รวมกลอนเพราะๆ

Poem ระเบียงกลอน => กลอนวันสำคัญ => ข้อความที่เริ่มโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:20:20 pm

หัวข้อ: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:20:20 pm
12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ
            (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/5/5f/Queen_Sirikit.jpg/246px-Queen_Sirikit.jpg)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระนาม    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระอิสริยยศ    สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ฐานันดรศักดิ์    สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ราชวงศ์    ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์[ซ่อน]
ประสูติ    12 สิงหาคม พ.ศ. 2475
พระราชบิดา    พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ
พระราชมารดา    หม่อมหลวงบัว กิติยากร
พระราชสวามี    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระโอรส/ธิดา    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
     

จอมพล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) และท้าววนิดาพิจาริณี(บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร ตั้งอยู่ที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 อำเภอปทุมวัน จ.พระนคร ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "สิริกิติ์" มีความหมายว่า "ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร"


พระราชประวัติ
ขณะทรงพระเยาว์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระภาดา (พี่ชาย) 2 องค์ และและพระขนิษฐภคินี (น้องสาว) 1 องค์ ดังนี้

    * หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ กิติยากร (ชาตะ พ.ศ. 2472)
    * หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร (ชาตะ พ.ศ. 2473)
    * หม่อมราชวงศ์หญิง บุษบา กิติยากร (ชาตะ พ.ศ. 2477)

ในระหว่างยังทรงพระเยาว์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เนื่องจากเพิ่งพ้นจากช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่นาน หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องทรงออกจากราชการ รัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับตำแหน่งเลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่ ได้เดินทางไปสมทบหลังจากให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้ 3 เดือน โดยมอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ และท้าววนิดาพิจาริณี บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว ดังนั้นจึงต้องอยู่ไกลจากบิดามารดาตั้งแต่อายุน้อย บางคราวต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เช่น พ.ศ. 2476 หม่อมเจ้าอัปสรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปอยู่ที่จังหวัดสงขลา

ปลายปี พ.ศ. 2477 หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการแล้วกลับมาประเทศไทย จึงทำให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 2 ชันษา 6 เดือน ได้กลับมาอยู่รวมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ณ ตำหนักใน วังเทเวศร์ บริเวณถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

การศึกษา
พระราชวงศ์ไทย

    * พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    * สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
          o ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
                + คุณพลอยไพลิน เจนเซน
                + คุณพุ่ม เจนเซน
                + คุณสิริกิติยา เจนเซน
          o สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
            พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ
                + พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
                + พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
                + พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
          o สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
          o สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
                + พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
                + พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
    * สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
    * พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
    * พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร
    * ทัศนาวลัย ศรสงคราม

พ.ศ. 2479 เมื่อหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ทรงมีอายุได้ 4 ชันษา ก็ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ทว่าในขณะนั้น แม้เหตุการณ์ด้านการเมืองภายในประเทศไทยจะสงบลง แต่สถานการณ์ระหว่างประเทศก็ไม่สงบ กล่าวคือ สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มแผ่ขยายมาถึงประเทศไทย กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศหลายครั้งจนการคมนาคมไม่สะดวก พระบิดาจึงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เพราะอยู่ใกล้วังพระบิดา ได้เรียนที่นั่นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จนจบชั้นมัธยมศึกษา หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้เรียนเปียโน ซึ่งเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสด้วย

พ.ศ. 2489 ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งรัฐทูตวิสามัญและอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว

ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นาน พระบิดาย้ายไปเดนมาร์กและฝรั่งเศส ตามลำดับ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ก็ยังคงเรียนเปียโน และตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้มีโอกาสรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์) ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีส โดยทางรถยนต์จากสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประสงค์จะเลือกซื้อรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิม และยังได้รับชมการแสดงดนตรีของคณะที่มีชื่อเสียงด้วย [ต้องการแหล่งอ้างอิง] ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินมายังกรุงปารีส ก็ได้ประทับที่สถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับนักเรียนไทยคน อื่นในสมัยนั้น [ต้องการแหล่งอ้างอิง] ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ก็สนใจศิลปะเช่นกัน ทำให้เกิดความความสัมพันธ์ขึ้น

อภิเษกสมรส

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยมีหม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์ หญิงสิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจำ และในช่วงระยะเวลาที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระนามในเวลานั้น) ได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive [ต้องการแหล่งอ้างอิง] ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งของโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นการภายในเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492

หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ยังคงศึกษาต่อ กระทั่ง พ.ศ. 2493 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์ท่านโปรดฯ ให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จ เป็นองค์ประธาน ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรพร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพ มนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากรในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์" พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย

ต่อมา ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระหัวอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณีเมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัล ยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรม ราชินี ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี[4] หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ แล้วเสด็จฯ กลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2495

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

เมื่อ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ ออกผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 15 วัน จึงต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้น พระองค์ทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชภาระกิจในคราวนี้ ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ทรงผนวช[5]

ต่อมา ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เคยมีประกาศให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ทรง ผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภาระกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราชประสงค์เป็นที่เรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีว่า "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ"[6] นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย โดยพระองค์แรก คือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง)

พระราชโอรส-ธิดา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ดังนี้

    * สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติ ณ สถานพยาบาลมองซัวซี นครโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 ต่อมาได้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ (ปัจจุบัน ทรงพระนามว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) เพื่อทรงสมรสกับ นายปีเตอร์ เจนเซ่น ชาวอเมริกัน ทรงมีพระโอรส 1 องค์ และพระธิดา 2 องค์
    * สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ต่อมา ทรงได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงอภิเษกสมรสกับ หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร (ปัจจุบัน ทรงพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ), นางสาวยุวธิดา ผลประเสริฐ (หรือ หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา ปัจจุบันคือ คุณสุจาริณี วิวัชรวงศ์) และ นางสาวศรีรัศมิ์ อัครพงศ์ปรีชา (หรือ หม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา ปัจจุบันทรงพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ) ทรงมีพระโอรส 1 พระองค์ กับ 4 องค์ และ พระธิดา 2 พระองค์
    * สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ต่อมา ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ ประจำปี พ.ศ. 2520
    * สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ทรงอภิเษกสมรสกับ นาวาอากาศเอก วีระยุทธ ดิษยะศริน (ในขณะนั้น มียศเรืออากาศโท) ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์

ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:22:29 pm
พระราชกรณียกิจสังเขป
สมเด็จพระนางเจ้าฯ ครั้งเสด็จไปสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2505

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

โครงการที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ซึ่งในภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้ง เป็นรูปมูลนิธิ พระราชทานนามว่า "มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์" เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 และเมื่อ พ.ศ. 2528 ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามหลายสาขา เช่น การปั้น การทอ การจักสาน เป็นต้น

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ยังทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการด้านสาธารณสุข โดยได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯเยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศนั้น ๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ

ในกิจทางด้านการทหารนั้น ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอด มา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนคำแนะ นำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่ต้องลี้ภัยอพยพมายังแผ่นดินไทย ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยไปให้ความร่วมมือกับกาชาดสากลใน การช่วยเหลือผู้อพยพ และพระราชทานครูเข้าไปสอนวิชาชีพให้แก่ผู้อพยพ กิจการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนองค์กรระหว่างประเทศ ต่างพากันยกย่องและทูลเกล้าถวายรางวัลและปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็น จำนวนมาก ดังเช่น

    * องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้นและทรงเป็นผู้ "ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง" (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522)
    * มหาวิทยาลัยทัฟส์ จากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรมในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็ก (พ.ศ. 2523)
    * สหพันธ์พิทักษ์เด็ก แห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524)
    * สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม (14 มีนาคม พ.ศ. 2528)
    * มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าของโลก สดุดีเทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า (19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529)
    * ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้ แต่เฉพาะ ผู้ที่เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น (1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531)
    * ศูนย์ศึกษาการอพยพ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มลรัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ วอชิงตัน ดี.ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533)
    * กลุ่มผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์เด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534)
    * องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ (30 มกราคม พ.ศ. 2535)
    * กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้าน ได้รับบริการขั้นพื้นฐาน (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)
    * กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย (2 สิงหาคม พ.ศ. 2535)

ในช่วง พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความไม่สงบในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ สูญเสียสมาชิกในครอบครัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังเอาพระราชหฤทัยใส่ พระราชทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ทั้งนี้ยังปรากฏอยู่เสมอ ๆ ว่าได้ทรงรับคนไข้ผู้ยากไร้ หรือผู้ทำคุณความดี ไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ เป็นที่ปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวไทยและแม้ชาวต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

พระราชนิพนธ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึก เรื่อง "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" เมื่อ พ.ศ. 2505 เป็นพระราชนิพนธ์ที่คนไทยควรจะได้อ่าน และตระหนักถึงพระปรีชาสามารถในด้านอักษรของพระองค์ท่านอีกอย่างหนึ่งด้วย

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ปวงชนชาวไทยทั้งภาครัฐบาลและเอกชนจึงได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา เพื่อเป็นที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์ท่าน และเป็นการสำนึกถึงคุณของแม่ไปพร้อมด้วย ด้วยนับถือกันทั่วไปว่า พระองค์เปรียบประดุจแม่ของปวงชนชาวไทยทั้งปวง เคียงข้างพ่อของชาวไทย นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสมอมา

เพลงพระราชนิพนธ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ เพื่อบรรเลงกับ วงดนตรีเดอะแฮนด์ซั่ม และวงดนตรีในพระองค์ ไว้ดังนี้ [7]

    * เจ้าจอมขวัญ
    * ทาสเธอ
    * สายหยุด
    * นางแย้ม

สถานที่ พรรณพืช และพันธุ์สัตว์ อันเนื่องด้วยพระนามาภิไธย


สถานที่หลายแห่ง พรรณพืช และพันธุ์สัตว์หลายชนิดได้ตั้งชื่อตามพระนาม หรือสื่อถึงพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ

สถานที่

ศาสนสถาน

    * พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่
    * พระพุทธสิริกิติ์ฑีฆายุมงคล ประดิษฐานบนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

การแพทย์ และการสาธารณสุข


    * โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์[8] กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
    * ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น[9] มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
    * อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์[10] คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
    * ตึกสก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
    * อาคารเฉลิมพระกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรารี

สถาบันการศึกษา

    * โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ 9 โรงทั่วประเทศ เป็นโรงเรียนจัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานด้านการศึกษา ได้แก่
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
          o โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ

สวนสาธารณะ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ

    * สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์[11] อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    * สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ[12] ทางตะวันตกของสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร
    * สวนรมณีนาถ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535
    * สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร รัฐบาลสมัย ฯพณฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535
    * อุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2535
    * ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี[13] อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

อื่น ๆ

    * เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยบนแม่น้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
    * ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์[14] ศูนย์การประชุมในกรุงเทพมหานคร
    * หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ[15] กรุงเทพมหานคร
    * อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ(ภูมิปัญญาท้องถิ่นพนมสารคาม) โรงเรียนพนมสารคาม "พนมอุดลวิทยา" อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

พรรณพืช


    * กุหลาบควีนสิริกิติ์ (Rosa Queen Sirikit )
    * ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ (Mussaenda philippica A.Rich. cv. Queen Sirikit)
    * คัทลียาควีนสิริกิติ์ (Cattleya Queen Sirikit )
    * มหาพรหมราชินี (Mitrephora sirikitiae Weerasooriya, Chalermglin & R. M. K.Saunders[16] [17])
    * โมกราชินี (Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk[18])

พันธุ์สัตว์

    * ปูราชินี (Thaiphusa sirikit Naiyanetr, 1992)
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:26:13 pm
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ

           วันแม่แห่งชาติหรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "วันแม่" ทุกคนรับทราบและ ซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ ตรงกับวัน เฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วยแต่เดิม นั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปีทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้การสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงาน ให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขัวญวันแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพรเกียรติไว้ว่า "แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบของการปกครองแบบ ประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เหนือสิ่งอื่นใด หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่แล้วจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกหัดอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของปวงชนชาวไทยทั้งมวล"ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของ ชาติตามเหตุผลของทางราชการ

           ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนด วัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า "เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือ ไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกล ก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อนเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปิติ แล้วจึงหัวเราะออก ลักษณะอาการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนี้ ย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมาย ของคำว่า "แม่" ว่า "เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่ เป็นเสียงและความหมายที่ลึกซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณและความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็๋นแม่มาก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปัก รักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมดเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ขึ้นทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่ง และกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า


ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย

กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

ที่มาจาก http://cc.tsu.ac.th/comskill2007/01/03/history.htm
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:29:50 pm
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท
องค์ราชินีนาถชาติสยาม
พระชนม์มิ่งเจ็ดสิบสองเรืองพระนาม
ทุกเขตขามน้อมนพสดุดี

ด้วยเดชะบารมีมณีรัตน์
ดลพิพัฒน์พระแม่ฟ้าให้สุขศรี
ทศพรองค์เจ้าไตรมณี
สดุดีขอองค์ทรงพระเจริญ
****************************
  นดลพรชัย ณ ไตรจักร
ศิริลักษณ์อภิบาล
บารมีพระไพศาล
คู่ภูบาล นิรันดร์เทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ร้อยความฝันพันจิตนาการ
 (  วายุรำพัน  ร้อยกรอง  )

จากเวบ http://www.dreampoem.com/forum/index.php?board=6;action=display;threadid=4566
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 15, 2009, 09:32:26 pm
อาศิรวาทสดุดีราชินีศรแผ่นดิน
     (สัททุลวิกกีฬิตฉันท์)

    สรวมชีพราชินินาถนามสิริกิติ์
องค์ศรีทวีวิทย์                                            วิวรรธ
    เสริมศูนย์ศิลปหัตถกรรมนิธินิทัศน์
ทรงมุ่งผดุงรัฐ                                             สราญ
    กอปรเกื้อโดยกรุณาธิคุณหิตพิศาล
ปกเกศวิเศษดาล                                          ประดน
    ป่ารักน้ำพจนีย์พิสิฐอุตมผล
เรืองโรจน์ประโยชน์ยล                                   นิยาม
    บำเพ็ญภาระประเทศลุเขตนิคมคาม   
พร้อมโดยเสด็จตาม                                       พระองค์
    ทั่วถิ่นฐานชนบทภิบาลสุขประสงค์
ด้วยเจต์พิจิตรจง                                          ประจักษ์
    เถื่อนแถวถิ่นจตุบททิบาทธุรพิทักษ์
เถินราบสภาพรักษ์                                        พิไล
    เวียนวารสิงหทวาทสีพสกไทย
เทิดซ้องถวายชัย                                        ชะโย

                  ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

                               ข้าพระพุทธเจ้า

                         ครูนนทวรรณ   บุญวงษ์

                   สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

                               ประพันธ์  ถวาย


ผู้ตั้งกระทู้ นนท์ ณ ศรีเทพ :: วันที่ลงประกาศ 2008-08-07 17:15:52


จากเวบ http://www.thaipoet.net/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=thaipoetnet&thispage=13&No=344569
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ สิงหาคม 13, 2009, 01:57:13 pm
http://www.youtube.com/watch?v=Ro_LaPNJp7Q
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ สิงหาคม 13, 2009, 01:58:25 pm
เพลงสดุดีมหาราชินี
http://www.youtube.com/watch?v=_t3lgubZ48g
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ สิงหาคม 13, 2009, 02:07:51 pm
พระราชินีมีพระราชดำรัส ในหลวงทรงพระพลานามัยแข็งแรง รับสั่งคนไทยเก่ง หากมีโอกาสในชีวิต
               (http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/08/11/images/news_img_68177_1.jpg)
สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ.2552 พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคล ประกอบด้วย ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ประชาชน และตัวแทนคณะองค์การกุศลต่างๆ จำนวน 15,865 คน เข้าเฝ้าฯ จากนั้นมีพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า

ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้าอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ที่นั่นอากาศดีเหมาะกับพระสุขภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านสบายดีขึ้น ทรงพยายามออกพระกำลัง โดยทรงพระดำเนินที่เฉลียงทุกวัน ทำให้แข็งแรงขึ้น เพราะปีนี้จะมีอายุ 82 แล้ว ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดังที่ประชาชนเห็นในข่าวโทรทัศน์ เช่น เสด็จออกรับแขกบ้านแขกเมือง หรือมีคณะบุคคลต่างๆ มาเฝ้า บางครั้งก็เสด็จออกไปทอดพระเนตรโครงการอะไรใกล้หัวหินบ้าง จะให้ตากตำหรือตากแดดตากฝนทั้งวัน เหมือนที่ทรงงานมาแล้วหลายสิบปีก่อนคงไม่ไหว

หลายสิบปีก่อนเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกภาคของประเทศ ทรงขับรถเอง หนทางเรียกว่ากันดารไม่ใช่น้อย บางครั้งก็ทรงขับรถข้ามแม่น้ำที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อต้องการเห็นความเป็นอยู่ของประชาชนตามเขตชายแดนต่างๆ แต่พระองค์ท่านทรงติดตามต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องฝน เรื่องปริมาณน้ำในเขื่อน ทรงมีความเป็นห่วงประชาชน เกรงว่าจะมีน้ำท่วมอีก เพราะพอจะหาแนวทางอะไรช่วยป้องกันได้ ก็จะมีพระราชดำริให้เตรียมการกันเอาไว้ก่อน ประเทศไทยของเราเป็นประเทศเกษตรกรรม คนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาทำไร่ ทำสวนเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกของชาวนาชาวไร่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตของชลประทานต้องพึ่งพาฝนฟ้าจาก ธรรมชาติเป็นหลัก ปีใดฝนดีผลผลิตก็ดี ปีใดฝนแล้งพืชก็แห้งตาย ฝนมากไปน้ำก็ท่วม ปัญหาของแต่ละภาคไม่เหมือนกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีโครงการพระราชดำริมากกว่า 3,000 โครงการทั่วประเทศ ทรงมุ่งให้ราษฎรมีความอยู่ดีกินดีทั่วทุกภูมิภาค งานที่ทรงทำก็ทรงทำโดยไม่มีวันหยุดมาเกือบ 60 ปีแล้ว ทรงทำโดยไม่เบื่อหน่าย โดยทรงทำด้วยความรักที่มีต่อประชาชน ในห้องทรงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีแต่แผนที่ประเทศไทยทั่วทุกภูมิภาค เพราะว่าโปรดเรื่องแผนที่มาก แล้วก็ทรงสนพระทัยแผนที่ก็ทรงให้สามารถติดต่อกับประชาชนที่มาเข้าเฝ้าเป็น หมื่นๆ คนได้ ซึ่งจะทรงถามว่าอยู่ที่ไหน หมู่บ้านชื่ออะไร และในหมู่บ้านมีกี่ครัวเรือน และในเวลานี้มีหมู่บ้านเกิดขึ้นใหม่หรือไม่ ซึ่งก็ได้ข้อมูลใหม่ๆ และทรงดูแลความเจ็บป่วยของประชาชน โดยพวกที่ลูกมากยากจน อันนี้ข้าพเจ้าโชคดี โดยเฉพาะพวกที่มีลูกมากและยากจนนั้น ข้าพเจ้าก็ชักชวนเขามาภาคกลาง มาอยู่ในวังหลวง และมาฝึกศิลปาชีพการฝีมือต่างๆ การทำโลหะอะไรต่างๆ ซึ่งได้ผลดีมาก ซึ่งตอนนี้ก็มีการแสดงอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม

ข้าพเจ้ามีความปลื้มใจอย่างมากที่มีเพื่อนต่างชาติได้ชม ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาคงจะชมด้วยใจจริง ที่เห็นฝีมือของชาวบ้านที่ทำศิลปาชีพ โดยเขาบอกว่านี่เป็นฝีมือของศิลปินมือหนึ่งของโลก จากเด็กที่ยากจนพ่อแม่มีลูก 8-9 คน ข้าพเจ้าก็จะเอามาครอบครัวละ 2 คน มาอยู่ในวังหลวง พอเช้าก็เอารถมารับมาที่โรงงานที่สวนจิตรลดา และก็ให้เงินทุกวันที่มาฝึกงานกับเรา ซึ่งเขาก็เก็บเงินและส่งไปให้พ่อแม่ เดี๋ยวนี้พวกที่มียากจนที่สุดที่จบ ป.3 บางทีไม่จบประถม 4 หรือไม่จบ ป.3 บางคนไม่เรียนเลย กลายเป็นว่าชาวต่างชาติได้มาดูชมว่าเป็นมือหนึ่งของโลก

ตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจในมูลนิธิศิลปาชีพที่ข้าพเจ้าได้ตั้ง มา ซึ่งหากข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งมูลนิธิศิลปาชีพก็จะไม่มีวันได้รู้ว่าคนไทยของเรา หรือผู้ที่อยู่ประเทศเรามีความเก่งเช่นไร เพราะหากได้โอกาสในชีวิตแล้ว เขาจะพุ่งไปไกล ทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น คนไทยนี่เก่งจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียง ภาคกลาง เก่งทั้งนั้น คนไทยทุกคนควรมีความภาคภูมิใจว่ามีเพื่อร่วมชาติที่เก่ง ซึ่งขอเพียงโอกาสสักนิดเดียว เขาจะไปลิ่วเลย กลายเป็นมือหนึ่งของโลก

ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากเพื่อนของข้าพเจ้าให้ไปประเทศสหรัฐอีก ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดว่าอยากจะไป เพราะไปทีไรทางสหรัฐให้ความเอาใจใส่ดูแลอย่างดีเลิศ ดีมากทีเลย มิหนำซ้ำในรัฐสภา เขาจะพูดว่าคนไทยนี่เก่ง และพระเจ้าแผ่นดินเป็นคนที่มีความสามารถ และราชินีของท่านกำลังจะมา ข้าพเจ้าอยากจะให้พวกท่านไปดูผลงานของคนไทยที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ไม่ได้เรียนเลยสามารถประดิษฐ์ แกะสลัก 3 ยุคด้วยกัน

(ระหว่างนั้นมีก็เสียงพูดขึ้นว่า 4 ยุค) สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงพระราชดำรัสว่า 4 ยุคเหรอ แค่ 3 ยุคก็แย่แล้ว อันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้รู้เอง พรรคพวกข้าพเจ้าไปอ่านมาว่าข้อมูลหนังสือไตรภูมิ เทพ ฤาษี และคนธรรพ์ เฝ้าพระอิศวรอยากทราบแก้ว 9 ประการเกิดขึ้นได้อย่างไร และพระอิศวรก็ให้ถามพระฤาษีชื่ออังคต เพราะฤาษีมีอายุยืนมาตั้งแต่สร้างโลกมา ฤาษีอังคตเกิดในยุคกฤติยุค ยุคนี้ข้าพเจ้าและเพิ่งเคยได้ยินว่ากฤติยุคนี้ เป็นยุคที่บริบูรณ์ด้วยคุณงามความดี และที่ข้าพเจ้าที่จะต้องทราบว่าชาวศิลปาชีพของเจ้า เด็กเอามาตั้งแต่เล็กๆ เป็นผู้แกะสลักยุคต่างๆ บนไม้สัก

ผลงานศิลปาชีพ ถึงแม้จะอยู่ในกลียุค ก็มีผลงานที่ชาวต่างประเทศบอกว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก ก็ยังภูมิใจ อย่างที่นำภาพส่วนหนึ่งมาให้ชมและมีการจัดแสดงที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ท่านที่ประสงค์ชมของจริง สามารถไปชมได้ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าจะได้ออกนอกประเทศ จะให้คณะศิลปาชีพจับสลากกัน เพื่อตามเสด็จ ตอนที่ได้รับเชิญจากประธานาธิบดีฝรั่งเศสให้แสดงผลงานบนหอไอเฟล ข้าพเจ้าซาบซึ้งท่านประธานาธิบดีและมาดาม ที่ให้โอกาสกับงานศิลปาชีพ ปรากฏว่ามียอดผู้เข้าชมประมาณ 150,000 คน งานศิลปาชีพสวยและปลื้มใจ ภรรยาท่านประธานาธิบดีได้จับมือเด็กศิลปาชีพทุกคนบนหอไอเฟลนั้น ทำให้ปลาบปลื้มมาก

โรงฝึกศิลปาชีพ มีนักเรียน 700 คน มีครู 50 คน จำหน่ายผลิตภัณฑ์วันที่ 18 กรกฎาคม-2 สิงหาคม ที่สวนอัมพร ที่คิดมากคือที่พัทลุง นำผักต่างๆ มาเป็นข้าวเกรียบ คนเข้าคิวนานเลย เพราะว่าอร่อยมาก จนคนทอดเหนื่อย ตะโกนบอกคนซื้อว่า วันนี้ไม่อร่อยแล้วข้าวเกรียบ เขาบอกสู้ขายมาจากเช้าจนใกล้ค่ำ อย่าเข้าคิวเลย เพราะไม่อร่อยแล้ว ประชาชนมาช่วยเหลือ เพราะเข้าใจว่าเป็นฝีมือของชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาที่ยากจน เหมือนคนไทยช่วยคนไทย เงินก็หมุนเวียนกับคนไทยมากขึ้น ไปถึงประชาชนหลายแสนครัวเรือน ข้าพเจ้าปลื้มมากที่ประชาชนเดินไปชมงานที่สวนอัมพร แต่งกายด้วยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ใช้กระเป๋า ตะกร้า และชวนกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์แบบใหม่ๆ จำได้ว่าแต่คนละมาอุดหนุนเสมอ จนคุ้นหน้า

ทีนี้เรื่องปลาในเขตน้ำตื้นร่อยหรอแล้ว ข้าพเจ้าก็จนปัญญา ก็ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ก็ได้รับคำแนะนำให้ลองทดลองสร้างแนวปะการังเทียมขึ้น อันนี้เป็นความคิดที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน ได้อาศัยราษฎรได้รับความรู้ต่างๆ ขึ้นมา ให้สร้างปะการังเทียมขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ข้าพเจ้าก็ได้เปิดโครงการฟื้นฟูทรัพยากร ชายฝั่งทะเลขึ้นใน พ.ศ.2544 ที่ จ.นราธิวาส มีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนโครงการนี้ เป็นโครงการที่น่าชื่นใจเพราะว่าเป็นการยกระดับชีวิตของคนที่ยากจน เรียกว่าแทบจะไม่มีหวัง

ผู้สนับสนุนโครงการนี้ เช่น กรมประมง กองทัพเรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทยบริจาคตู้รถไฟที่ชำรุด ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็งง ว่าตู้รถไฟจะมาช่วยให้ปลาชื่นชมได้อย่างไร ตอนนั้นไม่มีความรู้อะไรทั้งสิ้น กรมทางหลวงก็บริจาคท่อคอนกรีต เป็นต้น ต่อมา กทม.ก็ช่วยบริจาครถขนขยะที่ชำรุดอีกด้วย เนี่ยข้าพเจ้าเป็นพระราชินี ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้เรียนจากความต้องการของประชาชน และได้เรียนที่ท่านทั้งหลายแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และทิ้งลงไปในทะเลที่ทิ้งได้  ปะการังเทียม และทางกองทัพเรือก็ไปถ่ายหนังให้ข้าพเจ้าดู ตกใจ พอเราทิ้งอะไรต่ออะไรต่างๆ ลงไป เอ๊ะ ! ปลามันขนโขยงมากันใหญ่ มันนึกว่ามีบ้านที่ดีของมันแล้ว มันมากันเป็นแถวเชียว

แต่ว่าคนที่มีความรู้ของประเทศไทยของเรามีมาก และพร้อมเสมอที่จะช่วยชาติบ้านเมือง ปีนี้ตั้งแต่กลุ่มประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่ปัตตานี ถึงนราธิวาส หลายร้อยคนเขียนจดหมายถึงข้าพเจ้า และเซ็นชื่อเป็นบัญชีหางว่าว ขอให้ข้าพเจ้าช่วยจัดทำปะการังเทียมเพิ่มเติมขึ้นอีก  และตอนนี้ใครจะช่วยข้าพเจ้า จะเอาอะไรไปทิ้งให้ปลาอยู่ จึงนำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังว่า ปะการังเทียมนั้นใช้ได้ผลจริงๆ

 น่าภูมิใจแทนหน่วยงานทั้งหลาย ที่ช่วยเหลือประชาชนประสบผลสำเร็จ ขอใช้โอกาสนี้ ส่งข่าวถึงกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้าขอปะการังเทียมเพิ่ม ด้วย  ข้าพเจ้าจะพยายามขอร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทุกแห่งช่วยกันประสานงาน เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ จะเริ่มจัดสร้างพื้นที่ปะการังเทียมได้อีก เพื่อให้ประชาชนจะได้ไปตกปลา ทำมาหากินได้เพิ่ม นะท่านนายกฯ

คราวนี้พระราชทานพันธุ์ข้าวฤดูเพาะปลูกปีนี้ นายกสมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกร จ.มหาสารคาม ก็แจ้งความเดือดร้อนมาว่า นาของเกษตรกร 1,500 รายในภาคอีสาน 19 จังหวัด  ประสบอุทกภัยและโรคแมลง ทำให้ไม่มีข้าวพันธุ์ดีที่จะปลูกต่อไป ราษฎรจึงมีจดหมายมาขอข้าวพันธุ์ดีจากข้าพเจ้า ก็ได้ส่งเรื่องไปที่กรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง เขาจะได้เป็นธุระจัดหาพันธุ์ข้าวให้ กรมการข้าวก็ได้รับจัดหาพันธุ์ข้าวปลูกอย่างดี เป็นข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ และข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6 อย่างละครึ่ง รวม 75 ตัน มอบให้เกษตรกรเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ข้าพเจ้าเองก็เลยขอร้องประชาชนที่เป็นสมาชิกศิลปาชีพ ให้ตำข้าวจากนาของเขาถวายพระบาทสมเด็จพระอยู่หัวกับข้าพเจ้า เขาก็จะตำแล้วส่งมาให้ตลอด เพราะฝรั่งเขียนว่าข้าวเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะมีวิตามินที่จะทำให้ร่างกายของเรา ข้าพเจ้าอ่านว่าเมื่ออายุ 25  เซลล์ที่สมองก็เริ่มๆ จะเสียแล้ว เซลล์ต่างๆ จะเริ่มเสียไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นหมอที่อเมริกาจากทุกหนแห่ง

เขาพูดว่า เราควรที่จะรับประทานวิตามินรวมเพื่อให้เซลล์ในร่างกายของเราเสื่อมช้าลง แล้วเขาก็พูดว่า ถ้าข้าวไปเข้าโรงสีมากมายก่ายกอง ก็เป็นแค่แป้งเท่านั้นเอง แต่ถ้าเผื่อเรามากะเทาะเปลือกข้างนอกออกนิดเดียว มีคุณค่าเหลือที่จะพรรณนา เราก็คิดว่า ข้าวเนี่ย อ้วนๆ ก็ไม่รับประทาน แต่ขอให้ทุกคนทราบเถอะ ข้าวเนี่ยยอดเยี่ยมที่สุด มีวิตามิน บี 1 บี 2 ธาตุเหล็ก แคลเซียม ที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงวัยคือ มีสารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทุกคนกลับไปรับประทานข้าวเลย (ทรงพระสรวล) ไอ้ที่จริงไอ้ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ อะไรนี่มันก็อ้วนอยู่ดีเหมือนกัน แต่มันมีประโยชน์น้อยกว่าข้าว

อีกเรื่องที่ข้าพเจ้าชื่นชมเหลือเกิน ที่ทราบข่าวดีมาว่า เยาวชนที่เก่งของเรา  อย่าง นางสาวนพวรรณ เลิศชีวกาญจน์ อายุ 17  จากเชียงใหม่ ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน 2009 ที่ประเทศอังกฤษ และทราบว่า เยาวชนจากโรงเรียนมัธยมหลายแห่งได้รับรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน ในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการเกี่ยวกับฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และชีววิทยา 

นอกจากนี้ยังมีทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศหุ่นยนต์กู้ภัยโลก และโรงเรียนสุรนารีวิทยา โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย โรงเรียน...ก็ได้รับรางวัลวงโยธวาทิตระดับโลก มันแสดงให้ข้าพเจ้ามั่นใจและปลื้มใจมาก คิดว่าคนไทยทั้งประเทศของเรานี่เก่ง เก่งจริงๆ ขอให้มีโอกาสในชีวิต อย่างที่ข้าพเจ้าได้เห็นตัวอย่างจากสมาชิกศิลปาชีพ ที่จบแค่ ป.3 หรือไม่ได้เรียนเลย ชาวต่างประเทศไปดูฝีมือที่พระที่นั่งอนันตสมาคม บอกว่าเป็นฝีมือหนึ่งของโลก คนที่พูดเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วย ข้าพเจ้าก็คิดว่า เมื่อไหร่ที่ได้โอกาสไปที่สหรัฐอเมริกา ก็จะพาพวกเขาไปและจะเอาฝีมือที่เขาทำไปแสดงให้คนไทยที่สหรัฐว่าเนี่ยคือคน ไทยของเรา

ที่มาจาก http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090811/68177/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA-%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95.html
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ สิงหาคม 13, 2009, 02:14:53 pm
http://www.youtube.com/watch?v=lB9A6S6gcnA

เพลง แม่แห่งแผ่นดิน

เนื้อร้อง :
นายชาลี อินทรวิจิตร
นายเกียรติพงศ์ กาญจนภี (สุนทรียา ณ.เวียงกาญจน์)
คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ทำนอง :
เรืออากาศตรี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์
นายวิชัย อึ้งอัมพร
นายจิรวุฒิ กาญจนะผลิน
นายวิรัช อยู่ถาวร

ข้าวในนา ปลาในน้ำ คำโบราณ
คือตำนาน ความอุดม สมบูรณ์สิน
ฝากลูกไทย ร่วมหวงแหน รักแผ่นดิน
ถนอมไว้ อย่าให้สิ้น แผ่นดินไทย


ข้าวในนา ปลาในน้ำ คำโบราณ
ข้าวขอบลาน ยังอาจหาญ เลี้ยงแผ่นดิน
ป่าพงไพร แอ่งน้ำใส ใช้อาบกิน
ดุจนิยาม แหล่งทรัพย์สิน แผ่นดินทอง


คือตำนาน ความอุดม สมบูรณ์สิน
แม่แห่งแผ่นดิน ท่านหวงไว้ ให้ไทยผอง
ทั่วคุ้งน้ำเป็นปูเป็นปลา ข้าวในนาเป็นเงินเป็นทอง
สมจิตปอง ครองชีวัน กันสืบไป


ฝากลูกไทย ร่วมหวงแหน รักแผ่นดิน
ตราบชีวิน เทิดทูนแม่ฟ้ายิ่งใหญ่
ป่าดินน้ำ งดงามอยู่คู่แดนไทย
ศิลปาชีพให้ ไทยสุขสร่างทุกข์ร่มเย็น


พระบุญญา มหา ราชินีนาถ
สนองจอมราช สง่า งามพระบำเพ็ญ
เด่นดำรง ร่วมจงรัก ภูมิพิทักษ์ถิ่น
ถนอมไว้ อย่าให้สิ้น แผ่นดินไทยฯ
   
          
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: เพลงผ้า ที่ สิงหาคม 18, 2009, 01:16:17 am
๐ หนี่งแม่ของแผ่นดิน ๐

๐ ธ.ดุจดั่งมณีงามสยามชาติ
สมเด็จพระราชินีนาถ..ปราดเปรื่อง
ธ.สูงส่งโดยแท้สมแม่เมือง
ปวงประชากราบเบื้องพระยุคล

๐ นํ้าพระทัยไหลหลั่งดั่งชลธิศ
ชโลมชุบชีวิตทุกแห่งหน
ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรได้ยล
พระเมตตามากล้น..คณานับ

๐ พระทรงเป็นดวงใจแห่งไทยผอง
คือแสงทองสุรีย์ไม่มีดับ
พระราชทานงานถิ่นเพิ่มสินทรัพย์
สร้างรายรับถ้วนหน้าประชากร

๐ ขอพระองค์ทรงพระเกษมสําราญ
พระเกียรติก้องตราบนานประภัสสร
ขอทวยเทพทั่วหล้าฟ้าอมร
ประทานพรแด่พระองค์..ทรงพระเจริญ
......
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาว ชโลธร เศวตวรกานต์
นามปากกา..เพลงผ้า..ผู้ประพันธ์
หัวข้อ: Re: กลอน "เฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหา มหาราชินี"
เริ่มหัวข้อโดย: ตำนานแห่งสายน้ำ ที่ สิงหาคม 22, 2009, 09:34:07 pm

(http://img20.imageshack.us/img20/9738/18294296.jpg)
(http://img199.imageshack.us/img199/9052/hongtong092.jpg)

12สิงหามหาราชินี
------------------------------
พระเป็นดั่งแม่ฟ้าประชาราช
พระเปรื่องปราชญ์คู่บดินทร์ปิ่นสยาม
ศิลปาชีพเลื่องลือระบือนาม
ทั่วเขตขามแหล่งหล้าแดนฟ้าไกล

เป็นป่าไม้ให้น้ำตามรอยพ่อ
สืบสานก่อหน่อแผ่นดินอันยิ่งใหญ่
เคียงข้างพ่อต่อเติมเสริมกายใจ
ประชาไทยไร้ทุกข์สุขชีวี

สองพนมก้มแนบแทบพระบาท
ไทยทั้งชาติถวายพระพรอมรศรี
สิบสองสิงหาบรมมหาราชินี
ปิ่นบดีภูวนาถคู่ชาติไทย...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
ตำนานแห่งสายน้ำ
ชีวิตดั่งน้ำคางหาว กรรมสิ้น เวรหมด ใจหลุดพ้น
(http://img19.imageshack.us/img19/7430/i636.gif)