Poem Kaweeclub กวีคลับดอทคอม
กรกฎาคม 30, 2015, 06:59:29 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, ผู้เยี่ยมชม กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ข่าวประชาสัมพันธ์
กดอ่านเพิ่มเติมประกาศทั้งหมด
อ่านเพิ่มเติม (คลิกเพื่อแสดง / ซ่อน)

หน้า: [1] 2   ลงล่าง
 

Poem Tags:สุภาษิตสำนวนไทยน่ารู้จ้า
ผู้เขียน หัวข้อ: สุภาษิต สำนวนไทย น่ารู้จ้า  (อ่าน 232758 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ผู้เยี่ยมชม กำลังดูหัวข้อนี้
ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า



ก-ด

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี   :   สำนวนคำพังเพยประโยคนี้เป็นสำนวนเก่า ซึ่งอาจจะมีมาจากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้เพราะปรากฏมีหลักฐานในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเถรกวาดแก้แค้นพลายชุมพลตอนหนึ่งด้วยว่า " คนดีไม่สิ้นอยุธยา " สำนวนนี้เป็นความหมาย ี้อธิบายอยู่ในตัวแล้ว " คนดี " ก็คือคนเก่งหรือผู้มีความสามารถในทางต่อสู้และความคิดอยู่พร้อม  อย่าชะล่าใจนักจักเสียที. 

กลิ้งครกขึ้นภูเขา : สำนวนนี้ มักจะพูดกันว่า ''เข็นครกขึ้นภูเขา ''  กันส่วนมาก แต่แท้จริง '' ครก '' ต้องทำกริยา '' กลิ้ง '' ขึ้นไปจึงจะถูก กล่าวคำว่า '' เข็น '' แปลว่า เรื่องที่กำลังจะทำหรือจะทำให้สำเร็จบรรลุผลนั้น ยากลำบากแสนเข็ญมิใช่ของที่ทำได้ง่ายนักเปรียบได้กับ การกลิ้งครกขึ้นภูเขาไปสู่ยอดเขา

กลืนไม่เข้าคายไม่ออก : แปลว่าหมดหนทางที่จะทำหรือไม่รู้จะทำอย่างไรดีหรือ เป็นการทำให้ตัดสินใจไม่ถูก เพราะจะไม่ทำลงไปก็ไม่ดี ทำลงไปก็ไม่ดีเป็นการยากที่จะตัดสินใจทำลงไปได้ง่าย เหมือนก้างปลาหรือเศษอาหารอะไรอย่างหนึ่ง เข้าไปติดอยู่กลางลำคอกลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก.

กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ : สำนวนพังเพยนี้ มาจากการคั่วถั่วกับงาในกระทะเดียวกัน ถั่วเป็นของสุกช้างาสุกเร็วมัวรอไห้ถั่วสุก งาก็ไหม้เสียก่อน สำนวนนี้หมายถึงการทำอะไรสองอย่างพร้อมกันหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่รอบคอบ มัวคิดแต่จะได้ทางหนึ่งต้องเสียทางหนึ่งในความหมายอีกแง่ก็แปลว่าการทำอะไรมัวรีรออยู่ ไม่รีบลงมือทำเสียแต่แรกครั้นพอลงมือจะทำ ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะคนอื่นเขาเอาไปทำเสียก่อน.

 กำขี้ดีกว่ากำตด : ความหมายว่า ได้ในสิ่งที่เห็นหรือเป็นของได้แน่ ดีกว่าคิดอยากได้ในสิ่งหรือของที่ไม่เห็นเหมือนไม่มีตัวตน

การกินการอยู่ใครไม่สู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร : สำนวนนี้อธิบายความหมายอยู่ในตัวแล้วแสดงว่า เรื่องกินแล้วเก่งจนไม่มีใครสู้แต่ถ้าเรื่องงานแล้วยอมแพ้ ซึ่งแปลว่าขี้เกียจนั้นเอง.

 กินที่ลับไข่ที่แจ้ง : สำนวนนี้ มีความหมายไปในทำนองที่ว่า ทำอะไรไว้ในที่ลับแล้วอดปากไว้ไม่ได้เอามาเปิดเผย ให้คนทั้งหลายรู้เพื่อจะอวดว่าตนกล้าหรือสามารถทำอย่างนั้นได้โดยไม่กลัวใครผิดกฎหมาย อะไรทำนองนั้นหรือไม่กลัว

 กินน้ำใต้ศอก : หมายไปในทางที่ว่าถึงจะได้อะไรสักอย่างก็ไม่เทียมหน้าหรือไม่เสมอหน้าเขา เช่นหญิงที่ได้สามี แต่ต้องตกไปอยู่ในตำแหน่งเมียน้อย   ก็เรียกว่า "กินน้ำใต้ศอกเขา" ที่มาของสำนวนนี้ คนในสมัยก่อนอธิบายว่า คนหนึ่งเอาสองมือกอบน้ำมากิน มากิน อีกคนหนึ่งรอหิวไม่ไหวเลยเอาปากเข้าไปรองน้ำที่ไหลลงมาข้อศอก ของคนกอบน้ำกินนั้นเพราะรอหิวไม่ทันใจ.

กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา : แปลว่าคนที่เนรคุณคนเปรียบได้กับคนที่อาศัยพักพิงบ้านเขาอยู่แล้ว คิดทำมิด ีมิชอบให้เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น ทำให้เจ้าของบ้านที่ให้อาศัยต้องเดือดร้อนคนโบราณเอาลักษณะของแมวที่ไม่ดี คือกินแล้วไม่ขี้ให้เป็นที่กลับขึ้นไปขี้บนหลังคาให้เป็นที่สกปรกเลอะเธอะเพราะคนสมัยก่อนต้องการให้หลังคาสะอาดเพื่อรองน้ำฝนไว้กิน
จึงเอาแมวชั่วนี้ มาเปรียบเทียบกับคนชั่วที่ไม่รู้จักบุญคุณคน.

 กินปูนร้อนท้อง : สำนวนนี้มาจากตุ๊กแก ว่ากันว่า ตุ๊กแกที่กินปูน (ปูนแดงที่กินกับหมากพลู )
มักจะทำอาการกระวนกระวาย ส่งเสียงร้องแกร็กๆ เหมือนอาการร้อนท้องหรือปวดท้อง
จึงนำเอามาเปรียบกันคนที่ทำพิรุธหรือทำอะไรไว้ไม่อยากให้ใครรู้แต่เผอิญมีใครไปแคะได้ หรือเรียบเคียงเข้าหน่อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เจตนาเจาะจงแต่ตัวเอง ก็แสดงอาการเป็นเชิงเดือดร้อนออกมาให้เขารู้ สำนวนนี้มักพูดกันว่า  "  ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง  ".

กินน้ำเห็นปลิง : แปลว่า สิ่งใดที่ต้องการ ถ้าสิ่งนั้นมีสิ่งที่น่ารังเกียจ หรือไม่บริสุทธิ์ก็ทำให้รังเกียจหรือตะขิดตะขวงใจไม่อยากได้เปรียบดังที่ว่าปลิงเป็นสัตว์น่ารังเกียจอยู่ในน้ำ เวลากินน้ำมองเห็นปลิงเข้าก็รู้สึกรังเกียจขยะแขยงไม่อยากกิน
สำนวนนี้มีนักเขียนเอามาเขียนเอามาตั้งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง.

เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน : " เบี้ย " ในสมัยก่อนเป็นพวกหอยชนิดหนึ่งเรียกว่า " เบี้ยจั่น "  ใช้เป็นเงินแลกเปลี่ยนซื้อของได้ แต่มีราคาต่ำแปลตามตัวอักษรนี้ก็ว่าเก็บเบี้ยที่ตกอยู่ตามใต้ถุนร้าน  หรือแผงลอยวางของขายซึ่งตกหล่นอยู่บ้าง เพราะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเบี้ยกับของโดยไม่เห็นว่าจะเป็นเบี้ยมีราคาต่ำ สำนวนนี้จึงแปลความหมายว่าถึงจะทำงานเล็กใหญ่ หรือค้าขายอะไรก็ตาม ก็พยายามค่อย ๆ ทำให้มีผลได้แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้หลุดลอยไปเสีย.   

 เกลียดขี้ขี้ตาม เกลียดความความถึง : สำนวนนี้  ไม่ทราบที่มาหรือมูลของสำนวนแน่ชัด
แต่ก็เป็นที่รู้ ความหมายกันทั่วไปว่า หมายถึง การที่คนเราเกลียดสิ่งไหนแล้วมักจะได้สิ่งนั้นเปรียบได้กับชายที่เกลียด ผู้หญิงขี้บ่นจู้จี่แต่มักลงท้ายกลับไปได้ภรรยาขี้บ่นจู้จี่เข้าจนได.

้ เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง : สำนวนนี้มีความหมายแตกต่างกับประโยค " เกลียดขี้ขี้ตาม " เพราะแปลความหมายไปในทางที่ว่าเกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขา หรือของ ๆ เขา  ตามความหมายเปรียบเทียบของสำนวนที่ว่าเช่นเกลียดปลาไหลในรูปร่างของมัน  แต่เมื่อเอามาแกงมีรสหอมก็ทำให้อดอยากกินแกงไม่ได้ถึงแม้จะไม่กินเนื้อปลาไหลเลยก็ตาม.

 แกว่งเท้าหาเสี้ยน : หมายถึงคนที่ชอบทำอะไรเป็นการสอดแทรกเข้าไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่นเข้า จนกระทั้งกลาย เป็นเรื่องกับตัวเองจนได้เสมอ เรียกว่าชอบสอดเข้าไปเกี่ยวสำนวนในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้เป็นว่า " แกว่งปากหาเท้า " เสียแล้ว เพื่อให้ความชัดเจนขึ้น.

 ไก่กินข้าวเปลือก : สำนวนคำพังเพยประโยคนี้ ถ้าพูดให้เต็มความก็ต้องพูดว่า " ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือกอยู่ ตราบนั้นคนเราก็ยังอดกินสินบนไม่ได " เข้าใจว่าเป็นคำพังเพยของจีน ๆ เอามาใช้เป็นภาษาของเขาก่อน แล้วไทยเราเอามาแปลเป็นภาษาไทยใช้กันอยู่มากในสมัยก่อน ๆ.

 ใกล้เกลือกินด่าง  : หมายความว่า  สิ่งที่หาได้ง่ายหรืออยู่ใกล้ไม่เอา  กลับไปเอาสิ่งที่อยู่ไกลหรือหายากเปรียบได้ว่าเกลือหาง่ายกว่าด่าง  ความหมายอีกทางหนึ่งหมายถึงว่าอยู่ใกล้กับของดีแท้ ๆ  แต่ไม่ได้รับเพราะกลับไปคว้าเอาของที่ดี  หรือมีราคาด้อยกว่าคือด่างซึ่งมีรสกร่อยหรืออ่อนเค็มกว่าเกลือ.

ขนมพอผสมกับน้ำยา  : ที่มาของสำนวนคำพังเพยนี้เข้าใจว่ามาจาก  " ขนมจีนน้ำยา "  ที่เราเคยรับประทานกันมาแล้ว  คือ  ขนมจีนกับน้ำยาจะต้องผสมให้เข้ากันหรือได้ส่วนพอเหมาะ  จึงจะรับประทานอร่อยเรียกว่าเวลาตักน้ำยาราดขนมลงบนขนมจีน  ต้องกะส่วนให้พอลงคลุกผสมกับขนมจีนได้พอเหมาะ  หรือให้มีสัดส่วนเข้ากันพอดีทั้งสองฝ่าย  เมื่อรับประทานแล้วเกิดอร่อยไม่ใช่ว่าขนมจีนอร่อย  หรือน้ำยาอร่อยแต่อร่อยด้วยกันทั้งสองอย่าง  เรียกว่า  " พอดีกัน "  จึงเกิดเป็นสำนวนที่ตีความหมายเอาว่า  ทั้งสองฝ่ายต่างพอดีกัน  จะว่าข้างไหนดีก็ไม่ได้.
 
 ขี่ช้างจับตั๊กแตน   :  หมายความว่า  ลงทุนเสียมากมายเพื่อทำงานเล็ก ๆ เท่านั้น  เป็นทำนองว่าผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับที่ลงทุน  หรือทำให้เป็นการใหญ่โตเลย  หรือแปลความหมายสั้น ๆ " ทำงานใหญ่เกินตัว " 

ขี่ช้างอย่าวางของ   : เป็นสำนวนเปรียบเทียบเตือนใจว่าการที่มีลูกน้อง  หรือมีผู้น้อยอยู่ในความปกครอง  บังคับบัญชาของเรา  ก็อย่าประมาทละเลยเสีย  ต้องหมั่นกวดขันกำชับ  เปรียบได้กับคนขี่ช้างต้องคอยถือขอสับช้างบังคับช้างไว้อยู่ตลอดเวลา  ถ้าวางของหรือไม่ใช้ขอคอยสับไว้  ช้างก็อาจพาลเกเรไม่ทำงานได้.

 ขี้ก้อนใหญ่ให้เด็กเห็น   :  สำนวนนี้หมายถึง  การทำอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดี  เป็นเรื่องชั่วร้ายเลวทรามหรือการทุจริต  โดยไม่มีความละอายใจให้ผู้อื่นเห็น  โดยเฉพาะหมายถึงผู้ใหญ่ที่ทำให้ผู้น้อยเห็นอย่างชัดแจ้ง.

 เข้าเมืองตาหลิ่ว  ต้องหลิ่วตาตาม   :  แปลตามประโยคสำนวนก็ว่า  เข้าเมืองตาบอดข้างเดียว  ถึงแม้ตาเราไม่บอด  ก็ต้องทำตาบอดข้างเดียวตามเขาไปด้วย  ( ตาหลิ่ว  ในที่นี้หมายถึงตาบอดข้างเดียวหรือคนตาเดียว  ไม่ใช่หมายถึงทำตาหลิ่ว  หรือหลิ่วตา )  หมายความว่า  ที่แห่งใดเขาประพฤติตามเขาไปด้วย  อย่าไปประพฤติขัดแย้งกับเขา.

 ขว้างงูไม่พ้นคอ  : หมายความว่า  มีภาระหรือมีเรื่องเดือดร้อน  ทั้งของตนเองและที่เกี่ยวข้องอยู่  แต่ไม่สามารถจะแก้ไขให้รอดพ้นไปได้.
 ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง  :  สำนวนนี่เปรียบเทียบได้สองทาง  ทางหนึ่งก็หมายถึงสิ่งที่แลดูภายนอกเป็นของดีหรือของแท้  แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ของดี  หรือของแท้นัก  อีกทางหนึ่งก็เปรียบได้กับสตรีที่งามแต่รูป  แต่กิริยาและความประพฤติไม่ดี  หรืองามเหมือนรูป  ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกสำนวนหนึ่งที่ว่า  " ข้างนอกขรุขระ  ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง "

ข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง   :  สำนวนตรงข้ามกับ  " ข้างนอกสุกใส "  คือดูแต่ภายนอกไม่งาม  แต่แท้จริงกลับเป็นของแท้ของงาม สตรีที่มีรูปร่างขี้ริ้วไม่งดงาม แต่กิริยามารยาทเรียบร้อย จิตใจก็ดีงาม ตรงข้ามกับรูปร่าง.

 ข้าวใหม่ปลามัน  :  คนในสมัยโบราณถือว่า " ข้าวใหม่ปลามัน " คือข้าวที่เก็บเกี่ยวในครึ่งปีหลัง  เป็นข้าวที่ดีกว่าข้าวเก่า  และปลาเป็นอาหารคู่กับข้าว  " ปลามัน " หมายถึงปลาในฟดุน้ำลดมีมันมาก  รับประทานอร่อย  จึงมาผูกเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบเช่น สามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ ย่อมจะอยู่ในระหว่างกำลังเสพสุขสมรสมีรสชาติ.

 เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า  :  สำนวนนี้  เวลาพูดมักจะใช้คำตรง ๆ ว่า " เขียนด้วยมือลบด้วยตีน " เป็นความเปรียบเปรยถึง  คนที่แต่แรกทำความดีจนเป็นที่เชื่อถือไว้แล้ว แต่ภายหลัง กลับทำความชั่วลบล้างความดีของตนเสียง่าย ๆ หรือเปรียบอีกทางหนึ่งถึงคนที่ออกคำสั่ง หรือให้สัญญาไว้แต่แรกอย่างหนึ่ง แล้วปุบปับกลับเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือสัญญานั้นเสีย ให้อยู่ในลักษณะตรงข้ามโดยไม่มีเหตุผล.

 เขียนเสือให้วัวกลัว   : ตามธรรมชาติ เท่าที่รู้จักกันอยู่ว่า วัวเป็นสัตว์ที่กลัวเสืออยู่มาก แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตกว่าเสือก็ตามแต่ และวัวมักจะเป็นเหยื่อเสือเสียส่วนมาก เขาจึงเอามาเป็นสำนวนพังเพยเปรียบเทียบถึง การที่ทำอะไรอย่างหนึ่งเพื่อให้เป็นการข่มขู่อีกฝ่ายหนึ่งไว้ก่อนให้กลัว เรียกว่า " เขียนเสือให้วัวกลัว ".

 ขมินกับปูน  :  สำนวนนี้หมายถึง คนที่ไม่ลงลอยกัน หรือ รสนิยมเข้ากันไม่ได้ เมื่ออยู่ใกล้กัน ก็มักเป็นปากเสียงทะเลาะวิวาทกัน เปรียบดังขมิ้นกับปูนที่กินกับหมาก.

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย  :  สำนวนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อเวลาไปไหนคนเดียวไม่ปลอดภัยนัก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เรียกว่า " หัวหาย " ถ้าไปด้วยกันสองคน ก็อาจจะช่วยขจัดเหตุร้ายหรือเป็นเพื่อนอุ่นใจได้ดีกว่าไปคนเดียว.

คนตายขายคนเป็น :  หมายถึงคนที่ตายไปแล้ว มีหนี้สินติดตัวอยู่มาก ทำให้คนที่อยู่ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเป็นญาติพี่น้องต้องรับผิดชอบใช้หนี้ และมิหนำซ้ำต้องเป็นภาระในการจัดทำศพ ซึ่งถ้าหากไม่มีเงินเลยก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาทำศพด้วย.

คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ   :  เปรียบผืนหนังของสัตว์ส่วนมากย่อมจะมีผืนเล็กกว่าเสื่อ ฉะนั้นสำนวนนี้ก็หมายถึงว่า คนที่จะรักเราจริง ๆ มีน้อยแต่คนเกลียดหรือคนชังเรามีเป็นส่วนมากกว่า.
 
คนล้มอย่าข้าม ไม้ล้มจึงข้าม  : แปลว่า คนที่เคยมีอำนาจและวาสนามาก่อน แต่ต้องตกต่ำลงก็อย่าเพิ่งไปคิดดูถูกเหยียบย่ำเข้า เพราะเขาอาจกลับฟื้นฟูขึ้นอีกได้ ไม่เหมือนไม้ที่ไม่มีชีวิตวางทิ้งไว้จะข้ามจะเหยียบอย่างไรก็ได้. 


 คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล  :  สำนวนนี้ มีความหมายหรือคำบรรยายอยู่ในตัวแล้ว คือคบคนชั่ว คนชั่วก็ชักพาเราให้พลอยไปทำชั่วด้วย ถ้าคบคนดีมีความรู้ ก็ทำให้เราได้รับผลดีหรือได้รับความรู้ดีตามไปด้วย.

 ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก   :  หมายความว่า มีเรื่องราวเดือดร้อนเกิดขึ้น ยังไม่ทันจะแก้ไขหรือจัดการให้สงบดี ก็เกิดมีเรื่องใหม่ซ้อนขึ้นมาอีก กลายเป็น ๒ เรื่องขึ้นในคราวเดียว.

 ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด   :  สำนวนนี้ หมายถึงคนที่มีวิชาความรู้ดี หรือรู้สารพัดเกือบทุกอย่าง แต่ถึงคราวเกิดเรื่องขึ้นกับตัวเอง กลับจนปัญญาแก้ไข หรือความหมายอีกทางหนึ่งว่า มีความรู้อยู่มากมายแต่ใช้วิชาหากินไม่ถูกช่อง ทำให้ต้องตกอยู่ในฐานะยากจนอยู่เรื่อยมา สู้คนที่ไม่รู้หนังสือเลย แต่หากินจนร่ำรวยไม่ได้.

 โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ : สำนวนนี้ มีประโยคต่อท้ายสัมผัสกันด้วยว่า " ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก " แต่เรามักพูดสั้น ๆ ว่า " โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ " หมายความว่าจะคิดกำจัดศัตรู ปราบพวกคนพาลให้หมดสิ้นทีเดียวแล้ว ก็ต้องปราบให้เรียบอย่าให้พรรคพวกของมันเหลือไว้เลยแม้แต่คนเดียว มิฉะนั้นพวกที่เหลือนี้จะกลับฟื้นฟูกำลังขึ้นมาเป็นศัตรูกับเราภายหน้าได้อีก ทำนองเดียวกับที่ว่า ถ้าเราจะขุดตอไม้ทิ้ง เราก็ต้องขุดทั้งรากทั้งโคนมันออกให้หมดอย่าให้เหลือไว้จนมันงอกขึ้นมาภายหลังได้อีก.

ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก :  สำนวนนี้หมายถึง การที่จะทำงานใหญ่ ๆ เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับจำนวนมาก ๆ แล้ว ก็อย่าเสียดายเงินทองหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องเสียที่เดียวนัก เปรียบเหมือนฆ่าควายทั้งตัวเพื่อจะปรุงอาหารมาก ๆ ก็อย่าเสียดายพริกที่จะต้องใช้แกงหรือผัด มิฉะนั้นอาหารจะเสียรสเพราะเนื้อควายกับพริกแกงไม่ได้สัดส่วนกัน.

 ฆ่าช้างเอางา  : หมายความว่า ลงทุนลงแรงเพื่อทำลายของหรือสิ่งสำคัญใหญ่ ๆ โต ๆ เพียงเพื่อต้องการจะได้ของสำคัญชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่สมกับค่าของ ๆ ที่ถูกทำลายลงไป เช่นทำลายชีวิตคน เพื่อต้องการทรัพย์สิน หรือของมีค่าเล็กน้อยของคนผู้นั้นมาเป็นประโยชน์ของตน โดยไม่คิดว่าชีวิตของผู้นั้นมีค่ากว่าทรัพย์สินก้อนนั้น หรือเป็นการไม่สมควรเพราะผิดกฎหมายร้ายแรง เช่นนี้ก็เรียกว่า " ฆ่าช้างเอางา " ได้เช่นเดียวกัน.

งมเข็มในมหาสมุทร   :  สำนวนนี้เปรียบเทียบ มหาสมุทรซึ่งเป็นสถานที่กว้างใหญ่ลึกลับ เมื่อเข็มเย็บผ้าเพียงเล่มเดียวที่ตกลงไปยังก้นมหาสมุทร จึงย่อมค้นหาไม่ใช่ของง่ายนัก หรือไม่อาจจะค้นหาได้ เปรียบได้กับการที่เราจะค้นหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่อยู่ในวงกว้าง ๆ ไม่มีขอบเขต ย่อมสุดวิสัยที่เราจะค้นหาได้ง่าย.

งูเห็นนมไก่ ไก่เห็นตีนงู   : คำพังเพยสำนวนนี้ จะพูดสลับกัน คือเอาประโยคหลังขึ้นก่อนก็ได้ว่า " ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ " เพราะความหมายสัมพันธ์กัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเราจะไม่เคยได้เห็น " ตีนงู " หรือ " นมไก่ " เลย เพราะงูไม่มีตีนและไก่ก็ไม่มีนม ความหมายของสำนวนจึงแปลว่า คนสองคนต่างคนต่างเห็นหรือรู้เรื่องเดิมหรือรู้ความในกันดี แต่คนอื่นอาจไม่เห็น หรือไม่รู้เรื่องของคนสองคนนี้เลย เช่น คนสองคนทำตนเป็นคนมั่งมีหรือมีความรู้สูงเพื่ออวดคนอื่น ๆ แต่ทั้งสองคนนี้ต่างรู้ไส้กันดีว่าแท้จริงแล้วต่างคนต่างไม่มีเงิน หรือไม่มีความรู้เลยเมื่อมาพบกันเข้าจึงเท่ากับว่า " ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ".

จอดเรือไม่ดูท่า ขี่ม้าไม่ดูทาง   :  หมายถึง การทำอะไรไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ซึ่งอาจจะเกิดการผิดพลาดหรือเสียหายได้ เปรียบได้กับการจอดเรือหรือขี่ม้า ถ้าไม่ตรวจดูท่าจอดให้แน่นอน หรือไม่ดูหนทางที่จะขี่ม้าไปว่าจะเหมาะหรือไม่ ผลเสียหายก็ย่อมเกิดขึ้นได้ สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า " จอดเรือให้ดูฝัง จะนั่งให้ดูพื้น " ซึ่งมีความหมายในทางตักเตือนไว้ก่อน.

จ้าวไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด :  เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่ประจำเป็นหลักแน่นอน.

โจรปล้น ๑๐  ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว  : สำนวนนี้มีความหมายอธิบายอยู่ในตัวแล้ว ถึงแม้คนเราจะถูกโจรขึ้นปล้นบ้านสัก ๑๐  ครั้งหรือมากกว่านั้น  ก็ยังไม่ทำให้ข้าวของ  หรือทรัพย์สินบางอย่างภายในบ้านเราถึงขนาดหมดเกลี้ยงตัวเลยทีเดียวนัก  แต่ไฟไหม้ครั้งเดียว  เผาผลาญทั้งทรัพย์สิน  และที่อยู่เราวอดวายเป็นจุลไปหมด  โบราณจึงว่า  " โจรหรือขโมยขึ้นบ้านสัก ๑๐ ครั้งไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ".

จับปลาสองมือ :  เป็นสำนวนหมายถึง  คนที่มุ่งหวังอยากจะได้ทีเดียวพร้อม ๆ กันสองอย่าง  โดยไม่คำนึงว่าตนเองมีความสามารถที่จะทำได้หรือไม่  เปรียบได้กับการใช้มือจับปลาตัวเดียวให้มั่นดีกว่าจับด้วยมือเดียวหรือข้างละตัว  ซึ่งอาจจะไม่มั่นพอ  ทำให้ปลาทั้งสองตัวหลุดตกน้ำไปหมดเลยก็ได้  สำนวนนี้เปรียบเทียบได้กับการที่ผู้ชายเราคิดจะมีภรรยาทีเดียวสองคน  โดยวิธีเกี้ยวผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกัน.

จับแพะชนแกะ   :   หมายถึง  การทำอะไรที่ขาดความเรียบร้อยไม่เป็นกิจลักษณะ  คือเอาทางโน้นมาใช้ทางนี้ เอาทางนี้ไปแทนทางโน้น  สับสนวุ่นวายไปหมดหรือทำให้ไม่ประสานกันหรือไม่ต่อเนื่องกัน  เท่ากับเอาแพะมาชนกับแกะ เพราะแกะเป็นสัตว์ต่างพันธุ์หรือต่างชนิดกัน  และไม่เคยปรากฏว่าแพะกับแกะจะมีผู้เคยเอามาชนกันมาก่อน.

จับเสือมือเปล่า  : สำนวนนี้ ใช้เปรียบกับการที่ทำงานอะไรสักอย่างโดยไม่ต้องลงทุน  หรือไม่มีทุนจะลงเลย  ซึ่งอาจจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ก็ตามเรียกว่าเป็นการลองเสี่ยง  หรือใช้ความสามารถของตนเองเป็นหลักใหญ่เข้าทำ.

จับปูใส่กระด้ง   :  โดยสัญชิาตญาณ  ปูมักไม่คอยจะอยู่นิ่งเมื่อจับไปวางตรงไหน  มันก็พยายามจะไต่ไปไต่มาเพื่อจะหาทางออก  หรือคิดหนีไปท่าเดียว  เปรียบได้กับคนหรือเด็กเล็ก ๆ ที่ซกซนอยู่ไม่นิ่ง  ถึงจะอยู่ในที่บังคับอย่างไรก็จะดิ้นหรือซนเรื่อยไป.
 
จุดไต้ตำตอ   :  สำนวนนี้ หมายถึงการพูดกล่าวขวัญหรือทำอะไรสักอย่าง  โดยผู้พูดหรือผู้ทำไม่รู้จักคนผู้นั้นครั้นพอรู้ความจริง  ผู้พูดหรือผู้ทำกลายเป็นคน  " ห้าแต้ม "  ไปเลย  ถ้าเป็นการพูดกล่าวขวัญในทางร้ายหรือนินทาด่าคนผู้นั้นเข้า  ดีไม่ดีก็ต้องเคราะห์ร้ายเปรียบเหมือนจุดไต้ไปตำเข้ากับตอถึงไฟดับ  สำนวนนี้เข้าใจว่า  มาจากการจุดไต้ให้ไฟสว่างของคนสมัยโบราณ  ซึ่งใช้เป็นไฟฉายส่องทาง  แล้วเอาไต้ไฟไปชนเข้ากับต่อถึงดับ. 

ชาติเสือต้องไว้ลาย  ชาติชายต้องไว้ชื่อ  :  สำนวนนี้  มักใช้เป็นสำนวนเปรียบกับผู้ชาย  ซึ่งตามหลักที่ว่าผู้ชายจะทำอะไรก็ต้องให้เก่งกล้าหรือองอาจ  ไม่อ่อนแอเหมือนผู้หญิง  โดยเฉพาะหมายความว่า  ขึ้นชื่อว่าผู้ชายแล้วจะต้องเก่งกล้าสามารถทุกคนเปรียบได้กับเสือ  เพราะเสือเป็นสัตว์ดุร้ายแต่เก่งถือเอาลายของมันเป็นสัญลักษณ์ของความเก่งกาจซึ่งเรามักพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า  " ชาติเสือไม่ทิ้งลาย "  อันมีความหมายอย่างเดียวกัน.

ชายสามโบสถ์  หญิงสามผัว  :  สำนวนนี้  ประโยคแรกหมายถึง  ผู้ชายที่บวชเป็นพระ ๓ ครั้งคือบวชแล้วสึก  สึกแล้วบวชอีกถึง ๓ หนด้วยกัน   ส่วน   "หญิงสามผัว"  นั้นคือหญิงที่แต่งงานแล้วมีสามีมาแล้ว ๓ ครั้งหรือ ๓ คน โดยมีสามีคนแรกแล้วเลิกร้างกันไป  มามีคนที่สองเลิกล้างกันไปอีกจนถึงคนที่สามก็ต้องเลิกล้างกันไปอีก  สำนวนนี้หมายความว่าผู้ชายที่บวชมาแล้ว ๓ ครั้ง  กับผู้หญิงที่ผ่านการมีสามีมาแล้ว ๓ คน  โบราณมีข้อห้ามมิให้เพศตรงข้ามไปมีสัมพันธ์ทางรักใคร่หรือชู้สาวด้วย  คือผู้หญิงก็ไม่ควรไปมีสามีชนิดนี้  หรือผู้ชายก็ไม่ควรไปมีภรรยาชนิดนี้เข้า  ซึ่งตามความเข้าใจว่าบุคคลชนิดนี้ใจคอไม่มั่นคงหรือรวนเลได้โดยสังเกตเอาอาการกระทำเป็นเครื่องวัด  แต่ตกมาถึงสมัยนี้  เข้าใจว่า  คงจะไม่มีใครค่อยเชื่อว่าถือกันเท่าไรนัก.

ช้า ๆ ได้พร่าเล่มงาม   :  สำนวนพังเพยนี้  หมายถึง การทำอะไรสักอย่างหนึ่ง  ถ้ามุ่งจะให้ได้ประโยชน์สมบูรณ์ก็ต้องทำด้วยความรอบคอบ  หรือไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก  หรือไม่หมายความว่าจะทำให้งาน  " ล่าช้า "  จนเกินไป  แต่มีความหมายว่า  ให้ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ  สำนวนนี้ คนในสมัยปัจจุบันยังข้องใจอยู่ว่าจะขัดกับสำนวนพังเพยที่ว่า  " น้ำขึ้นให้รีบตัก "  ซึ่งแปลว่าให้รีบฉกฉวยโอกาส  ตรงกันข้ามกับสำนวนนี้ที่ว่า  " ได้พร้าเล่มงาม "  แต่แท้จริงแล้ว  เป็นคำพังเพยที่เตือนให้เราเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมต่างหาก  จะช้าหรือรีบร้อนจึงต้องแล้วแต่โอกาส.

ชักใบให้เรือเสีย   : หมายถึง การพูดหรือทำอะไรให้เป็นที่ขวาง ๆ หรือทำให้เรื่องในวงสนทนาต้องเขวออกนอหเรื่องไป  โดยไม่คิดว่าเรื่องที่เขากำลังพูดหรือทำอยู่นั้นจะมีความสำคัญขนาดไหน.

 ชาติคางคกยางหัวไม่ตกไม่รู้สำนึก  :  สำนวนนี้ หมายถึง  คนที่อวดดีหรือชอบกระทำนอกลู่นอกทางเมื่อมีคนทักท้วงก็ไม่เชื่อฟัง  ยังขืนกระทำ  จนเขาหมั่นไส้ปล่อยให้ลองทำเพื่อจะให้รู้สึกตัวบ้าง  เพราะเชื่อว่าการกระทำนั้น ๆ จะต้องได้รับอันตรายถึงเลือดตกหรือเจ็บปวดเข้าก็ได้  หรืออีกทางหนึ่งเปรียบเทียบได้กับเด็กที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง  เมื่อห้ามด้วยปากไม่เชื่อก็ต้องใช้ไม้เรียวเฆี่ยนทำให้เจ็บตัวเสียก่อนจึงจะรู้

ดูช้างให้ดูหาง  ดูนางให้ดูแม่   :  สำนวนทำนองนี้  มีอยู่ด้วยกันหลายประโยค  และมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน  เช่น  "  ดูวัวให้ดูหาง  ดูนางให้ดูแม่ "  " ดูข้างให้ดูหน้าหนาว  ดูสาวให้ดูหน้าร้อน "  ดังที่ได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว  แต่สำนวนที่ว่า  " ดูช้างให้ดูหาง "  นี้  มุ่งให้ดูหางช้าง  ที่บอกลักษณะว่าเป็นช้างดีหรือช้างเผือก  เพราะที่ปลายหางของมันยังเหลือให้เห็นสีขาวอยู่ตามเรื่องที่เล่าว่า  เวลาช้างพังตกลูกเป็นช้างเผือกสีประหลาด  พวกช้างพลายและช้างพังจะช่วยกัน  " ย้อม "  กลายลูกมันเสีย  ด้วยการใช้ใบไม้หรือขี้โคนดำ ๆ  พ่นทับ  เพื่อมิให้คนรู้ว่าเป็นช้างเผือกแล้วมาจับไป  หรืออย่างไรไม่แน่ชัด  แต่การย้อมลูกของมันด้วยสีเผือกให้เป็นสีนิลนั้น  ก็ยังเหลือร่องรอยอยู่อย่างหนึ่ง  คือที่ปลายหางเป็นสีขาว  เหตุนี้เขาจึงให้สังเกตลักษณะของช้างเผือกที่ตรงหางไว้เป็นหลักสำคัญ.

 ได้แกง  เทน้ำพริก   : เป็นสำนวนที่มีความหมายอธิบายง่าย ๆ เปรียบเทียบว่า  ได้ใหม่ลืมเก่านั่นเอง  มักจะใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า  ผู้ชายเราที่ได้ภรรยาใหม่ก็ทิ้งเก่าไปเลย  คำว่า   " น้ำพริก "  หรือ  " น้ำพริกถ้วยเก่า "  เราจะหมายถึงภรรยาเก่าโดยเฉพาะ  เพราะ  " น้ำพริก "  เป็นอาหารประจำวันของคนไทยเราที่ไม่มีการยักย้ายเปลี่ยนแปลงเหมือนแกงหรือผัด  และมักจะมีประจำเกือบทุกมื้อก็ว่าได้.

 ดอกกระดังงาไทย  ไม่ลนไฟไม่หอม   : ตามความหมายของสำนวนอย่างหนึ่งว่า  สิ่งใดก็ตามถ้าปล่อยทิ้งไว้เปล่า ๆ หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งธรรมดาไม่ดีหรือไม่เลว  แต่ถ้าไปทำให้มีเรื่องขึ้น  กลับดูเหมือนจะทำให้ดีกว่าเก่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม  ตามความหมายดังกล่าวนี้  เราจึงมักจะเอามาใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า  หญิงสาวบางคนที่บริสุทธิ์นั้นดูเป็นสิ่งธรรมดาไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นหรือแปลก  แต่ถ้าได้แต่งงานหรือมีสามีเสียครั้งหนึ่งแล้ว  เลิกร้างกันกลับกลายเป็น  " แม่หม้ายเนื้อหอม "  ไปได้ เปรียบกับดอกกระดังงาไทย  เมื่อเอามาลนไฟด้วยเทียนขี้ผึ้งจะมีกลิ่นหอมแรงขึ้น.

เด็ดบัวไม่ไว้ใย   :  หมายความว่า  ตัดสัมพันธุไมตรี  หรือ  ความเป็นมิตรสนิท  หรือเคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน  อย่างชนิดที่ไม่ยอมคืนดีกัน  การที่เอาดอกบัวมาเปรียบก็เพราะเหตุที่ว่า  ดอกบัวนั้นถ้าเราหักก้านดอกลง  ตรงรอยหักมักจะมีเยื่อหรือใยก้านติดอยู่  ไม่ค่อยขาดจากกันง่าย  สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า  " เด็ดบัวอย่าเหลือใย "  หรือ  อีกสำนวนหนึ่งว่า  " เด็ดปลีไม่มีใย "  ปลี  หมายถึงดอกของกล้วยหรือหัวปลี.

เดินตามหลังราชสีห์  ดีกว่าเดินตามก้นสุนัข  : ไม่ทราบที่มาของสำนวนนี้แน่ชัดนัก  แต่เข้าใจว่า  เป็นสำนวนที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้  หรือไม่มีนานมานี้นัก  จำได้ว่าอดีตนักศิลปินผู้หนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว  คือคุณเสน่ห์  โกมรชุนนำมาใช้เป็นมติของเขาครั้งหนึ่ง  สมันที่ร่วมวงกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง  ซึ่งเรืองอำนาจในสมัยนั้น  โดยถือคติยอมเป็นสมัคพรรคพวกของผู้มีอำนาจราชศักดิ์ดีกว่ายอมร่วมวงกับผู้ที่ปราศจากอำนาจราชศักดิ์หรือทรัพย์สิน


ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
ต-ป
ตกกระไดพลอยโจน  : สำนวนนี้ทางหนึ่งหมายถึง ว่ากันว่าการทำอะไรที่บังเอิญเกิดผิดพลาดขึ้น  โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง  หรือทำไปได้ครึ่งแล้ว  ก็จำต้องทำมันต่อไปให้เสร็จสิ้นเสียเลยเรียกว่า  " พลอยโจน "  อีกทางหนึ่ง  คงจะหมายถึงการพลอยผสมโรงหรือพลอยตามไปด้วยกับเขา  ทำนองเดียวกับที่ว่า  เห็นคนอื่นตกกระได  ตนเองก็เลยพลอยโจนตามโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง  แต่อีกทางหนึ่ง  อาจหมายความได้ว่าการกระทำอะไรบังเอิญผิดพลาด  คือ  " ตกกระได "  ก็เลยใช้วิธีกระโจนลงไปเสีย  เพื่อไปตั้งหลักเอาใหม่ดีกว่าปล่อยให้ตกกลิ้งลงไป.

ติเรือทั้งโกลน  :  เป็นสำนวนหมายความว่า  ชิงติงานที่เขาเริ่มทำใหม่ ๆ เสียก่อน  ยังไม่ทันได้เห็นผลงานของเขา  หรือเรียกว่า  มีปากก็ติพล่อย ๆ โดยไม่รู้ว่า  ฝีมือเขาจะเป็นยังไง  " โกลน "  ในสำนวนนี้หมายถึง  ซุง  ทั้งต้นที่เขาเอามาเกลาหรือถากตั้งเป็นรูปขึ้นก่อนเพื่อจะต่อเป็นเรือขุด  โกลนในชั้นแรกจึงดูไม่ค่อยเป็นรูปร่างดี  ต่อเมื่อโกลนดีแล้ว  จึงตบแต่งค่อยเป็นค่อยไปจนเป็นรูปเรือ.

ตีงูให้กากิน  :  หมายถึง  การลงทุนลงแรงทำอะไรขึ้นอย่างโดยไม่ได้เกิดประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น  เปรียบเหมือนตีงูซึ่งต้องใช้ความกล้าหรือกำลังเล่นงานงู  แต่ครั้นพองูตายแล้วก็เอามาทำประโยชน์อะไรไม่ได้  ต้องทิ้งหรือปล่อยให้กามาจิกกินเอาตามสบาย  กา  หรือ  อีกา  ในสมัยก่อนได้เห็นกันมาก  จึงมักจะเอามาผูกเป็นสำนวนพังเพยอยู่ด้วยเสมอ  เช่น  " กาหน้าดำ  เขาจำหน้าได้ "  " กาคาบพริก "  หรือ  " สาวไส้ให้กากิน "  เป็นต้น.

 ตีวัวกระทบคราด  :  เป็นสำนวนหมายถึง  การแสร้งทำหรือแสร้งพูด  เพื่อให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกฝ่ายหนึ่ง  การเอาวัวกับคาดมาเปรียบ  ก็เพราะคราดซึ่งใช้เป็นเครื่องมือกวาดลานฟางหรือหญ้าในนานั้นผูกเป็นคันยาวใช้วัวลากและคราดจะเป็นฝ่ายกระตุ้นให้วัวทำงานลากคราดไป  ซึ่งผลงานคงจะอยู่ที่คราดเป็นตังกวาด  เมื่อคราดไม่ทำงานก็เลยใช้วิธีตีวัวให้ลากคราด  เป็นทำนองว่า  " ตีวัวกระทบคราด "  วัวเลยกลายเป็นแพะรับบาปเพราะคราด  ความหมายคล้ายกับว่า  เราทำอะไรคนหนึ่งไม่ได้  เช่น  โกรธเขาแต่กลับไปเล่นงานสัตว์เลี้ยงหรือคนใกล้ชิดของเขา  เป็นการตอบแทน.
 
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  :  สำนวนนี้  โบราณมักใช้พูดกันมาก  หมายถึงการกระทำอะไรสักอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือได้สมดุลกัน  หรือใช้จ่ายทรัพย์ลงทุนไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  เช่นลงทุนเล็กน้อยเพื่อทำงานใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินมาก ๆ ย่อมไม่อาจสำเร็จได้ง่าย  ต้องสูญทุนไปเปล่า ๆ เปรียบเหมือนตำน้ำพริกเพียงครกเดียว  เอาไปละลายในแม่น้ำกว้างใหญ่  เมื่อละลายไปก็จะสูญหายไปหมดสิ้นไปทำให้แม่น้ำเกิดอะไรผิดปกติขึ้น  เสียน้ำพริกไปเปล่า ๆ.

 ต้นไม้ตายเพราะลูก  : สำนวนนี้เอามาเปรียบได้กับ  พ่อแม่ที่ต้องเสียเพราะลูก  เช่นรักลูกมากจนยอมเสียสละชีวิต  หรือทรัพย์สินเพื่อลูก  ตามที่ว่า  " ต้นไม้ตายเพราะลูก "  ก็โดยที่ว่าต้นไม้บางชนิด  เมื่อมีลูกหรือมีดอกผลมักจะตาย  หรือโคนเพราะคนมาเก็บ  หรือเมื่อออกดอกผลแล้ว  เหี่ยวเฉาตายไปเองก็มี.
 
 ตักน้ำใส่กะโหลก  ชะโงกดูเงา  : สำนวนนี้เป็นคำเปรียบเปรย  หรือเป็นเชิงเตือนสติคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง  หรือคนที่ทะเยอทะยานทำตนเสมอกับคนที่สูงกว่า  ให้รู้จักยั้งคิดว่าฐานะของตนเองเป็ยอย่างไรเสียก่อน  จึงค่อยคิดทำเทียมหน้าเขา  ความหมายทำนองเดียวกับที่ว่า  " ส่องกระจกดูเงาของตัวเองเสียก่อน "  สำนวนนี้  ผู้หญิงสูงศักดิ์มักจะใช้เป็นคำเปรียบเปรยเย้ยหยันผู้ชายที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า.
 
เตี้ยอุ้มค่อม  :  เป็นสำนวนที่หมายถึง  คนที่มีฐานะยากจนอยู่แล้ว  ยังอุตส่าห์ไปช่วยคนที่ยากจนกว่าตนเข้าอีก  เท่ากับ  " เตี้ยอุ้มค่อม "  คือ  ยิ่งทำให้ตัวเองแย่ลงไปอีก  หรือจะเปรียบได้อีกทางหนึ่งว่าคนที่ทำงานหรือทำอะไรเป็นภาระใหญ่มากมายเกินสติกำลังของตน  ซึ่งไม่แน่ว่าจะทำไปได้ตลอดหรือไม่.

ตัวเป็นขี้ข้า  อย่าให้ผ้าเหม็นสาบ  : สำนวนนี้เป็นสุภาษิตเก่าแก่  ที่สอนให้คนเราประพฤติชอบแต่ในทางที่ดีไม่ให้ประพฤติตนไปในทางเสื่อมเสีย  แม้จะมีฐานะยากจน  เป็นตนใช้หรือลูกจ้างเขาก็ตามแต่  ก็ต้องรักษาความดีความซื่อสัตว์  รวมทั้งความสะอาดกายไปในตัวด้วย  อย่าปล่อยตัวเองให้ตกเป็นทาสของความชั่ว.

 ตัวตายดีกว่าชาติตาย  :  สำนวนนี้เป็นสำนวนปลุกใจที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว  มีความหมายไปในทางให้คนเรารักประเทศชาติหรือบ้านเมืองของตนเองให้มั่น  เมื่อยามมีศัตรูมารุกรานบ้าเมืองก็พร้อมที่จะพลีชีวิตร่วมกันต่อสู้เพื่อป้องกันประเทศโดยยอมให้ตนเองตายดีกว่าชาติหรือประเทศต้องถูกทำลายลง.
 
 ตักน้ำรดหัวตอ  :  สำนวนนี้  โบราณใช้เป็นคำเปรียบเทียบถึงการที่เราจะตักเตือน  หรือสั่งสอนใครสักคนหนึ่งแต่คนนั้นไม่ยอมรับ  หรือไม่เชื่อฟังคำเรา  เปรียบได้กับการที่เราเฝ้าหมั่นรดน้ำหัวตอของต้นไม้  เพื่อหวังจะให้งอกงามขึ้นมาได้  ความหมายอย่างเดียวกับสำนวนพังเพยที่ว่า  " ตักน้ำรดหัวสากล "  และ  " สีซอให้ควายฟัง ".

 ตาบอดได้แว่น   :  สำนวนนี้ประโยคควบคู่อยู่ด้วยอีกสองประโยคคือ  " หัวล้านได้หวี  นิ้วด้วนได้แหวน "  มีความหมายอย่างเดียวกัน  คือหมายถึง  การได้ในสิ่งที่มีประโยชน์แก่ตนเองเลยแม้แต่น้อย  เพราะคนศรีษะล้านย่อมไม่มีผมจะหวี  และคนตาบอดถึงจะใส่แว่นก็มองไม่เห็นเพราะแว่นไม่ช่วยให้คนตาบอดกลับเห็นได้.

ตีตนไปก่อนไข้   :  สำนวนคำพังเพยนี้หมายถึง  การได้ข่าวหรือได้แต่เพียงรู้ว่า  จะมีอะไรที่ไม่ดี  หรือข่าวร้ายเกิดขึ้นกับตัว  โดยที่ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้  แต่ก็ชิงแสดงอาการทุกข์ร้อนหวาดกลัว  หรือวิตกกังวลไปเสียก่อนแล้ว  ทำให้หมดกำลังใจหรือกำลังความคิดที่จะคิดป้องกันไว้ก่อน  เรียกว่าไข้ยังไม่ทันมาถึงเลย  ตัวเองก็ชิงเป็นไข้เสียก่อน  เพราะความกระวนกระวายหรือตกใจนั่นเอง.

 ตีงูให้หลังหัก  :  คำพังเพยสำนวนนี้  เป็นคำเตือนสติให้เราได้รับรู้ว่า  เมื่อจะทำอะไรก็ต้องตัดสินใจทำโดยเด็ดขาดหรือจริงจังลงไป  อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ มิฉะนั้นผลร้ายจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง  เปรียบได้กับการที่จะตีหรือกำจัดงูพิษ  เราก็ต้องตีให้ตาย  หรือให้ถึงขนาดหลังหักไปเลย  มันจะได้สิ้นฤทธิ์กลับมาทำร้ายเราไม่ได้.

 เต่าใหญ่ไข่กลบ  :  เป็นสำนวนที่หมายความว่า  การทำอะไรที่เป็นพิรุธแล้วพยายามจะกลบเกลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้  สำนวนนี้เอาเต่ามาเป็นคำเปรียบเทียบก็เพราะธรรมชาติของเต่าใหญ่  เช่น  เต่าตนุเวลาจะวางไข่  ก็คลานขึ้นมาบนหาดทราย  แล้วคุ้ยทรายให้เป็นหลุมเพื่อไข่  พอไข่เสร็จก็คุ้ยทรายกลบไข่เสีย  เพื่อซ้อนไข่ของตนให้พ้นจากศัตรู  หรือคนลักไปทำลาย.

ถี่ลอดตาช้าง  ห่างลอดตาเล็น  : หมายถึง  คนที่ทำอะไรดูเป็นว่ารอบคบถี่ถ้วนดี  แต่ความจริงไม่รอบคอบปล่อยให้มีช่องว่างเกิดขึ้น.

ถ่อไม่ถึงน้ำ  น้ำไม่ถึงถ่อ  : เป็นสำนวนหมายถึงการพูดหรือการกระทำอะไร  ที่ไม่ปฏิบัติให้ถึงแก่นสำคัญของเรื่อง  หรือทำไปครึ่ง ๆ กลาง ๆ  หรือขาดตกบกพร่องในการปฏิบัติเช่นขาดเงิน  หรือขาดกำลังสนับสนุน  สิ่งนั้นก็ย่อมจะไม่สำเร็จ  หรือประสบผลตามความต้องการ  เมื่อเปรียบกับการถ่อเรือหรือถ่อแพโดยถ่อไม่ถึงน้ำ  เพราะถ่อสั้นไป  ก็ย่อมใช้งานอะไรไม่ได้.

ถลำร่องชักง่าย ถลำกายชักยาก  : สำนวนนี้มีความหมายอธิบายอยู่แล้วในประโยคแรก  ที่ว่าการพลาดถลำตกลงไปในร่องพื้น  ยังพอชักเท้าขึ้นมาได้  แต่การถลำใจซึ่งหมายถึงการหลงเชื่อหรือหลงรักหนัก ๆ เข้า  ย่อมถอนออกได้ยาก.

ถ่มน้ำลายรดฟ้า  :  สำนวนนี้ใช้เป็นความหมายถึง  คนที่คิดร้ายหรือดูหมิ่นบุคคลที่สูงกว่า  คำว่า  " ถ่มน้ำลาย "  เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปเกือบทุกชาติแล้วว่า  คือการแสดงกิริยาดูถูกดูหมิ่น  และมักใช้เป็นกิริยาแสดงออกให้อีกฝ่ายเห็นได้ชัด  เรียก  " ถ่ม "  หรือ  " ถุ่ย "  แตกต่างกับลักษณะของการ  " บ้วนน้ำลาย "  เมื่อพูดว่า  " ถ่มน้ำลายลดฟ้า "  ก็หมายถึง  ดูเหมือนบุคคลที่สูงกว่า  การถ่มน้ำลายขึ้นไปที่สูงคือฟ้าน้ำลายนั้นก็ย่อมจะตกลงมาถูกหน้าตาของตนเองความหมายจึงอยู่ที่ว่า  การดูหมิ่น  หรือคิดร้ายต่อบุคคลที่สูงกว่าหรือที่เคารพทั่วไป  มักจะกลับเป็นผลร้ายหรืออภัยแก่ตนเองได้.

ถ่มน้ำลายแล้วกลับกลืนกิน   : สำนวนนี้ต่างกับคำว่า  " ถ่มน้ำลายรดฟ้า "  ถ่มน้ำลายในประโยคนี้  หมายถึง  การที่พูดหรือลั่นวาจาออกไปแล้ว  เป็นการตัดขาดว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก  แต่แล้วก็กลับไปเกี่ยวข้องเข้าอีก  เป็นทำนองกลับคำของตนเองที่ได้พูดไว้.

ถ่านไฟเก่า  : สำนวนนี้  มีความหมายโดยเฉพาะสำหรับชายหญิงที่เคยเป็นคู่รักหรือเคยมีสัมพันธ์กันมาก่อนแล้วเลิกร้างกันไป  หรือห่างไประยะหนึ่ง  เมื่อกลับมาพบกันใหม่  ก็ทำท่าจะตกลงปลงใจ  คืนดีกันได้ง่าย  เปรียบเหมือนถ่านไฟที่เคยติดแล้วมอดอยู่หรือถ่านดับไปแล้ว  แต่พอได้เชื้อไฟใหม่ก็คุติดไฟลุกขึ้นมาได้เร็วกว่าถ่านที่ยังไม่เคยได้เชื้อไฟหลายเท่า.

ทำคุณบูชาโทษ  โปรดสัตว์ได้บาป  :  สำนวนนี้  หมายความว่า  การทำคุณหรือการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเจตนาดี  แต่กลับกลายเป็นได้รับโทษตอบแทนหรือเข้าทำนองที่ว่า  ยุ่งไม่เข้าเรื่องอะไรทำนองนั้นสำนวนนี้นิยมใช้ประโยคแรกประโยคเดียวพูดก็เป็นที่เข้าใจกัน.

ทุบหม้อข้าวตัวเอง  : เป็นสำนวนที่หมายถึง  การทำลายอาชีพหรืองานในหน้าที่  หรือผลประโยชน์ที่ตนกำลังได้รับอยู่  เช่นคิดทุจริตต่อนายจ้างของตนเองทำให้นายจ้างจับได้ถูกไล่ออกเรียกว่า  " ทุบหม้อข้าว "  ของตนเอง เพราะเมื่อหม้อข้าวแตกเสียแล้ว  ก็อดกินข้าว หรือ  บางทีอาจจะไม่มีหม้อหุงข้าวไว้สำหรับหุงเองด้วย.

เทวดานิมนต์มาเกิด  :  สำนวนในชั้นเดิม  เข้าใจว่าคงจะหมายไปในทางดีหรือหมายถึง  " คนดี "  เพราะลงว่าเทวดาหรือสวรรค์ให้มาเกิดแล้ว  ก็น่าจะเป็นคนมีบุญ  และมีพรสวรรค์ให้เป็นคนเก่งยอดเยี่ยมกว่าคนธรรมดาอย่างแน่นอน  แต่ตกมาระยะหลัง  กลับมีผู้นำไปใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรย  หรือประชดประชันเด็ก ๆ ที่เกกมะเหรกเกเรหรือซนเก่งเป็นยอดเยี่ยม  ว่าเป็นเด็กที่      " เทวดานิมนต์มาเกิด "  ไปเสีย.
 
ทำนาบนหลังคน  : หมายถึงคนที่คิดหาผลกำไรหรือหาผลประโยชน์ใส่ตน  ด้วยวิธีเบียดเบียนหรือรีดนาทาเร้นเอาจากน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น  โดยขาดความเมตตา  เช่น  ให้กู้เงินแล้วเรียกดอกเบี้ยแพง ๆ หรือกว้านซื้อข้าวจากชาวนาในราคาถูก ๆ  เพื่อเอามาค้าหากำไรโดยเหตุที่การทำนาของคนไทยในสมัยโบราณจัดว่า  เป็นอาชีพหลักและสำคัญส่วนใหญ่โบราณจึงเอาเรื่อง  " ทำนา "  มาผูกเป็นสำนวนความหมายทำนองเดียวกับ  " รีดเลือดกับปู "  ก็ได้.

เทศน์ตามเนื้อผ้า  :  แปลว่า  จะพูดหรือสั่งสอนใครก็พูดเรื่อยไปตามตำราหรือแบบแผน  ไม่มีการดัดแปลงให้เข้ากับคนฟังหรือให้เหมาะสมกับกาลเทศะจึงย่อมจะมีผู้ฟังบางคนไม่เข้าใจก็ได้.

น้ำกลิ้งบนใบบอน  :  เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึง  คนใจไม่แน่นอน  กลับกลอก  โดยเฉพาะมุ่งถึงหญิงที่ว่า  " น้ำใจหญิงเหมือนกลิ้งบนใบบอน " สำนวนนี้เอามาจากน้ำที่หยดอยู่บนใบบอน  กลิ้งไปกลิ้งมาโดยที่ใบบอนมีลักษณะเลี่ยนลื่นไม่ซับน้ำ  ทำให้น้ำที่ขังเป็นก้อนกลมอยู่ลนใบกลิ้งไปกลิ้งมาได้.
 
น้ำขึ้นให้รีบตัก  :  เป็นสำนวนสุภาษิตที่หมายถึงว่า  เมื่อมีโอกาสหรือได้จังหวะ  ในการทำมาหากินหรือช่องทางที่จะทำให้ได้ผลประโยชน์แก่ตนแล้ว  ก็ควรจะรีบคว้าหรือรีบฉวยโอกาสอันดีนี้เสีย  อย่าปล่อยโอกาสหรือจังหวะเวลาให้ผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย  สำนวนนี้เอาไปเปรียบกับอีกสำนวนที่ว่า  " ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม "  แล้ว  หากคุณไม่เข้าใจความหมายก็อาจจะทำให้พะวักพะวงใจอยู่บ้าง  เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อสำนวนไหนดี  อย่างไรก็ควรดูคำแปลความหมายของอีกสำนวนนั้นเสียก่อน.  

น้ำเชี่ยวขวางเรือ  :  เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำอะไรให้เป็นที่ขัดขวาง  หรือเป็นที่ขัดต่ออารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง  โดยไม่ดูเหตุการณ์เสียก่อน  อาจทำให้ได้รับเคราะห์หรืออันตรายได้  เปรียบเทียบน้ำในแม่น้ำกำลังไหลเชี่ยวจัด  ถ้าเราแจวเรือหรือพายเรือออกไปขวาง  เรือก็อาจจะล่มได้ทันที.
 
น้ำมาปลากินมด  น้ำลดมดกินปลา  :  หมายถึง  โอกาสของใครหรือจังหวะดีของใคร  ฝ่ายนั้นก็ย่อมชนะความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  " ทีใคร  ทีมัน ".  

น้ำตาลใกล้มด  : เป็นสำนวนที่หมายโดยเฉพาะถึง   ผู้หญิงกับผู้ชายที่อยู่ใกล้กัน  เปรียบเหมือนน้ำตาลกับมดเช่นเดียวกับผู้หญิงอยู่ใกล้กับผู้ชาย  ผู้ชายเราก็อดที่จะเข้ามาไต่ตอมหรือเลาะเล็มผู้หญิงไม่ได้  หรือบางทีก็อาจมีใจตรงกันขึ้นได้ทั้งคู่เมื่ออยู่ใกล้กัน.

น้ำท่วมทุ่ง  ผักบุ้งโหรงเหรง  : เป็นความหมายถึง  คนที่พูดมาก  แต่ถ้อยคำที่พูดนั้นได้เนื้อความน้อยหรือมีสาระเพียงนิดเดียว  สำนวนนี้เรามักใช้พูดสั้น ๆ ว่า  "  น้ำท่วมทุ่ง "  หรือ  " พูดเป็นน้ำท่วมทุ่ง "  เสียส่วนมาก  แต่ก็เป็นความหมายชัดเจนอย่างว่าดี.

น้ำนิ่งไหลลึก  : เป็นสำนวนที่หมายถึง  คนที่ดูภายนอกสงบเสงี่ยมหรือเป็นคนหงิม ๆ ไม่ค่อยพูดจา  แต่มักจะเป็นคนมีความคิดฉลาด  หรือทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว  เปรียบเหมือนน้ำที่ดูตอนผิวหนังที่สงบนิ่ง  แต่ลึกลงไปข้างใต้นั้นกลับไหลแรง.

น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ  :  เปรียบได้กับอะไร ๆ ที่น้อยกว่าย่อมแพ้แก่ฝ่ายที่มากกว่า  เช่นน้ำน้อยก็ไม่พอจะดับไฟ  หรือพวกที่มีกำลังน้อยกว่า  ก็ย่อมแพ้พวกที่มีกำลังมากกว่า.

น้ำพึ่งเรือ  เสือพึ่งป่า  : หมายถึง  คนเราต้องต่างพึ่งพากันและกันตลอดมา.

น้ำร้อนปลาเป็น  น้ำเย็นปลาตาย  : น้ำร้อนหมายถึงคนที่ปากร้ายแต่จิตใจไม่ร้ายย่อมไม่เป็นพิษภัย  ส่วนน้ำเย็นหมายถึงคนปากหวานหลอกให้คนหลงเชื่อง่าย ๆ ย่อมมีอันตรายได้.

น้ำลึกหยั่งได้  น้ำใจหยั่งยาก  : หมายถึง  น้ำลึกแค่ไหนเรายังวัดหยั่งได้  แต่น้ำใจหรือจิตใจของคนเราวัดได้ยาก.
 
น้ำลดต่อผุด   :  สำนวนนี้  หมายถึง  คนที่เวลาชะตาตกหรือเคราะห์ร้าย  ความลับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความประพฤติไม่ดี  เช่น  ทุจริต  คดโกง  ที่เคยทำไว้ก็มักปรากฏออกมาให้เห็น  เวลาชะตาดีก็เปรียบเหมือนน้ำขึ้นท่วมตอ  จึงมองไม่เห็นตอ  แต่เวลาชะตาตก  น้ำลดแห้ง  ตกก็ผุดขึ้นมาให้เห็นเป็นแถว.  

นอนหลับไม่รู้  นอนคู้ไม่เห็น  : แปลว่า  ไม่รู้ไม่เห็นอะไร  เปรียบเหมือนคนนอนหลับ  ที่ไม่รู้สึกตัว.

นกยูงมีแววที่หาง  : หมายถึง  คนที่มีฐานะดี  หรือสกุลรุนชาติดี  ย่อมมีอะไรในตัวเป็นเครื่องสังเกตให้เห็นอยู่บ้าง  เช่นกิริยามาทหรือการพูดจาทำนองเดียงกันที่ว่า  " สำเนียงบอกภาษา  กิริยาบอกสกุล ".

นับสิบไม่ถ้วน  :  เป็นสำนวนที่หมายถึง  การขาดความรู้ความสามารถ  หรือตกอยู่ในลักษณะของคนที่เลอะเลือน  ขี้หลงขี้ลืมง่าย ๆ ทำอะไรไม่ถูกเปรียบได้กับว่า  แม้จะนับหนึ่งถึงสิบ  ก็ยังนับไม่ถูกหรือนับไม่เป็น.

 เนื้อเข้าปากเสือ  :  ลงว่า  เนื้อตกเข้าไปอยู่ในปากเสือ  หรือ  เสือเอาปากขม้ำเข้าไว้แล้ว  เนื้อย่อมไม่มีทางรอดเปรียบได้กับคนที่ตกเข้าไปอยู่ในที่เป็นอันตรายหรือตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดกว่า  หลอกให้เชื่อแล้วก็หาทางรอดได้ยาก.

เนื้อเต่ายำเต่า  : สำนวนนี้  มีความหมายอย่างเดียวกับสำนวนที่ว่า  " อัฐยายชื้อขนมยาย "  หรือ  " หอกมันแทงมัน "  คือแปลว่า  อะไรที่มีอยู่แล้วหรือได้มาจากการนั้น  ก็เอาอันนั้นไปทำให้เป็นผลต่อไป  เช่น  ได้เงินจากเสี่ยงโชค  ก็เอาเงินที่ได้นั้นเสี่ยงโชคซ้ำลงไปอีก.

เนื้อหมูไปใส่เนื้อช้าง   :  มีความหมายถึงการที่เอาข้างที่มีอยู่น้อยกว่าอยู่เดิม  ไปเติมให้แก่ข้างที่มีมากกว่าอยู่ก่อนแล้ว  ทำให้ข้างที่มีมากกว่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไม่สมกัน  หรือเปรียบอีกทางหนึ่งว่า  เอาเงินจากคนจนไปถมให้กับคนมั่งมีที่มีอยู่แล้วมากขึ้นอีก.

เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง  เอากระดูกมาแขวนคอ  :  เป็นสำนวนที่มีความหมายอย่างเดียวกับ  " แพะรับบาป "  คือแปลว่า  คนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย  แต่กลับต้องมีส่วนเข้าไปพัวพัน  จนได้รับเคราะห์แทนเขา  โดยที่ตนเองไม่รู้เห็นหรือไม่ได้มีส่วนในผลประโยชน์นั้นแม้แต่น้อย  " เอากระดูกมาแขวนคอ "  เป็นความหมายถึงการเอาทุกข์มาใส่ตนเอง.

นิ้วไหนร้ายตัดนิ้วนั้น  :  สำนวนนี้  หมายถึง  ในกลุ่มในพวกที่มีจำนวนมาก  แต่บังเอิญมีคนชั่วอยู่ด้วยก็ให้คัดออกเสียเฉพาะที่ชั่ว  หรือถ้าจะลงโทษ  ก็ควรลงโทษแต่เฉพาะคนชั่ว  ส่วนคนที่ดีนั้น  ก็ไม่ควรไปเหมาเอาว่าเป็นพวกเดียวกัน  หรือชั่วไปหมดเสียทุกคนทีเดียวนัก.

 นิ้วด้วนได้แหวน  :  สำนวนนี้  ควบคู่กับ  " ตาบอดได้แว่น  หัวล้านได้หวี "  ดังได้อธิบายมาแล้ว  คือหมายถึง  การได้อะไรในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน  หรือตนเองไม่มีโอกาสจะใช้  ทำนองเดียวกับ  " ไก้ได้พลอย "  เพราะพลอยย่อมไม่มีประโยชน์  หรือมีคุณค่าแก่ไก่สู้ข้าวเปลือกเมล็ดเดียวก็ไม่ได้.
 
บวชก่อนเบียด  :  แปลว่า  บวชเป็นพระเสียก่อน  เมื่อสึกออกมาแล้วจึงค่อยแต่งงานหรือหาภรรยา  คำว่า  "เบียด "  ในที่นี้  แปลว่ามีภรรยา  ถ้า  " เบียดก่อนบวช "  ก็หมายความว่า  มีเมียก่อนบวช.

 บ่างช่างยุ  :  หมายถึง  คนที่ชอบยุแหย่  สำนวนนี้  เอามาจากเรื่องนิทานสอนเด็ก  ที่สมมุติให้ตัวบ่างสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นตัวบ่างช่างยุแหย่ในเรื่อง.

 เบี้ยล่าง  เบี้ยบน  :  สำนวนนี้เปรียบเทียบเอาว่า  " เบี้ยบน "  คือฝ่ายที่กำชัยชนะ  หรือมีอำนาจอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง  ซึ่งเปรียบเหมือน  " เบี้ยล่าง "  เรียกว่า  เบี้ยบนเป็นต่อกว่าเบี้ยล่าง  หรือเบี้ยล่างเป็นรองเบี้ยบน  สำนวนนี้มาจากการเล่นหรือการพนันทั่วไป.

บัวไม่ให้ช้ำ  น้ำไม่ให้ขุ่น  : หมายความว่า  จะทำอะไรก็ค่อย ๆ พูดจากัน  อย่าให้มีเรื่องมีราวเดือดร้อนเกิดขึ้นกีบอีกฝ่ายหนึ่ง.

บุญมา  ปัญญาก็ช่วย  ที่ป่วยก็หาย  ที่หน่ายก็รัก  :  สำนวนนี้  เป็นสุภาษิตคำพังเพยของท่านเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรง  มีความหมายอธิบายอยู่ในตัวประโยคแล้ว  และมีสำนวนต่อท้ายในลักษณะตรงข้ามอีกด้วย  " บุญไม่มา  ปัญญาไม่ช่วย  ที่ป่วยก็หนัก  ที่รักก็หน่าย ".

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก  :  หมายถึง  คนที่มีอำนาจราชศักดิ์หรือเป็นใหญ่เป็นโตก็ย่อมข่มคนที่เป็นผู้น้อยกว่าได้หรือจะเปรียบเอาว่า  คนที่มีกำลังน้อยกว่าก็ย่อมมีภาษีเหนือกว่าคนที่อ่อนแอได้  ตามหลักธรรมดาทั่วไปที่ว่า  " ปลาใหญ่กินปลาเล็ก "  และ  " ปลาเล็กตอนปลาน้อย "  กินกันเป็นทอด ๆ ไป.

ปลาข้องเดียวกัน  ตัวหนึ่งเน่า  ก็พลอยพาให้เหม็นไปด้วย  :  สำนวนนี้ค่อนข้างจะยาวไปสักหน่อย  แต่ก็เป็นที่จำได้ง่าย  หรือใช้กันทั่วไป  มีความหมายว่า  คนที่อยู่ร่วมกัน  ถ้าคนใดคนหนึ่งทำมิดี  หรือทำชั่วก็พลอยให้คนอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกันเสียไปด้วย.

 ปลาตกน้ำตัวโต  : เป็นสำนวนที่หมายถึง  การทำสิ่งใดที่เสียหรือสูญหายไปเพียงเล็กน้อย  แต่พลอยเพิ่มเติมว่า  ของที่สูญไป  นั้นมีราคามากกว่าความจริง เป็นการเอาปลาที่ตกน้ำ  แล้วว่ายหายไป  มาเปรียบเทียบเพราะไม่มีใครเห็นขนาดแท้จริงของปลา.

 ปลาติดหลังแห   :  สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า  " ปลาติดร่างแห "  แต่ที่ถูกต้องเป็น  " ปลาติดหลังแห "  เพราะมีความหมายว่า  คนที่ต้องพลอยมีส่วนเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง  หรือรับเคราะห์ร่วมกับคนอื่น ๆ ด้วยโดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่นิด  เช่น  พลอยถูกจับร่วมไปกับวงการพนัน  โดยที่ตนไม่ได้ร่วมวงเล่น  แต่บังเอิญผ่านเข้าไปทาวนั้น  คำว่า  " ติดหลังแห "  หมายถึงปลาที่คอยติดอยู่นอกแหขึ้นมาเวลาสาวแหขึ้นจากน้ำ.

ปลาหมอตายเพราะปาก   : หมาถึงคนที่ชอบพูดพล่อย ๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือพูดแสดงความอวดดี  จนตัวเองต้องรับเคราะห์ก็เพราะปากของตนเอง  สำนวนนี้มาจากปลาหมอที่อยู่ในลำน้ำ  มักชอบผุดขึ้นฮุบเหยื่อหรือน้ำบ่อย ๆ จนเป็นที่สังเกตของนักจับปลาได้ว่า  ปลาหมออยู่ตรงไหน  ก็เอาเบ็ดล่อลงไปรงนั้นไม่ค่อยพลาด  จึงเรียกว่า  ปลาหมอตายเพราะปาก.

ปล่อยเสือเข้าป่า  ปล่อยปลาลงน้ำ  : สำนวนนี้มีความหมายอย่างเดียวกันทั้งสองประโยคที่ว่า  การปล่อยให้บุคคลสำคัญ  หรือศัตรูที่เราจับได้กลับไปสู่แห่ลงเดิมของมัน  เพราะเสือย่อมอยู่ในป่า  และปลาอยู่ในน้ำ  เมื่อมันกลับสู่รังธรรมชาติของมันแล้ว  กำลังวังชาของมันก็ย่อมมีขึ้นอย่างเดิม  มันอาจจะเป็นเหตุให้ศัตรูกลับมาคิดแก้แค้นเราได้ภายหลัง.

ปล่อยปลาไหลลงตม  : ความหมายอย่างเดียวกับ  "  ปล่อยเสือเข้าป่า  "  หรือ  " ปล่อยปลาลงน้ำ ".

ปลูกเรือนคล่อมตอ  : สำนวนนี้   หมาถึงการทำอะไรที่เป็นการล่วงล้ำหรือก้าวก่ายหรือทับสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง  จะโดยรู้อยู่หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตามแต่อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางก็ได้.

ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่  ผูกอู่ตามใจผู้นอน   :  สำนวนนี้มีความหมายอย่างเดียวกันทั้งสองประโยค  เป็นสุภาษิตพังเพยที่สอนว่า  การทำอะไรก็ตามแต่จะต้องตามใจผู้ที่จะได้รับโดยตรง  เช่น  พ่อแม่ที่คิดจะหาสามีให้บุตรสาวของตนเอง  ก็ควรจะเลือกผู้ชายที่บุตรสาวของตนเอง  ก็ควรจะเลือกผู้ชายที่บุตรสาวของตนมีใจสมัคอยู่ด้วย  จึงจะชอบ.

ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย  : หมายถึง  การทำอะไรที่ผิดโดยไม่ไตร่ตรองแต่แรกจึงได้รับความเสียหายหนัก.

ปลูกเรือนพอตัว  หวีหัวพอเกล้า  : หมายความว่า  จะทำอะไรให้ทำหรือให้พอเหมาะพอสมควร  อย่าให้เกินสติปัญญา  หรือกำลังหรือฐานะของตนเองจนเกินไป  ทำนองเดียวกับสำนวนที่เปรียบเทียบไว้.

ปั้นน้ำเป็นตัว  :  สำนวนนี้  มักใช้เป็นคำเปรียบเทียบถึงคนที่พูดอะไรไม่เป็นเรื่องจริงหรือไม่มีมูล  เรียกว่าคนโกหกหรือปั้นเรื่องราวเก่ง  คือสามารถปั้นน้ำเหลว ๆ ให้เป็นตัวได้.

 ปิดทองหลังพระ   :  หมายความว่า  การทำอะไรที่สำคัญ ๆ แต่ไม่มีคนมองเห็นสิ่งที่ตนเป็นผู้ทำ  จึงย่อมจะไม่ได้รับการยกย่องชมเชยเท่าที่ควร  เปรียบเอาการปิดทองหลังพระพุทธรูป  ซึ่งมักจะไม่มีใครเห็นด้านหน้าก่อน.

ปิดควันไฟไม่มิด  :  แปลว่า  การทำอะไรที่เป็นเรื่องอื้อฉาวหรือสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย  ก็พยายามจะปกปิดไว้แต่ปิดไม่มิดหรือปิดไม่สำเร็จ.

 ปิ้งปลาประชดแมว :  สำนวนนี้  ต่อท้ายกับสำนวนที่ว่า   " หุงข้าวประชดหมา  ปิ้งปลาประชดแมว "  หมายความว่า  การทำประชดหรือทำแดกดันที่กลับเป็นผลร้ายแก่ตนเอง  เพราะธรรมดาแมวชอบกินปลา  ถ้ายิ่งปิ้งปลาให้แมวกินแบบประชดมาก ๆ แมวก็ยิ่งชอบ  แต่ตัวคนทำประชดจะต้องเสียผลมากขึ้น.

ปากคนยาวกว่าปากกา  :  หมายความว่า  ปากคนเรานั้นพูดหรือเล่าลือออกไปได้ไกล  ถึงแม้ความจริงปากคนเราจะยื่นน้อยกว่าปากของกาก็ตาม  แต่การพูดอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ไปได้ยาวกว่าปากกาอีกมาก.

โปรดสัตว์ได้บาป  :  สำนวนนี้  ต่อท้ายควบคู่กับสำนวนที่ว่า  " ทำคุณบูชาโทษ "  ความหมายดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  มักพูดติดต่อกันไปว่า  " ทำคูณบูชาโทษ  โปรดสัตว์ได้บาป.

 


ที่มา http://www.siamtower.com/supasit/p22.html


ดินหญ้ากาช้ำ
รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า

ผงเข้าตาตนเอง   :  โดยหลักธรรมดาที่ว่า  ผงเข้าตาผู้อื่นเขาวานให้เราเขี่ยผงออก  เราย่อมจะทำได้  แต่ถึงคราวที่ผงเข้าตาเราเองเข้าบ้าง  เราย่อมไม่มีปัญญาเขี่ยออกได้แน่  ก็ต้องวานคนอื่นเขาเขี่ยบ้างเปรียบได้ว่า  ปัญหาของคนอื่นเราแก้ให้เขาได้แต่ถึงคราวเราเกิดมีปัญหาลับคับอกขึ้นมาบ้าง  เราเองกลับแก้ไม่ตก.

แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา   :  หมายความว่า  แผ่นดินนี้ไม่ใช่จะมีแต่ผู้หญิงหรือผู้ชายคนเดียวเท่านั้นเป็นเชิงสอนมิให้คนเราคิดลุ่มหลงรักใคร่จนเกินไปนัก.

 ฝนทั่งให้เป็นเข็ม   :  เป็นสำนวนที่หมายถึง  การทำอะไรก็ตามแต่  จะต้องพยายามให้เต็มกำลังความสามารถของตนเอง  หรือทำให้สำเร็จลงได้.

 ฝากเนื้อไว้กับเสือ  :  แปลว่า  ไว้เนื้อเชื่อใจโดยฝากสิ่งใดไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้น  สิ่งนั้นก็ย่อมจะสูญได้เช่นฝากสาวงามไว้กับผู้ชายเจ้าชู้  เจ้าชู้ผู้นั้นหรือจะอดได้.

 ฝนตกอย่าเชื่อดาว   มีเมียสาวอย่าไว้ใจแม่ยาย  :  เป็นสำนวนสุภาษิตที่สอนให้ว่า  อย่าไว้ใจอะไรที่เดียวจนเกินไปนัก  เปรียบกับที่ว่า  เห็นดาวอยู่เต็มท้องฟ้า  ไม่มีท่าว่าฝนจะตกลงมาเลย  แต่ฝนก็อาจจะตกลงมาได้  ส่วนที่ว่า  " มีเมียสาวอย่าไว้ใจแม่ยาย "  นั้นคงเข้าทำนองที่ว่า  แม่ยายที่มีลูกสาวสวยนั้นก็อย่าเพิ่งไปไว้ใจว่า  แม่ยายจะไม่คิดพรากลูกสาว  หรือเมียสาวของเราไปให้กลับผู้ชายที่มีฐานะดีกว่า  เพราะอาจมีแม่ยายบางคนที่เห็นแก่เงินก็ได้.
 
พกหินดีกว่าพกนุ่น  : คำว่า  " พกหิน "  หมายถึง  ใจคอหนักแน่น  เปรียบเหมือนเอาหินหนัก ๆ มาไว้กลับตัว  ส่วน  "  พกนุ่น "  หมายถึง  ใจเบา  หรือหูเบาเอนเอียงง่าย  เพราะนุ่นเป็นของเบา  สำนวนนี้จึงหมายถึง  ทำใจคอให้หนักแน่นไว้ดีกว่าหูเบาหรือใจเบา  หลงเชื่อคำของคนอื่น.

 พบไม้งามเมื่อขวานบิ่น   :  สำนวนนี้  ใช้เป็นความหมายโดยเฉพาะกับผู้ชายเราที่บังเอิญมาพบผู้หญิงสวยงาม  ถูกใจอย่างแท้จริงคนหนึ่งเข้า  แต่ก็เป็นการสายเสียแล้ว  เพราะวัยของคนชราภาพหรือมีครอบครัวเต็มทีแล้ว  ก็เท่ากับว่า  สังขารของคนชราภาพหรือมีครอบครัวเต็มทีแล้ว  ก็เท่ากับว่า  สังขารของตนไม่อำนวย  เพราะ  " ขวาน "  ที่จะใช้การก็มามีอัน  " บิ่น "  ตัดไม้หรือตัดอะไรไม่ได้เสียแล้ว.

 พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ  :  หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขจากของเดิมให้มันผิดแผกแตกต่างออกไปทั้งหมด  หรือคิดว่าจะทำอย่างนี้  แต่กลับเปลี่ยนแปลงไปทำอีกอย่างในลักษณะตรงกันข้าม  เปรียบได้กับ  หลังมือและหน้ามือ.

 พิมเสนแลกกับเกลือ   : หมายความว่า  ยอมลดตัวเองไปทำในสิ่งที่ต่ำกว่า  หรือไม่คู่ควรกัน  ความหมายของ  " พิมเสน "  ย่อมมีราคากว่า  " เกลือ "  การทำตนเองให้มีราคาตัวของตนตกต่ำลงไปก็เท่ากับว่า  เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ.
 
 พุ่งหอกเข้ารก   :  สำนวนนี้  หมายถึงทำอะไรที่สักแต่ว่าทำลงไปให้แล้วเสร็จ  โดยไม่คิดคำนึงถึงผลเสียหรือผลที่จะได้รับเป็นอย่างไร  เปรียบได้กับการพุ่งหอกเข้าไปในที่รก  โดยไม่รู้ว่า  หอกนั้นจะไปตกต้องโดนอะไรเข้าไปเป็นผลเสียหายบ้าง  เพราะในที่รกย่อมมองไม่เห็นว่ามีอะไร.

เพชรตัดเพชร   : สำนวนนี้  หมายถึงคนที่มีความสามารถดีกับคนที่มีความสามารถพอ ๆ กัน  มาพบกันเข้าต่างฝ่ายย่อมจะทำอะไรกันไม่ได้  เพราะเท่ากับเก่งด้วยกัน  เหมือนเพชรคม ๆ  ด้วยกัน.

พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง   : หมายความว่า  พูดไปก็ไม่มีประโยชน์  สู้นิ่งไว้ดีกว่า.

 แพ้เป็นพระ  ชนะเป็นมาร   :  สำนวนนี้  มาจากธรรมเทศนาที่สอนให้คนเรารู้จักอดกลั้นใจ  หรือระงับยับยั้งความโกรธในการที่คิดจะสู้กับฝ่ายศัตรู  มิให้เป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โตเกิดขึ้น  โดยที่ฝ่ายรู้จักคิดอดกลั้นไม่ต่อกรด้วย  ถึงจะเป็นผู้แพ้ก็ได้ชื่อว่า  เป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้ที่คิดจะทำร้ายเขาเพื่อเอาชนะ.

ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ  :  เป็นสำนวนเปรียบเทียบให้คนเรารู้จักกาละเทศะ  รู้ที่สูงที่ต่ำ  หรือรู้ว่าสิ่งใดเหมาะสิ่งใดควรแก่ฐานะของตนเอง  ไม่ตีตนเสมอไปหมด.
 ฟื้นฝอยหาตะเข็บ  :  เป็นสำนวนหมายถึง  การรื้อเอาเรื่องเก่า ๆ  ที่แล้วไปแล้ว  มาพูดขึ้นให้เป็นที่สะเทือนใจ  และอาจทำให้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นอีกทั้ง ๆ ที่เรื่องนั้นสงบไปนานแล้ว.

ฟังหูไว้หู  : หมายถึง  การรับฟังคำพูดหรือเรื่องราวต่าง ๆ ไว้  แต่เพียงรับฟังเท่านั้น  อย่าเพิ่งเชื่อไปเสียหมดแปลตามสำนวนก็ว่า  ฟังด้วยหูข้างเดียว  อีกหูปิดไว้อย่าฟัง  หรืออย่าเปิดทั้งสองหูฟังหมด.

 ฟังไม่ได้ศัพท์  จับเอามากระเดียด   : ได้ยินหรือได้ฟังมาไม่ถนัดชัดเจน  ก็นำเอามาพูดบอกผิด ๆ ถูก ๆ หรือมาใช้ผิด ๆ พลาด ๆ.

มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก   :  สำนวนนี้หมายถึงคนที่พูดเก่ง  หรือตลบแตลงเก่ง  พูดกลับกลอกได้รอบตัว  หรือพูดจนจับคำไม่ทัน  เป็นที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้ใจ  เปรียบเหมือนกับว่าเป็นคนหลบหลีกได้คล่อง  ถึงจะเอามะกอกใส่เต็มตะกร้า ๓ - ๔ ตะกร้ามาขว้างปาก็ไม่ถูก  ทำนองเดียวกับที่ว่า  " จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน "

 มะนาวกลมกลี้ยง  บ่มีคนกลึง   : สำนวนนี้  มักใช้ควบคู่กับ  " หนามแหลม  บ่มีคนเสี่ยม  มะนาวกลมเกลี้ยง  บ่มีคนกลึง "  หรือบางทีก็พูว่า  หนามแหลมไม่มีคนเสี้ยม  มะนาวกลมเกลี้ยงไม่มีคนกลึง "  แปลว่า  คนที่มีสติปัญญาหรือมีความสามารถเก่งกาจนั้น  อาจเป็นผู้ที่ไม่ต้องมีใครสอนเลยก็ได้  โดยเกิดขึ้นเองในตัว  หรือหมายถึง  คนที่มีตระกูลดีหรือบรรพบุรุษดีมาแล้ว  ตนเองก็ย่อมจะมีแววดีติดตามมาด้วย  โดยไม่ต้องมีใครสอน.

มะพร้าวห้าวมาขายสวน   :  สำนวนนี้  เป็นคำเปรียบเปรยคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  หรือโง่เขลา  เช่น  เอาอะไรมาแสดงอวดกับคนที่เขารู้ดีอยู่แล้ว  หรือเรียกว่าทำไปโดยไม่คิดว่าเขาจะรู้ดีกว่าตน  เปรียบเหมือนเอามะพร้าวห้าวหรือมะพร้าวแก่ไปขายกับชาวสวนที่มีมะพร้าวอยู่แล้ว  ความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  " ห้าแต้ม ".
 
 มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ  :  เป็นสำนวนที่หมายถึง  คนที่ไม่ช่วยเขาทำงานแล้ว  ยังไปทำตัวให้เป็นที่กีดขวางเกะกะแก่งานของเขาอีกด้วย  เพราะเมื่อเอาเท้าหรือตีนไปราน้ำเวลานั่งเรือที่เขาพายอยู่ด้วยนั้น  ก็ย่อมจะทำให้เท้าไปต้านน้ำไว้  ทำให้เรือแล่นช้าลงอีก.

 ไม่ได้ด้วยเลห์เอาด้วยกล  ไม่ได้ด้วยมนต์  เอาด้วยคาถา  :  เป็นสำนวนที่หมายความว่า  ทำด้วยวิธีหนึ่งไม่สำเร็จ  ก็พยายามจะทำอีกวิธีหนึ่ง  หรือหาวิธีอื่น ๆ  ที่คิดว่าจะทำให้ได้มาทำ  เป็นความหมายในทำนองที่ว่า  เป็นการใช้อุบายเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้.

 ไม่พ้นชวด  ฉลู  ขาล  เถาะ  :  สำนวนนี้  เราอาจจะไม่คอยได้ยินในสมัยนี้นัก  เพราะเป็นสำนวนเก่าแก่ของคนในสมัยก่อน ๆ  ใช้พูดกัน  มีความหมายว่า  " ไปไม่รอด "  หรือไปไม่ได้ตลอด  หรือไปให้ไกลแสนไกลแค่ไหนก็จะต้องหมุนเวียนกลับมาอีก  เปรียบเหมือนปี ๑๒ นักกษัตร  ที่หมุนเวียนอยู่เรื่อยไปภายใน  ชวด    ฉลู  ถึง  กุล  สำนวนนี้มักใช้ประชดคนที่ทำใจแข็งโดยไม่สมเหตุผล.

ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้  :  หมายความว่า  อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น  มักจะต้องมีเหตุหรือมีเค้ามูลมาก่อน  ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ.

ไม่รู้จักเสือ  เอาเรือเข้ามาจอด  ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาแหย่   :  ทั้งสองสำนวนนี้  แปลว่า  การทำอะไรที่แสดงความเซ่อเขลาของตนโดยไม่พิจารณาเสียก่อนมักมุ่งหมายไปในทำนองที่ว่า  ไปต่อสู้หรือแข่งขันกับคนที่เขาชำนาญกว่าหรือเก่งกว่า  โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร  เช่นหลงไปเล่นการพนันกับนักพนันที่เก่งและชำนาญเข้าโดยไม่รู้จัก  เปรียบได้กับเอาเรือเข้าไปจอดในป่าที่มีเสือดุ ๆ หรือเอาไม้เข้าไปแหย่ให้มอดกัดกินเล่นสบาย.
 
ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก  ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้  : หมายถึง  การด่วนทำอะไรล่วงหน้าไปก่อน  โดยที่ยังไม่รู้ว่า  การณ์ข้างหน้าจะมีหวังแน่นอนหรือเปล่า  เพราะไม่มีเค้าว่าจะปรากฏภายหน้าให้เห็นเลยเรียกว่า  เป็นการคาดคะเนล่วงหน้าไว้ก่อน  แล้วก็รีบจัดเตรียมไว้  โดยถ้าหากผิดคาดไปก็เสียเปล่า.

 ไม้ซีกงัดไม้ซุง   :   สำนวนนี้  หมายถึง  คนผู้น้อยหรือผู้มีฐานะต่ำไปคัดค้าน  หรือไปก่อความกับผู้มีอำนาจสูงกว่า  หรือมีฐานะดีกว่า  ก็ย่อมจะเป็นผู้แพ้หรือทำไม่สำเร็จ  มีแต่จะได้รับอันตรายอีกด้วย  เพราะไม้ซีกเล็กกว่าไม้ซุง  เมื่อเอาไปงัดไม้ซุงจะให้พลิกขึ้น  ก็รังแต่ไม้ซีกจะหักเปล่า.

ไม้ล้มจึงข้าม  คนล้มอย่าข้าม  :  ความหมายของสำนวนนี้  อธิบายไว้แล้วใน  " คนล้มอย่าข้าม ".

ย้อมแมวขาย  : หมายความว่า  เอาของไม่ดีมาตบแต่งเสียใหม่  แล้วเอามาหลอกลวงว่าของดี  มูลของสำนวนคงมาจากการนิยมเลี้ยงแมวของคนไทยในสมัยก่อนที่มักตกแต่งแมวเลี้ยงของตนเอง  ด้วยสีของขมิ้นบ้าง  ปูนบ้าง  ทำให้เป็นสีต่าง ๆ ก็ได้.

ยื่นแก้วให้วานร  :  หมายถึง  เอาของมีค่าหรือของดีไปให้กับคนที่ไม่รู้จักค่าของของนั้น  ทำให้เปล่าประโยชน์ความหมายอย่างเดียวกับ  "ไก่กับพลอย ".

รกคนดีกว่ารกหญ้า   :  สำนวนนี้  มีความหมาอยู่ในตัวแล้วที่ว่า  รกคนยังพอใช้ประโยชน์ได้บ้างแต่รกหญ้าไม่มีประโยชน์  สำนวนนี้ยังมีต่อท้ายด้วยว่า  " แต่รกคนบ้า  รกหญ้าดีกว่ารกคน.
 
รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี   :  ถ้ารักวัวก็ให้ผูกล่ามขังไว้  มิฉะนั้นวัวจะถูกลักพาหรือหนีหายไปส่วนรักลูกให้เฆี่ยน  ก็หมายถึงให้อบรมสั่งสอนลูกและทำโทษลูกเมื่อผิด.

รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา  :  หมายความว่า  การทำตัวดี  ประพฤติดี  มีความรู้ดี  ก็ได้งานอาชีพเบาหรืองานสูง  ถ้าทำตัวไม่ดี  หรือขาดความรู้วิชาก็ต้องทำงานหนัก  จำพวกแบกหามหรืองานต่ำ.

 รักพี่เสียดายน้อง   : หมายถึง  การลังเลใจ  ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกอย่างไหนดี  เพราะถูกใจทั้งสองอย่าง  สำนวนนี้  มักใช้เปรียบเปรยถึงความรักของผู้ชายเราที่เกิดไปรักผู้หญิงคราวเดียวกันไว้ถึงสองคน  หรือผู้หญิงนั้นเป็นพี่น้องด้วยกัน.

รักยาวให้บั่น  รักสั้นให้ต่อ   :  สำนวนนี้  เป็นสำนวนปริศนาที่ตีความยาก  แต่ก็พอมีเค้าให้เข้าใจได้ว่า  การทำอะไรก็ตามแต่  ควรทำให้พอดี  อย่าให้มากเกินไป  ถ้าเห็นว่าจะเกินไปทำให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อผู้อื่น  ก็ระงับยับยั้งไปเสียหรือจะทำอะไรที่เรียกว่าง่าย ๆ สั้น ๆ เกินไปก็อย่าด่วนทำควรค่อยคิดค่อยทำต่อไปให้เหมาะสม.

 ราชสีห์สองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้   :  สำนวนนี้  หมายถึงคนสองคนที่ต่างก็มีอำนาจ  หรืออิทธิพลยิ่งใหญ่เท่ากัน  ย่อมจะอยู่ร่วมกันไม่ได้  เพราะต่างฝ่ายก็ต่างจะแข่งรัศมีกันด้วย.

 รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง   : ตนเองทำไม่ถูกไม่ดี  แต่กลับไปซัดโทษเอาผู้ร่วมงานหรือผู้อื่น

รู้หลบเป็นปลีก  รู้หลีกเป็นห่าง   :  หมายถึง  การรู้จักหลบหลีกเอาตัวรอดจากภัยต่าง ๆ ไปได้  ทำนองเดียวกับนกที่มีปีกมีหางบินหนี  ศัตรูได้คล่องแคล่วว่องไว  เรียกว่า  " รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี "

 รู้ไว้ใช่ว่า  ใส่บาแบกหาม   :  สำนวนสุภาษิตประโยคนี้เป็นคำอธิบายความอยู่ในตัวแล้วว่า  การรู้วิชาต่าง ๆ ไว้  ย่อมจะมีประโยชน์แก่ตนเอง  ใช่จะไร้ประโยชน์หรือเรียนมาให้หนักสมอง.

 เรือล่มในหนอง  ทองจะไปไหน  :  ความหมายของสำนวนนี้  หมายถึงการที่จะต้องเสียอะไรไปสักอย่างแต่ไม่มีทางที่จะต้องสูญเปล่าแล้ว  ก็ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อน  ย่อมจะมีทางได้คืน  เปรียบเหมือนเรือบรรทุกที่ไม่เกิดล่มในหนองเล็ก ๆ หรือ แคบ ๆ ในวงจำกัด  ทองก็คงจมอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเช่น ยอมลงทุนเสียเงินเสียทอง  เพื่อแต่งงานกับคนมีเงินด้วยกัน  ทุนที่ลงไปในการแต่งงานก็คงจะไม่สูญเปล่าเพราะทุนไปกองอยู่ด้วยกัน.
 
เรือล่มเมื่อจอด  :  หมายถึง  การทำอะไรที่ผ่านพ้นไปได้เรียบร้อยเกือบทุกอย่าง  แต่พอใกล้จะสำเร็จก็กลับต้องเสียหายไม่สำเร็จลงไปได้  เรียกว่าผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มาด้วยดี  มีทางที่จะต้องสำเร็จ  แต่พอถึงขั้นสุดท้าย  กลับมีอันล้มเหลว.

 รีดเลือดกับปู  :  หมายความว่า  เคี่ยวเข็ญหรือบังคับเอากับผู้ที่ไม่มีทางจะให้  เช่นรีดเงินจากคนที่ยากจนอยู่แล้ว  เหมือนรีดเลือดเอาจากปูเพราะปูไม่มีเลือดจะให้รีด.

ล้วงคองูเห่า  :  สำนวนนี้  หมายถึง  คนที่ทำอะไรองอาจล่วงล้ำ  หรือกล้าเข้าไปทำอะไรแก่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า  โดยทั้งที่รู้หรืออาจไม่รู้  เช่นการเข้าไปฉกฉวยทรัพย์สินในบ้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  หรือกล้าเข้าไปก่อนความเดือดร้อนแก่ผู้มีอิทธิพลในถิ่นนั้น ๆ.

 ลงบันไดสามขั้นไม่มีความสุข   :  หมายความว่า  การลงบันได  คือการออกจากบ้านไปแล้ว  ย่อมไม่มีความสุข  ความหมายทำนองเดียวกับว่าการจากบ้านของตนเองไปไกล  หรือไปอยู่ถิ่นไหนก็คงไม่มีความสุขเหมือนอยู่บ้านเราเอง.

 ลงเรือแปะ  ตามใจแปะ    :  หมายความว่า  เมื่อไปอยู่กับใคร  หรือไปอาศัยอยู่บ้านใคร  ก็ต้องเกรงใจหรือยอมทำตามเขา  ความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  " เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม "  ( เรือแป๊ะ  ก็คือ  เรือของตาแป๊ะจีนเก่า ๆ ).

ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก  :  หมายถึง  คนที่ดีแต่พูดแต่จะให้ทำจริง ๆ กลับทำไม่ได้  เปรียบได้กับการละเลงขนมเบื้อง  ซึ่งถือว่าต้องละเลงด้วยฝีมือหรือละเลงเป็นจริง ๆ ถึงจะทำได้  ไม่ใช่ของง่ายนัก. 

 ลางเนื้อชอบลางยา   :  หมายความว่า   แต่ละคนต่างมีรสนิยมแตกต่างกัน  หรือไม่ตรงกัน  เป็นสำนวนที่ได้มาจากการใช้ยารักษาโรค  ที่ว่ายาขนานเดียวกันรักษาคนหนึ่งหายแต่อีกคนหนึ่งไม่หาย  ทั้ง ๆ  ที่เป็นโรคเดียวกัน  แปลว่ายาถูกโรคกับคนหนึ่ง  แต่ไม่ถูกโรคกับอีกคนหนึ่ง.

ลิงหลอกเจ้า   :  หมายถึง  คนที่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ทำตัวเรียบร้อย  แต่ลับหลังซนเป็นลิงเป็นค่าง.

 ลูกไก่ในกำมือ  :  แปลว่า  อยู่ในอำนาจเหนือกว่าจะทำอย่างไรก็ได้  จะให้ตายหรือให้รอดก็ได้  ตามสำนวนเดิมว่า  " ลูกไก่อยู่ในกำมือ  จะบีบก็ตาย  จะคายก็รอด ".

 ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น   :  ความหมายอย่างเดียวกับที่ว่า  "  ดูช้างให้ดูที่หาง  ดูนางให้ดูที่แม่ "  เพราะมีความหมายว่า  ลูกย่อมไม่แตกต่างไปจากพ่อแม่แต่ถ้าพูดว่า  " ลูกไม้หล่นไกลต้น "  ความหมายก็อยู่ในลักษณะตรงกันข้าม  แปลว่า  ลูกที่มีนิสัยหางไกลหรือแตกต่างกับพ่อแม่.

 ลูบหน้าปะจมูก   :  สำนวนนี้  มีความหมายโดยเฉพาะถือการกระทำอะไรสักอย่างที่ตั้งใจว่า  จะทำโดยเด็ดขาดต่อเมื่อทำลงไปแล้ว  ก็กลายเป็นกระทบกระเทือนถึงพวกเดียวกันเองเข้า  เช่น  การจะสอบสวนหาผู้กระทำผิด  ครั้นลงมือสอบไปแล้วก็พบว่า  ผู้กระทำผิดนั้นมิใช่ใครอื่น  คือพวกพ้องเดียวกันนั่นเอง  ทำให้ความตั้งใจอย่างเด็ดขาดแต่แรก  มีอันล้มเหลวไป.

 เล่นกับหมาหมาเลียปาก  เล่นกับสากสากต่อยหัว   :  สำนวนต่อเนื่องกันทั้งสองประโยคนี้  มีความหมายว่าการลดตัวเองลงไปเล่นหัวคลุกคลีกับคนที่ต่ำกว่าหรือเด็กที่มีอายุน้อยกว่ามาก  คนผู้นั้นหรือเด็กนั้นก็อาจจะเลียตีเสมอลามปามเข้าให้  สำนวนที่ว่า  " เล่นกับหมาหมาเลียปาก   "  นั้นมีประสบการณ์ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ เพราะธรรมชาติของหมาเป็นเช่นนั้น.

 เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง  :  หมายถึง  ผู้ที่ทำหน้าที่อะไรก็ตามแต่แล้วพลอยได้มีส่วนผลประโยชน์จากหน้าที่  ที่ตนทำอยู่นั้น  โดยไม่บริสุทธิ์นัก  หรือไปในทำนองที่ไม่ชอบธรรม  สำนวนนี้มาจากสมัยโบราณ  ซึ่งคงจะเป็นที่พบเห็นกันว่า  คนเลี้ยงช้างของหลวงในสมัยนั้น  คงมีผลประโยชน์พลอยได้จากค่าเลี้ยงดูช้างอยู่บ้างก็ได้  แต่คงไม่มากนัก.

 เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้  :  สำนวนนี้  มุ่งหมายโดยเฉพาะกับผู้ที่เลี้ยงลูกของตน  หรือเลี้ยงเด็กที่เป็นลูกบุญธรรมก็ตาม  ถ้าเด็กนั้นมีสันดานชั่วร้าย  เมื่อโตขึ้นก็ย่อมก่อความเดือดร้อนลำบาก  ให้แก่ตนเองเปรียบได้กับการเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้  เมื่อยังตัวเล็กอยู่ยังไม่เป็นภัย  แต่โตขึ้นก็อาจทำความเดือดให้แก่ผู้เลี้ยงได้เป็นส่วนมาก.

 เลือดข้นกว่าน้ำ   :  ความหมายว่า  ญาติพี่น้องของตนเองย่อมสำคัญกว่าผู้อื่น  เพราะอยู่ในวงสกุลเดียวกัน.

วัวแก่กินหญ้าอ่อน  :  หมายถึง  ชายแก่ที่มีภรรยาสาวคราวลูกคราวหลาน  มักใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรยชายที่ว่านี้.

วัวเคยขา  ม้าเคยขี่   :  หมายถึงชายหญิงที่เคยมีสัมพันธ์กันมา  ย่อมรู้จิตใจกันดีอยู่แล้ว.

 วัวไม่กินหญ้าอย่าขมเขา   :  หมายความว่า  อย่าบังคับหรืออย่าฝืนให้เขาทำอะไรในสิ่งที่เขาไม่สมัคใจ.

 วัวสันหลังขาด   :  สำนวนนี้  ยังมีต่อสร้อยด้วยว่า  " วัวสันหลังขาด  เห็นกาบินผาดก็ตกใจ "  มีความหมายถึงคนที่มีอะไรพิรุธหรือมีการกระทำไปแล้ว  ในทำนองไม่สู่ดี  มักมีอาการคอยหวาดระแวงอยู่เสมอ  กลัวว่าจะมีคนรู้เห็นหรือมารื้อฟื้นกล่าวโทษขึ้น  สำนวนนี้บางทีก็พูดว่า  " วัวสันหลังหวะ "  ซึ่งแปลตามสำนวนก็ว่า  วัวสันหลังเป็นแผลหวะ  หรือมีบาดแผลที่หลัง  กาจะบินมาจิกแผลตนเอง.
 
 วัวหายล้อมคอก   :  หมายความว่า  เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวถึงขั้นเสียหายขึ้นเสียก่อน  แล้วจึงค่อยมาคิดแก้ภายหลัง   หรือไม่คิดหาทางป้องกันไว้แต่แรก  ได้คิดก็ต่อเมื่อเกิดการเสียหายขึ้นแล้ว.

 วัวลืมตีน  :  สำนวนนี้ ใช้เป็นความหมายเปรียบเทียบถึงคนที่ไม่เจียมตัว  หรือมีศักดิ์ต่ำแต่คิดเห่อเหิมจะทำตัวให้เทียมหน้าเขา.

วัวเห็นแก่หญ้า  ขี้ข้าเห็นแก่กิน   :  หมายถึง  คนที่ตะกละตะกลาม  หรือเห็นแก่กินอย่างเดียว  มักมุ่งหมายถึงคนชั้นต่ำที่ทำอะไรเห็นแต่ได้เกินไป.

 วันพระไม่มีหนเดียว   :  สำนวนนี้  มักใช้เป็นคำตอบโต้แก่อีกฝ่าย  ในทำนองบาดหมางน้ำใจกันหรือในกรณีที่อีกฝ่ายทำให้ได้รับความเจ็บแค้น  จึงใช้ไปในทางปรามาสว่า  คงจะได้พบกันอีกในโอกาสหน้าหรือวันข้างหน้ายังมีอีก  มูลของสำนวนนี้  เข้าใจว่าในสมัยก่อน  เมื่อถึงวัน  ๑๕ ค่ำ หรือ ๘ค่ำ  ข้างขึ้นข้างแรม  เป็นวันที่ชาวบ้านมักมาชุมนุมฟังเทศน์ทำบุญกันพร้อมหน้า  ได้พบกันเต็มที่  จึงถือเป็นประเพณีว่าการที่จะพบกันได้อย่างจัง ๆ หน้า ก็ต้องเป็นวันพระนี้เอง.

ไว้ใจทาง  วางใจคน  จนใจเอง  :  สำนวนนี้  อธิบายความหมายอยู่ในตัวแล้ว  เป็นสุภาษิตสอนใจคนเราว่า  อย่าไว้ใจทั้งในเรื่องหนทาง  หรือการเดินทางและในเรื่องจิตใจของคนอื่น ๆ ให้มากนัก  จะได้รับเคราะห์โดยไม่รู้ตัวเข้าได้.

ไว้ใจคนตาบอดข้างเดียว  ไว้ใจบ่าวตาบอดสองข้าง  :  หมายความว่า  ไว้ใจลูกนั้น  จะไว้ใจหรือวางใจหรือวางใจไม่ได้เต็มที่  ก็หวังได้แต่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น  แต่ไว้ใจบ่าวหรือคนใช้กลับยิ่งซ้ำร้าใหญ่  คือหวังอะไรไม่ได้เลย  การไว้ใจลูกยังดีกว่า  เพราะลูกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา  แต่บ่าวหรือคนใช้เป็นคนอื่น  สำนวนนี้  ปัจจุบันนี้อาจจะไม่ค่อยได้พบหรือได้ยินนัก  นอกจากคนเก่า ๆ หรือคนมีอายุแล้วจึงจะพูดถึง.



Poem Tags:สุภาษิตสำนวนไทยน่ารู้จ้า

สำหรับฟอรั่ม
(BBC Code)
สำหรับเว็บไซต์ / บล็อก
(HTML)

หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
 
 
กระโดดไป:  





แห่งความรัก

รักเขาข้างเดียว อ้อนวอน ความคิดถึง ความห่วงใย เสียใจน้อยใจ คำกลอนอกหัก กลอนอำลา กลอนประชด วันสำคัญ
กลอนอวยพร ธรรมะสอนใจ กลอนธรรมชาติ งานประพันธ์ อารมณ์เพลง ตามใจฉัน กลอนจากนิทาน ห้องรวมกลอน ผลงานครูกวี คำคม
กลบท บทอาขยาน ต่อกลอน
กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | จักรยาน | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | ริลัคคุมะ | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง | ต้นไม้น่าปลูก | เพิ่มเว็บไซต์ฟรี | ฝากภาพฟรี

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่: Email arttmc@hotmail.com หรื กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL MTB KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.6 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.2 © 2008-2010, SimplePortal | Thai language by ThaiSMF


| Sitemap
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.188 วินาที กับ 32 คำสั่ง (คำคมคลับ adds 0.019s, 2q)

Google เข้าชม หน้านี้เมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้ว