รวมกลอนเพราะๆ

Poem ระเบียงกลอน => งานประพันธ์กาพย์,โคลง,ฉันท์ => ข้อความที่เริ่มโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ พฤศจิกายน 09, 2008, 10:04:49 pm

หัวข้อ: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ พฤศจิกายน 09, 2008, 10:04:49 pm
๏ ปลาร้าพันห่อด้วย           ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา         คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา         คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง         เฟื่องให้เสียพงศ์๚ะ๛
     การคบคนชั่วหรือคนพาลย่อมนำมาซึ่งความมัวหมอง ตรงกับสำนวนคบพาลพาลพาไปหาผิด

๏ ใบพ้อพันห่อหุ้ม        กฤษณา
หอมระรวยรสพา         เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา         นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย         ดุจไม้กลิ่นหอม๚ะ๛
      การคบคนดีย่อมนำซึ่งความสุขและชื่อเสียง ตรงกับสำนวนคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
 
๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้         มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน         ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน         หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย         นอกนั้นดูงาม๚ะ๛
    การคบการคบคนอย่ามองเพียงความงดงามภายนอก ตรงกับสำนวนรู้หน้าไม่รู้ใจ หรือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง

โคลงโลกนิติ (https://www.youtube.com/watch?v=IwJkAcPeUxA)

๏ ขนุนสุกสล้างแห่ง         สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา         หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา         เอมโอช
สาธุชนนั้นแล้         เลิศด้วยดวงใจ๚ะ๛
    การคบให้มองที่ความงามภายในเหมือนกับขนุน ตรงกับสำนวนข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง
 
๏ คนพาลผู้บาปแท้         ทุรจิต
ไปสู่หาบัณทิต         ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์         บ่ทราบ ใจนา
คือจวักตักเข้า         ห่อนรู้รสแกง๚ะ๛
    คนเลวที่แม้คบคนดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ยังไม่สามารถปรับปรุงตัวได้เป็นเสมือนจวักตักแกงที่แม้จะอยู่ในหม้อแกงแต่ไม่อาจรู้รสของแกงได้ ตรงกับสำนวน สีซอให้ควายฟัง หรือตักน้ำรดหัวตอ
 
๏ หมูเห็นสีหราชท้า         ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ         ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ         หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้         วากเว้วางหนี๚ะ๛
     ผู้ต่ำต้อยที่ไม่รู้จักประมาณตน อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อน ตรงกับสำนวนถ่มน้ำลายรดฟ้า
 
๏ สีหราชร้องว่าโอ้         พาลหมู
ทรชาติครั้นเห็นกู         เกลียดใกล้
ฤามึงใคร่รบดนู         มึงมาศ เองนา
กูเกลียดมึงกูให้         พ่ายแพ้ภัยตัว๚ะ๛
     ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจที่วางเฉยไม่ลงมาต่อกรด้วย พฤติกรรมของราชสีห์ตรงกับสำนวน อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

๏ กบเกิดในสระใต้         บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์         หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน         นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย         เกลือกเคล้าเสาวคนธ์๚ะ๛
    คนที่อยู่ใกล้ของมีค่าแต่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ ตรงกับสำนวนใกล้เกลือกินด่าง

๏ ไม้ค้อมมีลูกน้อม         นวยงาม
คือสัปบุรุษสอนตาม         ง่ายแท้
ไม้ผุดังคนทราม         สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้         ห่อนรื้อโดยตาม๚ะ๛
    กิ่งไม้ที่อ่อนค้อมย่อมดัดตามรูปทรงได้ง่ายกว่าไม้ที่แก่หรือผุเช่นเดียวกับการสอนคน สอนคนที่พร้อมจะรับฟังง่ายกว่าการสอนคนที่อวดดี เชื่อมั่น หรือคนที่ไม่ดี อาจจะใช้ได้กับสำนวนตักน้ำรดหัวตอ ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก

๏ นาคีมีพิษเพี้ยง    สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช    แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส    แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า    อวดอ้างฤทธี๚ะ๛
     ผู้มีความรู้ ความสามารถย่อมไม่อวดตนหรือคุยโม พฤติกรรมของนาคีตรงกับ้ ตรงกับสำนวนคมในฝัก

๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น         นักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร         ผ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน         วนจิต
กลอุทกในตระกร้า         เปี่ยมล้นฤามี๚ะ๛
    คนที่มีความหยันหมั่นเพียรแม้ทำกิจการใดที่ยากก็ย่อมสำเร็จ(ทั่งคือแท่งเหล็ก) แต่คนเกียจคร้านทำสิ่งใดไม่สำเร็จเหมือนกับการตักน้ำในตะกร้า (อุทก=น้ำ) พฤติกรรมของปราชญ์ตรงกับสำนวนหนักเอาเบาสู้
 
๏ งาสารฤาห่อนเหี้ยน    หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน    อย่างนั้น
ทุรชนกล่าวคำฝืน    คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น    เล่ห์ลิ้นทรชน๚ะ๛
    คำพูดของคนที่ยึดมั่นในคำพูดเปรียบเสมือนงาช้างที่งอกแล้วไม่หดคืนแต่คำพูดของคนชั่ว (ทุรชน) ย่อมกลับไปกลับมาเหมือนหัวเต่าที่ผลุบ ๆโผล่ ๆ

๏ ห้ามเพลิงไว้อย่าให้    มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์    ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน    คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้    จึ่งห้ามนินทา๚ะ๛
     การห้ามธรรมชาติทั้ง ๔ ประการไม่ให้ดำเนินไปว่าเป็นสิ่งที่ยากแล้วการห้ามไม่ให้คนนินทายังยากกว่า ตรงกับสำนวนอันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหินแม้องพระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา
 
๏ภูเขาเหลือแหล่ล้วน    ศิลา
หามณีจินดา                    ยากได้
ฝูงชนเกิดนานา    ในโลก
หานักปราชญ์นั้นไซร้    เลือกแล้วฤๅมี๚
 
๏พริกเผ็ดใครเผ็ดให้    ฉันใด
หนามย่อมหนามเองใคร    เซี่ยมให้
จันทร์กฤษณาไฉน    ใครอบ หอมฤๅ
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้    เพราะด้วยฉลาดเอง๚
 
๏ภูเขาเอนก ล้ำ    มากมี
บ่มิหนักแผ่นธรณี    หน่อยไซร้
หนักนักแต่กระลี    ลวงโลก
อันจักทรงทานได้    แต่พื้นนรกานต์๚

๏ดารามีมากน้อย    ถึงพัน
บ่เปรียบกับดวงจันทร์    หนึ่งได้
คนพาลมากอนันต์    ในโลก
จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร์    ยากแท้ฤๅถึง๚
 
๏ถึงจนทนสู้กัด    กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ    พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ    สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง    จับเนื้อกินเอง๚
 
๏ ตีนงูงูไซร้หาก         เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ         ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน         เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้         ปราชญ์รู้ เชิงกัน๚ะ๛
    คนประเภทเดียวกันย่อมรู้เท่าทันซึ่งกันและกัน ตรงกับสำนวนไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

๏ เว้นวิจารณ์ว่างเว้น         สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง         ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง-         เกตว่าง เว้นนา
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้         ปราชญ์ได้ฤามี๚ะ๛
    คนที่จะเป็นปราชญ์นั้นต้องยึดถือหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ. จิ. ปุ.ลิ.ฟัง คิด ถาม เขียน

๏ รู้น้อยว่ามากรู้    เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน    สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล    กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย    มากล้ำลึกเหลือ๚ะ๛
    คนที่อยู่ในโลกหรือสังคมที่แคบย่อมคิดว่าสิ่งที่ตนพบเห็นนั้นยิ่งใหญ่แล้วตรงกับสำนวน กบในกะลา อึ่งอ่างในกะลา หิ่งห้อยในกะลา
 
๏ เสียสินสงวนศักดิ์ไว้    วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์    สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง    ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้    ชีพม้วยมรณา๚ะ๛
     การรักษาความสัตย์สำคัญเหนือสิ่งใด ตรงกับสำนวนเสียชีพอย่าเสียสัตย์

๏ ตัดจันทน์ฟันม่วงไม้    จัมบก
แปลงปลูกหนามรามรก    รอบเรื้อ
ฆ่าหงส์มยุรนก    กระเหว่า เสียนา
เลี้ยงหมู่กากินเนื้อ    ว่ารู้ลีลา๚ะ๛
    การทำลายสิ่งที่ก่อประโยชน์เพื่อสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ สอนให้ตระหนักถึงความคุ้มค่าในกิจที่ทำ ตรงกับสำนวน
ขี่ช้างจับตั๊กแตน
 
๏ น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว         ยูงตาม
ทรายเหลือบหางยูงงาม         ว่าหญ้า
ตาทรายยิ่งนิลวาน         พรายเพริศ
ลิงว่าหวัวหวังหว้า         หว่าดิ้นโดดตาม๚ะ๛
     การหลงเชื่อในสิ่งที่ผิด หรือการหลงผิด โดยขาดการไตร่ตรอง อาจจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต เช่นนกยูงมองจากที่สูงเห็นสายน้ำที่คดเคี้ยวไกล ๆว่าเป็นงู กระโดดลงไปตาย เนื้อทรายมองแพหางนกยูงเป็นหญ้าก็กระโดด
หมายจะกิน ก็ตายตามไป ขณะเดียวกันลิงเห็นตาทรายที่โผล่พ้นน้ำเป็นลูกหว้าก็กระโดดหมายจะกินอีก ต่างตายตามไปด้วย ตรงกับสำนวนเห็นผิดเป็นชอบ

๏ พระสมุทรสุดลึกล้น    คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา    หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา    กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้    ยากแท้หยั่งถึง๚ะ๛
    ความลึก ความสูง ขนาดของสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่มนุษย์สามารถวัดได้แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจสามารถวัดได้คือจิตใจของคน กวีสอนให้ระวังในการเชื่อหรือคบคน ตรงกับสำนวนรู้หน้าไม่รู้ใจ
 
๏ รักกันอยู่ขอบฟ้า    เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว    ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว    ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง    ป่าไม้มาบัง๚ะ๛
    กวีสอนให้คนรักกัน เพราะหากอยู่ใกล้ชิดในสังคมเดียวกันมาโกรธหรือขุ่นเคืองกัน ย่อมสร้างอึดอัดให้ทั้งสองฝ่าย

๏ ให้ท่านท่านจักให้    ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง    นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง    ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้    แต่ผู้ทรชน๚ะ๛
    โคลงบทนี้สอนให้คนรู้จักกตัญญู การเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกัน ตรงกับสำนวนหมูไปไก่มา

๏ แม้นมีความรู้ดั่ง    สัพพัญญู
ผิบ่มีคนชู                    ห่อนขึ้น
หัวแหวนค่าเมืองตรู    ตาโลก
ทองบ่รองรับพื้น    ห่อนแก้วมีศรี๚ะ๛
     สอนให้คนที่มีความรู้ความสามารถตระหนัก ไม่เย่อหยิ่งจองหองเพราะแม้นว่ามีความสามารถปานใดก็ตามหากขาดคนสนับสนุนส่งเสริม ก็ยากที่จะมีใครเห็น เฉกเช่นเดียวกับ เพชรพลอย งดงามเมื่อมีแหวนทองรองรับ

๏ เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม    ดนตรี
อักขระห้าวันหนี    เนิ่นช้า
สามวันจากนารี    เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า    อับเศร้าศรีหมอง๚ะ๛
     โคลงบทนี้สอนให้เป็นผู้เอาใจใส่ปฏิบัติต่อกิจที่ทำอยู่เป็นนิจ เพื่อผลประโยชน์แก่ตน

๏ ใครจักผูกโลกแม้    รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง    ไป่หมั้น
มนตร์ยาผูกนานหึง    หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น    แน่นเท้าวันตาย๚ะ๛
    ไม่มีเสน่หาหรือมนตร์ใดที่จะผูกมัดคนให้คงมั่นต่อกันเท่าไมตรี ความเอื้ออาทรที่ดีต่อกัน

๏ ผจญคนมักโกรธด้วย    ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี    ต่อตั้ง
ผจญคนจิตโลภมี    ทรัพย์เผื่อ แผ่นา
ผจญอสัตย์ให้ยั้ง    หยุดด้วยสัตยา๚ะ๛
    สอนให้ใช้คุณธรรมต่าง ๆ เมื่อจะต้องคบค้าสมาคมกับบุคคลต่าง ๆ ที่มีพฤติกรรมตามที่กล่าวถึง
 
๏ คนใดคนหนึ่งผู้    ใจฉกรรจ์
เคียดฆ่าคนอนันต์    หนักแท้
ไป่ปานบุรุษอัน    ผจญจิต เองนา
เธียรท่านเยินยอแล้    ว่าผู้มีชัย๚ะ๛
     การชนะใจตนเองคือความยิ่งใหญ่ เป็นที่ยอมรับมากว่าการที่ชนะผู้อื่น

๏ ความรู้ดูยิ่งล้ำ    สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ    ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ    กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้    เร่งรู้เรียนเอา๚ะ๛
      ความรู้มีความสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถมาเบียดเบียนไปได้
 
๏ คนใดโผงพูดโอ้    อึงดัง
อวดว่ากล้าอย่าฟัง    สัปปลี้
หมาเห่าเล่าอย่าหวัง    จักขบ ใครนา
สองเหล่าเขาหมู่นี้    ชาติเชื้อเดียวกัน๚ะ๛
      คนที่คุยโวโอ้อวด ชอบพูดข่มขู่ จะไม่กล้าทำจริง เหมือนหมาที่เห่าแต่ไม่กัด ตรงกับสำนวน หมาเห่าใบตองแห้ง หรือ หมาเห่ามักไม่กัด

๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง    เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา    ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา    หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น    เรื่องร้ายหายสูญ๚ะ๛
      ธรรมชาติของคนมักจะมองเห็นแต่ความผิดของผู้อื่น ขณะเดียวกันความผิดพลาดของตนแม้ใหญ่หลวงก็พยายามปกปิด

๏ ราชาธิราชน้อม    ในสัตย์
อำมาตย์เป็นบรรทัด    ถ่องแท้
ฝูงราษฎร์อยู่ศรีสวัสดิ์    ทุกเมื่อ
เมืองดั่งนี้เลิศแล้    ไพร่ฟ้าเปรมปรีดิ์๚ะ๛
     ประเทศหรือสังคมใดก็ตามที่มีผู้นำและข้าราชการอยู่ในศีลธรรม มีศีลสัตย์ประชาชน ย่อมอยู่อย่างสงบสุขตรงกับสำนวนไพร่ฟ้าหน้าใส

๏ คนใดละพ่อทั้ง    มารดา
อันทุพพลชรา    ภาพแล้ว
ขับไล่ไม่มีปรา    นีเนตร
คนดั่งนี้ฤาแคล้ว    คลาดพ้นไภยัน๚ะ๛
บุคคลใดก็ตามที่ละเลย ละทิ้งการดูแลบิดามารดา ที่ชราภาพ หรือทุพพลภาพ ย่อมนำมาซึ่งภัยอันตรายสู่ตัวเอง ตรงกับสำนวน ลูกอกตัญญู
 
๏ หอมกลิ่นดอกไม้ที่    นับถือ
หอมแต่ตามลมฤา    กลับย้อน
หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ    ศีลสัตย์ นี้นา
หอมสุดหอมสะท้อน    ทั่วใกล้ไกลถึง๚ะ๛
      กลิ่นหอมของดอกไม้ แม้หอมอย่างไร กลิ่นโชยไปตามลมเท่านั้น แต่ชื่อเสียงหรือคำสรรเสริญของคนที่มีศีลธรรมกลับหอมไปอย่างทั่วถึงกว่า

๏ ก้านบัวบอกลึกตื้น    ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน    ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน    ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ    บอกร้ายแสลงดิน๚ะ๛
      ความยาวของก้านบัวสามารถบอกความลึกตื้นของแหล่งน้ำที่มันอยู่ได้ มารยาทบอกให้ทราบถึงความเป็นไปของชาติตระกูลคำพูดของคนสามารถแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้น ฉลาด เขลา ชั่ว หรือเลว เหมือนกับที่หญ้าเหี่ยวแห้งบอก
ถึงความไม่สมบูรณ์ของดิน ตามตรงกับสำนวนสำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล

๏ อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า    มาถนอม
สูงสุดมือมักตรอม    อกไข้
เด็ดแต่ดอกพยอม    ยามยาก ชมนา
สูงก็สอยด้วยไม้    อาจเอื้อมเอาถึง๚ะ๛
     โคลงบทนี้กวีสอนให้รู้จักประมาณตน ใฝ่ฝัน หรือปรารถนาในสิ่งที่เป็นไปได้จะได้ไม่ต้องพบกับความผิดหวังเจ็บปวด หากมีพฤติกรรมตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าวตรงกับสำนวนดอกฟ้ากับหมาวัด หรือ กระต่ายหมายจันทร์
 
๏ เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ    มังสา
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา    ไป่อ้วน
สองสามสี่นายมา    กำกับ กันแฮ
บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน    บาทสิ้นเสือตาย๚ะ๛
     การทำกิจการใดก็ตามหากมีคนเบียดบังผลประโยชน์ หรือโกงกินคนโกงกินหนึ่งคน ผลงานของก็ย่อมไม่สมบูรณ์ และยิ่งมีคนโกงกินมากกิจการนั้นย่อมไม่สำเร็จ ตรงกับสำนวนคดในข้องอในกระดูก
 
๏ โคควายวายชีพได้    เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง    อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง    ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้    แต่ร้ายกับดี๚ะ๛
      สัตว์อย่างวัวหรือควายเมื่อตายไปแล้วยังทิ้งเขา กระดูกหนังไว้ให้ทำประโยชน์ได้ ส่วนคนสิ่งที่จะทิ้งไว้เบื้องหลังความตายให้คนกล่าวถึงก็คือ ความดีหรือความชั่วเท่านั้น

๏ ถึงจนทนสู้กัด    กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ    พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ    สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง    จับเนื้อกินเอง๚ะ๛
      โคลงบทนี้กวีสอนให้คนหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง เหมือนเสือที่ล่าเหยื่อเองเป็นอาหาร ตรงกับสำนวนอดเยี่ยงเสือ

๏ บางคาบภาณุมาศขึ้น    ทางลง ก็ดี
บางคาบเมรุบ่ตรง    อ่อนแอ้
ไฟยมดับเย็นบง-    กชงอก ผานา
ยืนสัตย์สาธุชนแท้    ห่อนเพี้ยนสักปาง๚ะ๛
      บางครั้งพระอาทิตย์นั้น อาจขึ้นทางทิศตะวันตกได้แม้นเขาพระสุเมรุ ยังมีวันเอนไฟนรกที่ร้อนแรงยังดับ ลงได้ ดอกบัวสามารถงอกจากบนหน้าผาแต่คำสัตย์ แห่งสาธุชนนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง

จากกัลยาณมิตร (ปิยะสิทธิ์ บำรุงพฤกษ์ )

๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว    แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี    มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี-    วาอาตม์
หากยาก ฝากผีไข้    ยากแท้จักหา๚ะ๛
      โคลงบทนี้กวีเตือนสติการคบเพื่อน ให้รู้จักระมัดระวัง อย่าประมาทเพราะเพื่อนในคราที่มีความสุขนั้นหาง่ายมาก แต่เพื่อนที่ไปมาหาสู๋ในครามีทุกข์นั้นหายากยิ่ง ตรงกับสำนวนเพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก

๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น    เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย    เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย    ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้    เมื่อร้อนแรงแสง๚ะ๛
      คนที่พูดจาอ่อนหวานย่อมมีเพื่อนชอบคบค้าสมาคม เหมือนกับ ดวงจันทร์ (ศศิ)ที่ส่องแสงนวลเย็นต่างมีดาวมารายรอบ ส่วนคนพูดจากระด้างหยาบคาย ย่อมไม่มีใครคบค้าสมาคมเหมือนความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่ทำให้ดวงดาวลับหาย

๏ ยอข้ายอเมื่อแล้ว    การกิจ
ยอยกครูยอสนิท    ซึ่งหน้า
ยอญาติประยูรมิตร    เมื่อลับ หลังแฮ
คนหยิ่งแบกยศบ้า    อย่ายั้งยอควร๚ะ๛
     การจะกล่าวชื่นชมหรือยกยอใครต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย แต่สำหรับคนที่บ้ายศศักดิ์ ถือเกียรติสำคัญยิ่งควรพูดจายกยออยู่เป็นนิจ
 
๏ พริกเผ็ดใครให้เผ็ด    ฉันใด
หนามย่อมแหลมเองใคร    เซี่ยมให้
จันทน์กฤษณาไฉน    ใครอบ หอมฤๅ
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้    เพราะด้วยฉลาดเอง ๚ะ๛
     คนที่มีดีด้วยตนเอง
 
๏ สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ    ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน    กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแก่ตนคน    เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ    ใส่ผู้บาปเอง๚ะ๛
     ทุกสิ่งย่อมมีสาเหตุที่มา หากเราคิดร้าย โกรธขึ้ง ผลจะส่งให้เรานั่นแหละไม่สบายใจ เหมือนสนิมเหล็กที่กัดกร่อนตัวเอง

๏ ใครจักผูกโลกแม้    รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง    ไป่หมั้น
มนต์ยาผูกนานหึง    หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น    แน่นเท้าวันตาย๚ะ๛
       การผูกมิตรหรือการสร้างความผูกพันต้องใช้การผูกด้วยไมตรีเท่านั้น สิ่งอื่น ๆ ไม่มีความยั่งยืนเท่า ตรงกับร่ายสุภาษิต" ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง" (หึงในที่นี้ เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่านาน บ่มิหึง คือไม่นาน)
 
๏ ความเพียรเป็นอริแล้ว    เป็นมิตร
คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท    ร่วมไร้
วิชาเฉกยาติด    ขมขื่น
ประมาทเหมือนดับไต้    ชั่วร้ายฤๅเห็น๚ะ๛
      ความเพียรทำได้ยาก ต้องทำด้วยความอดทน เป็นเสมือนศัตรู หากสุดท้ายผลที่ได้คือสิ่งที่ดีเปรียบเสมือนมิตรความเกียจคร้านในเบื้องต้นทำให้ผู้ฏิบัติรู้สึกสบายเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนสนิท พร้อมที่จะปฏิบัติิเช่นนั้นได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายกลับส่งผลเสียแก่ผู้ปฏิบัติ การเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆก็เช่นกัน ผู้ปฏิบัติไม่มีความสุขเลยแต่สุดท้ายกลับได้ความรู้ ส่วนความประมาทเหมือนคนที่เดินไปโดยปราศจากแสง (ไต้ คบเพลิงที่ทำจากเปลือกเสม็ด+ยางของ
ต้นไม้ยาง)ย่อมไม่เห็นสิ่งชั่วร้ายหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้น
 
๏ เห็นใดจำให้แน่    นึกหมาย
ฟังใดอย่าฟังดาย    สดับหมั้น
ชนม์ยืนอย่าพึงวาย    ตรองตรึก ธรรมนา
สิ่งสดับทั้งนั้น    ผิดเพี้ยนเป็นครู๚ะ๛
      สอนเรื่องการรับข่าวสารข้อมูลอย่าฟังหรืออ่าน ให้ผ่านหูไปเฉย ๆ ให้คิดไตร่ตรองอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นบทเรียนได้ (สดับหมั้น จำให้แม่นยำ หมั้นมาจากมั่น ในที่นี้ หมั้นเป็นโทโทษ แทนมั่น)
 
๏ อย่าโทษไทท้าวท่วย    เทวา
อย่าโทษสถานภูผา    ย่านกว้าง
อย่าโทษหมู่วงศา    มิตรญาติ
โทษแต่กรรมเองสร้าง    ส่งให้เป็นเอง๚ะ๛
       สอนให้รู้จึกคิดไม่โทษอะไรง่าย ๆ ควรไตร่ตรองว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของเราเองใช่หรือไม่
ตรงกับร่ายสุภาษิต "โทษตนผิดพึงรู้"
 
๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง    เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา    ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา    หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น    เรื่องร้ายหายสูญ๚ะ๛
       ธรรมชาติของคนมักมองเห็นความผิดของผู้อื่นใหญ่กว่าของตัวเอง ในที่นี้ใช้คำเปรียบเทียบ ระหว่าง ภูผา กับเมล็ดงาซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมาย
 
๏ เดินทางต่างเทศให้    พิจารณ์
อาสน์นั่งนอนอาหาร    อีกน้ำ
อดนอนอดบันดาล    ความโกรธ
ห้าสิ่งนี้คุณล้ำ    เลิศล้วนควรถวิล๚ะ๛
      เมื่อเดินทางไปต่างถิ่นควรตรวจตราเรื่องของที่พัก อาหารและน้ำ ไม่เห็นแก่การนอนเป็นใหญ่ รู้จักระงับอารมณ์ ไม่โกรธฉุนเฉียวง่ายปกป้องตัวเองทั้งเรื่องของอารมณ์ ร่ายกายและจิตใจ (ต่างเทศ คือต่างบ้านต่างเมือง ต่างถิ่น)
 
๏ เป็นคนคลาดเหย้าอย่า    เปล่ากาย
เงินสลึงติดชาย    ขอดไว้
เคหาอย่าสูญวาย    ข้าวเปลือก มีนา
เฉินฉุกขุกจักได้    ผ่อนเลี้ยงอาตมา๚ะ๛
      สอนอย่าให้ประมาท เมื่อออกจากบ้านต้องมีเงินทองติดตัวเสมอ เผื่อความจำเป็นฉุกเฉิน ที่บ้านก็เช่นกัน
ต้องมีเสบียงอาหารพร้อม (ติดชายขอดไว้ นำเงินติดชายพก คือเหน็บไว้ในชายผ้าข้างสะเอว)
 
๏ พายเถิดพ่ออย่ารั้ง    รอพาย
จวนตะวันจักสาย    ส่องฟ้า
ของสดสิ่งควรขาย    จักขาด ค่าแฮ
ตลาดเลิกแล้วอ้า    บ่นอื้นเอาใคร ๚ะ๛
      สอนให้รู้จักใช้เวลาและโอกาส อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยไป ตรงกับสำนวน"น้ำขึ้นให้รีบตัก"
 
๏ ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้    ปูนปัน
ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน    เก็บไว้
สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์    การกิจ ใช้นา
ยังอีกส่วนควรให้    จ่ายเลี้ยงตัวตน๚ะ๛
      การบริหารจัดการกับเงินทอง ต้องรู้จักแบ่งสรรปันส่วนทำบัญชี ค่าใช้จ่ายอย่างมีระบบโดยเงิน 1ใน 4 ส่วนต้องเก็บออมไว้ยามจำเป็น
 
๏ ย่าขุดขอดท่านด้วย    วาจา
อย่าถากท่านด้วยตา    ติค้อน
ฟังคำกล่าวมฤษา    โสตหนึ่ง นะพ่อ
หยิบบ่ศัพท์กลับย้อน    โทษให้กับตน ๚ะ๛
      (มฤษา คือมุสา พูดไม่จริง พูดเท็จ)สอนไม่ให้เป็นคนก้าวร้าวทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูดหรือสายตาตรงกับร่ายสุภาษิต "อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา "
 
๏ กาน้ำดำดิ่งด้น    เอาปลา
กาบกคิดใคร่หา    เสพบ้าง
ลงดำส่ำมัจฉา    ชลชาติ
สวะปะคอค้าง    ครึ่งน้ำจำตาย๚ะ๛
      กาน้ำ หมายถึงนกชนิดหนึ่งคอยาว ว่ายน้ำเหมือนเป็ด จับปลาเป็นอาหารกาบก คืออีกา การทำตามหรือเอาอย่างผุ้อื่นโดยไม่พิจารณาไตร่ตรองย่อมนำไปสู่ความหายนะได้ ตรงกับสำนวน"ช้างขี้ ขี้ตามช้าง"(สวะปะคอ วัชพืชที่ลอยอยู่ในน้ำพันคอ)
 
๏ ไปเรือนท่านไซร้อย่า    เนานาน
พูดแต่พอควรการ    กลับเหย้า
ริร่ำเรียนการงาน    เรือนอาต มานา
ยากเท่ายากอย่าเศร้า    เสื่อมสิ้นความเพียร๚ะ๛
       สอนมารยาท ให้รู้จักเกรงใจคนไม่รบกวนเวลาของผู้อื่นและให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อยุ่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนตรงกับร่ายสุภาษิต "ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน"
 
๏ เป็นคนคิดแล้วจึ่ง    เจรจา
อย่ามลนหลับตา    แต่ได้
เลือกสรรหมั่นปัญญา    ตรองตรึก
สติริรอบให้    ถูกแล้วจึงทำ๚ะ๛
       (มลน หมายถึง ลนลาน) สอนให้คิดก่อนพูด คำพูดนั้นอาจทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่นได้ซึ่งคำพูดเปรียบเสมือนลูกปืนเมื่อพูดออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
 
๏ ปางน้อยสำเหนียกรู้    เรียนคุณ
ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน    ทรัพย์ไว้
เมื่อกลางแก่แสวงบุญ    ธรรมชอบ
ยามหง่อมทำใดได้    แต่ล้วนอนิจจัง๚
 
๏ คุณแม่หนาหนักเพี้ยง    พสุธา
คุณบิดรดุจอา-    กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา    เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง    อาจสู้สาคร๚
 
๏ เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้    สุขสบาย
เย็นญาติสุขสำราย    กว่าไม้
เย็นครูยิ่งพันฉาย    กษัตริย์ยิ่ง ครูนา
เย็นร่วมพระเจ้าให้    ร่มฟ้าดินบน๚
 
๏ วิชาควรรักรู้    ฤๅขาด
อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์    ว่าน้อย
รู้จริงสิ่งเดียวอาจ    มีมั่ง
เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย    ชั่วลื้อเหลนหลาน๚
 
๏ อย่าหมิ่นของเล็กนั้น    สี่สถาน
เล็กพริกพระกุมาร    จิดจ้อย
งูเล็กเท่าสายพาน    พิษยิ่ง
ไฟเล็กเท่าหิ่งห้อย    อย่าได้ดูแคลน๚


ที่มาจาก http://www.st.ac.th/bhatips/loganit.html
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 04:51:48 pm
ห้ามเพลิงไว้อย่าให้      มีควัน
ห้ามสุริยะแสงจันทร์     ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน             คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้              จึ่งห้ามนินทา

แปลได้ว่า เมื่อใดที่เราสามารถทำให้ไฟไร้ควัน ห้ามพระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องแสง
 รวมถึงทำให้อายุของเราย้อนกลับคืนมาได้แล้ว เมื่อนั้น เราจึงห้ามการนินทาได้
 (เท่ากับแปลว่า การนินทา เป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้นั่นเอง)

พระสมุทรสุดลึกล้น  คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา    หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา       กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้        ยากแท้หยั่งถึง

แปลว่ามหาสมุทร ต่อให้ลึกสักเพียงใดก็ยังใช้สายดิ่งวัดความลึกได้ ภูเขา ต่อให้สูงสักเพียงใด ก็ยังอาจกำหนดความสูงได้
 แต่จิตใจของคนเรานี้ ช่างลึกลับ ซับซ้อน เกินกว่าจะใช้เครื่องมือใด ๆ มาวัดให้หยั่งรู้ได้

รักกันอยู่ขอบฟ้า          เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว   ร่วมห้อง
ชังกัน บ่ แลเหลียว      ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง  ป่าไม้มาบัง

แปลง่าย ๆ ได้ว่า คนที่รักกัน แม้อยู่ไกลกัน ก็เหมือนอยู่ใกล้กัน
 แต่คนที่เกลียดชังกันต่อให้อยู่ใกล้กัน ก็เหมือนอยู่ห่างไกลกัน

พฤษภกาสร        อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง  สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี   ประดับไว้ในโลกา

คำแปลของคำศัพท์ในบทประพันธ์ข้างต้น
พฤษภ แปลว่า โค, วัว กาสร แปลว่า กระบือ, ควาย กุญชร แปลว่า ช้าง
โท แปลว่า สอง ทนต์ แปลว่า ฟัน (โททนต์ จึงหมายถึง งาช้างทั้ง 2 กิ่งนั่นเอง)
เสน่ง แปลว่า เขาสัตว์ นรชาติ แปลว่า คน)

    ทั้งโคลงและคำประพันธ์ข้างต้น แปลได้ว่า
สัตว์ต่าง ๆ อาทิ วัว ความ หรือกระทั่งช้าง เมื่อตายไปแล้ว ก็ยังเหลือหนังหรืองาเอาไว้
ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ แต่มนุษย์ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ร่างกายก็สูญสลายไปทั้งหมด ไม่เหลือสิ่งใดเอาไว้เลย
    นอกจากความดีและความชั่วที่ได้กระทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
โคลงโลกนิติ (http://www.kamkomclub.com/b10/)


ที่มาจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=481776
[/color][/size]
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ พฤศจิกายน 05, 2012, 04:57:53 pm

 อัญขยมบรมนเรศร์เรื้อง               รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผททรง                           สืบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์                              โอวาท
หวังประชาชนให้                                  อ่านแจ้งคำโคลง

พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี(รัชกาลที่๓)มีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้ความรู้จากโคลงโลกนิติเพื่อเป็นสุภาษิตสอนใจในการดำเนินชีวิต


ครรโลงโลกนิตินี้                           นมนาน
มีแต่โบราณกาล                                    เก่าพร้อง
เป็นสุภสิตสาร                                       สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง                             เวี่ยไว้ในกรรณ

โคลงโลกนิติมีมาแต่โบราณแล้วเนื้อหาสาระในโคลงโลกนิติล้วนแล้วแต่เป็นสุภาษิตสอนใจและเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของผู้ที่ได้ศึกษา

ปลาร้าพันห่อด้วย                                 ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา                                    คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา                                        คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง                                      เฟื่องให้เสียพงศ์

ใบคาที่เอาไปห่อปลาร้านั้นจะมีกลิ่นเหม็นของปลาร้าไปด้วยเหมือนคบคนพาลก็จะมีแต่ความเดือดร้อนและเสื่อมเสียไปด้วย

ข้อคิดที่ได้ หากเราคบกับคนชั่วเราก็จะได้รับแต่ความทุกข์ และความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป

ใบพ้อพันห่อหุ้ม                                 กฤษณา
หอมระรวยรสพา                                    เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา                                  นักปราชญ์
ความสุขซาบฤๅม้วย                              ดุจไม้กลิ่นหอม

ใบพ้อที่นำไปห่อไม้กฤษณาก็จะมีกลิ่นหอมของไม้กฤษณาไปด้วย ซึ่งเปรียบเหมือนการที่เราคบกับคนดี เราก็จะได้รับความสุขตามไปด้วย

ข้อคิดที่ได้ จงเลือกคบกับคนดี เพราะจะไม่ทะให้เราต้องเดือดร้อนวุ่นวายใจ

ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้                                มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน                                    ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน                                 หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย                                        นอกนั้นดูงาม

ผลมะเดื่อเมื่อสุกจะมีสีแดงที่สวยงามแต่ภายในจะมีแมลงวันมีหนอนอยู่ข้างในเปรียบเหมือนกับคนที่คนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่จิตใจเลวทราม

ข้อคิดที่ได้ ไม่ควรเลือกคบคนเพียงดูแต่รูปร่างหน้าตาที่งดงามเพียงอย่างเดียว ควรดูที่นิสัยใจคอด้วย

ขนุนสุกสล้างแห่ง                                   สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา                                หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา                                            เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้                                               เลิศด้วยดวงใจ

ขนุนมีรูปร่างภายนอกที่ไม่งดงามเต็มไปด้วยหนามแต่จะมีเนื้อในที่หอมหวานอร่อยเปรียบเหมือนคนที่รูปร่างหน้าตาไม่สวยแต่มีจิตใจที่ดีงาม

คนที่รูปร่างหน้าตาไม่สวยงามก็อาจจะเป็นคนดีก็ได้ ดังนั้นจะเลือกคบใครควรดูกันไปนาน ๆ

คนพาลผู้บาปแท้                                     ทุรจิต
ไปสู่หาบัณฑิต                                               ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์                                     บ่ซาบ ใจนา
คือจวักตักข้าว                                               ห่อนรู้รสแกง

คนเลวถึงแม้จะคบหากับคนดีอย่างไรก็ไม่ได้รับคุณความดีติดตัวมาเลยเปรียบเหมือนจวักตักข้าวตักแกงแต่ไม่เคยรู้รสชาติของอาหารนั้น ๆ เลย

ข้อคิดที่ได้
คนเลวที่ไม่ยอมแก้ไขตัวเอง ถึงแม้จะคบกับคนดีอย่างไรก็ไม่สามารถปรับตัวให้เป็นคนดีได้

หมูเห็นสีหราชท้า                               ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ                                               ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ                                 หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้                                        วากเว้วางหนี

หมูพาลตัวหนึ่งเห็นราชสีห์เดินมา ก็ท้าให้มาสู้กัน แต่ราชสีห์ก็ไม่สนในที่จะต่อสู้ด้วย หมูจึงคิดว่าราชสีห์กลัว

ข้อคิดที่ได้ คนมีอำนาจ หรือคนที่มีศักดิ์ศรีจะไม่สนใจคนต่ำต้อยที่ไม่รู้จักประมาณตัว

ที่มาจาก http://www.kpsw.ac.th/teacher/urai/page5.htm
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:18:06 pm
๏ ข้าท่านคร้านหลีกเจ้า จากเจียร
ชีบ่เล่าเรียนเขียน อ่านไซร้
ชาวนาละความเพียร ไถถาก
สามสิ่งนี้โหดให้ โทษแท้คนฉิน ฯ



๏ นายเรือนใหญ่อยู่เหย้า เรือนตน
นายช่างเป็นใหญ่คน ลูกบ้าน
ท้าวพระยาใหญ่กว่าชน ในเขต แดนนา
นักปราชญ์ใหญ่แปดด้าน ทั่วด้าวทิศา ฯ



๏ สตรีดีรูปได้ เป็นทรัพย์
ชายฉลาดความรู้สรรพ ทรัพย์ได้
พราหมณ์ทรงเวทยานับ ว่าทรัพย์ พราหมณ์นา
ภิกษุเกิดลาภไซร้ เพื่อรู้เทศน์ธรรม ฯ



๏ เรียนสรรพสบศาสตร์สิ้น เพลงศิลป์
ประสิทธิ์เสร็จทั้งแดนดิน ย่อมได้
ตามปัญญายิ่งโดยจินต์ คดีโลก
สอนอัชฌาสัยไซร้ ห่อนได้มีครู ฯ



๏ เรียนรู้ครูบอกได้ เสร็จสรรพ์
สบศาสตร์ศิลป์ทุกอัน ย่อมรู้
อัชฌาสัยแห่งสามัญ บุญแต่ง มาแฮ
ครูทักนักสิทธิผู้ เลิศได้บอกเลย ฯ



๏ แม้นบุญยังอย่าได้ ขวนขวาย
อย่าตื่นตีตนตาย ก่อนไข้
ลูกพร้าวอยู่ถึงปลาย สูงสุด ยอดนา
ใครพร่ำน้ำตักให้ หากรู้เต็มเอง ฯ



๏ นกน้อยขนน้อยแต่ พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว อยู่ได้
มักใหญ่ย่อมคนหวัว ไพเพศ
ทำแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน ฯ



๏ เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำกิน ฯ



๏ เริ่มการตรองตรึงไว้ ในใจ
การจะลุจึงไข ข่าวแจ้ง
เดื่อดอกออกห่อนใคร เห็นดอก
ผลผลิตติดแล้วแผร้ง แพร่ให้คนเห็น ฯ



๏ การใดตรองผิดไซร้ เสียถนัด
เอาสิ่งนั้นตรองขัด คิดแก้
หนามยอกสิ่วแคะคัด ฤๅออก
หนามต่อหนามนั้นแล้ เขี่ยได้คืนถอน ฯ



๏ ผมผิดคิดสิบห้า วันวาร
ทำไร่ผิดเทศกาล ขวบเช้า
เลี้ยงเมียผิดรำคาญ คิดหย่า
ทำผิดไว้คิดเศร้า ตราบเท้าวันตาย ฯ



๏ เดินทางต่างเทศให้ พิจารณ์
อาสน์นั่งนอนอาหาร อีกน้ำ
อดนอนอดบันดาล ความโกรธ
ห้าสิ่งนี้คุณล้ำ เลิศล้วนควรถวิล ฯ



๏ อาศัยเรือนทาสท่านให้ วิจารณ์
เห็นท่านทำการงาน ช่วยพร้อง
แม้มีกิจโดยสาร นาเวศ
พายถ่อช่วยค้ำจ้อง จรดให้จนถึง ฯ



๏ เขาบ่เรียกสักหน่อยขึ้น เคหา
ท่านบ่ถามเจรจา อวดรู้
ยกตนอหังการ์ เกินเพื่อน
สามลักษณะนี้ผู้ เผ่าร้ายฤๅดี ฯ



๏ เป็นคนคลาดเหย้าอย่า เปล่ากาย
เงินสลึงติดชาย ขอดไว้
เคหาอย่าศูนย์วาย เข้าเปลือก มีนา
เฉินฉุกขุกจักได้ ผ่อนเลี้ยงอาตมา ฯ



๏ สินใดบ่ชอบได้ มาเรือน
อยู่แค่เจ็ดเดือนเตือน ค่ำเช้า
ครั้นนานย่อมเลือนเปือน ปนอยู่
มักชักของเก่าเหย้า มอดม้วยหมดโครง ฯ



๏ ตมเกิดแต่น้ำแล่น เป็นกระสาย
น้ำก็ล้างเลนหาย ซากไซร้
บาปเกิดใช่แต่กาย เพราะจิต ก่อนนา
อันจักล้างบาปได้ เพราะน้ำใจเอง ฯ



๏ อายครูไซร้ถ่อยรู้ วิชา
อายแก่ราชาคลา ยศแท้
อายแก่ภรรยาหา บุตรแต่ ไหนมา
อายกับทำบุญแล้ สุขนั้นฤามี ฯ



๏ หน้าแช่มชื่นช้อยเช่น บัวบาน
ถ้อยฉ่ำคำเฉื่อยหวาน ซาบไส้
หัวใจดั่งดาบผลาญ ชนม์ชีพ
เขาเหล่านี้กล่าวไว้ ว่าผู้ทรชน ฯ



๏ หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย
ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้
ช้างสี่สิบศอกคลาย คลาคลาด
เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา ฯ



๏ พาชีขี่คล่องคล้อย ควรคลา
โคคู่ควรไถนา ชอบใช้
บนชานชาติวิฬาร์ ควรอยู่
สุนัขเนาแต่ใต้ ต่ำเหย้าเรือนควร ฯ



๏ กระบือหนึ่งห้ามอย่า ควรครอง
เมียมิ่งอย่ามีสอง สี่ได้
โคสามอย่าควรปอง เป็นเหตุ
เรือนอยู่สี่ห้องให้ เดือดร้อนรำคาญ ฯ



๏ มีเรือค้าขี่ห้า ลำนอ ห้ามแฮ
สุนัขหกอย่าพึงพอ จิตเลี้ยง
แมวเจ็ดเร่งเร็วขอ มาใส่ อีกนา
ช้างแปดม้าเก้าเหยี้ยง อย่างห้ามเพรงมา ฯ




๏ มีเงินให้ท่านกู้ ไปนา
ศิลปศาสตร์ฤๅศึกษา เล่าไว้
มีเมียอยู่เคหา ไกลผ่าน
สามลักษณะนี้ใกล้ แกล่แม้นไป่มี ฯ



๏ สบพบคนเคลิ้มอย่า เจรจา
ลาภอยู่ไกลอย่าหา ใคร่ได้
มีลูกโฉดปัญญา ยากจิต ตนนา
เมียมิตรร้ายอย่าใกล้ อยู่เพี้ยงขันที ฯ



๏ ไร้สิ่งสินอับแล้ว ปัญญา
อีกญาติวงศ์พงศา บ่ใกล้
คนรักย่อมโรยรา รสรัก กันแฮ
พบแทบทางทำใบ้ เบี่ยงหน้าเมินหนี ฯ



๏ อย่าเรียนเพียรคิดค้น ขุดของ
อย่าตริตรึกนึกปอง บ่อนเหล้น
อย่าเรียนเวทมนตร์ลอง สาวสวาท
แปรธาตุหนึ่งพึงเว้น สี่นี้เบียนตน ฯ



๏ รักมิตรสุภาพไซร้ สมรมิตร
รักเผ่าพงศาสนิท ซื่อไซร้
รักหญิงอย่าพึงคิด สินอ่อย เอานา
รักสัตย์ศีลจักได้ สุขแท้ทางสวรรค์ ฯ



๏ รักทรัพย์อย่ายิ่งด้วย วิชา
สว่างอื่นเท่าสุริยา ห่อนได้
ไฟใดยิ่งราคา เพลิงราค ฤๅพ่อ
รักอื่นหมื่นแสนไซร้ อย่าสู้รักธรรม ฯ
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:20:32 pm
๏ มีมิตรจงรอบรู้ รักสนิท
ดุจอุทรเดียวชิด ชอบหน้า
ความขำเงื่อนงำปิด ปัดเป่า
ท่านว่ามิตรนี้อ้า เอกล้ำเหลือดี ฯ



๏ เมียท่านพิศพ่างเพี้ยง มารดา
ทรัพย์ท่านคืออิฐผา กระเบื้อง
รักสัตว์อื่นอาตมา เทียมเท่า กันแฮ
ตรองดั่งนี้จักเปลื้อง ปลดพ้นสงสาร ฯ



๏ คนใดใจส่างสิ้น ความอาย
ความสัตย์เสื่อมกระจาย จากแท้
มานะเจ็บอายหาย หมดเนตร
สิ่งสี่มีพร้อมแล้ เล่ห์เพี้ยงเดียรฉาน ฯ



๏ คนใดมีสัตย์ทั้ง มานะ
ความเจ็บยังไป่ละ หนึ่งบ้าง
ความอายบ่สละ จากจิต
แม้ตกต่ำไร้ร้าง ห่อนผู้ดูแคลน ฯ



๏ คนใดฟังอรรถแล้ว บ่ขวาย- ขวนนา
บ่ตริตรึกนึกหมาย มั่นไว้
บ่ถามไต่อุบาย เติมต่อ
ปราชญ์ว่าผู้นั้นไซร้ ใช่เชื้อเมธา ฯ



๏ คนใดทรงสัตย์สร้าง ศีลา
ไป่เคียดขึ้งหึงสา สัตว์ไซร้
น้ำจิตคิดกรุณา เนืองนิจ
คนดั่งนี้จัดได้ ชื่อเชื้อปรีชา ฯ



๏ คนใดละพ่อทั้ง มารดา
อันทุพพลชรา ภาพแล้ว
ขับไล่ไม่มีปรา นีเนตร
คนดั่งนี้ฤาแคล้ว คลาดพ้นไภยัน ฯ



๏ คนใดเอมโอชด้วย เจรจา
เห็นแก่เฒ่าพฤฒา ถ่อมไหว้
สรรเสริญทั่วโลกา มนุษย์ นี้นา
ปรโลกพู้นจักได้ สู่ฟ้าเมืองแมน ฯ



๏ คนใดด่าโคตรเค้า ตระกูล
ถือว่าตนทรัพย์มูน มั่งขั้ง
ดูหมิ่นหมู่ประยูร พงศ์เผ่า
เป็นที่ติเตียนทั้ง ทั่วท้องโลกา ฯ



๏ ชายใดเร่คบค้า นารี
เสพสุรายินดี บ่อนเหล้น
นกไก่สกาตี มือต่อ พนันนา
คนดั่งนี้ฤๅเว้น จากเบื้องฉิบหาย ฯ



๏ คนใดถ่อยจากรู้ วิชา
หญิงรูปร้ายกิริยา โฉดด้วย
บรรพชิตบ่รักษา ศีลขาด
สามสิ่งนี้ชื่อม้วย ชีพสิ้นสุดสกล ฯ



๏ คนร้ายมักชอบร้าย ราคี
สอนสั่งสิ่งความดี บ่ได้
ดุจเกลือทอดนที ศูนย์เปล่า
เสพที่ชั่วเชือนไซร้ ทราบแจ้งใจมัน ฯ



๏ สอนคนหีนชาติช้า โฉดเฉา
ฝนตกเจิมจอมเขา หลั่งหลุ้ม
คนดีสั่งสอนเอา โอวาท
กลกะมะออมน้ำอุ้ม อิ่มได้โดยใจ ฯ



๏ เผ่าพาลพวกไป่รู้ คุณคน
มันยอมหาเหตุผล ขุดไค้
สมบัติสี่สากล โกยกอบ ให้แฮ
ฤๅอาจยังมันให้ เกิดแย้มยินดี ฯ



๏ ได้สินทรัพย์เพื่อค้า ขนหงส์
เลี้ยงชีพช้ายืนยง อยู่แล้ว
ภายหลังโลภไป่ตรง ใจต่อ
ถอนทั่วตัวหงส์แคล้ว คลาดสิ้นเสื่อมทอง ฯ



๏ แม่น้ำคุ้งคดเคี้ยว ควรจร
เหล็กคดทำเคียวรอบ ไร่เข้า
ไม้กระทดกระทำทอน ทุกที่ กงนา
คนคดดั่งคูถเหน้า บ่ต้องการงาน ฯ



๏ ปราชญ์ใดเรืองรู้ยิ่ง วิทยา
กล่าวมธุรสธรรมา ห่อนพลั้ง
น้ำจิตอสัตยา ยลยาก
คือดั่งดวงแก้วตั้ง แต่งไว้เรือนโจร ฯ



๏ ไป่ถามปราชญ์บ่พร้อง พาที
เปรียบดั่งเภรีตี จึ่งครื้น
คนพาลพวกอวดดี จักกล่าว
ถามบ่ถามมันฟื้น เฟื่องถ้อยเกินถาม ฯ



๏ ร่วมรักนักปราชญ์เชื้อ ชาตรี
เราผิดชอบชั่วดี ท่านแจ้ง
เอาเยี่ยงอย่างอย่ามี จิตโกรธ
ปรากฏกลท่านแกล้ง แนะให้ขุมทอง ฯ



๏ น้ำบ่มีจิตรู้ ไหลจร
ไม้คดเขาทำศร ซื้อได้
บัณฑิตทราบสุนทร โอวาท
สอนสั่งอาตมะให้ อ่อนด้วยใจเอง ฯ



๏ อย่าคบคนหมู่ร้าย ทรชน
คบแต่บัณฑิตคน ปราชญ์แปล้
วันคืนรวดเร็วดล บุญเร่ง ทำนา
เห็นอนิจนั้นแล้ ล่วงพ้นสงสาร ฯ



๏ พึงอวยโอวาทไว้ ในตน ก่อนนา
จึงสั่งสอนสาธุชน ทั่วหล้า
แต่แรกเร่งผจญ จิตอาต- มาแฮ
สัตว์อื่นหมื่นแสนอ้า อาจแท้ทรมาน ฯ
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:22:07 pm
๏ ช่างหม้อตีหม้อใช่ ตีฉาน แตกนา
ดีแต่งเอางามงาน ชอบใช้
ดุจศิษย์กับอาจารย์ ตีสั่ง สอนแฮ
ตีใช่ตีจักให้ สู่ห้องอบาย ฯ



๏ คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา
คุณบิดรดุจอา กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร ฯ



๏ เมื่อร้อนน้ำท่านให้ เย็นใจ
เมื่อเยือกเย็นได้ไฟ อุ่นเนื้อ
เมื่อทุกข์ท่านแก้ไข ชูช่วย
เมื่อยากจนท่านเกื้อ ก่อให้ทุนทำ ฯ



๏ เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้ สุขสบาย
เย็นญาติทุกข์สำราย กว่าไม้
เย็นครูยิ่งพันฉาย กษัตริย์ยิ่ง ครูนา
เย็นร่มพระเจ้าให้ ร่มฟ้าดินบน ฯ



๏ ทองกวาวหงอนไก่เส้ง สดสี
งามแต่กลิ่นฤๅมี หนึ่งน้อย
นักเรียนบอกบาลี ลบหลู่ ธรรมนา
งามผาดผลเท่าก้อย- กอบนั้นฤๅมี ฯ



๏ หอมกลิ่นดอกไม้ที่ นับถือ
หอมแต่ตามลมฤๅ กลับย้อน
หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ ศีลสัตย์ นี้นา
หอมสุดหอมสะท้อน ทั่วใกล้ไกลถึง ฯ



๏ ทำบุญบุญแต่งให้ เห็นผล
คือดั่งเงาตามตน ติดแท้
ผู้ทำสิ่งอกุศล กรรมติด ตามนา
ดุจจักรเกวียนเวียนแล้ ไล่ต้อนตีนโต ฯ



๏ ใจบุญบุญนักรู้ เร็วทำ
ใจบาปทำบาปกรรม ง่ายแท้
ใจบุญก่อบาปลำ- บากยาก จิตนา
ใจบาปทำบุญแล้ ยิ่งนั้นแสนทวี ฯ



๏ ใจเบาใจห้ามยาก ใจฉันท์
ใจเกิดเวราฉกรรจ์ กาจแท้
ใจใดคิดผ่อนผัน ชอบใส่ ตัวนา
ใจดั่งนี้ยิ่งแล้ เลิศให้สุขเกษม ฯ



๏ ศาสตร์ใดจะล้ำเท่า ธรรมาน
ทรัพย์สิ่งใดไกรทาน ที่ให้
รักใดจักปูนปาน รักสัจ ศีลนา
สุขสิ่งใดจักได้ สุขเพี้ยงนฤพาน ฯ



๏ พ้นเย็นพ้นเดือดร้อน โรคา
พ้นจากทุกขเวทนา โศกเศร้า
พ้นตายแก่เกิดมา ในโลก
สุขดั่งนี้พระเจ้า ว่าเนื้อนฤพาน ฯ



๏ มูลบาปคือโลภล้น แสวงหา
สรรพรสเป็นมูลพา พยาธิไซร้
มูลทุกข์เกิดเพราะรา- คะเกลศ
มูลนิพพานนั้นได้ เพราะด้วยสัจจา ฯ



๏ น่านน้ำฤๅห่อนกล้ำ กลืนชล เองแฮ
พฤกษชาติห่อนหวงผล เสพส้อง
จอมเมฆไป่หวงฝน ภักษ์เสพ เสียนา
ปราชญ์ห่อนหวงทรัพย์ป้อง เปิดให้เป็นทาน ฯ



๏ อุบลอุบัติเบื้อง เปือกตม
แก้วเกิดแต่ผานิยม ชอบใช้
ช้างเผือกเกิดในพนม ไพรพฤกษ์
ปราชญ์ประยูรยากไร้ ทั่วหน้านับถือ ฯ



๏ รู้ดีดุรงคด้วย รณแรง รวดแฮ
รู้ว่าโคงานแขง เมื่อใช้
โคนมเกษียรแสดง ดีเมื่อ รูดนา
รู้ว่าปราชญ์เปรื่องไซร้ เมื่อถ้อยคำแถลง ฯ



๏ นกแสกสกุณโทษเค้า กู่กา
ทิ้งทูดอูฐอีกลา ล่อร้อง
เสียงประทุษฐภาษา หีนโหด
ฟังบ่เพราะหูพร้อง ดุจถ้อยทรชน ฯ



๏ แขกเต้าดุเหว่าแก้ว โกญจา
หงส์วิหคมยุรา ร่ำร้อง
เฉกนรชาติวาจา เอมโอช
ฟังเสนาะเพราะพร้อง มฤธุถ้อยวาที ฯ



๏ สกุณกากระเหว่าไซร้ เหมือนกัน
ไข่ต่อไข่สำคัญ เท่าแท้
ออกลูกจึ่งแปรผัน ตามเพศ
กากระเหว่านั้นแล้ ทั่วผู้เล็งเห็น ฯ



๏ นกแร้งแรงร่อนได้ พอเพียง ปีกนา
บินบ่สูงแข่งเคียง ครุฑได้
แม่น้ำนทีเรียง รายทั่ว ทวีปแฮ
ลึกเท่าลึกนั้นไซร้ สุดสู้สาคร ฯ



๏ ควรแสวงสี่สิ่งแท้ มณีรัตน์
พึงจักจำเริญสวัสดิ์ แว่นแก้ว
ความรู้มิตรเมียสัจ เข้าเปลือก มีนา
อย่าเสียใจได้แล้ว เท่านี้ฤๅแคลน ฯ



๏ วิชาควรรักรู้ ฤๅขาด
อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์ ว่าน้อย
รู้จริงสิ่งเดียวอาจ มีมั่ง
เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย ชั่วลื้อหลานเหลน ฯ



๏ พายเถิดพ่ออย่ารั้ง รอพาย
จวนตะวันจักสาย ส่องฟ้า
ของสดสิ่งควรขาย จักขาด ค่าแฮ
ตรหลาดเลิกแล้วอ้า บ่นอื้นเอาใคร ฯ



๏ เรียนศิลป์แสวงทรัพย์ด้อม เดินไศล
สามสิ่งอย่าเร็วไว ชอบช้า
เสพกามหนึ่งคือใจ มักโกรธ
สองประการนี้ถ้า ผ่อนน้อยเป็นคุณ ฯ



๏ มักได้ให้คิดได้ สองสถาน
ได้ชั่วนี้ได้กาล ชั่วหน้า
ให้ได้สะดวกดาล โดยชอบ
ได้ดั่งนี้เอกอ้า อิ่มน้ำใจตน ฯ



๏ ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้ ปูนปัน
ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน เก็บไว้
สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์ การกิจ ใช้นา
ยังอีกส่วนควรให้ จ่ายเลี้ยงตัวตน ฯ



๏ เยาวรูปเหน้าหนุ่มเนื้อ ในวงศ์ ตระกูลแฮ
แม้นราศวิทยาทรง เสื่อมเศร้า
ทองกวาวดอกดาษดง แดงป่า
เสียกลิ่นรินรสเร้า ดั่งนี้ใครชม ฯ



๏ มักคร้านฤๅรอบรู้ วิทยา
ศิลปศาสตร์เสื่อมสินหา ไป่ได้
ไร้ทรัพย์อับผู้มา เป็นเพื่อน
เว้นจากมิตรนั้นไซร้ สุขร้างแรมโรย ฯ



๏ คุ้นเคยคนคบค้า มานาน
คดแต่เข้าแกงจาน ส่งให้
มีรสรสใดปาน เพราะรัก นั้นนา
ขมขื่นกลืนคล่องได้ ยิ่งชิ้นปลาดี ฯ



๏ คราวดีมีเพื่อนพ้อง พรูตาม
ยืนนั่งไต่ตอมถาม ถี่ถ้อย
คราวทุกข์ฉุกเฉินความ มีโทษ
เพื่อนเล่นเจรจาน้อย หนึ่งนั้นฤๅมี ฯ



๏ คนใดเดิมแม้นว่า เวรกับ ตนนา
หลายคาบแค้นเคี่ยวขับ คิดร้าย
ภายหลังมาตรมันกลับ เป็นมิตร ก็ดี
จงประหยัดอย่าหง้าย ค่ำเช้าคอยเชิง ฯ



๏ น้ำเหม็นมล้างสิ่งเหน้า ไฉนหยุด
มล้างอุทกบริสุทธิ์ เสื่อมร้าย
คนเวรต่อเวรประทุษฐ์ ทวีโทษ
เอาอเวรระงับหง้าย อาจสิ้นศูนย์เวร ฯ



๏ ซ่อนเงื่อนงำน้ำขุน ขังใน
ภายนอกทำแจ่มใส สดหน้า
ดุจหินบ่เห็นไฟ ฝังอยู่
ต่อประหารจึ่งจ้า จับไหม้เป็นจุณ ฯ



๏ จักทำโทษแก่ผู้ ผิดฉกรรจ์
ใจจุ่งเมตตามัน มากไว้
ให้คิดจิตสำคัญ เขาโหด
ความคิดน้อยจึ่งได้ อยู่เงื้อมมือตน ฯ



๏ ตัดต้นก่นรากแล้ว ปลูกแปลง
หนามหั่นห่อนไว้แขนง หน่อเนื้อ
เพลิงพิษนิดหนึ่งแรง เรืองโรจน์
ดับแต่ดุ้นไว้เชื้อ นิ่งช้าเพลิงโพลง ฯ
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:23:39 pm
๏ ขว้างพิษบ่คว่างพ้น พันแขน ตนนา
ไปสบพบรังแตน แหย่เย้า
ร่ายมนตร์ปลุกเสือแสน องอาจ
ไม้ซั่นรันสิ่งเหน้า แน่ต้องตนเอง ฯ



๏ ลูกเมียเหมือนผ้าโอ่ อัตรา
ขาดฉีกชั่วแล้วหา ใหม่ได้
พี่น้องเฉกเช่นขา แขนติด ตนแฮ
ขาดประจาคจักให้ ต่อเข้าฤๅคืน ฯ



๏ มีบุตรบ่ได้ดั่ง ตีนมือ
คุณแห่งไม้เท้าถือ เลิศแท้
ทางเมื้อเผื่อพบคือ สิงห์สัตว์ ก็ดี
ไม้ประเสริฐเลิศแล้ อาจคุ้มกันภัย ฯ



๏ ธรรมดาผลม่วงไม้ ตระการ
เมื่ออ่อนรสเผือดพาน ยากเคี้ยว
ครั้นสุกรสสวายหวาน เอมโอช
หมากม่วงนั้นฤๅเปรี้ยว เปรียบด้วยหมากขาม ฯ



๏ บุรุษสุดไร้รัก เมียงาม ชอบฤๅ
ไร้เพื่อนไปไกลคาม เขตบ้าน
มือเปล่าสู่สงคราม ยงยุทธ ไฉนนา
รู้ไป่ทันแก่ก้าน กล่าวถ้อยกลางสนาม ฯ



๏ โยธาทิ้งศาสตร์สู้ สงคราม ชอบฤๅ
ปราชญ์มละมภีร์ความ อย่าพร้อง
เดินหนเพื่อนบ่ตาม อย่าไต่ ทางแฮ
พาณิชเสียพวกพ้อง ต่างด้าวเดินไฉน ฯ


๏ รักเจ้าจงรักให้ เป็นยุติ- ธรรมนา
ท่านเคียดอย่าควรประทุษฐ์ เท่าเผ้า
จงมีภักดีดุจ โสนัข นั้นนา
มันบ่จืดจากเจ้า จิตนั้นคงตรง ฯ


๏ อาสาเจ้าต่อต้าน ตัวตาย
ขันรับอาสานาย หย่อนนั้น
อาสาศึกแม่ยาย อย่าย่อ ท้อนา
สามสิ่งแท้ถือหมั้น ชั่วฟ้าดินชม ฯ



๏ อาสาศึกสู้ไป่ เสร็จงาน
คนจักตายเอาอาน ปิดไว้
จึงนับว่าเป็นทหาร หายาก
ฉลองพระคุณเจ้าให้ ท่านเลี้ยงบำรุง ฯ



๏ เจ้านายใช้ชุบเลี้ยง คนขาม
สินทรัพย์เมียมิ่งงาม ง่ายได้
บ่าวไพร่พรั่งพรูตาม ไหลหลั่ง มานา
สมบัติบุญส่งให้ แปลกหน้าตาเดิม ฯ



๏ หมั่นลอดสอดสืบถ้อย เวรี
ไป่ชอบท่าทำดี นิ่งไว้
คาบใดชอบเชิงที หาญหัก
ต่อยดั่งต่อยหม้อให้ แตกด้วยศิลา ฯ



๏ ยศศักดิ์จักเกิดด้วย บุญทำ
ภัยเกิดเพื่อผลกรรม ก่อนให้
ติเตียนแลจองจำ กรรมก่อน เองนา
ใครจักเว้นแวะได้ ทั่วท้องโลกา ฯ



๏ กฤตยามนตร์เคราะห์ให้ เห็นผล
ทำสิ่งใดลุดล สิ่งนั้น
ครั้นบุญแห่งบุคคล จักถ่อย แล้วนา
มนตร์กฤตยานั้นซั้น เสื่อมสิ้นทุกวัน ฯ



๏ เชื้อไพร่บุญปลูกขึ้น เป็นนาย
พาลบุตรรู้มลักหลาย เลิศผู้
โหดไร้พร่ำขวนขวาย ทรัพย์มั่ง มีแฮ
สามเหล่านี้พึงรู้ อย่าได้ดูเบา ฯ



๏ ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแร้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน ฯ



๏ ทรัพย์มากหากถ่อยแท้ วาจา
ชนไป่ชอบหูตา ติดต้อง
น้อยทรัพย์อับยศถา ทรามรูป
แต่เพราะถ้อยคำพร้อง เพริศสิ้นทั้งมวล ฯ



๏ มีสินทรัพย์น้อยหลั่ง ไหลริน
คือบ่อน้อยนรกิน อาบได้
ทรัพย์มากหมู่ทมิฬ มีมั่ง ก็ดี
คือสมุทรฤๅให้ ท่วยอ้างอาศัย ฯ



๏ แม้โฉมเฉิดเฉกให้ เทพา
อีกอิสริยยศถา กอปรด้วย
บุรุษถ่อยทุษฐวา- จาพากย์
นับว่าผู้นั้นม้วย หมดสิ้นสิ่งงาม ฯ



๏ แม้ตนตัวเล็กเพี้ยง ผุยผง
ไกลนับโยชน์ดอนดง อยู่นั้น
คั่งคับทรัพย์สินพงศ์ พันธุ์ถ่อย ก็ดี
สุดขอบฟ้าเขียวขั้น ทั่วแท้เล็งเห็น ฯ



๏ แม้ตนโตเติบเพี้ยง เขาเขิน
สูงเจ็ดลำตาลเกิน กึ่งฟ้า
ไร้ทรัพย์ดับเผอิญ แลเล็ก ลงแฮ
ดั่งปลวกเตี้ยต่ำช้า ชวดผู้เล็งเห็น ฯ



๏ ตนน้อยแลใฝ่ให้ เกินศักดิ์
ว่าตระกูลใหญ่นัก แทบไท้
คือแมลงเม่ามันมัก บินวู่- วามนา
โถมถาบฉาบเพลิงไหม้ มอดม้วยตัวเอง ฯ



๏ ดักขลาแล้วไป่ขึ้น คอยขลา
เบ็ดบ่เกี่ยวเหยื่อรา ล่อไว้
ไปสอดสบเสือมา หมายก่ง ได้ฤๅ
ปลาต่อผุดโพล่งใกล้ เกี่ยวทิ้งฤๅทัน ฯ



๏ อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า มาถนอม
สูงสุดมือมักตรอม อกไข้
เด็ดแต่ดอกพยอม ยามยาก ชมนา
สูงก็สอยด้วยไม้ อาจเอื้อมเอาถึง ฯ



๏ เจียมใดจะเท่าด้วย เจียมตัว
รู้เท่าท่านทำกลัว ซ่อนไว้
อย่ามึนมืดเมามัว โมหะ
สูงนักมักเหมือนไม้ หักด้วยลมแรง ฯ



๏ ถึงจนทนสู้กัด กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง จับเนื้อกินเอง ฯ



๏ ไกรสรแสบท้องแทบ เสียชีวิตแฮ
บ่ภักษ์ผลไม้มี ป่ากว้าง
ไกรสรซูบอินทรีย์ สมเพช ก็ดี
บ่ภักษ์รสเนื้อช้าง ดั่งนี้ธรรมดา ฯ



๏ ใบบัวฝนตกน้ำ ขาดขัง
ลูกข่างวางบนหลัง มิ่งม้า
เสาหลักปักอยู่ยัง กองแกลบ นาพ่อ
คนบ่แม่นถ้อยอ้า พูดแล้วโอนเอน ฯ



๏ กล่าวภัยในน้ำแก่ มังกร
แสดงพิลึกดงดอน อวดช้าง
เอาพร้าวใส่เรือคอน ขายพวก สวนแฮ
ยกศัพท์แปลอรรถอ้าง อวดผู้เพียรเรียน ฯ



๏ เอาน้ำขู่จระเข้ ขันเหลือ
เอาป่าไปข่มเสือ ขู่คู้
เอาหมากแล่นลงเรือ ไปจ่าย สวนแฮ
เอากาพย์โคลงกระทู้ เที่ยวอ้างอวดกระวี ฯ



๏ กล่าวจริงบ่พริ้งเพราะ โสดสดับ
เอาเท็จปนคนนับ เนตรหน้า
ไม้เหลี่ยมเยี่ยงอย่างกลับ ตัวยาก
กลมกล่อมสิบอ้อมอ้า อาจกลิ้งพลันทัน ฯ



๏ ท่ามกลางกล่าวถ้อยแต่ พอควร
เห็นท่านสรวลอย่าสรวล ตอบเต้า
ใช้คำแต่น้ำนวล นฤโทษ
เห็นท่านเศร้าทำเศร้า โศกหน้าตาตาม ฯ



๏ เล่าเดื่อมีดอกให้ พึงฟัง
เล่าว่ากาขาวยัง เชื่อได้
ริ้นเทียมเท่าเขาหวัง ฟังเถิด นะพ่อ
เล่าว่าหญิงจริงไซร้ อย่าได้ควรฟัง ฯ



๏ อย่าขุดขอดท่านด้วย วาจา
อย่าถากท่านด้วยตา ติค้อน
ฟังคำกล่าวมฤษา โสตหนึ่ง นะพ่อ
หยิบบ่ศัพท์กลับย้อน โทษให้กับตน ฯ



๏ อย่าชักน้ำน่านเข้า คลองคู
อย่าแนะเศิกศัตรู สู่เหย้า
ไฟในอย่าเชิดชู นำออก
ไฟนอกอย่านำเข้า หม่นไหม้มัวหมอง ฯ



๏ โลภทรัพย์ครองห่อนได้ โดยถวิล
คนมักมังสากิน บาปสู้
มักเมาเล่าฤๅยิน ดีสัจ ศีลนา
คนมักมากเล่นชู้ ห่อนรู้กลัวอาย ฯ



๏ เกิดตระกูลมูนมากทั้ง เงินทอง
ทรัพย์ท่านนึกตรึกปอง ใคร่ได้
ทรัพย์ตนไป่ครอบครอง แจกจ่าย เสียแฮ
จักฉิบหายวายไร้ เร่งไร้เร็วพลัน ฯ



๏ ขันขนขุยฆ่าไม้ หนามมี
คิดพ่างผลกทลี ฆ่ากล้วย
ลูกม้าฆ่าชนนี ลาเกิด ตนนา
ลาภฆ่าคนโลภม้วย ดุจไม้มีหนาม ฯ



๏ เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ มังสา
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน
สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ
บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย ฯ



๏ กาน้ำดำดิ่งด้น เอาปลา
กาบกคิดใคร่หา เสพบ้าง
ลองดำส่ำมัจฉา ชลชาติ
สวะปะคอค้าง ครึ่งน้ำจำตาย ฯ



๏ หยกหยกนกได้ไม่ พอแกง
กินบ่เกิดเป็นแรง เรี่ยวได้
หง่อยหง่อยค่อยจัดแจง ตามติด ไปนา
พร้าเหน็บเก็บได้ใช้ เชือดชิ้นกินพอ ฯ



๏ คนมีมักเหี่ยวแห้ง หวงแหน
กินอยู่สู้ขาดแคลน พร่องท้อง
คนกากยากไร้แกน โกยกอบ กินแฮ
เป็นวิบัติขัดข้อง คิดแล้วหลากเหลือ ฯ



๏ ไม้ตรงคดชอบใช้ โดยปอง
เศษเล็กเลื่อยเขียงรอง ตั่งได้
โดยต่ำแต่สะเก็ดกอง สุมใส่ เพลิงนา
กายบ่ต้องการใช้ ชั่วแท้ ถมดิน ฯ



๏ รูปชายหญิงทั่วท้อง ธาตรี
เป็นภักษ์แก่เดือนปี สุดสิ้น
อัฐิถมทั่วปถพี รายเรี่ย
ประเทศเท่าปีกริ้น ร่างพ้นฤๅมี ฯ



๏ เวฬุลัดหน่อขึ้น ลำหลาย
สาหัสตัดแทงปลาย หน่อน้อย
ลำใหญ่รุ่นรอนราย ฤๅว่าง เว้นแฮ
ดั่งแก่หนุ่มเด็กจ้อย จักพ้นตายไฉน ฯ



๏ โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี ฯ



๏ ร่างกายมนุษย์นี้ไป่ เป็นการ
คำกล่าวเป็นแก่นสาร เลิศแล้ว
เลื่องฦๅชื่อเชิดนาน ดีชั่ว
โอ้ร่างตายแล้วแคล้ว คลาดสิ้นเสร็จศูนย์ ฯ



๏ ฝนแล้งรุกขชาติเศร้า โศกสลด
ฝนชุ่มเชยใบสด ส่างเศร้า
ไม้ล้มเพื่อลมกรด ตรงฟัด
ตายแต่ยังหนุ่มเหน้า แน่แท้กรรมหลัง ฯ



๏ พฤกษ์ใดสล้างลูก เหลือหลาย
ฝูงวิหคกลุ้มกราย แกล่ใกล้
ยามผลหล่นกระจาย กำจัด
นกบ่มาจับไม้ ที่ต้นสักตัว ฯ



๏ นกเพลินพึ่งพุ่มไม้ ใบบัง
ปลาย่อมยินดียัง น่านกว้าง
จระเข้คิดแสวงวัง เย็นชื่น
น้ำจิตคนบ่ร้าง ร่มเกล้าโพธิ์ทอง ฯ



๏ หนูครวญใคร่พ้นจั่น จำไกล
นกก็เหนื่อยหน่ายใจ จากแร้ว
มัจฉาชาติกลัวภัย เพียรหน่าย แหแฮ
คนผิดคิดใคร่แคล้ว คลาดพ้นเขาขัง ฯ



๏ พฤกษ์ผลต้นดกเบื้อง ปลายวาย
อ้อยกัดต้นสืบปลาย สุดพ้น
การกิจคิดสบาย ภายภาค หน้านา
ดั่งกัดปลายสืบต้น รสอ้อยเอมใจ ฯ
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:24:27 pm
๏ ป่าป่งดงไซร้ใคร่ ยินดี
บ้านถิ่นทิ้งทอดหนี เริดร้าง
สัตว์ไพร่ใคร่เปรมปรีด์ นคเรศ
เป็นพิกลยลอ้าง ดั่งนี้ดูฉงน ฯ



๏ มีศิลปศาสตร์รู้ ใดใด ก็ดี
บุญบ่ทำไว้ใน ชาติกี้
ได้สมสิ่งพึงใจ จักเสพ
สมบัติย่อมหลีกลี้ เพิ่มผู้มีบุญ ฯ



๏ ด วงเดือนดาวบ่ห้อม เห็นงาม ฤๅพ่อ
หงส์บ่มีหมู่ตาม แวดล้อม
สาครขาดคลื่นทราม โสภาคย์
ราชจากขุนหอกห้อม แห่แล้วฤๅงาม ฯ



๏ ฤๅษีโสภาคย์ด้วย ซูบทรง
สัตว์สี่เท้างามยง ใหญ่อ้วน
บุรุษรอบรู้คง งามเพื่อ รู้แฮ
หญิงจักงามล้นล้วน เลิศด้วยสามี ฯ



๏ สูงสารสี่เท้าย่าง เหยียบยัน
บางคาบเชี่ยวไปพลัน พลวกพลั้ง
นักรู้ร่ำเรียนธรรม์ ถึงมาก ก็ดี
กล่าวดั่งน้ำผลั้งผลั้ง พลาดถ้อยทางความ ฯ



๏ เรือนเหย้าตนอยู่นั้น อย่าหมอง
เรือนชะตาแผ่นทอง วาดไว้
เรือนผมอย่ายุ่งหยอง หวีหย่ง ไว้นา
สามประการนี้ให้ หมั่นสู้สงวนงาม ฯ



๏ ฆ่าควายหมายแล่ล้ม ตัวแพง
กลัวแต่เสียเครื่องแกง ห่อนได้
เฉกเช่นจักจัดแจง การใหญ่ เหย้าแฮ
เกรงแต่มักหมดไม้ ห่อนได้เรือนงาม ฯ



๏ ไปเรือนท่านไซร้อย่า เนานาน
พูดแต่พอควรการ กลับเหย้า
ริร่ำเรียนการงาน เรือนอาต- มานา
ยากเท่ายากอย่าเศร้า เสื่อมสิ้นความเพียร ฯ



๏ สิกขาบทยิ่งล้ำ คัมภีร์
เป็นพิษแก่อลัชชี โฉดแท้
คุณธรรม์สิ่งสรรพ์ดี ในโลก
เป็นพิษแก่พาลแล้ ห่อนได้สดับจำ ฯ



๏ เชียรโรคเป็นพิษด้วย อาหาร
หญิงดรุณอันธพาล หนุ่มเหน้า
เป็นพิษแก่พฤฒิการ บุรุษ
ฤๅกล่อมกลมกันเข้า ดุจน้ำกับเปรียง ฯ



๏ อาหารเป็นที่ตั้ง เกิดแรง
ปลูกพืชผักฟักแฟง พึ่งน้ำ
แว่นกล้องส่องสำแดง อาโลก
แม่ย่อมเป็นที่ล้ำ เลิศเลี้ยงบุตรตน ฯ



๏ อาหารเยียหยิบให้ กากิน ก่อนนา
ดีบ่ดีดาลถวิล ลอบรู้
ครั้งแผ่นภพภูมินทร์ ยินโศลก สารนา
แบ่งกึ่งเมืองให้ผู้ กล่าวเกลี้ยงบูชา ฯ



๏ ล่อปลาเหยื่อชอบน้ำ- ใจปลา
ล่อท่วยโรคด้วยยา ยื่นให้
ล่อคชพวกพังพา เดินปก ไปแฮ
ล่อชาติเชื้อไพร่ได้ แต่ด้วยของกิน ฯ



๏ มีม้าบ่ขี้ให้ อาจิณ พยศแฮ
ปืนไป่ยิงมลทิน ท่วมกล้อง
ข้าไทบ่ใช้ชิน มันมัก หน่ายนา
เมียไม่หมั่นร่วมห้อง มักร้ายราคี ฯ



๏ มีเรือรั่ววิดน้ำ ฤๅวาย
มีเจ่งตาบอดพลาย ก่อมก้อ
มีโคกระบือควาย ปละเปลี่ยว
มีแต่เกวียนขาดล้อ ลากใช้ปางใด ฯ



๏ สารซับมันร้ายขี่ ขาดขอ
โคกระบือขาดปอ ป่านร้อย
เรือค้าขาดสมอ จักทอด ไฉนนา
ข้าทาสขาดนายน้อย- หนึ่งปล้อนไปมา ฯ



๏ แคะไค้ไปแค่นค้น ตีนงู
แขวะควักดีที่หนู ยากได้
ริและแกะก้ามปู หาเลือด
แสวงสัตย์ยามยุทธ์ไซร้ สี่นี้สุดแสวง ฯ



๏ จักเจียนจอมปลวกเตี้ย เติมภู- เขาแฮ
ดีแต่แล่เนื้อหนู เพิ่มช้าง
เบียนเบียดเจียดพิษงู เพิ่มพิษ นาคา
อุตริรองน้ำค้าง ใส่น้ำสาคร ฯ



๏ จนไก่ใช้เป็ดแข้น ขันขาน
นอกรีตมีดแทนขวาน ถากไม้
เคี้ยวอ้อต่างอ้อยหวาน เป็นรส ฤๅพ่อ
ขาดขัดดอกไม้ใช้ ดอกหญ้ายามจน ฯ



๏ น้ำอ้อยหรือจักป้อง ปากมด
เกลียงอ่อนห่อนโคลด ละไว้
นารีรูปช้อยชด แซะเฉียด ชายนา
ใครจะนิ่งดูได้ ห่อนเว้น ตัวตน ฯ



๏ โคแก่กัดหญ้าอ่อน กินใบ อ่อนนา
แม่หญิงยินดีใน หนุ่มน้อย
ฟันหักมักพึงใจ ของอ่อน
บุรุษอายุร้อย รักชู้เมียสาว ฯ



๏ นารีหรืออิ่มเล้า โลมชาย
อรรณพนิจฤๅวาย อิ่มน้ำ
ของทิพย์เทพห่อนหาย เอมอิ่ม
มนุษยสมบัติล้ำ เลิศท้าวใดลืม ฯ



๏ เรือแพพึงขี่ข้าม คงคา
ยาหยูกย่อมรักษา โรคไข้
อาวุธเหตุให้ปรา- กฏแก่ ศึกแฮ
มนตร์เวทวิเศษไซร้ ร่ายรู้ฤๅลืม ฯ



๏ ลำลาดดาษด้วยเหล่า บุษบง- กชแฮ
แดนวนาดอนดง ตื่นไม้
หญิงอยู่สงัดคง เป็นเหตุ
สามประการกล่าวไว้ เที่ยงแท้ธรรมดา ฯ



๏ พราหมณ์พฤฒิเกลียดน้ำย่อม เสียกิจ
เมืองหวั่นปัจจามิตร แกว่นแกล้ว
ชายใดมักให้สิทธิ์ แก่แม่ เรือนนา
สามประการนี้แคล้ว คลาดผู้สรรเสริญ ฯ



๏ ตื่นนอนหน้าชื่นช้อย บัวบาน
คำกล่าวฉ่ำเฉื่อยหวาน เพราะพร้อง
เมื่อจักสั่งการงาน ดุจโกรธ
สามประการนี้ต้อง ที่ไท้ชุบชู ฯ



๏ หวั่นหวั่นว่าวอยู่ใกล้ ลมกวน
ผมกับหวียียวน หย่งเกล้า
วัดชีชิดบ้านชวน ชีบาป
สามประการนี้เย้า ยั่วแท้ธรรมเนียม ฯ



๏ ชาวชเลฉลาดแล่นใช้ นาวา
ชำนิชำนาญปลา ว่ายน้ำ
ชาวดอนขี่ม้าขา เคยควบ กันแฮ
เรือดั่งลมพัดล้ำ ไล่เนื้อทันแทง ฯ



๏ แผ่นดินติณชาติไว้ ฤๅมี
มีพฤกษ์มีปักษี จับไม้
น้ำมีหมู่ปลาลี- ลาหลีก ฤาพ่อ
มีทาสมีเข้าให้ เพื่อด้วยแรงมัน ฯ



๏ ไป่ถอยทวนส่องไซร้ สุริยา
ไป่ถดถอยเจรจา ลั่นแล้ว
ไป่คืนอีกคืออา- ยุล่วง
ไป่กลับคืนชีพแคล้ว รอดปิ้มปางตาย ฯ



๏ บางคาบภาณุมาศขึ้น ทางลง ก็ดี
บางคาบเมรุบ่ตรง อ่อนแอ้
ไฟยมดับเย็นบง- กชงอก ผานา
ยืนสัตย์สาธุชนแท้ ห่อนเพี้ยนสักปาง ฯ


๏ ยอข้ายอเมื่อแล้ว การกิจ
ยอยกครูยอสนิท ซึ่งหน้า
ยอญาติประยูรมิตร เมื่อลับ หลังแฮ
คนหยิ่งแบกยศบ้า อย่ายั้งยอควร ฯ



๏ กลยอกันยากล้ำ เหลือใจ
ยอค่อยหย่อยยอใคร ห่อนรู้
ยอย่อมเกิดลาภใน ตนอาต- มานา
ชอบเนตรชอบหน้าผู้ เพื่อรู้ยอคน ฯ



๏ จักเข้าหาบ้ายศ ยอตาม
คนโลภคำนัลงาม จ่ายแท้
คนมักนักเลงกาม การเสน่ห์ ยอนา
เข้าสู่หมู่ปราชญ์แปล้ ชอบถ้อยทางธรรม ฯ



๏ คนใดใจหมั้นเล่ห์ เหล็กจาร
จำจดสิ่งสามาญ มั่นไซร้
อุตส่าห์พยาบาล บ่ละ ลืมนา
จักเสร็จสมประโยชน์ได้ ที่แท้โดยเพียร ฯ



๏ หัวล้านไป่รู้มัก มองกระจก
ผอมฝิ่นไป่อยากยก ถอดเสื้อ
นมยานไป่เปิดอก ออกที่ ประชุมนา
คนบาปไป่เอื้อเฟื้อ สดับถ้อยคำกวี ฯ



๏ ใครใดและอยู่เหย้า เคหฐาน
เว้นสุภาษิตสาร สวัสดิ์ล้ำ
เจรจาบ่เป็นการ ศูนย์เปล่า
คือดั่งปากเว้นกล้ำ แกล่เหมี้ยงหมากพลู ฯ



๏ เรือนใดย่ำค่ำเช้า สนธยา
ปราศจากไฟชวาลา มืดกลุ้ม
เรือนนั้นดั่งมรณา นฤชีพ
อันตรายจักหุ้ม ห่อนได้จำเริญ ฯ



๏ เทศใดดอยไร้รวด อรัญ
เห็นแต่จอมปลวกอัน หนึ่งน้อย
ดุจเมืองไม่มีธรรม์ นักปราชญ์
ชมชื่นแต่แปลร้อย ว่ารู้สุดสูง ฯ



๏ เป็นคนคิดแล้วจึ่ง เจรจา
อย่ามลนหลับตา แต่ได้
เลือกสรรหมั่นปัญญา ตรองตรึก
สติริรอบให้ ถูกแล้วจึงทำ ฯ



๏ เป็นคนควรคิดกั้ง กันภัย
ทรัพย์มากหมั่นระไว แวดล้อม
เคลิ้มคลับหลับลืมไหล เป็นเหตุ
รั้วมั่นกั้นห้องห้อม ห่อแก้วเงินทอง ฯ



๏ น้อยทรัพย์อย่าก่อล้อ เลียนความ
ให้นี่อย่าต่อตาม ตอบเต้า
ผู้ใหญ่ย่อมเกรงขาม คารวะ
รู้ประจบโลมเล้า เลือกใช้โดยควร ฯ



๏ เข้าเถื่อนอย่าหมิ่นพร้า มีไป
เข้าศึกอย่านอนใจ เฉื่อยช้า
อาวุธอย่าวางไกล ขุกค่ำ คืนแฮ
นอนแต่ยามหนึ่งอ้า อาจป้องภัยพาล ฯ



๏ ดำชลเชือกยุดหมั้น อย่าคลาย
คุณพระมั่นไม่ตาย ต่อสู้
ลูกขุนมั่นกฎหมาย เป็นแบบ
สินทรัพย์ให้ท่านกู้ ยึดหมั้นเป็นกรม ฯ


๏ ดินฝั่งแยกอย่าได้ ยาเยียว
ลมจัดประหยัดเลียว แล่นบ้าง
ไฟแรงแล่งน้ำเดียว ฤๅรด ? ด ับนา
น้ำแก่งแรงเชี่ยวคว้าง อย่ารั้งเรือขวาง ฯ



๏ เสน่หาอย่าปล่อยสิ้น สุดสัจ
ยั้งยั้งฟังรหัส จึ่งพร้อง
คนนิ่งจึ่งเอาอรรถ อันลับ แสดงนา
คนกากปากเป็นฆ้อง อย่าใกล้กลัวมัน ฯ



๏ ที่สุขจักเสพไซร้ ควรถวิล
เมียมิ่งยุอย่ายิน ที่ถ้อย
อยากเข้าคดออกกิน เอมอิ่ม ใจนา
นอนจุ่งนอนแต่น้อย เนิ่นช้าวันตาย ฯ



๏ อย่าหมิ่นของเล็กนั้น สี่สถาน
เล็กพริกพระกุมาร จีดจ้อย
งูเล็กเท่าสายพาน พิษยิ่ง
ไฟเล็กเท่าหิ่งห้อย อย่าได้ดูแคลน ฯ



๏ จักจับจับให้มั่น กับตน
อย่าเก็บความเท็จปน แอบอ้าง
จักคั้นอย่าคืนคน ดูหมิ่น
ควรที่ง้างจึ่งง้าง อย่าไง้เมรู ฯ



๏ ควรเร็วเร็วรวดได้ จึงดี
การสิ่งใดได้ที อย่าช้า
ควรคิดจิตอย่ามี ประมาท
ได้สิบไม่เท่าค้า ขาดสิ้นทุนเดิม ฯ



๏ การกิจผิดนิ่งไว้ เป็นครู
เมียชั่วอย่าเอาชู เชิดพร้อง
คำผิดวิปริตหู หายซ่อน เสียนา
คบมิตรผิดนั้นต้อง จดไว้ในทรวง ฯ



๏ ปลูกไม้หมั่นรดน้ำ จำเริญ
ดักลอบอย่าเหมิดเมิน หมั่นกู้
เกี้ยวชู้ชอบเพียรเดิน สารสื่อ
เรียนสิ่งใดใคร่รู้ เร่งให้มีเพียร ฯ



๏ ปลูกผักปักยอดอ้อย เอาผล
เลี้ยงลูกบ่าวชาวพล เพื่อใช้
แล้วนาอย่านิ่งทน ทำไร่ ? ด ้วยแฮ
เลี้ยงลูกเป็ดไก่ไซร้ อย่าได้เสียรัง ฯ



๏ ถึงรู้อย่าอวดให้ คนหวัว
ฟ้าคะนองต้องคร้ามกลัว เกลือกใกล้
ผ่อนพักรักษาตัว ยามภาค- ภูมิแฮ
อย่าเซี่ยมเขาควายให้ เสี่ยวสู้ชนกัน ฯ
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: น้ำค้างบนพื้นทราย ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2014, 09:25:36 pm
๏ ช้อนปลาหาต้มแต่ เพียงพอ อิ่มนา
อวดฤทธิ์คิดเยียยอ ใหญ่ล้ำ
เชือดไก่กับเป็ดคอ หนิดหนึ่ง
เอามีดฆ่าโคห้ำ หั่นนั้นหนักแรง ฯ



๏ หลังคาขาดแล้วลุ่ย ตามกัน
ไป่หมั่นแซมนับวัน รั่วร้าง
โคควายค่าคนมัน หนีหลบ ไปนา
บ่ติดตามบนจ้าง ได้แล้วหมดตัว ฯ



๏ ไก่ขันยามบอกได้ โดยกาล
น้ำชอบใช้สาธารณ์ ทั่วล้าง
ขวานรู้แต่ถากกระดาน หัวหนัก อยู่นา
เพรียงไพร่ได้แต่จ้าง จ่ายใช้การพล ฯ



๏ รู้คิดค้าที่ม้วย หมดทุน
รู้รอบเรือนฤๅจุน ขื่อค้าน
หลับตาหน่ายกระสุน อวดแม่น
หมากรุกรู้แปดด้าน ไป่แจ้งตาจน ฯ



๏ หมูเขาเขามัดไว้ จักหาม
งานใช่งานคานตาม สอดเหล้า
ชู้เขาจักกอดกาม- สังวาส กันนา
สังเวชวางวิ่งเข้า กีดหน้านอนกลาง ฯ



๏ หนีเสือขึ้นไม้รอด ปากเสือ
พบต่อแตนดุเหลือ ต่อยต้อง
หนีแรดร่ายลงเรือ รอดจาก แรดนา
ปะจระเข้ในท้อง น่านน้ำหนุนเรือ ฯ



๏ ทางไกลไปค้าคู่ ตนตาย
อดอยากลำบากกาย เกิดไข้
อยู่กินถิ่นฐานสบาย บ่ยาก ใจนา
การกิจคิดแล้วได้ ง่ายแท้ทุกอัน ฯ



๏ ค้าใดไป่เท่าค้า คือบุญ
ค้าสัดจองต้องทุน มากไว้
ค้าความคบลูกขุน ชวนชอบ
ค้าบ่ค้าใดได้ ยากแท้ธรรมดา ฯ



๏ พิมเสนมีรสเร้า เสาวคนธ์
ไปเกลือกกลั้วเกลือกล ใช่เชื้อ
เป็นไทยไป่ทำงาน งามชาติ ตนนา
คบทาสท่านจักเกื้อ กับหน้าตัวไฉน ฯ



๏ สัตว์อื่นตื่นเต้นแต่ ควรไกล
กระต่ายตื่นตูนไป สุดหล้า
ช้างม้าตื่นฟืนไฟ ฟัดฟาด หยุดแฮ
คนตื่นข่าวศึกส้า สุดห้ามมันหาย ฯ



๏ หาญห้าวตาวบ่ได้ จวนฟัน
แหลนและทวนไป่ทัน ต่อต้าง
พลคชจรดผัน งาประ งาแฮ
ปืนไป่ทันนั่งง้าง นกจ้องใจเกรง ฯ



๏ รังแกกำปั้นต่อย ตีดิน
ไข่กระทบหินหิน ห่อนลื้น
แมลงเม่าโฉบเพลิงบิน บังอาจ
คนเคอะคิดตื้นตื้น ลูบเหล้นคมตาว ฯ



๏ หนูร้ายแรงโทษแท้ เรือนผลาญ
ลิงถ่อยจัณฑาลราน ป่าไม้
กาโฉดชาติอันธพาล เบียนหมู่ นกนา
พราหมณ์โหดโทษทิ้งให้ เบียดเบื้องนรชน ฯ



๏ อารักษ์มีทั่วไม้ รุกขมูล
ที่ศักดิ์สิทธิ์บริบูรณ์ เครื่องเส้น
ที่ไป่ศักดิ์สิทธิ์ศูนย์ สงัดลาภ
ดุจดั่งเสวกเว้น ว่าถ้อยความเมือง ฯ



๏ นายหนึ่งแรงโกรธร้าย เรียกขาน
นายหนึ่งบ่เจือจาน ทรัพย์บ้าง
นายหนึ่งเมื่อเอางาน บย่อง ยกนา
นายหนึ่งข่มคุณมล้าง สี่นี้เสพไฉน ฯ



๏ ผิวฆ่านางนาฏถ้วน ถึงพัน
ฆ่าพฤฒิพราหมณ์พรตกรรม์ เกือบร้อย
ฆ่าโคอุสุภสรรพ์ แสนโกฏิ ก็ดี
บาปบ่เปรียบปรับถ้อย ท่านให้ลำเอียง ฯ



๏ ทำผิดลึกลับได้ พันวา ก็ดี
ทำชอบเสมอภูเขา เขตขั้น
อย่าคิดจิตสัญญา หลีกลับ อยู่นา
ผิดชอบที่ทำนั้น หากให้คนเห็น ฯ



๏ พวกพ้องผิดเท่าช้าง งาเงา
พวกอื่นโทษเท่าเหา หากรู้
โทษตนเท่าภูเขา คิดปิด ไว้แฮ
โทษท่านเท่าก้อยสู้ ส่งให้เห็นสูง ฯ



๏ โทษตนงำเงื่อนไว้ ห่อนแถลง
โทษท่านเก็บมาแจง ดุจเบี้ย
ตัวเต่าสี่ตีนแฝง หัวหนึ่ง ซ่อนนา
หยิบกล่าวแต่โทษเหี้ย มุขเท้ารุงรัง ฯ



๏ น้ำใช้ใส่ตุ่มตั้ง เต็มดี
น้ำอบอ่าอินทรีย์ อย่าผร้อง
น้ำปูนใส่เต้ามี อย่าขาด
น้ำจิตอย่าให้ข้อง ขัดน้ำใจใคร ฯ



๏ น้ำเงินน้ำนากแม้ มัวแสง
น้ำซ่มต้มน้ำแปลง ผ่องได้
น้ำจิตวิปริตแหนง มัวหม่น
น้ำอื่นเอาลูบไล้ ห่อนล้างใจเคือง ฯ



๏ ปางใช้ปางขาดเข้า แพงเกียน ละชั่งแฮ
วิบัติบรจองเบียน จักม้วย
ปางต้องปรับไหมเตียน ตนมอด ก็ดี
ปางมิตรได้ทุกข์ด้วย มิตรนั้นไหนเสมอ ฯ



๏ หมาเอยสูเหนื่อยแท้ ทุกวัน
ไปไล่เนื้อไล่ทัน ท่านได้
เจ้ามันแม่นหื้อมัน กินแต่ เข้านา
แมวบ่ทำใดให้ หม่ำเข้ากับปลา ฯ



๏ ปูเปี้ยวหัวเปล่าไซร้ ตีนยัง
งูบ่มีตีนตรัง ไต่ไม้
นมไก่บ่มีหวัง เลี้ยงลูก เป็นแฮ
ชายตกเข็ญใจไร้ อย่าได้ดูแคลน ฯ



๏ อา สาสุดสิ้นเรี่ยว แรงกาย
ภัพ และผลพังหาย โหดเศร้า
เหมือน เพลิงตกสินธุ์สาย ศูนย์ดับ ไปนา
ปูน ต่อขาดขอดเต้า จึ่งรู้คุณปูน ฯ



๏ เนื้อ ในไตตับต้ม แกงยำ
ไม่ ประสบสักคำ ที่ลิ้น
ได้ ยากลากโครงทำ เสียเปล่า
กิน แต่เขาเราชิ้น- หนึ่งได้ไป่มี ฯ



๏ หนัง เนื้อเถือท่านไว้ รองกาย
ไม่ แบ่งปันชั้นชาย เชือดไว้
ได้ ทุกข์แทบตัวตาย เสียเปล่า
นั่ง แต่ลำแพนไม้ ตอกสู้สานเอง ฯ



๏ มือ ซ้ายขวาขาดนิ้ว ฤๅมี
ด้วน เด็จดูใดดี หนึ่งน้อย
ได้ ทองเท่าต่อมตี แหวนประดับ
แหวน จะสอดสวมก้อย กุดสิ้นใส่ไฉน ฯ



๏ ตา มัวมืดคู่เข้า คูหา
บอด บ่ทราบสุริยา ย่ำฆ้อง
ได้ สมสิ่งเสริมตา จักใส่
แว่น แต่หยิบจ้องจ้อง จับแล้วเวียนวาง ฯ



๏ หัว หูดูชั่วช้า ไฉไล
ล้าน เลื่อมแลเงาใส เกือบแก้ว
ได้ ส่องกระจกใจ เจียนขาด
หวี แต่จับจ้องแล้ว ลูบโอ้อายเอง ฯ



๏ รูป ชั่วแต่ชอบแล้ว ใดปาน
รส รักผักว่าหวาน หล่อนต้ม
กลิ่น อบจบดินดาล บ่ดุจ เจ้านา
เสียง ก็จับใจหล้ม โลกแล้วฤๅมี ฯ



๏ น้ำ ฝนหม่นเมฆตั้ง ตกตะบึง
ไหล หลั่งถั่งชรทึง ท่วมเหย้า
ไฟ ติดนิดหนึ่งพึง จักก่อ
ดับ ระทมถ่านเถ้า หิ่งห้อยไป่มี ฯ



๏ รู้หลบ พบเศิกเสี้ยน กลัวไกล
เป็นปีก ป้องกันภัย ผ่อนช้า
รู้หลีก เล็ดลอดไป สุดเนตร
เป็นหาง ไกลกล่าวกล้า ต่อด้วยดัสกร ฯ



๏ ช้างสาร หกศอกไซร้ เสียงา
งูเห่า กลายเป็นปลา อย่าต้อง
ข้าเก่า เกิดแต่ตา ตนปู่ ก็ดี
เมียรักนอนร่วมห้อง อย่าไว้วางใจ ฯ



๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์
หากยากฝากผีไข้ ยากแท้จักหา ฯ



๏ ไป่เห็นน้ำ หน้าด่วน ชวนกัน
ตัดกระบอก แบ่งปัน ส่วนไซร้
ไป่เห็นรอก อวดขัน มือแม่น
ขึ้นน่าไม้ ไว้ให้ หย่อนแท้เสียสาย ฯ



๏ ชายเฉกเท้าหน้าคช เคียงความ เทียบแฮ
หญิงเล่ห์เชิงหลังยาม คลาดเคลื่อน
การกิจคิดงามตาม สุดแต่ ผัวนา
เมียมิ่งเหมือนด้ายร้อย สอดเคล้าตามเข็ม ฯ



๏ เมียใดใจดุร้าย ริษยา
กินเติบใช้เชิงตา เฉิดช้อย
มักเที่ยวสู่คฤหา แห่งท่าน นะพ่อ
แม้ว่ามีบุตรร้อย หนึ่งไซร้มละเสีย ฯ



๏ ปุยนุ่นเบาชั่งเพี้ยง ทำเนา นะพ่อ
คนที่เบาความเบา กว่านั้น
หนักหินมั่นคงเขา ควรนับ หนักนา
ไป่เท่าหนักแน่นกลั้น อดถ้อยทรชน ฯ



๏ ลามกประเทศทั้ง ทุรมิตร
อีกตระกูลเผ่าชิด ชั่วร้าย
ภรรยาทาสทุรจิต จำพวกนี้พ่อ
ควรบุทคลพึงผ้าย ผ่อนลี้หลีกหนี ฯ



๏ นกรอดหลุดบ่วงแล้ว ราวสาม คาบนา
ชีหลีกหลายอาราม เร่เร้น
สตรีเตร่จิตตาม ชายสี่ สามแฮ
อย่าประมาทใช่เหล้น มากด้วยมายา ฯ



๏ ทวยใดมิตรล่อล้าง หลายที แล้วพ่อ
ขืนจักก่อไมตรี เสพส้อง
ผู้นั้นนับว่ามี ชนม์ชีพ ไฉนนา
เหมือนแม่อัสดรท้อง แก่ใกล้ความตาย ฯ



๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้ เมื่อร้อนแรงแสง ฯ



๏ นักบวชบ่มักน้อย พินาศ ศีลนา
กษัตริย์สันโดษขาด ที่ไท้
งามเมืองแม่อายอาตม์ อับทรัพย์ สินแฮ
หญิงเผ่าเว้นอายไซร้ สุดร้ายฤๅงาม ฯ


๏ ทรมานมิตรด้วยไป่ พูดกับ เขานา
ผจญหมู่โจรจำขับ เฆี่ยนไซร้
ตัดเมียไป่มอบทรัพย์ สมบัติ ให้แฮ
ร้อนราคจริตให้ โภชน์น้อยพึงกุญช์ ฯ



๏ เรือนไร้บุตรสืบซั้น ทรัพย์มอด หมดแฮ
บ่อบ่มีฝนขอด ค่นน้ำ
พฤกษชาติปราศจากยอด ยืนอยู่ ไฉนนา
ปากไป่มีสัจซ้ำ เสื่อมสิ้นแก่นสาร ฯ



๏ เทศใดภัยพ้องพาธ พาลสรรพ์ สัตว์นา
สัปปุรุษสีหราชผัน อื่นย้าย
กาโฉดทุรชนฉกรรจ์ กาจจิต นี้พ่อ
มันมักสู่เทศร้าย อยู่ใต้โดยวิสัย ฯ



๏ เห็นภัยใหญ่แต่ช้า จักถึง ตนแฮ
ปราชญ์ย่อมผันผ่อนพึง หลบลี้
ภัยใดด่วนโดนตรึง ตราติด ตัวนา
ใจปราชญ์ปราศแสยงชี้ เช่นหล้าแลไศล ฯ



๏ เมืองใดไร้ราชทั้ง ปราชญ์สดับ ก็ดี
อีกตระกูลมีทรัพย์ สิ่งให้
หนึ่งไร้นทีกับ ขุนแพทย์
ภัยมากเมืองนั้นไซร้ ท่านห้ามอย่าเนา ฯ



๏ แม่เหมือนข้าศึกทั้ง บิดร ? ด ้วยแฮ
เหตุบ่สอนบุตรสอน เมื่อน้อย
ครั้นใหญ่ไป่งามอร ออกที่ ประชุมนา
เยียเยี่ยงยางเจ่าจ้อย จับมั้วหมู่หงส์ ฯ



๏ หมากพลูปูนไป่ป้าย บราง รสนา
แกงบ่เจือเกลือจาง จืดกล้ำ
ไร้ทรัพย์สิ่งสำอาง จักโอ่ งามฤๅ
ใช่ปราชญ์ปริศนาล้ำ ลึกแก้ฤๅงาม ฯ



๏ ชุมนุมฤดูสี่ไซร้ สรัทกาล ใหญ่นา
เมียที่งามเป็นประธาน ทั่วหน้า
บุตรชายเชษฐกุมาร นับใหญ่ ยิ่งแฮ
ล้ำโลกสี่ทิศอ้า เอกเบื้องอุดร ฯ



๏ บุตรใดครุ่นครุ่นสร้าง กองกรรม
ชื่อว่ามารดาทำ เที่ยงพร้อง
ส่ำศิษย์บ่เกรงยำ เยียบาป
โดยโลกย์โวหารร้อง เรียกแท้ครูทำ ฯ



๏ มักเมาหมดสัจถ้อย เจรจา
แรงโลกละอายหา ห่อนได้
มักเนื้อหน่ายกรุณา เป็นเที่ยง
บรรพชิตหญิงอยู่ใกล้ แกล่สิ้นศีลแสวง ฯ



๏ คนยากอยากภักษ์เคี้ยว ของแพง
คนโรคบำราศแรง ร่านปล้ำ
คนโฉดอวดสำแดง ธรรมเทศ- นานา
สามเหล่าเขานี้ก้ำ กึ่งบ้ากลกัน ฯ



๏ รักบุตรสิไป่ให้ พากเพียร
ปราศจากวิทยาเรียน เริ่มร้าง
พ่อเหมือนศัตรูเบียน บุตรอีกเล่านา
แม่ดั่งไพรีล้าง ลูกให้เสียสกนธ์ ฯ



๏ เมียดีดุจทาสรู้ การเรือน รอบแฮ
อายแก่สามีเหมือน ดั่งน้อง
เป็นที่ปรึกษาเตือน ดัดดุจ มาดายนา
ยามเมื่อผัวเคืองข้อง อดกลั้นกลัวเกรง ฯ



๏ โสนัขสุนัขพ้อง พบกัน
มันย่อมแสยะยิงฟัน ปากแห้
เฉกเช่นหมู่พาลผัน พะพวกพาลนา
ร้ายต่อร้ายร่าแต้ ต่างกล้าอวดแข็ง ฯ



๏ คับอกออมอยู่ได้ โดยหวัง
คับแคบเคียงคนชัง อยู่ช้ำ
คับจิตเจ็บประนัง เนายากยิ่งแฮ
แค้นคับเข็ญใจล้ำ เร่งร้อนฤๅเสบย ฯ



๏ อย่าปองสิ่งแก้วไป่ ควรปอง
เขาบ่ตรึกอย่าตรอง ตริบ้า
เร่งคิดคิดแต่ของ ควรคิด นะพ่อ
การที่ศูนย์เปล่าอ้า อย่าได้ควรปอง ฯ



๏ ผจญคนมีศักดิ์ด้วย หมอบกราบ
ผจญท่วยทรพลทาน แจกให้
เสมออาตม์จักทรมาน ชอบอด ออมแฮ
ผจญหมู่ข้าศึกไซร์ ล่อเลี้ยวลวงประหาร ฯ



๏ โลภรู้เรียนมากสิ้น ศิลปศาสตร์
ยามจักปองไป่อาจ กล่าวได้
ผู้นี้นับว่าปราชญ์ ฦาชื่อ ไฉนนา
กล่าวบ่ฉานเฉกใบ้ บอกข้อความฝัน ฯ



๏ คนพาลพวกหนึ่งน้ำ ใจหาญ
รู้ว่าตนเป็นพาล กระด้าง
พวกนี้วัจนาจารย์ จัดใช่ พาลพ่อ
นับว่าปราชญ์ได้บ้าง เพื่อรู้สึกตน ฯ



๏ ใครรักย่อมว่าเพี้ยง พงศ์พันธุ์
ใครชอบชิดชอบชมฉัน เพื่อนไว้
ใครเลี้ยงรักษาครรภ์ คือแม่ ตนนา
ใครดับดำฤษณ์ได้ ชื่อชู้เมียสม ฯ



๏ คบปราชญ์เปรียบเสพอ้อย เอมใจ
กินแต่ปล้องปลายไป ตราบต้น
คบคนโหดหื่นไหล เหลวจืด จางแฮ
แหนงหนึ่งอ้อยกัดร้น แต่ต้นตลอดปลาย ฯ



๏ เมตตาเตือนจิตให้ คนหวัง พึ่งนา
แรงเคียดคนหน่ายชัง ทั่วหน้า
ทานเป็นยอดยายัง เกียรติยศ ยิ่งแฮ
ตระหนี่กลกำพร้า พรากผู้สมาคม ฯ



๏ มักคร้านฤๅรอบรู้ วิทยา
ความรู้ถ่อยสินหา ไป่ได้
ไร้ทรัพย์อับผู้มา เป็นเพื่อน
ญาติมิตรไป่มีไซร้ สุขร้างแรมโรย ฯ



๏ มณฑกทำเทียบท้าว สีหะ
แมวว่ากูพยัคฆะ คาบเนื้อ
นกกระจอกมีมานะ ว่ายิ่ง ครุฑนา
เชิญใจมีข้าเกื้อ หยิ่งหยิ้งแสนทวี ฯ




๏ รสหวานในโลกนี้ มีสาม
หญิงรูปบริสุทธิ์งาม อีกอ้อย
สมเสพรสกลกาม เยาวโยค
หวานไป่ปานรสถ้อย กล่าวเกลี้ยงไมตรี



๏ นารีเสาวภาครูป เป็นทรัพย์
ชายมีความรู้สรรพ ทรัพย์ได้
พราหมณ์รู้เวทยานับ ว่าทรัพย์ พราหมณ์นา
ภิกษุเกิดทรัพย์ไซร้ เพื่อรู้ธรรมา ฯ



๏ พญากลัวข้าศึก เบียดเบียน
ชี้บ่เล่าเรียนเขียน อ่านไซร้
ชาวนาละความเพียร คร้านเกี่ยว การนา
ทั้งสามสิ่งนี้ให้ โทษแท้สาธารณ์ ฯ



๏ ชาติ เกิดรูปพร้อม อาการ
ชรา ร่างสาธารณ์ เหี่ยวแห้ง
พยาธิ บันดาล ต่างต่าง
มรณะ กาแร้ง แย่งยื้อกันกิน ฯ



๏ ทำดีดีส่งให้ เห็นผล
ทำชั่วชั่วก็ดล ชั่วให้
ชั่วดีดุจตราตน ตีบอกไว้นา
ใครชั่วใครดีไซร้ สืบได้ด้วยกรรม




๏ สารสืบฉบับสิ้น เสร็จสนอง
ชำระเรื่องคงของ เก่าแท้
ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงลอง ลิขิต เดิมนา
ล้วนโอวาทปราชญ์แท้ ถี่ถ้วนควรถนอม ฯ

เครดิตเจ้าของบทความ http://clongklon.blogspot.com/2009/08/blog-post_5193.html
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 19, 2014, 09:10:08 pm
    การถอดความ โคลง ๒๔
๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น นักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร ผ่ายหน้า (ผ่าย คำา เอกโทษ)
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน วนจิต
กลอุทกในตระกร้า เปี่ยมล้นฤามี

๑. ทั่ง หมายถึง แท่งเหล็ก
๒. ผ่าย หมายถึง ภายหน้า
๓. อุทก หมายถึง นำ้า ถอดความ ผู้เป็นปราชญ์นั้นมีความเพียรพยายามหาความรู้
แต่คนโง่เขลามักเกียจคร้านที่จะหาความรู้เปรียบเหมือนการเท นำ้าลงในตะกร้าย่อมไหลออกไปหมด
ตรงกับสำานวน ฝนทั่งให้เป็นเข็ม วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ปราชญ์ , เกลียด, อุทก,
จิต สัมผัสสระ คือ รู้-ผู้ , เกียจ-เกลียด : สัมผัสอักษร คือ ทั่ง-เท่า

    การถอดความ โคลง ๕๕
เว้นวิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง- เกตว่าง
เว้นนา เว้นดั่งกล่าวว่าผู้ ปราชญ์ได้ฤามี

๑. ไป่ หมายถึง ไม่
๒. ลิขิต หมายถึง เขียน
๓. ปราชญ์ หมายถึง นักปราชญ์ ถอดความ การเว้นที่จะพูดแสดงความคิดเห็น
การเว้นที่จะรับ ฟังคนอื่น การเว้นที่จะถามเรื่องที่ตนไม่รู้ และการไม่รู้จักสังเกต
ย่อมไม่ใช่คุณสมบัติของนักปราชญ์ที่พึงมี ตรงกับสำานวน สุ จิ ปุ ลิ (ฟัง คิด ถาม เขียน) ว
รรณศิลป์ คำาซ้ำ้า คือ คำาว่า เว้น มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลิขิต, ปราชญ์ สัมผัสอักษร คือ เว้น-วิจารณ์-ว่าง-เว้น

    การถอดความ โคลง ๕๗
๏ รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร
ชมว่านำ้าบ่อน้อย มากลำ้าลึกเหลือ

๑. เริงใจ หมายถึง หลงระเริง
๒. ชเล หมายถึง ทะเล
๓. สมุทร หมายถึง มหาสมุทร ถอดความ คนที่มีความรู้น้อยย่อมทะนงตนว่ามีความรู้มาก
เหมือนกับกบที่อยู่ในสระน้อยๆ ไม่เคยเห็นทะเลที่กว้างใหญ่ย่อม คิดว่า นำ้าในสระกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน
ตรงกับสำานวน กบในกะลาครอบ วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ มาก, กบ, สระ, ชเล , สมุทร,
มาก สัมผัสอักษร คือ กล-กบ-เกิด, ลำ้า-ลึก- เหลือ

    การถอดความ โคลง ๗๖
พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา กำาหนด
จิตมนุษย์นี้ไซ้ร้ ยากแท้หยั่งถึง

๑. คณนา หมายถึง นับ
๒. สายดิ่ง หมายถึง เครื่องวัดความลึก ถอดความ มหาสมุทรแม้ว่าจะลึกสุดที่จะนับสักเพียงใดก็
สามารถใช้สายดิ่งวัดได้ ภูเขาแม้จะสูงก็ใช้เครื่องมือวัดความสูงได้ แต่จิตมนุษย์ไม่สามารถหาสิ่งใดมาวัดได้
เป็นการยากที่จะหยั่งรู้ ใจมนุษย์ ตรงกับสำานวน รู้หน้าไม่รู้ใจ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลึก,อาจ, หนด, มนุษย์,
ยาก สัมผัสสระ คือ สมุทร- สุด , ดิ่ง- ทิ้ง : สัมผัสอักษร คือ ลึก-ล้น

    การถอดความ โคลง ๑๓๐
สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขรำ้า (คำาโทโทษ-ครำ่า)
บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป
บาปย่อมทำาโทษซ้ำ้า ใส่ผู้บาปเอง

๑. สนิม หมายถึง เกลียดชัง
๒. ขรำ้าหมายถึง เก่ามาก ถอดความ สนิมเหล็กนั้นแท้ที่จริงเกิดขึ้นในเนื้อเหล็กซ้ึ่งกัดกิน
เหล็กจนผุกร่อน ใช้การไม่ได้เปรียบได้กับผลของการทำาความชั่ว นั้นย่อมสนองตอบผู้ที่กระทำาความชั่วนั่นเอง
ตรงกับสำานวน กงเกวียนกำาเกวียน, ทำาดีได้ดี ทำาชั่วได้ชั่ว วรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
กัด, บาป คำาโทโทษ คือ ขรำ้า สัมผัสสระ คือ ตน- คน : สัมผัสอักษร คือ กิน-กัด, โทษ-ทำา

    การถอดความ โคลง ๘๗
รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง

๑. ชัง หมายถึง เกลียดชัง ถอดความ ถ้ารักกันถึงแม้ว่าตัวจะห่างไกลกันแต่เหมือนอยู่ ร่วมห้องหอเดียวกัน
แต่ถ้าเกลียดกัน ถึงแม้ว่าอยู่ใกล้กันก็เหมือนมี ขอบฟ้ามาขวางกั้น ป่าไม้มาบังไว้ มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
ขอบ สัมผัสสระ คือ ฟ้า- มา : สัมผัสอักษร คือ เขา-เขียว, หอ-แห่ง, แล- เหลียว,ตา-ต่อ

    การถอดความ โคลง ๑๘๕
นกน้อยขนน้อย แต่พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว อยู่ได้ มั
กใหญ่ย่อมคนหวัว ไพเพิด
ทำาแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน

๑. หวัว หมายถึง หัวเราะ,
๒. ไพเพิด หมายถึง ขับไล่
๓. หยัน หมายถึง เย้ยหยัน ถอดความ นกตัวน้อยทำารังพอให้คู่ของตัวเองอยู่ได้ เปรียบ
เหมือนมนุษย์ควรทำาแต่พอตัว อย่ามักใหญ่ใฝ่สูง คนย่อมจะ หัวเราะหรือเย้ยหยันได้ ตรงกับสำานวน
นกน้อยทำารังแต่พอตัว วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ เพิด สัมผัสอักษร คือ ใหญ่-ย่อม, ไพ-เพิด

    การถอดความ โคลง ๑๘๖
เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำากิน

๑. เคลิ้ม หมายถึง หลงใหลไปตาม
๒. เอาเยี่ยง หมายถึง เอาอย่าง ถอดความ เมื่อเห็นผู้อื่นมั่งมี เราก็อย่าทะเยอทะยานอยากได้
อยากมีเอาอย่างเขา แม้ว่าเรายากจน แต่ขอให้มีจิตใจงามไม่ เกียจคร้านขยันทำาการงานก็จะประสบความสำาเร็จได้
ตรงกับสำานวน เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ยาก, พยายาม,
กิจ สัมผัสสระ คือ ยาก-หาก, สัมผัสอักษร คือ การ-กิจ

    การถอดความ โคลง ๒๓๑
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

๑. เพี้ยง พ่าง หมายถึง เปรียบ
๒. พสุธา หมายถึง แผ่นดิน
๓.ศิขร า หมายถึง ภูเขา
๔. เมรุมาศ หมายถึง พระสุเมรุ
๕. สาคร หมายถึง แม่นำ้า, ทะเล ถอดความ พระคุณของมารดายิ่งใหญ่เปรียบได้กับแผ่นดิน
พระคุณของพ่อกว้างขวางเปรียบได้กับอากาศกว้าง พระคุณของ พี่สูงเท่าเขาพระสุเมรุ
ส่วนพระคุณของครูอาจารย์ลำ้าลึกเปรียบได้
กับนำ้าในแม่นำ้าทั้งหลายตรงกับสำานวน ความกตัญญูเป็น เครื่องหมายของคนดี วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ
หนัก, บิดร, กาศ, มาศ, พระ, อาจ

    การถอดความ โคลง ๒๘๒
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำาขาน ควรทราบ
หย่อมญ่าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน

๑. ชลธาร หมายถึง นำ้า
๒. สันดาน หมายถึง อุปนิสัยที่มีมาแต่ กำาเนิด
๓. โฉด หมายถึง โง่
๔. แสลง หมายถึง ไม่ถูกกับ
๕. ญ่า หมายถึง หญ้า
๖.เรื้อ หมาย ถึง ร้าง ถอดความ ก้านบัวบอกความลึกตื้นของนำ้า มารยาทบ่งบอกถึง
ลักษณะนิสัยและการเลี้ยงดู คำาพูดบ่งบอกคนว่าโง่หรือฉลาด เปรียบได้กับหญ้าที่เหี่ยวแห้งย่อมแสดงว่าดินไม่มีคุณภาพ
ตรงกับสำานวน สำาเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล วรรณศิลป์ การเล่นเสียง มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ลึก, ชาติ, ยาท, เพราะ, ทราบ, บอก

    การถอดความ โคลง ๓๑๒
๏ โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี

๑. วายชีพ , ดับสูญ หมายถึง ตาย
๒. สังขาร หมายถึง ร่างกาย ถอดความ วัวควายเมื่อตายไปยังเหลือเขาหนังไว้ทำา ประโยชน์
ส่วนคนตายไปเหลือเพียงความดีและความชั่ว ดังนั้น ควรทำาความดี วรรณศิลป์ การเล่นเสียง
มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ชีพ, ดับ สัมผัสสระ คือ ควาย- วาย : สัมผัสอักษร คือ เด็ด-ดับ, สูญ-สัง

    การถอดความ โคลง ๔๐๗
เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์
หากยาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา

อาตม์ หมายถึง ตายแทนกันได้ ถอดความ เพื่อนกินหาง่ายเพราะเมื่อทรัพย์สินเงินทองของเรา
หมดแล้ว ย่อมหนีหน้าหายไป แต่เพื่อนตายหายากสามารถร่วม ทุกข์ร่วมสุข ตายแทนเราได้ ตรงกับสำานวน
เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก คำาประพันธ์ โคลงกระทู้ ๒ คำา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ ทรัพย์, มาก,
อาตม์, ยาก สัมผัสสระ คือ กิน-สิ้น, ง่าย-หลาย, ตาย-ถ่าย, ยาก-ฝาก : สัมผัส อักษร คือ แหนง-หนี

    การถอดความ โคลง ๔๑๗
๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา
สุริยะส่องดาราไร้ เพื่อร้อนแรงแสง

๑. มาน หมายถึง มี,
๒. เกลอ หมายถึง เพื่อน
๓.ดวงศศิ หมายถึง ดวงจันทร์
๔. ดาษ หมายถึง มาก
๕.สุริยะ หมายถึง ดวงอาทิตย์
๖.ดารา หมายถึง ดาว ถอดความ การพูดจาอ่อนหวานมีมิตรมากเหมือนดวงจันทร์มี ดาวล้อมรอบ
ส่วนคนที่พูดคำาหยาบคายเหมือนพระอาทิตย์ส่อง แสงจ้าร้อนแรงที่บดบังแสงของดาวดวงอื่น
วรรณศิลป์ อุปมา มีคำาตายแทนคำาเอกคือ มิตร, ศศิ, ดาษ สัมผัสสระ คือ หวาน-มาน, แรง-แสง :
สัมผัสอักษร คือ มาน-มิตร,


ที่มาจาก http://www.slideshare.net/kruapisada/ss-26410518
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ มิถุนายน 12, 2015, 07:31:39 am
• อัญขยมบรมนเรศร์เรื้อง     รามวงศ์
พระผ่านแผ่นไผททรง          สืบไท้
แสวงยิ่งสิ่งสดับองค์             โอวาท
หวังประชาชนให้                อ่านแจ้งคำโคลงฯ

• ครรโลงโลกนิตินี้             นมนาน
มีแต่โบราณกาล               เก่าพ้อง
เป็นสุภาษิตสาร                สอนจิต
กลดั่งสร้อยสอดคล้อง          เรี่ยไว้ในกรรณฯ

• ปลาร้าพันห่อด้วย      ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา        คละคลุ้ง
คืนคนหมู่ไปหา           คบเพื่อน  พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง          เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ
 
                   คนทั้งหลายที่ไปมั่วสุม คบค้าสมาคมกับคนพาลคนชั่ว
                   ย่อมต้องพัวพันกับเรื่องเลวร้าย พาให้ตนเองและวงศ์ตระกูลพลอยเดือดร้อนเสียหายไปด้วย
                   เปรียบดังนำใบคาไปห่อปลาร้า กลิ่นเหม็นย่อมติดฝังแน่นในใบคา แม้จะนำไปล้างน้ำกลิ่นนั้นก็ไม่จางหาย.
 
• ใบภ้อพันห่อหุ้ม       กฤษณา
หอมระรวยรสพา         เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา        นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย     ดุจไม้กลิ่นหอม

                   การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ การมีมิตรดีมีคุณธรรม ย่อมชักนำให้เราประกอบแต่คุณงามความดี มีแต่ความสุขความเจริญ
                   เปรียบเช่นไม้กฤษณาซึ่งมีกลิ่นหอม นำใบภ้อมาห่อหุ้ม กลิ่นหอมของไม้กฤษณายังหอมระรวยติดอยู่ที่ใบภ้อ.
 


• ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้    มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน      ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน    หนอนบ่อน
ดุจดั่งคนใจร้าย         นอกนั้นดูงามฯ

                   ยถา อุทุมฺพรปกฺกา, พหิ รตฺตกา เอว จ;  อโนฺตกิมิล สมฺปุณฺณา, เอวํ ทุชฺชนหทยาฯ
                   ผลมะเดื่อเมื่อสุก มีสีแดงสวยงามสดใส ดังเอาชาดมาทาป้ายไว้
                   แต่ภายในผลมะเดื่อนั้น เต็มไปด้วยหนอนและแมลง หาความสวยงามดั่งภายนอกมิได้
                   เปรียบเช่นคนภายนอกดูเป็นคนดีน่าคบหา แต่จิตใจที่ซ่อนอยู่ภายในกายโหดร้ายนัก
                                พุทธศาสนสุภาษิต



• ขนุนสุกสล้างแห่ง       สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา   หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา            เอมโอช
สาธุชนนั่นแล้              เลิศด้วยดวงใจ ฯ

                   ยถา ปิ ปนสา ปกฺกา พหิ กณฺฑกเมว จ
                   อนฺโต อมตสมฺปนฺนา เอวํ สุชนหทยา
                   ผลขนุนสุกอยู่ตามกิ่งก้านสาขาของต้น ดูภายนอกเห็นแต่หนามแหลมอยู่ตามเปลือกผล
                   แต่เนื้อขนุนซึ่งอยู่ภายในนั้นให้รสชาติหอมหวานยิ่งนัก เปรียบเหมือนคนที่รูปกายภายนอกขี้ริ้วขี้เหร่
                   แต่ภายในจิตนั้น งดงาม เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม
                                พุทธศาสนสุภาษิต


• ยางขาวขนเรียบร้อย     ดูดี
ภายนอกหมดใสสี          เปรียบฝ้าย
กินสัตว์เสพปลามี          ชีวิต
เฉกเช่นชนชาติร้าย        นอกนั้นนวลงามฯ

                   นกกระยาง มีขนสีขาวสวยงามดังปุยฝ้าย เห็นแต่ภายนอกก็ว่าขาวสะอาดดีแต่ในจิตนั้นไซร้
                   ชั่วร้าย ขาดเมตตา กินปลาและสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร เปรียบเช่นคนรูปร่างหน้าตาผิวพรรณดี แต่มีจิตใจโหดร้าย
                   



• รูปแร้งดูร่างร้าย      รุงรัง
ภายนอกเพียงพึงชัง   ชั่วช้า
เสพสัตว์ที่มรณัง       นฤโทษ
ดังจิตสาธุชนกล้า      กลั่นสร้างทางผล ฯ

                   นกแร้งมีรูปร่างแสนสกปรกรกรุงรัง น่าเกลียดน่าชัง  กินสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหาร จึงไม่เป็นบาปเป็นกรรมแก่ตัว 
                   เปรียบเช่นคนที่มีชีวิตอยู่ในวงแวดล้อมของคนชั่ว คนไม่มีศีล แต่คนผู้นั้นก็มิได้คบหาสมาคม มีจิตใจแน่วแน่มั่นคง
                   มุ่งประกอบแต่คุณงามความดีเพื่อมรรคผลในภายหน้า



• พระสมุทรสุดลึกล้น      คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา           หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา            กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้             ยากแท้หยั่งถึง ฯ

                   มหาสมุทรจะลึกเพียงใดก็ตาม ก็ไม่พ้นความสามารถของมนุษย์ที่จะทอดสายดิ่งวัดความลึกดูได้
                   ขุนเขาแม้จะสูงสุดฟากฟ้า ก็วัดความสูงของยอดได้  แต่จิตมนุษย์นี้ คาดเดาได้ยากว่าเขาชังเรา หรือรักเรา


• ห้ามเพลิงไว้อย่าให้    มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์       ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน           คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้            จึ่งห้ามนินทา ฯ

                   ห้ามไฟไม่ให้มีควัน ห้ามพระอาทิตย์พระจันทร์อย่าส่องแสง
                   ห้ามอายุให้หวนคืนเด็ก  ห้ามทั้งสามสิ่งนี้ได้ จึ่งสามารถห้ามการนินทา.
                               

       ภาพ : วัดร่องขุ่น  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย
• คนพาลผู้บาปแท้      ทุรจิต
ไปสู่หาบัณฑิต           ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์     บ่ซาบ  ใจนา
คือจวักตักข้าว           ห่อนรู้รสแกง ฯ

                   คนพาลสันดานบาป แม้จะสมาคมกับนักปราชญฺ์ ได้ฟังธรรมคำสอนอยู่เนืองนิตย์
                   ก็หาได้ซาบซึ่งในคำสั่งสอนนั้นไม่ เปรียบเช่นจวักตักข้าวตักแกงแต่ไม่รู้รสชาติของแกงว่าเป็นอย่างไร


• คนใดไปเสพด้วย       คนพาล
จักทุกข์ทนเนานาน       เนิ่นแท้
ใครเสพท่วยทรงญาณ    เปรมปราชญ์
เสวยสุขล้ำเลิศแล้         เพราะได้สดับดีฯ 

                   คนผู้คบคนพาล คนพาลย่อมชักนำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญอยู่เนืองนิตย์
                   ผู้ใดคบกับบัณฑิต บัณฑิตย่อมชักจูงให้กระทำแต่สิ่งที่เป็นคุณ จึงย่อมได้รับแต่ความสุขความเจริญ
                               

• ผู้ใดใจฉลาดล้ำ         ปัญญา
ได้สดับปราชญ์เจรจา      อาจรู้
ยินคำบัดเดี๋ยวมา          ซับซาบ  ใจนา
คือมลิ้นคนผู้               ซาบรู้รสแกง ฯ

                   ผู้มีสติปัญญา เมื่อได้ฟังนักปราชญ์สั่งสอน แม้เพียงชั่วเวลาอันสั้นๆ
                   ก็สามารถเข้าใจคำสั่งสอนอย่างซาบซึ้งได้ไม่ยาก เปรียบเช่นลิ้นคน ที่ไวต่อรสชาติของอาหาร ฉันนั้น


• หมูเห็นสีหราชท้า        ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ                 ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ      หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้            วากเว้วางหนี ฯ

                   หมูเห็นพญาราชสีห์ มีสี่เท้าเท่าตัวเอง ก็ทะนงตัว ร้องท้าราชสีห์ชวนรบว่า
                   เรามีสี่ตีน ท่านก็สี่ตีนเหมือนเรา ท่านจงมาสู้กับเรา อย่ากลัวเราแล้วรีบหลบหนีไปเสียเล่า...
                   อย่าประเมินคุณสมบัติคนที่เราพบเห็นแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก

• สีหราชร้องว่าโอ้         พาลหมู
ทรชาติครั้นเห็นกู          เกลียดใกล้
ฤามึงใคร่รบดนู             มึงนาศ  เองนา
กูเกลียดมึงกูให้            พ่ายแพ้ภัยตัว ฯ

                   พญาสีหราชได้ยินดังนั้น ร้องตอบไปว่า เจ้าหมูสกปรกโอหัง นี่เอ็งคิดสู้รบกับข้าเชียวหรือ?
                   ถ้ารบกับเราตัวเอ็งน่ะแหละจะถึงความพินาศ เอาเถอะ! ข้าไม่อยากสู้รบกับคนพาล ข้าขอยอมแพ้.


     ไร่ทานตะวัน  อำเภอตากฟ้า  จังหวัดนครสวรรค์ 
• กบเกิดในสระใต้         บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์           หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน         นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย         เกลือกเคล้าเสาวคนธ์

                   กบเกิดในสระบัวที่บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว แต่หาได้รู้รสอันหวานหอมของเกสรบัวไม่
                   แมลงผึ้งอยู่ไกลสระนับโยชน์ ยังได้สัมผัสกลิ่น โบยบินมาลิ้มชิมรส เกลือกเคล้ำเกสรบัวอยู่เป็นประจำ.

• ใจชนใจชั่วช้า           โฉงเฉง
ใจจักสอนใจเอง            ไป่ได้
ใจปราชญ์ดัดตามเพลง    พลันง่าย
ดุจช่างปืนดัดไม้            แต่งให้ปืนตรง ฯ

                   คนใจบาปหยาบช้า ย่อมไม่สามารถตักเตือนตัวเองให้รู้จักผิดชอบชั่วดีได้ ส่วนคนผู้มีปัญญาสามารถฝึกหัด
                   อบรม เตือนตนเองให้เป็นคนตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมไม่ประกอบกรรมชั่วอันเป็นอกุศล ดุจช่างเกาทัณฑ์ดัดลูกศร หน้าไม้ ให้ตรงฉะนั้น.

     พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จังหวัดราชบุรี
• เป็นคนควรรอบรู้           สมาคม
สองประการนิยม              กล่าวไว้
หนึ่งพาลหนึ่งอุดม             นักปราชญ์
สองสิ่งนี้จงให้                  เลือกผู้สมาคม ฯ

                   ท่านว่า ให้พิจารณาเลือกคบหาสมาคมกับบุคคล ๒ จำพวกนี้ไว้
                   หนึ่ง คือ คนพาล สองคือ นักปราชญ์  บุคคลสองจำพวกนี้พึงเลือกคบให้ดีเถิด.

• ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น        รักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร            ฝ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน    วนจิต
กลอุทกในตะกร้า              เปี่ยมล้นฤามี ฯ

                   คนจะเป็นนักปราชญ์ ย่อมหมั่นศึกษาเล่าเรียนแสวงหาความรู้ใส่ตัว ไม่ท้อถอย
                   เปรียบกับการหมั่นเพียรฝนแท่งเหล็กจนสำเร็จเป็นเข็มเย็บผ้า
                   ส่วนคนเกียจคร้าน เบื่อหน่ายการเรียน จะไม่มีวิชาความรู้ติดตัวที่จะนำพาให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข
                   เปรียบกับอุทก(แปลว่า น้ำ) ที่ขังอยู่ไม่ได้ในตระกร้า ย่อมไหลออกไปจนหมดเกลี้ยง


• รำฟ้อนสุนทรด้วย     รูปา
ร้องขับศัพท์เสน่หา       ยิ่งแท้
มวยปล้ำล่ำสันสา        มารถจึ่ง ดีแฮ
รักกับชังนั้นแล้           เพื่อลิ้นเจรจา     

                   การร่ายรำนั้น สวยงามด้วยท่วงท่า และรูปร่างหน้าตาของผู้ฟ้อนรำ
                   เพลงฟังไพเราะ เพราะทำนองและน้ำเสียงของผู้ขับร้อง
                   นักมวยจะชนะคู่ต่อสู้ได้ก็ด้วยความสามารถและความแข็งแรง
                   แต่คนจะรักหรือชังกันนั้น เกิดจากน้ำคำเจรจานั้นแล.

• ไม้ค้อมมีลูกน้อม      นวยงาม
คือสัปปุรุษสอนตาม     ง่ายแท้
ไม้ผุดั่งคนทราม         สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้        ห่อนรื้อโดยตาม ฯ

                   ต้นไม้ที่มีผลดก กิ่งย่อมโอนอ่อนโน้มลงสู่พื้นดิน เช่นเดียวกับผู้มีปัญญา เป็นบุคคลฝึกหัด อบรมง่าย
                   ส่วนไม้ผุ จะดัดให้ตรงอย่างไรก็ทำไม่ได้ รอแต่เวลาผุพังแหลกสลายเท่านั้น เปรียบดังคนพาล
                  ได้ฟังคำสั่งสอนอบรมก็ไม่รู้ในสิ่งดีสิ่งเลว ท่านว่า เป็นบุคคลอบรมสั่งสอนยาก.


• คนใดยืนอยู่ร้อย      พรรษา
ใจบ่มีปรีชา             โหดไร้
วันเดียวเด็กเกิดมา      ใจปราชญ์
สรรเพชญบัณฑูรไว้     เด็กนั้นควรยอ ฯ

                   คนเราถึงจะมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี แต่โง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักแสวงหาความรู้่
                   สู้เด็กที่เกิดมาเพียงวันเดียว ที่เป็นผู้มีสติปัญญา มีความสามารถฉลาดเฉลียวก็ไม่ได้
                   พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญเด็กนั้น .

• มีอายุร้อยหนึ่ง        นานนัก
ศีลชื่อปัญจางค์จัก      ไป่รู้
ขวบเดียวเด็กรู้จัก       ษานิจ ศีลนา
พระตรัสสรรเสริญผู้     เด็กนั้นเกิดศรี ฯ   

                   คนเราถึงจะมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี แต่เป็นผู้ไม่มีศีลมีธรรม
                   พระพุทธองค์ตรัสว่า เด็กที่เกิดมามีอายุเพียงหนึ่งปี แต่รู้จักบุญบาป รู้รักษาศีล เป็นผู้ประเสริญกว่า.


• ได้เห็นนักปราชญ์ไซร้     เป็นสุข
อยู่ร่วมเรือนหายทุกข์        ค่ำเช้า
ผู้พาลสั่งสอนปลุก           ใจดั่ง พาลนา
ยลเยี่ยงนกแขกเต้า          ตกต้องมือโจร ฯ       

                   การได้พบเห็น ได้ฟังนักปราชญ์ ย่อมทำให้เราได้รับความรู้ พัฒนาตนเองให้มีความสามารถ เจริญในทางที่ถูกที่ควร
                   ยิ่งหากได้มีโอกาสคลุกคลี อยู่ร่วมกันด้วยแล้ว ปราชญ์ผู้นั้นจักเป็นผู้ช่วยอบรมสั่งสอนเราไปสู่หนทางแห่งความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
                   ตรงกันข้ามหากเราคลุกคลีกับคนพาล  คนพาลก็จักชักนำเราไปสู่แต่หนทางอบาย อุปมาดังเช่นนิทานเรื่องนกแขกเต้าที่ตกไปอยู่ในรังโจร.

 
• จงนับสัปปุรุษผู้            บุญธรรม์
จงละหลีกพาลอัน            ชั่วช้า
จงสร้างสืบบุญธรรม์          ทุกเมือ
(จงสร้างสืบบุญวัน           ค่ำต่อ วายนา)*
จงนึกนิตย์ชีพคล้าย          ดุจด้วยฟองชล ฯ     
* ข้อความในวงเล็บ เป็นข้อความในต้นฉบับบางเล่มที่ผิดออกไป จึงนำมาลงไว้ด้วย...สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร

                   พึงคบหาสมาคมกับผู้มีศีลมีธรรม  จงหลีกหนีการคบคนพาล
                   จงหมั่นสร้างบุญกุศล สร้างสมคุณงามความดี หมั่นรำลึกไว้เสมอว่า ชีวิตไม่เที่ยง สังขารย่อมเสื่อมสลายและแตกดับอย่างแน่นอน.



• งาสารฤาห่อนเหี้ยน     หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน        อย่างนั้น
ทุรชนกล่าวคำฝืน         คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น         เล่ห์ลิ้นทรชน ฯ

                   งาช้างที่งอกออกมาแล้ว ย่อมไม่หดคืน เช่นเดียวกับคำพูดของคนมีศีลธรรม คำพูดย่อมมั่นคง เชื่อถือได้ 
                   ตรงกันข้าม คนพาลหรือทุรชน มักพูดจากลับกลอกเชื่อถือไม่ได้ ดุจหัวเต่าประเดี๋ยวยาวประเดี๋ยวสั้น ผลุบๆ โผล่ๆ จากกระดอง ฉะนั้น .


• ทรชนอย่าเคียดแค้น   อย่าสนิท
อย่าห่างศัตรูชิด          อย่าใกล้
คือไฟถ่านแรงฤทธิ       ถือถลาก มือนา
แม้นดับแล้วบ่ไหม้        หม่นต้องมือดำ ฯ   

                   ให้เปรียบคนเช่นนี้ดังศัตรู : คนชั่ว คนพาล เหมือนถ่านไฟที่กำลังลุกโชน
                   อย่าไปสนิทชิดเชื้อคบหาสมาคม เพราะรังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้
                   ...ถ่านที่กำลังติดไฟ ถูกมือก็ไหม้พอง  แม้ไฟดับสนิทแล้ว ไปจับถ่านเข้าก็ดำติดมือ.


• ปางก่อนเคยร่วมน้ำ     ใจจิต
เคยยื่นทรัพย์ไปล่ปลิด     ปลดให้
เคยเป็นมิ่งเมียสนิท        หลายชาติ มานา
ในชาตินี้จึงได้              เสพส้องครองกัน ฯ

                   ในชาติปางก่อน คนเคยอยู่ด้วยกัน ผูกพันรักใคร่ อุปถัมภ์เกื้อกูลกันมาหลายชาติ
                   มาในชาตินี้ บุพเพสันนิวาสย่อมชักนำให้ประสบพบกัน ได้อยู่เป็นคู่ครองกันอีก.


• นาคีมีพิษเพี้ยง       สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช         แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส      แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า         อวดอ้างฤทธี ฯ

                   พญานาคมีฤทธิ์เดชร้ายแรงดั่งดวงอาทิตย์  เลื้อยไปไหนมาไหนอย่างแช่มช้า ไม่วางท่าอวดอำนาจ
                   ผิดกันกับแมลงป่อง ที่เป็นสัตว์มีพิษเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำท่าทางยโสโอหัง ทำชูหางวางโตให้ใครๆ ต้องเกรงกลัวว่าตัวเป็นสัตว์มีพิษ.


• ภูเขาเหลือแหล่ล้วน         ศิลา
หามณีจินดา                    ยากได้
ฝูงชนเกิดนานา                 ในโลก
หานักปราชญ์นั้นไซร้           เลือกแล้วฤามี ฯ

                   ภูเขาอยู่มากมายทั่วไปในโลก ล้วนมีแต่หินไม่มีราคา จะเสาะแสวงหารัตนชาติ (เงิน ทอง เพชร พลอย ฯลฯ)
                   ที่มีในภูเขาแม้เพียงสักชิ้นเล็กๆ ก็หาได้ยากแสนยาก
                   อุปมา คนที่เกิดมาในโลกมีมากมายเหลือคณานับ แต่จะค้นหาผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้มีปัญญา ก็ค้นหาได้ยากแสนยากเช่นเดียวกัน.

• ภูเขาทั้งแท่งล้วน              ศิลา
ลมพยุพัดพา                     บ่ขึ้น
สรรเสริญและนินทา              คนกล่าว
ใจปราชญ์ฤาเฟื่องฟื้น            ห่อนได้จินต์จลฯ

                   ภูเขามีความมั่นคงเพราะเต็มไปด้วยแท่งหิน จึงไม่สะเทือนเพราะแรงลม
                   เหมือนกับ "คำสรรเสริญและนินทา" ย่อมไม่ทำให้ใจของนักปราชญ์หวั่นไหวได้ฉันนั้น.


• ป่าหลวงหลายโยชน์พร้อม  พฤกษา
หาแก่นจันทน์กฤษณา         ยากไซร้
ฝูงคนเกิดมีมา                  เหลือแหล่
หาปราชญ์ฤาจักได้             ยากแท้ควรสงวน ฯ

                   ผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดมากมายก่ายกอง จะแสวงหาแก่นไม้จันทร์ ไม้กฤษณา ที่มีคุณค่าสูง หาได้ยากนัก
                   เช่นเดียวกับคนที่เกิดมาในโลก มีมากมายเหลือคณานับ แต่จะแสวงหานักปราชญ์ราชบัณฑิต แม้สักรายเดียวก็แสนยาก.


 
• มดแดงแมลงป่องไว้    พิษหาง
งูจะเข็บพิษวาง            แห่งเขี้ยว
ทรชนทั่วสรรพางค์        พิษอยู่
เพราะประพฤติมันเกี้ยว   เกี่ยงร้ายแกมดี ฯ

                   มดแดง แมลงป่อง มีพิษอยู่ที่ปลายหาง  งู จะเข็บ (สัตว์จำพวกตะขาบ) มีพิษอยู่ที่เขี้ยว
                   ส่วนคนพาลย่อมคิดชั่ว กระทำความชั่ว (ได้ทั้งตัว - ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า).

• นกน้อยขนน้อยแต่     พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว           อยู่ได้
มักใหญ่ย่อมคนหัว       ไพเพิด
ทำแต่พอตัวไซร้         อย่าให้คนหยัน ฯ

                   สอนให้ดูตัวอย่าง : นกตัวเล็กๆ เรี่ยวแรงย่อมมีน้อย จึงเสาะแสวงหากิ่งไม้ใบหญ้าทำรังพอได้อยู่อาศัยสองตัวเมียผัว
                   เกิดมาเป็นคน จะทำสิ่งใดก็ให้พอเหมาะพอควรกับกำลังทรัพย์กำลังความสามารถ อย่าได้คิดทำการใหญ่เกินตัวให้ใครๆ
                   ดูถูกดูหมิ่นได้ว่าไม่รู้จักประมาณตน.


ขอบคุณที่มาจาก http://www.sookjai.com/index.php?PHPSESSID=0ndlrkotd42vie8b4mt90jrm03&topic=64593.msg93948#msg93948
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ มิถุนายน 12, 2015, 07:38:51 am
• กละออมเพ็ญเพียบน้ำ     ฤาติง
โอ่งอ่างพร่องชลชิง          เฟื่องหม้อ
ผู้ปราชญ์ห่อนสุงสิง          เยียใหญ่
คนโฉดรู้น้อยก็                พลอดพ้นประมาณฯ

                  หม้อที่มีน้ำเต็มเปี่ยม แรงกระเพื่อมของน้ำจะไม่เกิดเสียงดัง...โอ่ง อ่างน้ำที่มีน้ำขังไม่เต็ม แรงน้ำกระเพื่อมจักเกิดเสียง
                  ..บุคคลผู้เป็นปราชญ์จักไม่โอ้อวดภูมิปัญญาความรู้ความฉลาดของตน  แต่คนโง่เขลาเบาปัญญามักอวดภูมิรู้ของตนแม้จักมีเพียงน้อยนิด



• มัจฉามีทั่วท้อง          ชโลธร
หาเงือกงูมังกร              ยากได้
ทั่วด้าวพระนคร             คนมาก มีนา
จักเสาะสัปปุรุษไซร้        ยากแท้จักมีฯ

                  ปลามีอยู่ทั่วไปตามแหล่งน้ำ ทะเล ห้วย หนอง คลอง บึง  แต่จะหาเงือกหรือมังกรสักตัวนั้น หาได้ยาก
                  ผู้คนก็มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่จะหาผู้เป็นนักปราชญ์สักคนนั้น หากได้ยากแท้

• ดารามีมากน้อย         ถึงพัน
บ่เปรียบกับดวงจันทร์      หนึ่งได้
คนพาลมากอนันต์         ในโลก
จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร้   ยากแท้ฤาถึงฯ

                  งมเข็มในมหาสมุทร"     
                  แสงสว่างอันเกิดจากดวงดาวนับร้อยนับพันดวง นำมารวมกันแล้ว แสงนั้นก็สว่างไม่เท่ากับแสงจันทร์ที่มีเพียงหนึ่งดวง
                  เช่นเดียวกับปัญญาความรอบรู้ในความเห็นถูกตามสัจธรรมของเหล่าคนพาลที่มีอยู่กลาดเกลื่อนในโลกนี้
                  นำมารวมกันแล้วก็ยังน้อยกว่าปัญญาของนักปราชญ์เพียงคนเดียว


• คนใดยืนเหยียบร้อย   ขวบปี
ความอุตส่าห์ฤามี         เท่าก้อย
เด็กเกิดขวบหนึ่งดี        เพียรพาก
พระตรัสว่าเด็กน้อย       นี่เนื้อเวไนย ฯ

                  คนเราถึงจะมีอายุยืนยาวเกือบร้อยปี  แต่เป็นคนขาดความอุตสาหะ มีความเกียจคร้านเป็นนิตย์
                  ส่วนเด็กที่เกิดมา แม้มีอายุเพียงหนึ่งปี แต่มีความพากเพียร พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า
                  เด็กนี้คือหน่อเนื้อเวไนย (ผู้ซึ่งสมควรที่จะแนะนำสั่งสอนให้บรรลุอมตธรรมได้)


• นกแรงบินได้เพื่อ      เวหา
หมู่จระเข้เต่าปลา        พึ่งน้ำ
เข็ญใจพึ่งราชา          จอมราช
ลูกอ่อนอ้อนกลืนกล้ำ    เพื่อน้ำนมแรงฯ

                  หมู่วิหคนกกา อาศัยท้องฟ้าโบยบินหาอาหาร  หมู่จระเข้ เต่า ปลา อาศัยแหล่งน้ำเป็นที่อาศัย
                  คนยากไร้เข็ญใจ ย่อมอาศัยพระบารมีองค์กษัตริย์  ลูกอ่อนรอดชีวิตมาได้ เพราะร้องไห้ออดอ้อนขอน้ำนมแม่

• คบกากาโหดให้          เสียพงศ์
พาตระกูลเหมหงส์          แหลกด้วย
คบคนชั่วจักปลง            ความชอบ เสียนา
ตราบลูกหลานเหลนม้วย   ไม่ม้วยนินทา ฯ

                   การคบคนชั่ว นอกจากจักนำความเสื่อมเสียมาสู่พวกเดียวกันแล้ว ยังชักนำให้ผู้มีศักดิ์สกุลสูงส่งที่หลงมาคบค้า ไปสู่อบาย
                   และเสื่อมเสียชื่อเสียงไปจนถึงชั่วลูกหลานเหลน แม้ละโลกนี้ไปแล้วก็หาได้สิ้นคำนินทาไปไม่.
                   กากา กากสฺส โทเสน   หํโส ภวติ สํสก
                   เอวํ ทุชฺชนสงฺคญฺจ  กุลปุตฺโตฺร วิวสฺสติ ฯ .....    พุทธศาสนสุภาษิต
 



• หิ่งห้อยส่องก้นสู้       แสงจันทร์
ปัดเทียบเทียมรัตน์อัน    เอี่ยมข้า
ทองเหลืองหลู่สุวรรณ    ธรรมชาติ
พาลว่าตนเองอ้า          อาจล้ำเลยกวี ฯ

                  คนโง่เขลาเบาปัญญา หลงตัวเองว่าฉลาดกว่า เก่งกว่าบรรดานักปราชญ์จอมกวี
                  อุปมาอุปไมย...หิ่งห้อยชูก้นกระพริบริบหรี่ส่องแข่งแสงจันทรา  ลูกปัดด้อยราคานำมาตีค่าเสมอรัตนมณี
                  และนำทองเหลืองราคาต่ำมาเทียบทองคำที่ล้ำค่าหายาก   

• เสือผอมกวางวิ่งเข้า   โจมขวิด
ไป่ว่าเสือมีฤทธิ์           เลิศล้ำ
เล็บเสือดั่งคมกฤช        เสือซ่อน ไว้นา
ครั้นปะปามล้มคว่ำ        จึ่งรู้จักเสือ ฯ 

                  กวางเห็นเสือผอมโซ คิดว่าเสือคงไร้เรี่ยวแรง จึงกระโจนเข้าขวิดทำร้าย 
                  หารู้ไม่ว่าแม้เสือจะผอมแต่ก็ยังมีกรงเล็บอันแหลมคมและแข็งแรง  จึงถูกเสือตะปบล้มคว่ำลง กวางจึงรู้ฤทธิ์เดชของเสือ
                  ปริภูโต มุทุ โหติ     อติติกฺโข จ เวรวา                         
                  อ่อนไปก็ถูกเขาดูหมิ่น  แข็งไปก็มีภัยเวร   .....พุทธศาสนสุภาษิต
                 

• ภูเขาอเนกล้ำ      มากมี
บมิหนักแผ่นธรณี     หน่อยไซร้
หนักนักแต่กระลี      ลวงโลก
อันจักทรงธารได้     แต่พื้นนรกานต์ฯ 

                  ภูเขาเลากาน้อยใหญ่มีมากมายนับไม่ถ้วนในแผ่นดิน แต่หาทำให้หนักแผ่นดินแต่อย่างใดไม่
                  สิ่งที่ทำให้โลกหนักอยู่นี้คือ บรรดาพวกคนพาล คนชั่ว คนลวงโลก อันควรมีที่อาศัยที่อยู่ได้คือ นรกอเวจี 



 
• ป่าพึ่งพาลพยัคฆ์ร้าย    ราวี
เสือพึ่งไพรพงพี             เถื่อนถ้ำ
ความชั่วพึ่งความดี          เท็จพึ่ง จริงนา
เรือพึ่งแรงน้ำน้ำ             หากรู้คุณเรือฯ
 
                 ป่าอยู่ได้เพราะมีเสืออาศัย คนไม่กล้าเข้าไปตัดไม้....เสือยังชีพอยู่ได้เถื่อนถ้ำในป่าเป็นที่อาศัยและกินสัตว์ที่อยู่ในป่าเป็นอาหาร
                 "ความชั่วพึ่งความดี ความเท็จพึ่งความจริง" ... เมื่อปรากฎความดีจะทำให้เรารู้จักความชั่ว...ความจริงปรากฏเมื่อใดจะทำให้รู้ว่าที่แล้วมาคือความเท็จ
                 "เรือพึ่งน้ำน้ำพึ่งเรือ" เรือจะลอยตัวและแล่นได้ต้องมีน้ำ  น้ำจะไม่เน่าเหม็น น้ำต้องมีแรงกระเพื่อม (อาศัยเรือวิ่งไปมาให้เกิดออกซิเจนในน้ำ) 


• พ่อตายคือฉัตรกั้ง    หายหัก
แม่ดับดุจรถจักร         จากด้วย
ลูกตายบ่วายรัก         แรงร่ำ
เมียมิ่งตายวายม้วย     มืดคลุ้มแตนไตร ฯ

                     พ่อตายเปรียบเหมือนยอดฉัตรหักลงมา  แม่ตายเปรียบเหมือนล้อราชรถหลุดหาย
                     ลูกตายก็ไม่วายความอาลัยเศร้าโศรก  ยิ่งเมียมาตายจากไปอีกคน ดูประหนึ่งว่าช่างมืดมิดไปเสียทั้งสามโลก
                     (แดนไตร หมายถึง โลกทั้ง ๓ ได้แก่ กามภพ คือภพของเทวดาลงมา, รูปภพ คือ ภพของพรหมที่มีรูป,
                     อรูปภพ คือภพของพรหมที่ไม่มีรูป; หรือ สวรรค์ มนุษยโลกและบาดาล.



• วิชาเป็นเพื่อนเลี้ยง       ชีวิต
ยามอยู่เรือนเมียสนิท       เพื่อนร้อน
ร่างกายสหายติด            ตามทุกข์ ยากนา
ธรรมหากเป็นมิตรข้อน     เมื่อม้วยอาสัญ ฯ

                  วิชาความรู้ เป็นเพื่อนช่วยทำมาหากินเลี้ยงชีวิต  ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก เป็นเพื่อนสนิทในยามเดือดร้อนวุ่นวายใจ
                  ร่างกาย เป็นเพื่อนตามติดเราไปทุกแห่งหนแม้ในยามสุขยามทุกข์ยากลำบาก 
                 แต่ ธรรมะ-บุญ บาป ที่สั่งสมไว้ จะเป็นเพื่อนตามติดเราไปจนถึงภพหน้า.

• เมื่อน้อยเรียนเร่งรู้     วิชา
ครั้นใหญ่หาสินมา        สู่เหย้า
เมื่อกลางแก่ศรัทธา      ทำแต่ บุญนา
ครั้นแก่แรงวอกเว้า       ห่อนได้เป็นการ ฯ

• ปางน้อยสำเหนียกรู้   เรียนคุณ
ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน      ทรัพย์ไว้
เมื่อกลางแก่แสวงบุญ    ธรรมชอบ
ยามหง่อมทำใดได้       แต่ล้วนอนิจจัง ฯ

          น้ำขึ้นให้รีบตัก....สุภาษิต
                  เมื่อยังเด็กให้หมั่นศึกษาเล่าเรียนหาแสวงหาความรู้ใส่ตน  เมื่อเติบใหญ่ให้รีบขวนขวายทำมาหากิน เก็บหอมรอบริบให้มีฐานะมั่นคง
                  เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนให้หมั่นสร้างสมบุญกุศล เพราะเมื่อถึงคราวแก่ชราคิดจะทำอะไรก็ทำไม่ได้เสียแล้ว
                  เพราะไม่มีเรี่ยวแรง รอแต่วันตายแตกดับตามกฎอนิจจัง   


• ตมแก่แต่น้ำแล่น     เป็นกระสาย
น้ำก็ล้างเลนหาย        ซากไซร้
บาปเกิดใช่แต่กาย      เพราะจิต ก่อนนา
อันจักล้างบาปได้       เพราะน้ำใจเอง ฯ

                  โคลนเลน เกิดจากกระแสน้ำพัดพามารวมสะสมไว้  และน้ำนี่เองที่จะช่วยชะล้างโคลนเลนให้หมดสิ้นไปได้
                  บาปของพวกเราทั้งหลายก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากจิตที่เป็นอกุศล ดังนั้น หากจะชำระล้างบาป ก็ต้องชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใสนั่นเอง
                  จิตฺเตน  นียติ  โลโก ...กุศลจิต  ย่อมนำสัตว์โลกไปสู่สุคติภูมิ


• อย่าโทษไทท้าวท่วย  เทวา
อย่าโทษสถานภูผา       ย่านกว้าง
อย่าโทษหมู่วงศา         มิตรญาติ
โทษแต่กรรมเองสร้าง     ส่งให้เป็นเองฯ

                  เมื่อมีทุกข์มีโศก มีโรคมีภัย จงอย่าได้โทษเทวดา ฟ้า ดิน ญาติสนิทมิตรสหาย หรือวงศาคณาญาติ
                  ให้รู้ว่าทุกข์นั้นเกิดจากกรรม คือการกระทำของตัวนั่นเอง ...ทำดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อน 


• ช้างสารหกศอกไซร้    เสียงา
งูเห่ากลายเป็นปลา         อย่าต้อง
ข้าเก่าเกิดแต่ตา            ตนปู่ ก็ดี
เมียรักอยู่ร่วมห้อง          อย่าไว้ วางใจ ฯ

     ท่านว่า สิ่ง ๔ อย่าง อย่าได้ไว้วางใจ คือ
     ๑. ช้างสารสูง หกศอก ถึงแม้งาจะหักไปข้างสองข้าง 
     ๒. งูเห่า (ชาวนากับงูเห่า...เลี้ยงไม่เชื่อง)
     ๓. ข้าเก่าที่อยู่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย และ
     ๔. เมียรักร่วมเรียงเคียงหมอน


• ตีนงูงูไซร้หาก           เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ             ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน           เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้   ปราชญ์รู้เชิงกัน ฯ
 
                  "ไก่เห็นตีนงู  งูเห็นนมไก่"  ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ตื้นลึกหนาบาง หรือเล่ห์เหลี่ยมของกันและกันเป็นอย่างดี โดยที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นด้วย
                  ทำนองเดียวกัน ในหมู่โจรย่อมรู้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของโจรด้วยกัน  นักปราชญ์ก็รอบรู้ทันกันในเชิงปราชญ์
               

• เมียท่านพิศพ่างเพี้ยง  มารดา
ทรัพย์ท่านคืออิฐผา       กระเบื้อง
รักสัตว์อื่นอาตมา          เที่ยมเท่า กันแฮ
ตรองดังนี้จักเปลื้อง       ปลดพ้นสงสาร ฯ

                  อย่าคิดยุ่งเกี่ยวเชิงชู้สาวกับภรรยาของผู้อื่น ให้มองเห็นหญิงนั้นดังเช่นมารดาของตนเอง
                  ทรัพย์สินของคนอื่นก็ดี ให้มองดังเช่นอิฐ เช่นกระเบื้อง หาราคาไม่ได้  และให้มีความรักความเมตตา สงสารสัตว์ทั้งหลาย
                  เท่ากับเรารักชีวิตตนเอง  หากใครทำได้ดั่งนี้จักหลุดพ้นจากวัฏสงสาร 
                  น ปรํ นาปิ อตฺตานํ  วิหึสติ สมาหิโต
                  จงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่เป็นผู้เบียดเบียนคนอื่น และแม้ที่สุดคือตนเอง                 
 

• รู้น้อยว่ามากรู้      เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน      สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล       กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่น้อย        มากล้ำลึกเหลือ ฯ
      เขาเรียกว่า...กบในกะลาครอบ

                  คนมีความรู้งูๆ ปลาๆ แต่สำคัญตนผิดคิดไปว่าตนเองเป็นผู้ฉลาดเฉลียว มีความรู้ สติปัญญามาก
                  อุปมากับ กบที่อาศัยอยู่ในสระหรือบ่อน้ำเล็กๆ ไม่เคยได้ไปเห็นทะเลหรือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล
                  จึงหลงผิดคิดไปว่าสระน้ำที่ตนอาศัยช่างกว้างขวางใหญ่โตเสียจริงๆ 

 
ภาพวาด อาจารย์เหม  เวชกร
• ฝูงหงส์หลงเข้าสู่        ฝูงกา
สีหราชเคียงโคนา          คลาดเคล้า
ม้าต้นระคนลา              เลวชาติ
นักปราชญ์พาลพาเต้า     สี่นี้ไฉนงาม ฯ

                  * กบสีทองสดใส เกาะอยู่บนก้านบัวสีเขียวหม่น...ปริศนาธรรม                     
                  ฝูงหงส์หลงเข้าไปอยู่กับฝูงกา  พญาราชสีห์เดินเคียงคู่กับโคไถนา  ม้าต้นของกษัตริย์เข้าไปปะปนกับฝูงลา 
                  คนดีมีศีลมีธรรม หลงเข้าไปปะปนคบค้าสมาคมกับหมู่คนชั่ว  สี่สิ่งนี้ ท่านว่าหาความสง่างามมิได้เลย



     * บัวพ้นน้ำ.....ปริศนาธรรม
• ทองเหลืองเปลื้องร้ายห่อน    เห็นมี
ขัดเท่าขัดราคี                      เล่าไซร้
นพคุณหมดใสสี                   เสร็จโทษ
ถึงบ่แต่งตั้งไว้                      แจ่มแจ้งไพบูลย์ ฯ 

                  ทองเหลืองแม้จะนำมาขัดถูอย่างไร ก็ไม่มีวันแวววาวระยิบระยับสดใสเท่าทองคำแท้
                  ทองคำแท้เมื่อได้ทำความสะอาดขัดสิ่งสกปรกออกแล้ว แม้มิได้นำมาประดับกาย ก็ยังคงความงดงามบริสุทธิ์ล้ำค่าไม่เสื่อมคลาย 


• เนื้อปองน้ำหญ้าบ่    ปองทอง
ลิงบ่ปองรัตน์ปอง         ลูกไม้
หมูปองอสุจิของ          หอมห่อน ปองนา
คนเคลิบเคลิ้มบ้าใบ      ห่อนรู้ปองธรรม ฯ
 
                  สัตว์ป่าจำพวกเก้ง กวาง เนื้อทราย ต้องการแต่น้ำและหญ้า ไม่ปรารถนาอยากได้ทองคำ
                  ลิงก็ต้องการแต่ลูกไม้ ไม่ปรารถนาอยากได้แก้วแหวนอัญมณี   หมูก็ต้องการแต่ของบูดของเน่าเหม็น ไม่ต้องการของหอม
                  คนพาลสันดานบาป คนหลงมัวเมา ก็ชอบหนทางไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อน  ไม่ต้องการเป็นผู้ประพฤติธรรม




• พริกเผ็ดใครให้เผ็ด      ฉันใด
หนามย่อมแหลมเองใคร   เสี้ยมให้
จันทน์กฤษณาไฉน         ใครอบ หอมฤา
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้      เพราะด้วยฉลาดเอง ฯ

                  พริกย่อมมีรสเผ็ดโดยคุณสมบัติของพริก  หนามแหลมก็แหลมเองโดยธรรมชาติ ไม่มีใครไปเสี้ยมให้แหลม
                  ไม้จันทร์ ไม้กฤษณา ก็หอมเองโดยไม่มีใครนำไปอบให้มีกลิ่นหอม  วงศ์วานของนักปราชญ์ ปัญญาเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอน




ขอบคุณที่มาจาก http://www.sookjai.com/index.php?PHPSESSID=0ndlrkotd42vie8b4mt90jrm03&topic=64593.msg99276#msg99276
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ มิถุนายน 12, 2015, 07:43:25 am
• จันทน์แห้งห่อนกลิ่นได้    ดรธาน
อ้อยหีบชานยังหวาน         โอชอ้อย
ช้างเข้าศึกเสียมสาร          ยกย่าง  งามนา
บัณฑิตแม้นทุกข์ร้อย         เท่ารื้อลืมธรรม ฯ 
 
                    ไม้จันทน์แม้แห้งสนิทแล้ว ก็ยังคงกลิ่นหอมด้วยคุณสมบัติที่มีอยู่   อ้อยที่หีบน้ำหวานออกไปแล้วก็ตามรสหวานก็ยังติดอยู่ชานอ้อย
                    ช้างศึก เมื่อเข้าสู่สนามรบ กิริยาเยื้องย่างมีความสง่างาม  ดุจดังผู้มีปัญญาแม้ตกอยู่ในห้วงมหันตทุกข์ ก็สามารถใช้ธรรมะเข้ามาปลดเปลื้องทุกข์ได้ ฉะนั้น     
                     ...อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
                    บัณฑิต ย่อมฝึกตน (ขุ.ธ.๒๕/๒๕)
                    แม้ตกอยู่ในห้วงแห่งมหันตทุกข์ ผู้ฝึกฝนตนดีแล้วย่อมรู้หน้าที่และไม่ละทิ้งธรรม...



• แมลงวันแสวงเสพด้วย   ลามก ๑
พาลชาติเสาะสิ่งรก           เรื่องร้าย ๑
ภุมราเห็จเหิรหก              หาบุษ บานา ๒
นักปราชญ์ฤาห่อนหม้าย     หมั่นสู้แสวงธรรมฯ ๓ 

                แมลงวันชอบกินของสกปรกเน่าเหม็น         คนชั่วชอบสร้างแต่เรื่องเดือดร้อนรำคาญ
                 แมลงผึ้งมุ่งแต่แสวงหาเสพเกสรพรรณไม้     ส่วนบุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ชอบมุ่งแสวงหาแต่โมกขธรรม.

                 ...บัวขาว ซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ
                 บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้... (๑)
                 บางเหล่า ตั้งอยู่เสมอน้ำ... (๒)
                 บางเหล่า ตั้งขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติด... (๓)

                  ...ดูกรราชกุมาร เมื่อตถาคตตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น...     
                  พระพุทธองค์ทรงเปรียบบุคคลด้วยดอกบัว ๓ เหล่า 'มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์'     
 

• รูปชั่วมักแต่งแกล้ง     เกลาทรง
ใจขลาดมักอาจอง         อวดสู้
น้ำพร่องกละออมคง       กระฉอก ฉานนา
เฉาโฉดโอษฐ์อวดรู้       ว่ารู้ใครเทียม ฯ

                     คนใดรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ มักแต่งตัวแต่งผมแต่งหน้าให้ดูดี   คนขี้ขลาดมักชอบอวดตัวว่ากล้าหาญ
                     หม้อน้ำพร่อง(น้ำไม่เต็ม) น้ำมักกระฉอก(กระเด็น)   ส่วน คนโง่เขลาเบาปัญญา มักอวดคุยโวว่าตนเองเป็นผู้ฉลาด กล้าหาญ รอบรู้   
                     น เว อนตฺถกุสเลน    อตฺถจริยา สุขาวหา
                     หาเปติ อตฺถํ ทุมฺเมโธ   กปิ อารามิโก ยถา.
                     การทำสิ่งใดอย่างไม่ฉลาดในประโยชน์ ก็นำความสุขมาให้ไม่ได้
                     ผู้มีปัญญาทรามย่อมพร่าประโยชน์ ดุจลิงเฝ้าสวนฉะนั้น.
                              (โพธิสตฺต) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๑๕.



• เว้นวิจารณ์ว่างเว้น     สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง           ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง            เกตว่าง เว้นนา
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้           ปราชญ์ได้ฤามี ฯ
                   
                   ไม่ควรพูดจนเกินพอดี ไม่ควรนิ่งเสมอไป
                    เมื่อถึงเวลาก็ควรพูดพอประมาณ ไม่ฟั่นเฝือ
                     นา ติเวลํ ปภาเสยฺย นตุณหี สพฺพทา สิยา
                    อวิกิณฺ มิตํ วาจํ ปตฺเตกาเล อุทีริเย
                               ขุ.ชา.มหา.๒๘/๓๓๘


• รู้ธรรมเทียมเท่าผู้      ทรงไตร
เจนจัดอรรถภายใน        ลึกล้น
กล่าวแก้สิ่งสงสัย          เลอะเลื่อน
รสพระธรรมอั้นอ้น         ว่ารู้ใครชม ฯ

                 เป็นผู้รู้หลักธรรมพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อมีใครถามปัญหาธรรม
                 กลับไม่สามารถตอบให้เข้าหลักเหตุผลตามพระบรมพุทโธวาทได้ บุคคลเช่นนี้ ใครเล่าจักสรรเสริญ.
                 ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
                 หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ
                 ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย, มันทำสมองของเขาให้เขว, ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย
                               พุทธศาสนสุภาษิต



     อย่าเกลือกกลั้วด้วยหมู่คนพาล
• คบคนผู้โฉดเคลิ้ม       อับผล
หญิงเคียดอย่าระคน       ร่วมห้อง
อย่าคบหมู่ทรชน           สอนยาก
บัณฑิตแม้ตกต้อง         โทษสู้สมาคม ฯ
                 
                 คบกับคนโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมไม่ได้รับประโยชน์....ผู้หญิงเจ้าโทสะ อย่านำมาเป็นภรรยา   
                  อย่าคบกับคนพาล เพราะเป็นผู้ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี....แต่เหล่าบัณฑิตเป็นผู้มีปัญญา แม้ต้องโทษได้รับความลำบาก ก็ยังเป็นผู้ควรคบหาอยู่นั่นเอง.
                   นิหียติ ปุริโส นิหีนเสวี
                   ผู้คบคนเลว     ย่อมพลอยเลวไปด้วย
                               พุทธศาสนสุภาษิต


• ขุนเขาสูงร้อยโยชน์    คณนา
ขุนปราบด้วยโยธา         ราบได้
จักล้างพยศสา             หัสยาก
ยศศักดิ์ให้เท่าให้          พยศนั้นฤๅหาย ฯ

                ขุนเขานับความสูงได้เป็นร้อยๆ โยชน์ (๔๐๐ เส้นเป็นหนึ่งโยชน์)  ก็ไม่พ้นความสามารถของคนที่จะทลายให้ราบคาบลงมาได้
                 แต่คนพาลสันดานหยาบ จักแก้นิสัยให้รู้ผิดชอบชั่วดีทำได้ยากแสนยาก แม้จะให้ยศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตสักเพียงไร ก็ไม่อาจแก้ไขสันดานชั่วได้.
                 ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย   นิสีเทยฺย สเยยฺย วา
                 น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย   มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก.
                 บุคคลนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น
                 เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม
                               พุทธศาสนสุภาษิต

• อายุถึงร้อยขวบ        เจียรกาล 
ธัมโมชอันโอฬาร          บ่รู้
เด็กน้อยเกิดประมาณ     วันหนึ่ง
เห็นถ่องธรรมยิ่งผู้         แก่ร้อยพรรษา ฯ 

                 บุคคลเกิดมา มีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่เคยแสวงหาธรรมเพื่อความหลุดพ้น
                   ...เด็กทารกที่เกิดมาเพียงวันเดียวแต่เป็นผู้เข้าถึงธรรม...ดังนี้แล้ว ท่านว่า เด็กทารกนั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้มีอายุยืน ๑๐๐ ปี
                   โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต
                   เอกาหฺ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน
                   ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี
                   ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ  มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่า
                               พุทธศาสนสุภาษิต

• รักทรัพย์อย่ายิ่งด้วย   วิชา
สว่างอื่นเท่าสุริยา         ห่อนได้
ไฟใดยิ่งราคา             เพลิงราค ฤๅพ่อ
รักอื่นหมื่นแสนไซร้       อย่าสู้รักธรรม ฯ 

                 ท่านว่า...ให้เป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าประเมินค่าทรัพย์สมบัติภายนอกที่มีอยู่ ให้มากยิ่งกว่าทรัพย์ภายใน คือ "วิชา"
                  และให้คลายความกำหนัดยินดีในกามตัณหา เพราะความร้อนแห่งดวงอาทิตย์ ก็ไม่เท่ากับความร้อนแรงแห่งเพลิงราคะ ตัณหา
                   สงฺกปฺปราโค  ปุริสสฺส  กาโม
                   ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน
                               พุทธศาสนสุภาษิต

• มณฑกทำเทียบท้าว    ราชสีห์
แมวว่ากูพยัคฆี             แกว่นกล้า
นกจอกว่าฤทธี             กูยิ่ง ครุฑนา
คนประดาขุกมีข้า          ยิ่งนั้นแสนทวีฯ 

                 มณฑก(กบ) วางท่าดั่งตัวเป็นราชสีห์   ฝ่ายแมวทำทีว่าตัวเป็นเสือร้าย 
                  นกกระจอกก็ว่าข้ามีฤทธิ์เดชยิ่งกว่าพญาครุฑ....คนยากจนเผอิญร่ำรวยไม่มาก ก็คุยว่ามีทรัพย์สมบัติเหลือล้น 
                  "ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา"
                  หมายความว่า อย่าลืมตน จงเป็นผู้เจียมตน
                               สุภาษิต-คำพังเพย

• แม้นบุญยังอย่าได้  ขวนขวาย
อย่าตื่นตีตนตาย        ก่อนไข้
ลูกพร้าวอยู่ถึงปลาย    สูงสุด ยอดนา
ใครพร่ำน้ำตักให้        หากรู้เต็มเอง ฯ
                 
                  ท่านว่า อย่ากังวลทุกข์ร้อนในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น 
                   .เมื่อยังไม่ถึงเวลาบุญวาสนายังมาไม่ถึง ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนไขว่คว้า  หรืออย่าตีตนไปก่อนไข้ ให้ทุกข์ใจไปเปล่าๆ  หากบุญพาวาสนาส่ง เราจักสมปรารถนาเอง
                   เปรียบดังเช่นลูกมะพร้าวอยู่ถึงปลายยอดสูงลิบลิ่ว ถึงเวลาอันควรน้ำในผลก็เต็มของมันเอง ไม่มีตักน้ำไปใส่ในผล
                   สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
                   การสร้างสมความดี (บุญ) นำสุขมาให้
                        พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)

• สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ        ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน             กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแต่ตนคน              เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ            ใส่ผู้บาปเอง ฯ

                  สนิมเหล็กเกิดจากเนื้อเหล็กที่ไม่มีคุณภาพ  ผลกรรมที่ทำให้ใจเศร้าหมอง มีทุกข์เดือดร้อน ก็มาจากผลแห่งกรรมชั่วของผู้ตัวนั้นนั่นเอง
                  ยาทิสํ วปเต พีชํ     ตาทิสํ ลภเต ผลํ
                  กลฺยาณการี กลฺยาณํ     ปาปการี จ ปาปกํ
                  บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
                  ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว
                                พุทธศาสนสุภาษิต

• เหมหงส์เลี้ยงชีพด้วย        สาคร
ช้างพึ่งพนาดร             ป่าไม้
ภุมราบุษบากร             ครองร่าง ตนนา
นักปราชญ์เลี้ยงตัวได้     เพื่อด้วยปัญญา ฯ

                 หงส์ยังชีวิตอยู่ได้ด้วยแหล่งน้ำ     ช้างมีป่าดงพงไพรเป็นที่เลี้ยงชีพ
                  แมลงผึ้ง แมลงภู่อยู่ได้ด้วยบุษบากร (ดอกไม้)   บัณฑิตเอาตัวรอดได้เพราะมีปัญญา


• หญิงชั่วชู้ชายรัก       ฤๅคลาด
เห็นบุรุษนักปราชญ์      เกลียดใกล้
แมลงวันย่อมเอาชาติ    อสุภ เน่านา
บ่เสาะกลิ่นดอกไม้       ดุจผึ้งภุมรา ฯ

                  ท่านว่า ผู้หญิงไม่ดี ย่อมชอบเอาผู้ชายไม่ดีมาเป็นคู่ครอง  ไม่อยากเข้าใกล้หรือเหลียวแลบุรุษนักปราชญ์ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
                  เปรียบดังแมลงวันชอบคลุกคลีกับของเน่าของเหม็น  ตรงข้ามกับหมู่แมลงผึ้งที่ชอบลิ้มรสเกสรอันหอมหวานของหมู่มวลดอกไม้
                  ฉะนั้นแล......คนประเภทเดียวกันถึงจะอยู่ร่วมกันได้!

• มิตรพาลอย่าคบให้    สนิทนัก
พาลใช่มิตรอย่ามัก        กล่าวใกล้
ครั้นคราวเคียดคุมชัก      เอาโทษ ใส่นา
รู้เหตุสิ่งใดไซร้             ส่อสิ้นกลางสนาม ฯ

                  ท่านว่า ให้ระวังการคบคน  คนพาลไม่ใช่มิตรแท้ อย่าไปใกล้ชิดสนิทสนม
                  และเล่าความลับให้ฟัง  ถึงคราวเราเคราะห์ร้าย เขาขุ่นเคืองเรา ก็จะนำเราไปนินทาว่าร้าย
                  ความลับทั้งหลายที่เขาล่วงรู้จะถูกแฉจนหมดสิ้น ..



• หมาใดตัวร้ายขบ      บาทา
อย่าขบตอบต่อหมา      อย่าขึ้ง
ทรชนชาติช่วงทา -      รุณโทษ
อย่าโกรธอย่าหน้าบึ้ง     ตอบถ้อยถือความ ฯ

                  ท่านว่า หมากัดอย่ากัดตอบ - อย่าลดตัวลงไปต่อสู้หรือต่อปากต่อคำกับคนพาลหรือคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่า.
                  ผู้ใดถูกสุนัขที่มีนิสัยดุร้าย ฝึกฝนยาก ขบกัด จงให้อภัยหมานั้นอย่าไปเคียดแค้นทำร้ายทุบตี
                  เฉกเช่นเดียวกัน ควรให้อภัย อย่าได้โกรธขึ้ง ถือสาหาความกับอสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล ที่รังแกเรา..


 
• ลูกสะเดาน้ำผึ้งซาบ   โซมปน
แล้วปลูกปองรสคนธ์     แอบอ้อย
ตราบเท่าออกดอกผล    พวงดก
ขมแห่งสะเดาน้อย        หนึ่งรู้โรยรา ฯ

                 นำลูกสะเดาไปแช่น้ำผึ้งจนรสหวานซึมซาบทั่วผล 
                 นำผลนั้นไปปลูกไว้ในไร่อ้อย ด้วยหวังจะได้รสหวานจากอ้อยอีกทางหนึ่ง
                 กาลเวลาผันผ่าน สะเดาน้อยเติบใหญ่ ออกดอกให้ผล
                 รสขมของลูกสะเดาต้นนี้ ก็หาได้จืดจางไปแต่อย่างใดไม่ 
                 เปรียบเช่น คนพาลปฏิบัติธรรม ย่อมไม่รู้อรรถรู้ธรรม นั่นแล.


  ภาพเขียนโดย ครูเหม เวชกร
• กายเกิดพยาธิโรคร้าย   ยาหาย
แต่พยศยาไป่วาย           ตราบม้วย
ชาติเสือห่อนหายลาย      ลบผ่อง
กล้วยก็กล้วยคงกล้วย      กลับกล้ายฤามี ฯ

               กายมีโรคภัยเบียดเบียนสามารถที่จะรักษาให้หายได้โดยใช้ยารักษาโรค
               แต่พยศ ของผู้มีทิฐิ ดื้อรั้นถือตัว ได้รับการอบรมตราบจนตาย หวังว่าเขาจะเปลี่ยนอุปนิสัย จะหวังได้ยาก
               เสือ ย่อมมีสัญชาตญาณของความองอาจ ดุร้าย แม้ที่สุดจนตัวตายก็ยังคงน่าเกรงขาม
               กล้วย นำพันธุ์ไปปลูกที่ไหนๆ ก็ยังสืบสายพันธุ์เป็นกล้วย  ไม่กลับกลายเป็นกล้ายไปได้แน่นอน. 


• มีอายุอยู่ร้อย            ปีปลาย
ความเกิดและความตาย   ไป่รู้
วันเดียวเด็กหญิงชาย      เห็นเกิด ตายนา
ลูกอ่อนนั่นยิ่งผู้             แก่ร้อยปีปลายฯ

               - บุคคลเกิดมามีอายุอยู่เกือบร้อยปี เป็นผู้ไม่สนใจหลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนา เพื่อดำเนินไปสู่หนทางแห่งความดับทุกข์
                  มัวแต่หลงระเริงในกามสุข ยึดติดในใจด้วยอำนาจกิเลส
               - เด็กทารกที่เกิดมาแม้มีอายุวันเดียว แต่เป็นผู้เข้าถึงกระแสธรรม
                  พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญเด็กนั้นว่า ประเสริฐกว่าคนมีอายุยืนร้อยปี.        

• ธิรางค์รู้ธรรมแม้่     มากหลาย
บ่กล่าวให้หญิงชาย     ทั่วรู้
ดุจหญิงสกลกาย       งามเลิศ
อยู่ร่วมเรือนผัวผู้        โหดแท้ขันที ฯ

               * บุคคลผู้รู้แจ้งในพระธรรมอันประเสริฐ แต่มิได้นำความจริงหรือสัจธรรมมาเผยแผ่ให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน
                  ความรู้ที่มีอยู่นั้นก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ชาวโลก...เปรียบเช่น หญิงที่มีรูปโฉมงดงามทั่วสรรพางค์กาย
                  ได้อยู่เป็นคู่ครองกับขันทีผู้ปราศจากความรู้สึกทางเพศ...การอยู่ร่วมกัน ย่อมไร้ความสุข.

• เว้นวิจารณ์ว่างเว้น    สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง          ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง-          เกตว่าง เว้นนา
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้          ปราชญ์ได้ฤๅมีฯ

               * พาหุสัจจะ ผู้ที่ได้รับการศึกษาที่ดี จากการศึกษา ๔ แบบ
                  ได้แก่ ศึกษาด้วยการพิจารณา การฟัง การสอบถาม และจดจำบันทึกไว้ 
                  จักได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ หรือ บัณฑิต
                  หากปราศจากคุณธรรม ๔ ประการนี้แล้ว บุคคลนั้นไม่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์

 


ขอบคุณที่มาจาก http://www.sookjai.com/index.php?PHPSESSID=0ndlrkotd42vie8b4mt90jrm03&topic=64593.msg117765#msg117765
หัวข้อ: Re: โคลงโลกนิติ พร้อมแปล
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 20, 2015, 03:24:51 pm
คำสอนในโคลงโลกนิติ
   
    สอนให้ทำความดี
    โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักความดีความชั่ว การที่เราได้รับผลอย่างไรย่อมมีเหตุจากการกระทำของเราทั้งสิ้น ผู้ทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน ส่วนผู้ทำชั่ว ผลที่เกิดจากการทำชั่วนั้น ย่อมกัดกร่อนใจซึ่งเปรียบได้กับสนิมกัดกร่อนเนื้อเหล็กให้ผุพังไป ดังที่ว่า

                                                            สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ        ในตน
                                                        กินกัดเนื้อเหล็กจน                กร่อนขร้ำ
                                                        บาปเกิดแต่ตนคน                 เป็นบาป
                                                        บาปย่อมทำโทษซ้ำ              ใส่ผู้บาปเอง

    โคลงโลกนิติกล่าวถึงความดีความชั่วไว้ในอีกบทหนึ่งว่า วัวควายนั้น เมื่อสิ้นชีพแล้วยังมีเขาและหนังที่เป็นประโยชน์ ส่วนคนเราเมื่อสิ้นชีวิต คงเหลือแต่เกียรติยศชื่อเสียงและความดีความชั่วให้คนได้จดจำไว้เท่านั้น ดังที่ว่า

                                                                โคควายวายชีพได้        เขาหนัง
                                                            เป็นสิ่งเป็นอันยัง               อยู่ไซร้
                                                            คนเด็ดดับสูญสัง-              ขารร่าง
                                                            เป็นชื่อเป็นเสียงได้            แต่ร้ายกับดี

    สอนให้รู้จักประมาณตน
      โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักประเมินความสามารถและประมาณกำลังของตน นับเป็นคำสอนที่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ดังคำสอนที่ใช้แนวเทียบกับนกตัวน้อยที่หากินตามกำลังของตนและทำรังแต่พอตัว
               
                                                                    นกน้อยขนน้อยแต่        พอตัว
                                                                รังแต่งจุเมียผัว                  อยู่ได้
                                                                มักใหญ่ย่อมคนหวัว           ไพเพิด
                                                                ทำแต่พอตัวไซร้                อย่าให้คนหยัน

    สอนให้รู้จักพิจารณาคนและรู้จักคบเพื่อน
    โคลงโลกนิติสอนให้รู้จักพิจารณาเลือกคบคน โดยกล่าวเปรียบเทียบว่า ก้านบัว สามารถบอกความตื้นลึกของน้ำได้ฉันใด กิริยามารยาทของคนก็สามารถบ่งบอกถึงการอบรมเลี้ยงดูได้ฉันนั้น คำพูดก็สามารถบ่งบอกให้รู้ว่าคนนั้นพูดฉลาดหรือพูดโง่ เช่นเกียวกับหย่อมหญ้าที่เหี่ยวแห้งย่อมบอกให้รู้ว่าดินในบริเวณนั้นไม่ดี ดังที่ว่า
                       
                                                                    ก้านบัวบอกลึกตื้น        ชลธาร
                                                                มารยาทส่อสันดาน          ชาติเชื้อ
                                                                โฉดฉลาดเพราะคำขาน   ควรทราบ
                                                                 หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ  บอกร้านแสลงดิน

    อีกบทหนึ่งจะกล่าวเปรียบเทียบจิตใจของคนกับความลึกของมหาสมุทรที่แม้จะลึกเพียงใดก็อาจจะใช้เครื่องมือวัดได้ หรือภูเขาแม้จะสูงเพียงใดก็อาจใช้เครื่องมือวัดความสูงได้เช่นกัน แต่จิตใจคนนั้นวัดความรู้สึกจริงแท้ได้ยาก ดังที่ว่า
           
                                                                    พระสมุทรสุดลึกล้น       คณนา                                                                   
                                                                สายดิ่งทอดทิ้งมา              หยั่งได้
                                                                เขาสูงอาจวัดวา                 กำหนด
                                                                จิตมนุษย์นี้ไซร้                   ยากแท้หยั่งถึง

    อีกบทหนึ่งสอนให้อยู่ห่างไกลจากคนชั่ว เพราะหากคบคนชั่วเป็นมิตร เมื่อถึงเวลาผิดใจกันเขาก็อาจกล่าวโทษแก่เราได้ ดังที่ว่า

                                                                        มิตรพาลอย่าคบให้        สนิทนัก
                                                                    พาลใช่มิตรอย่ามัก            กล่าวใกล้
                                                                    ครั้นครามเคียดคุมชัก        เอาโทษ ใส่นา
                                                                    รู้เหตุสิ่งใดไซร้                  ส่อสิ้นกลางสนาม

    สอนไม่ให้ทำตามอย่างผู้อื่น
    เมื่อเห็นผู้อื่นมั่งมีกว่าก็ไม่ควรโลภ ไม่ควรอยากมีอยากได้ตามคนอื่น แม้จะยากจนก็ให้หมั่นทำมาหากิน อย่าเกียจคร้านและท้อแท้ ให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ดังที่ว่า

                                                                        เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม         ใจตาม
                                                                    เรายากหากใจงาม                 อย่าคร้าน
                                                                    อุตสาห์พยายาม                    การกิจ
                                                                    เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน        อย่าท้อทำกิน

    สอนให้มีความกตัญญู
    โคลงโลกนิติสอนให้ระลึกถึงพระคุณบิดามารดาและครู โดยกล่าวเปรียบว่าพระคุณของมารดานั้นยิ่งใหญ่เปรียบได้กับแผ่นดิน พระคุณของบิดาเล่าก็กว้างขวางเปรียบได้กับอากาศ พระคุณของพี่นั้นสูงเท่ากับยอดเขาพระสุเมรุ และพระคุณของครูบาอาจารย์ก็ล้ำลึกเปรียบได้กับน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย ดังที่ว่า

                                                                        คุณแม่หนักหนาเพี้ยง          พสุธา
                                                                     คุณบิดรดุจอา-                       กาศกว้าง
                                                                     คุณพี่พ่างศิขรา                      เมรุมาศ
                                                                     คุณพระอาจารย์อ้าง               อาจสู้สาคร

    สอนให้เป็นคนมีวาจาอ่อนหวาน
    คนที่พูดจาสุภาพไพเราะย่อมมีเพื่อนมาก เปรียบได้กับดวงจันทร์ที่มีดาวจำนวนมากรายล้อมประดับ ต่างกับคนพูดจากระด้างหยาบคาย ทำให้มีไม่ใครปรารถนาจะคบหรือสมาคมด้วย เปรียบได้กับดวงอาทิตย์แสงร้อนแรงที่บดบังแสงของดาวดวงอื่น ดังที่ว่า

                                                                        อ่อนหวานมานมิตรล้น        เหลือหลาย
                                                                    หยาบบ่มีเกลอกราย                เกลื่อนใกล้
                                                                    ดุจดวงศศิฉาย                        ดาวดาษ ประดับนา
                                                                    สุริยาส่องดาราไร้                    เพื่อร้อนแรงแสง


ที่มาจาก https://sites.google.com/site/kholnglokniti/kholng-lok/kha-sxn-ni-kholng-lok-niti