่ในจิตนั้นไซร้
                   ชั่วร้าย ขาดเมตตา กินปลาและสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร เปรียบเช่นคนรูปร่างหน้าตาผิวพรรณดี แต่มีจิตใจโหดร้าย

                   



• รูปแร้งดูร่างร้าย      รุงรัง
ภายนอกเพียงพึงชัง   ชั่วช้า
เสพสัตว์ที่มรณัง       นฤโทษ
ดังจิตสาธุชนกล้า      กลั่นสร้างทางผล ฯ

                   นกแร้งมีรูปร่างแสนสกปรกรกรุงรัง น่าเกลียดน่าชัง  กินสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหาร จึงไม่เป็นบาปเป็นกรรมแก่ตัว 
                   เปรียบเช่นคนที่มีชีวิตอยู่ในวงแวดล้อมของคนชั่ว คนไม่มีศีล แต่คนผู้นั้นก็มิได้คบหาสมาคม มีจิตใจแน่วแน่มั่นคง
                   มุ่งประกอบแต่คุณงามความดีเพื่อมรรคผลในภายหน้า




• พระสมุทรสุดลึกล้น      คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา           หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา            กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้             ยากแท้หยั่งถึง ฯ

                   มหาสมุทรจะลึกเพียงใดก็ตาม ก็ไม่พ้นความสามารถของมนุษย์ที่จะทอดสายดิ่งวัดความลึกดูได้
                   ขุนเขาแม้จะสูงสุดฟากฟ้า ก็วัดความสูงของยอดได้  แต่จิตมนุษย์นี้ คาดเดาได้ยากว่าเขาชังเรา หรือรักเรา



• ห้ามเพลิงไว้อย่าให้    มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์       ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน           คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้            จึ่งห้ามนินทา ฯ

                   ห้ามไฟไม่ให้มีควัน ห้ามพระอาทิตย์พระจันทร์อย่าส่องแสง
                   ห้ามอายุให้หวนคืนเด็ก  ห้ามทั้งสามสิ่งนี้ได้ จึ่งสามารถห้ามการนินทา.

                               

       ภาพ : วัดร่องขุ่น  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย
• คนพาลผู้บาปแท้      ทุรจิต
ไปสู่หาบัณฑิต           ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์     บ่ซาบ  ใจนา
คือจวักตักข้าว           ห่อนรู้รสแกง ฯ

                   คนพาลสันดานบาป แม้จะสมาคมกับนักปราชญฺ์ ได้ฟังธรรมคำสอนอยู่เนืองนิตย์
                   ก็หาได้ซาบซึ่งในคำสั่งสอนนั้นไม่ เปรียบเช่นจวักตักข้าวตักแกงแต่ไม่รู้รสชาติของแกงว่าเป็นอย่างไร



• คนใดไปเสพด้วย       คนพาล
จักทุกข์ทนเนานาน       เนิ่นแท้
ใครเสพท่วยทรงญาณ    เปรมปราชญ์
เสวยสุขล้ำเลิศแล้         เพราะได้สดับดีฯ 

                   คนผู้คบคนพาล คนพาลย่อมชักนำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญอยู่เนืองนิตย์
                   ผู้ใดคบกับบัณฑิต บัณฑิตย่อมชักจูงให้กระทำแต่สิ่งที่เป็นคุณ จึงย่อมได้รับแต่ความสุขความเจริญ
                               


• ผู้ใดใจฉลาดล้ำ         ปัญญา
ได้สดับปราชญ์เจรจา      อาจรู้
ยินคำบัดเดี๋ยวมา          ซับซาบ  ใจนา
คือมลิ้นคนผู้               ซาบรู้รสแกง ฯ

                   ผู้มีสติปัญญา เมื่อได้ฟังนักปราชญ์สั่งสอน แม้เพียงชั่วเวลาอันสั้นๆ
                   ก็สามารถเข้าใจคำสั่งสอนอย่างซาบซึ้งได้ไม่ยาก เปรียบเช่นลิ้นคน ที่ไวต่อรสชาติของอาหาร ฉันนั้น



• หมูเห็นสีหราชท้า        ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ                 ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ      หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้            วากเว้วางหนี ฯ

                   หมูเห็นพญาราชสีห์ มีสี่เท้าเท่าตัวเอง ก็ทะนงตัว ร้องท้าราชสีห์ชวนรบว่า
                   เรามีสี่ตีน ท่านก็สี่ตีนเหมือนเรา ท่านจงมาสู้กับเรา อย่ากลัวเราแล้วรีบหลบหนีไปเสียเล่า...
                   อย่าประเมินคุณสมบัติคนที่เราพบเห็นแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก


• สีหราชร้องว่าโอ้         พาลหมู
ทรชาติครั้นเห็นกู          เกลียดใกล้
ฤามึงใคร่รบดนู             มึงนาศ  เองนา
กูเกลียดมึงกูให้            พ่ายแพ้ภัยตัว ฯ

                   พญาสีหราชได้ยินดังนั้น ร้องตอบไปว่า เจ้าหมูสกปรกโอหัง นี่เอ็งคิดสู้รบกับข้าเชียวหรือ?
                   ถ้ารบกับเราตัวเอ็งน่ะแหละจะถึงความพินาศ เอาเถอะ! ข้าไม่อยากสู้รบกับคนพาล ข้าขอยอมแพ้.



     ไร่ทานตะวัน  อำเภอตากฟ้า  จังหวัดนครสวรรค์ 
• กบเกิดในสระใต้         บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์           หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน         นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย         เกลือกเคล้าเสาวคนธ์

                   กบเกิดในสระบัวที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว แต่หาได้รู้รสอันหวานหอมของเกสรบัวไม่
                   แมลงผึ้งอยู่ไกลสระนับโยชน์ ยังได้สัมผัสกลิ่น โบยบินมาลิ้มชิมรส เกลือกเคล้ำเกสรบัวอยู่เป็นประจำ.


• ใจชนใจชั่วช้า           โฉงเฉง
ใจจักสอนใจเอง            ไป่ได้
ใจปราชญ์ดัดตามเพลง    พลันง่าย
ดุจช่างปืนดัดไม้            แต่งให้ปืนตรง ฯ

                   คนใจบาปหยาบช้า ย่อมไม่สามารถตักเตือนตัวเองให้รู้จักผิดชอบชั่วดีได้ ส่วนคนผู้มีปัญญาสามารถฝึกหัด
                   อบรม เตือนตนเองให้เป็นคนตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมไม่ประกอบกรรมชั่วอันเป็นอกุศล ดุจช่างเกาทัณฑ์ดัดลูกศร หน้าไม้ ให้ตรงฉะนั้น.


     พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จังหวัดราชบุรี
• เป็นคนควรรอบรู้           สมาคม
สองประการนิยม              กล่าวไว้
หนึ่งพาลหนึ่งอุดม             นักปราชญ์
สองสิ่งนี้จงให้                  เลือกผู้สมาคม ฯ

                   ท่านว่า ให้พิจารณาเลือกคบหาสมาคมกับบุคคล ๒ จำพวกนี้ไว้
                   หนึ่ง คือ คนพาล สองคือ นักปราชญ์  บุคคลสองจำพวกนี้พึงเลือกคบให้ดีเถิด.


• ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น        รักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร            ฝ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน    วนจิต
กลอุทกในตะกร้า              เปี่ยมล้นฤามี ฯ

                   คนจะเป็นนักปราชญ์ ย่อมหมั่นศึกษาเล่าเรียนแสวงหาความรู้ใส่ตัว ไม่ท้อถอย
                   เปรียบกับการหมั่นเพียรฝนแท่งเหล็กจนสำเร็จเป็นเข็มเย็บผ้า
                   ส่วนคนเกียจคร้าน เบื่อหน่ายการเรียน จะไม่มีวิชาความรู้ติดตัวที่จะนำพาให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข
                   เปรียบกับอุทก(แปลว่า น้ำ) ที่ขังอยู่ไม่ได้ในตระกร้า ย่อมไหลออกไปจนหมดเกลี้ยง



• รำฟ้อนสุนทรด้วย     รูปา
ร้องขับศัพท์เสน่หา       ยิ่งแท้
มวยปล้ำล่ำสันสา        มารถจึ่ง ดีแฮ
รักกับชังนั้นแล้           เพื่อลิ้นเจรจา     

                   การร่ายรำนั้น สวยงามด้วยท่วงท่า และรูปร่างหน้าตาของผู้ฟ้อนรำ
                   เพลงฟังไพเราะ เพราะทำนองและน้ำเสียงของผู้ขับร้อง
                   นักมวยจะชนะคู่ต่อสู้ได้ก็ด้วยความสามารถและความแข็งแรง
                   แต่คนจะรักหรือชังกันนั้น เกิดจากน้ำคำเจรจานั้นแล.


• ไม้ค้อมมีลูกน้อม      นวยงาม
คือสัปปุรุษสอนตาม     ง่ายแท้
ไม้ผุดั่งคนทราม         สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้        ห่อนรื้อโดยตาม ฯ

                   ต้นไม้ที่มีผลดก กิ่งย่อมโอนอ่อนโน้มลงสู่พื้นดิน เช่นเดียวกับผู้มีปัญญา เป็นบุคคลฝึกหัด อบรมง่าย
                   ส่วนไม้ผุ จะดัดให้ตรงอย่างไรก็ทำไม่ได้ รอแต่เวลาผุพังแหลกสลายเท่านั้น เปรียบดังคนพาล
                  ได้ฟังคำสั่งสอนอบรมก็ไม่รู้ในสิ่งดีสิ่งเลว ท่านว่า เป็นบุคคลอบรมสั่งสอนยาก.



• คนใดยืนอยู่ร้อย      พรรษา
ใจบ่มีปรีชา             โหดไร้
วันเดียวเด็กเกิดมา      ใจปราชญ์
สรรเพชญบัณฑูรไว้     เด็กนั้นควรยอ ฯ

                   คนเราถึงจะมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี แต่โง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักแสวงหาความรู้่
                   สู้เด็กที่เกิดมาเพียงวันเดียว ที่เป็นผู้มีสติปัญญา มีความสามารถฉลาดเฉลียวก็ไม่ได้
                   พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญเด็กนั้น .


• มีอายุร้อยหนึ่ง        นานนัก
ศีลชื่อปัญจางค์จัก      ไป่รู้
ขวบเดียวเด็กรู้จัก       ษานิจ ศีลนา
พระตรัสสรรเสริญผู้     เด็กนั้นเกิดศรี ฯ   

                   คนเราถึงจะมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี แต่เป็นผู้ไม่มีศีลมีธรรม
                   พระพุทธองค์ตรัสว่า เด็กที่เกิดมามีอายุเพียงหนึ่งปี แต่รู้จักบุญบาป รู้รักษาศีล เป็นผู้ประเสริญกว่า.



• ได้เห็นนักปราชญ์ไซร้     เป็นสุข
อยู่ร่วมเรือนหายทุกข์        ค่ำเช้า
ผู้พาลสั่งสอนปลุก           ใจดั่ง พาลนา
ยลเยี่ยงนกแขกเต้า          ตกต้องมือโจร ฯ       

                   การได้พบเห็น ได้ฟังนักปราชญ์ ย่อมทำให้เราได้รับความรู้ พัฒนาตนเองให้มีความสามารถ เจริญในทางที่ถูกที่ควร
                   ยิ่งหากได้มีโอกาสคลุกคลี อยู่ร่วมกันด้วยแล้ว ปราชญ์ผู้นั้นจักเป็นผู้ช่วยอบรมสั่งสอนเราไปสู่หนทางแห่งความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
                   ตรงกันข้ามหากเราคลุกคลีกับคนพาล  คนพาลก็จักชักนำเราไปสู่แต่หนทางอบาย อุปมาดังเช่นนิทานเรื่องนกแขกเต้าที่ตกไปอยู่ในรังโจร.


 
• จงนับสัปปุรุษผู้            บุญธรรม์
จงละหลีกพาลอัน            ชั่วช้า
จงสร้างสืบบุญธรรม์          ทุกเมือ
(จงสร้างสืบบุญวัน           ค่ำต่อ วายนา)*
จงนึกนิตย์ชีพคล้าย          ดุจด้วยฟองชล ฯ     
* ข้อความในวงเล็บ เป็นข้อความในต้นฉบับบางเล่มที่ผิดออกไป จึงนำมาลงไว้ด้วย...สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร

                   พึงคบหาสมาคมกับผู้มีศีลมีธรรม  จงหลีกหนีการคบคนพาล
                   จงหมั่นสร้างบุญกุศล สร้างสมคุณงามความดี หมั่นรำลึกไว้เสมอว่า ชีวิตไม่เที่ยง สังขารย่อมเสื่อมสลายและแตกดับอย่างแน่นอน.




• งาสารฤาห่อนเหี้ยน     หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน        อย่างนั้น
ทุรชนกล่าวคำฝืน         คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น         เล่ห์ลิ้นทรชน ฯ

                   งาช้างที่งอกออกมาแล้ว ย่อมไม่หดคืน เช่นเดียวกับคำพูดของคนมีศีลธรรม คำพูดย่อมมั่นคง เชื่อถือได้ 
                   ตรงกันข้าม คนพาลหรือทุรชน มักพูดจากลับกลอกเชื่อถือไม่ได้ ดุจหัวเต่าประเดี๋ยวยาวประเดี๋ยวสั้น ผลุบๆ โผล่ๆ จากกระดอง ฉะนั้น .



• ทรชนอย่าเคียดแค้น   อย่าสนิท
อย่าห่างศัตรูชิด          อย่าใกล้
คือไฟถ่านแรงฤทธิ       ถือถลาก มือนา
แม้นดับแล้วบ่ไหม้        หม่นต้องมือดำ ฯ   

                   ให้เปรียบคนเช่นนี้ดังศัตรู : คนชั่ว คนพาล เหมือนถ่านไฟที่กำลังลุกโชน
                   อย่าไปสนิทชิดเชื้อคบหาสมาคม เพราะรังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้
                   ...ถ่านที่กำลังติดไฟ ถูกมือก็ไหม้พอง  แม้ไฟดับสนิทแล้ว ไปจับถ่านเข้าก็ดำติดมือ.



• ปางก่อนเคยร่วมน้ำ     ใจจิต
เคยยื่นทรัพย์ไปล่ปลิด     ปลดให้
เคยเป็นมิ่งเมียสนิท        หลายชาติ มานา
ในชาตินี้จึงได้              เสพส้องครองกัน ฯ

                   ในชาติปางก่อน คนเคยอยู่ด้วยกัน ผูกพันรักใคร่ อุปถัมภ์เกื้อกูลกันมาหลายชาติ
                   มาในชาตินี้ บุพเพสันนิวาสย่อมชักนำให้ประสบพบกัน ได้อยู่เป็นคู่ครองกันอีก.



• นาคีมีพิษเพี้ยง       สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช         แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส      แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า         อวดอ้างฤทธี ฯ

                   พญานาคมีฤทธิ์เดชร้ายแรงดั่งดวงอาทิตย์  เลื้อยไปไหนมาไหนอย่างแช่มช้า ไม่วางท่าอวดอำนาจ
                   ผิดกันกับแมลงป่อง ที่เป็นสัตว์มีพิษเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำท่าทางยโสโอหัง ทำชูหางวางโตให้ใครๆ ต้องเกรงกลัวว่าตัวเป็นสัตว์มีพิษ.



• ภูเขาเหลือแหล่ล้วน         ศิลา
หามณีจินดา                    ยากได้
ฝูงชนเกิดนานา                 ในโลก
หานักปราชญ์นั้นไซร้           เลือกแล้วฤามี ฯ

                   ภูเขาอยู่มากมายทั่วไปในโลก ล้วนมีแต่หินไม่มีราคา จะเสาะแสวงหารัตนชาติ (เงิน ทอง เพชร พลอย ฯลฯ)
                   ที่มีในภูเขาแม้เพียงสักชิ้นเล็กๆ ก็หาได้ยากแสนยาก
                   อุปมา คนที่เกิดมาในโลกมีมากมายเหลือคณานับ แต่จะค้นหาผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้มีปัญญา ก็ค้นหาได้ยากแสนยากเช่นเดียวกัน.


• ภูเขาทั้งแท่งล้วน              ศิลา
ลมพยุพัดพา                     บ่ขึ้น
สรรเสริญและนินทา              คนกล่าว
ใจปราชญ์ฤาเฟื่องฟื้น            ห่อนได้จินต์จลฯ

                   ภูเขามีความมั่นคงเพราะเต็มไปด้วยแท่งหิน จึงไม่สะเทือนเพราะแรงลม
                   เหมือนกับ "คำสรรเสริญและนินทา" ย่อมไม่ทำให้ใจของนักปราชญ์หวั่นไหวได้ฉันนั้น.


• ป่าหลวงหลายโยชน์พร้อม  พฤกษา
หาแก่นจันทน์กฤษณา         ยากไซร้
ฝูงคนเกิดมีมา                  เหลือแหล่
หาปราชญ์ฤาจักได้             ยากแท้ควรสงวน ฯ

                   ผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดมากมายก่ายกอง จะแสวงหาแก่นไม้จันทร์ ไม้กฤษณา ที่มีคุณค่าสูง หาได้ยากนัก
                   เช่นเดียวกับคนที่เกิดมาในโลก มีมากมายเหลือคณานับ แต่จะแสวงหานักปราชญ์ราชบัณฑิต แม้สักรายเดียวก็แสนยาก.



 
• มดแดงแมลงป่องไว้    พิษหาง
งูจะเข็บพิษวาง            แห่งเขี้ยว
ทรชนทั่วสรรพางค์        พิษอยู่
เพราะประพฤติมันเกี้ยว   เกี่ยงร้ายแกมดี ฯ

                   มดแดง แมลงป่อง มีพิษอยู่ที่ปลายหาง  งู จะเข็บ (สัตว์จำพวกตะขาบ) มีพิษอยู่ที่เขี้ยว
                   ส่วนคนพาลย่อมคิดชั่ว กระทำความชั่ว (ได้ทั้งตัว - ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า).


• นกน้อยขนน้อยแต่     พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว           อยู่ได้
มักใหญ่ย่อมคนหัว       ไพเพิด
ทำแต่พอตัวไซร้         อย่าให้คนหยัน ฯ

                   สอนให้ดูตัวอย่าง : นกตัวเล็กๆ เรี่ยวแรงย่อมมีน้อย จึงเสาะแสวงหากิ่งไม้ใบหญ้าทำรังพอได้อยู่อาศัยสองตัวเมียผัว
                   เกิดมาเป็นคน จะทำสิ่งใดก็ให้พอเหมาะพอควรกับกำลังทรัพย์กำลังความสามารถ อย่าได้คิดทำการใหญ่เกินตัวให้ใครๆ
                   ดูถูกดูหมิ่นได้ว่าไม่รู้จักประมาณตน.



ขอบคุณที่มาจาก http://www.sookjai.com/index.php?PHPSESSID=0ndlrkotd42vie8b4mt90jrm03&topic=64593.msg93948#msg93948

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2015, 07:38:51 am »

• กละออมเพ็ญเพียบน้ำ     ฤาติง
โอ่งอ่างพร่องชลชิง          เฟื่องหม้อ
ผู้ปราชญ์ห่อนสุงสิง          เยียใหญ่
คนโฉดรู้น้อยก็                พลอดพ้นประมาณฯ

                  หม้อที่มีน้ำเต็มเปี่ยม แรงกระเพื่อมของน้ำจะไม่เกิดเสียงดัง...โอ่ง อ่างน้ำที่มีน้ำขังไม่เต็ม แรงน้ำกระเพื่อมจักเกิดเสียง
                  ..บุคคลผู้เป็นปราชญ์จักไม่โอ้อวดภูมิปัญญาความรู้ความฉลาดของตน  แต่คนโง่เขลาเบาปัญญามักอวดภูมิรู้ของตนแม้จักมีเพียงน้อยนิด




• มัจฉามีทั่วท้อง          ชโลธร
หาเงือกงูมังกร              ยากได้
ทั่วด้าวพระนคร             คนมาก มีนา
จักเสาะสัปปุรุษไซร้        ยากแท้จักมีฯ

                  ปลามีอยู่ทั่วไปตามแหล่งน้ำ ทะเล ห้วย หนอง คลอง บึง  แต่จะหาเงือกหรือมังกรสักตัวนั้น หาได้ยาก
                  ผู้คนก็มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่จะหาผู้เป็นนักปราชญ์สักคนนั้น หากได้ยากแท้


• ดารามีมากน้อย         ถึงพัน
บ่เปรียบกับดวงจันทร์      หนึ่งได้
คนพาลมากอนันต์         ในโลก
จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร้   ยากแท้ฤาถึงฯ

                  งมเข็มในมหาสมุทร"     
                  แสงสว่างอันเกิดจากดวงดาวนับร้อยนับพันดวง นำมารวมกันแล้ว แสงนั้นก็สว่างไม่เท่ากับแสงจันทร์ที่มีเพียงหนึ่งดวง
                  เช่นเดียวกับปัญญาความรอบรู้ในความเห็นถูกตามสัจธรรมของเหล่าคนพาลที่มีอยู่กลาดเกลื่อนในโลกนี้
                  นำมารวมกันแล้วก็ยังน้อยกว่าปัญญาของนักปราชญ์เพียงคนเดียว



• คนใดยืนเหยียบร้อย   ขวบปี
ความอุตส่าห์ฤามี         เท่าก้อย
เด็กเกิดขวบหนึ่งดี        เพียรพาก
พระตรัสว่าเด็กน้อย       นี่เนื้อเวไนย ฯ

                  คนเราถึงจะมีอายุยืนยาวเกือบร้อยปี  แต่เป็นคนขาดความอุตสาหะ มีความเกียจคร้านเป็นนิตย์
                  ส่วนเด็กที่เกิดมา แม้มีอายุเพียงหนึ่งปี แต่มีความพากเพียร พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า
                  เด็กนี้คือหน่อเนื้อเวไนย (ผู้ซึ่งสมควรที่จะแนะนำสั่งสอนให้บรรลุอมตธรรมได้)



• นกแรงบินได้เพื่อ      เวหา
หมู่จระเข้เต่าปลา        พึ่งน้ำ
เข็ญใจพึ่งราชา          จอมราช
ลูกอ่อนอ้อนกลืนกล้ำ    เพื่อน้ำนมแรงฯ

                  หมู่วิหคนกกา อาศัยท้องฟ้าโบยบินหาอาหาร  หมู่จระเข้ เต่า ปลา อาศัยแหล่งน้ำเป็นที่อาศัย
                  คนยากไร้เข็ญใจ ย่อมอาศัยพระบารมีองค์กษัตริย์  ลูกอ่อนรอดชีวิตมาได้ เพราะร้องไห้ออดอ้อนขอน้ำนมแม่


• คบกากาโหดให้          เสียพงศ์
พาตระกูลเหมหงส์          แหลกด้วย
คบคนชั่วจักปลง            ความชอบ เสียนา
ตราบลูกหลานเหลนม้วย   ไม่ม้วยนินทา ฯ

                   การคบคนชั่ว นอกจากจักนำความเสื่อมเสียมาสู่พวกเดียวกันแล้ว ยังชักนำให้ผู้มีศักดิ์สกุลสูงส่งที่หลงมาคบค้า ไปสู่อบาย
                   และเสื่อมเสียชื่อเสียงไปจนถึงชั่วลูกหลานเหลน แม้ละโลกนี้ไปแล้วก็หาได้สิ้นคำนินทาไปไม่.
                   กากา กากสฺส โทเสน   หํโส ภวติ สํสก
                   เอวํ ทุชฺชนสงฺคญฺจ  กุลปุตฺโตฺร วิวสฺสติ ฯ .....    พุทธศาสนสุภาษิต

 



• หิ่งห้อยส่องก้นสู้       แสงจันทร์
ปัดเทียบเทียมรัตน์อัน    เอี่ยมข้า
ทองเหลืองหลู่สุวรรณ    ธรรมชาติ
พาลว่าตนเองอ้า          อาจล้ำเลยกวี ฯ

                  คนโง่เขลาเบาปัญญา หลงตัวเองว่าฉลาดกว่า เก่งกว่าบรรดานักปราชญ์จอมกวี
                  อุปมาอุปไมย...หิ่งห้อยชูก้นกระพริบริบหรี่ส่องแข่งแสงจันทรา  ลูกปัดด้อยราคานำมาตีค่าเสมอรัตนมณี
                  และนำทองเหลืองราคาต่ำมาเทียบทองคำที่ล้ำค่าหายาก   


• เสือผอมกวางวิ่งเข้า   โจมขวิด
ไป่ว่าเสือมีฤทธิ์           เลิศล้ำ
เล็บเสือดั่งคมกฤช        เสือซ่อน ไว้นา
ครั้นปะปามล้มคว่ำ        จึ่งรู้จักเสือ ฯ 

                  กวางเห็นเสือผอมโซ คิดว่าเสือคงไร้เรี่ยวแรง จึงกระโจนเข้าขวิดทำร้าย 
                  หารู้ไม่ว่าแม้เสือจะผอมแต่ก็ยังมีกรงเล็บอันแหลมคมและแข็งแรง  จึงถูกเสือตะปบล้มคว่ำลง กวางจึงรู้ฤทธิ์เดชของเสือ
                  ปริภูโต มุทุ โหติ     อติติกฺโข จ เวรวา                         
                  อ่อนไปก็ถูกเขาดูหมิ่น  แข็งไปก็มีภัยเวร   .....พุทธศาสนสุภาษิต

                 

• ภูเขาอเนกล้ำ      มากมี
บมิหนักแผ่นธรณี     หน่อยไซร้
หนักนักแต่กระลี      ลวงโลก
อันจักทรงธารได้     แต่พื้นนรกานต์ฯ 

                  ภูเขาเลากาน้อยใหญ่มีมากมายนับไม่ถ้วนในแผ่นดิน แต่หาทำให้หนักแผ่นดินแต่อย่างใดไม่
                  สิ่งที่ทำให้โลกหนักอยู่นี้คือ บรรดาพวกคนพาล คนชั่ว คนลวงโลก อันควรมีที่อาศัยที่อยู่ได้คือ นรกอเวจี 




 
• ป่าพึ่งพาลพยัคฆ์ร้าย    ราวี
เสือพึ่งไพรพงพี             เถื่อนถ้ำ
ความชั่วพึ่งความดี          เท็จพึ่ง จริงนา
เรือพึ่งแรงน้ำน้ำ             หากรู้คุณเรือฯ

                 ป่าอยู่ได้เพราะมีเสืออาศัย คนไม่กล้าเข้าไปตัดไม้....เสือยังชีพอยู่ได้เถื่อนถ้ำในป่าเป็นที่อาศัยและกินสัตว์ที่อยู่ในป่าเป็นอาหาร
                 "ความชั่วพึ่งความดี ความเท็จพึ่งความจริง" ... เมื่อปรากฎความดีจะทำให้เรารู้จักความชั่ว...ความจริงปรากฏเมื่อใดจะทำให้รู้ว่าที่แล้วมาคือความเท็จ
                 "เรือพึ่งน้ำน้ำพึ่งเรือ" เรือจะลอยตัวและแล่นได้ต้องมีน้ำ  น้ำจะไม่เน่าเหม็น น้ำต้องมีแรงกระเพื่อม (อาศัยเรือวิ่งไปมาให้เกิดออกซิเจนในน้ำ) 



• พ่อตายคือฉัตรกั้ง    หายหัก
แม่ดับดุจรถจักร         จากด้วย
ลูกตายบ่วายรัก         แรงร่ำ
เมียมิ่งตายวายม้วย     มืดคลุ้มแตนไตร ฯ

                     พ่อตายเปรียบเหมือนยอดฉัตรหักลงมา  แม่ตายเปรียบเหมือนล้อราชรถหลุดหาย
                     ลูกตายก็ไม่วายความอาลัยเศร้าโศรก  ยิ่งเมียมาตายจากไปอีกคน ดูประหนึ่งว่าช่างมืดมิดไปเสียทั้งสามโลก
                     (แดนไตร หมายถึง โลกทั้ง ๓ ได้แก่ กามภพ คือภพของเทวดาลงมา, รูปภพ คือ ภพของพรหมที่มีรูป,
                     อรูปภพ คือภพของพรหมที่ไม่มีรูป; หรือ สวรรค์ มนุษยโลกและบาดาล.




• วิชาเป็นเพื่อนเลี้ยง       ชีวิต
ยามอยู่เรือนเมียสนิท       เพื่อนร้อน
ร่างกายสหายติด            ตามทุกข์ ยากนา
ธรรมหากเป็นมิตรข้อน     เมื่อม้วยอาสัญ ฯ

                  วิชาความรู้ เป็นเพื่อนช่วยทำมาหากินเลี้ยงชีวิต  ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก เป็นเพื่อนสนิทในยามเดือดร้อนวุ่นวายใจ
                  ร่างกาย เป็นเพื่อนตามติดเราไปทุกแห่งหนแม้ในยามสุขยามทุกข์ยากลำบาก 
                 แต่ ธรรมะ-บุญ บาป ที่สั่งสมไว้ จะเป็นเพื่อนตามติดเราไปจนถึงภพหน้า.


• เมื่อน้อยเรียนเร่งรู้     วิชา
ครั้นใหญ่หาสินมา        สู่เหย้า
เมื่อกลางแก่ศรัทธา      ทำแต่ บุญนา
ครั้นแก่แรงวอกเว้า       ห่อนได้เป็นการ ฯ

• ปางน้อยสำเหนียกรู้   เรียนคุณ
ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน      ทรัพย์ไว้
เมื่อกลางแก่แสวงบุญ    ธรรมชอบ
ยามหง่อมทำใดได้       แต่ล้วนอนิจจัง ฯ

          น้ำขึ้นให้รีบตัก....สุภาษิต
                  เมื่อยังเด็กให้หมั่นศึกษาเล่าเรียนหาแสวงหาความรู้ใส่ตน  เมื่อเติบใหญ่ให้รีบขวนขวายทำมาหากิน เก็บหอมรอบริบให้มีฐานะมั่นคง
                  เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนให้หมั่นสร้างสมบุญกุศล เพราะเมื่อถึงคราวแก่ชราคิดจะทำอะไรก็ทำไม่ได้เสียแล้ว
                  เพราะไม่มีเรี่ยวแรง รอแต่วันตายแตกดับตามกฎอนิจจัง 
 


• ตมแก่แต่น้ำแล่น     เป็นกระสาย
น้ำก็ล้างเลนหาย        ซากไซร้
บาปเกิดใช่แต่กาย      เพราะจิต ก่อนนา
อันจักล้างบาปได้       เพราะน้ำใจเอง ฯ

                  โคลนเลน เกิดจากกระแสน้ำพัดพามารวมสะสมไว้  และน้ำนี่เองที่จะช่วยชะล้างโคลนเลนให้หมดสิ้นไปได้
                  บาปของพวกเราทั้งหลายก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากจิตที่เป็นอกุศล ดังนั้น หากจะชำระล้างบาป ก็ต้องชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั่นเอง
                  จิตฺเตน  นียติ  โลโก ...กุศลจิต  ย่อมนำสัตว์โลกไปสู่สุคติภูมิ


• อย่าโทษไทท้าวท่วย  เทวา
อย่าโทษสถานภูผา       ย่านกว้าง
อย่าโทษหมู่วงศา         มิตรญาติ
โทษแต่กรรมเองสร้าง     ส่งให้เป็นเองฯ

                  เมื่อมีทุกข์มีโศก มีโรคมีภัย จงอย่าได้โทษเทวดา ฟ้า ดิน ญาติสนิทมิตรสหาย หรือวงศาคณาญาติ
                  ให้รู้ว่าทุกข์นั้นเกิดจากกรรม คือการกระทำของตัวนั่นเอง ...ทำดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อน
 


• ช้างสารหกศอกไซร้    เสียงา
งูเห่ากลายเป็นปลา         อย่าต้อง
ข้าเก่าเกิดแต่ตา            ตนปู่ ก็ดี
เมียรักอยู่ร่วมห้อง          อย่าไว้ วางใจ ฯ

     ท่านว่า สิ่ง ๔ อย่าง อย่าได้ไว้วางใจ คือ
     ๑. ช้างสารสูง หกศอก ถึงแม้งาจะหักไปข้างสองข้าง 
     ๒. งูเห่า (ชาวนากับงูเห่า...เลี้ยงไม่เชื่อง)
     ๓. ข้าเก่าที่อยู่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย และ
     ๔. เมียรักร่วมเรียงเคียงหมอน



• ตีนงูงูไซร้หาก           เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ             ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน           เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้   ปราชญ์รู้เชิงกัน ฯ
 
                  "ไก่เห็นตีนงู  งูเห็นนมไก่"  ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ตื้นลึกหนาบาง หรือเล่ห์เหลี่ยมของกันและกันเป็นอย่างดี โดยที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นด้วย
                  ทำนองเดียวกัน ในหมู่โจรย่อมรู้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของโจรด้วยกัน  นักปราชญ์ก็รอบรู้ทันกันในเชิงปราชญ์

               

• เมียท่านพิศพ่างเพี้ยง  มารดา
ทรัพย์ท่านคืออิฐผา       กระเบื้อง
รักสัตว์อื่นอาตมา          เที่ยมเท่า กันแฮ
ตรองดังนี้จักเปลื้อง       ปลดพ้นสงสาร ฯ

                  อย่าคิดยุ่งเกี่ยวเชิงชู้สาวกับภรรยาของผู้อื่น ให้มองเห็นหญิงนั้นดังเช่นมารดาของตนเอง
                  ทรัพย์สินของคนอื่นก็ดี ให้มองดังเช่นอิฐ เช่นกระเบื้อง หาราคาไม่ได้  และให้มีความรักความเมตตา สงสารสัตว์ทั้งหลาย
                  เท่ากับเรารักชีวิตตนเอง  หากใครทำได้ดั่งนี้จักหลุดพ้นจากวัฏสงสาร 
                  น ปรํ นาปิ อตฺตานํ  วิหึสติ สมาหิโต
                  จงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่เป็นผู้เบียดเบียนคนอื่น และแม้ที่สุดคือตนเอง   
             
 

• รู้น้อยว่ามากรู้      เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน      สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล       กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่น้อย        มากล้ำลึกเหลือ ฯ
      เขาเรียกว่า...กบในกะลาครอบ

                  คนมีความรู้งูๆ ปลาๆ แต่สำคัญตนผิดคิดไปว่าตนเองเป็นผู้ฉลาดเฉลียว มีความรู้ สติปัญญามาก
                  อุปมากับ กบที่อาศัยอยู่ในสระหรือบ่อน้ำเล็กๆ ไม่เคยได้ไปเห็นทะเลหรือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล
                  จึงหลงผิดคิดไปว่าสระน้ำที่ตนอาศัยช่างกว้างขวางใหญ่โตเสียจริงๆ 


 
ภาพวาด อาจารย์เหม  เวชกร
• ฝูงหงส์หลงเข้าสู่        ฝูงกา
สีหราชเคียงโคนา          คลาดเคล้า
ม้าต้นระคนลา              เลวชาติ
นักปราชญ์พาลพาเต้า     สี่นี้ไฉนงาม ฯ

                  * กบสีทองสดใส เกาะอยู่บนก้านบัวสีเขียวหม่น...ปริศนาธรรม                     
                  ฝูงหงส์หลงเข้าไปอยู่กับฝูงกา  พญาราชสีห์เดินเคียงคู่กับโคไถนา  ม้าต้นของกษัตริย์เข้าไปปะปนกับฝูงลา 
                  คนดีมีศีลมีธรรม หลงเข้าไปปะปนคบค้าสมาคมกับหมู่คนชั่ว  สี่สิ่งนี้ ท่านว่าหาความสง่างามมิได้เลย




     * บัวพ้นน้ำ.....ปริศนาธรรม
• ทองเหลืองเปลื้องร้ายห่อน    เห็นมี
ขัดเท่าขัดราคี                      เล่าไซร้
นพคุณหมดใสสี                   เสร็จโทษ
ถึงบ่แต่งตั้งไว้                      แจ่มแจ้งไพบูลย์ ฯ 

                  ทองเหลืองแม้จะนำมาขัดถูอย่างไร ก็ไม่มีวันแวววาวระยิบระยับสดใสเท่าทองคำแท้
                  ทองคำแท้เมื่อได้ทำความสะอาดขัดสิ่งสกปรกออกแล้ว แม้มิได้นำมาประดับกาย ก็ยังคงความงดงามบริสุทธิ์ล้ำค่าไม่เสื่อมคลาย 



• เนื้อปองน้ำหญ้าบ่    ปองทอง
ลิงบ่ปองรัตน์ปอง         ลูกไม้
หมูปองอสุจิของ          หอมห่อน ปองนา
คนเคลิบเคลิ้มบ้าใบ      ห่อนรู้ปองธรรม ฯ
 
                  สัตว์ป่าจำพวกเก้ง กวาง เนื้อทราย ต้องการแต่น้ำและหญ้า ไม่ปรารถนาอยากได้ทองคำ
                  ลิงก็ต้องการแต่ลูกไม้ ไม่ปรารถนาอยากได้แก้วแหวนอัญมณี   หมูก็ต้องการแต่ของบูดของเน่าเหม็น ไม่ต้องการของหอม
                  คนพาลสันดานบาป คนหลงมัวเมา ก็ชอบหนทางไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อน  ไม่ต้องการเป็นผู้ประพฤติธรรม




• พริกเผ็ดใครให้เผ็ด      ฉันใด
หนามย่อมแหลมเองใคร   เสี้ยมให้
จันทน์กฤษณาไฉน         ใครอบ หอมฤา
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้      เพราะด้วยฉลาดเอง ฯ

                  พริกย่อมมีรสเผ็ดโดยคุณสมบัติของพริก  หนามแหลมก็แหลมเองโดยธรรมชาติ ไม่มีใครไปเสี้ยมให้แหลม
                  ไม้จันทร์ ไม้กฤษณา ก็หอมเองโดยไม่มีใครนำไปอบให้มีกลิ่นหอม  วงศ์วานของนักปราชญ์ ปัญญาเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอน





ขอบคุณที่มาจาก http://www.sookjai.com/index.php?PHPSESSID=0ndlrkotd42vie8b4mt90jrm03&topic=64593.msg99276#msg99276

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN