รวมกลอนเพราะๆ

Poem ห้องรับรอง => สารพันเทคนิคการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน => ข้อความที่เริ่มโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ ตุลาคม 28, 2008, 03:31:37 pm

หัวข้อ: ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ ตุลาคม 28, 2008, 03:31:37 pm
ผังฉันทลักษณ์ กาพย์ยานี11

(http://img397.imageshack.us/img397/7686/46007131va3.jpg)





ผังฉันทลักษณ์ โคลงสี่สุภาพ

(http://img397.imageshack.us/img397/5179/14322064sq3.jpg)

ที่มา http://www.thaipoet.net/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=3&Id=471871
หัวข้อ: ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 06, 2009, 10:18:04 am
 อ่านบทกวีโคลง ฉันท์กาพย์กลอนของนักกลอนกวีคลับ   คลิก  (http://www.kaweeclub.com/35/)

ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง

?   คณะ
?   พยางค์
?   สัมผัส
?   คำครุ - คำลหุ
?   คำเป็น - คำตาย
?   คำเอก - คำโท
?   คำนำ
?   คำสร้อย
?   เสียงวรรณยุกต์   

      
             ฉันทลักษณ์ คือ ตำราที่ว่าด้วยวิธีการร้อยกรองถ้อยคำให้เป็นระเบียบตามลักษณะบังคับ ของคำประพันธ์
        ร้อยกรองแต่ละประเภท ที่นักปราชญ์และกวี ได้บัญญัติวางไว้เป็นแบบ   
            
            
             ฉันทลักษณ์ จึงเป็นลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละประเภท
        สำหรับการแต่งร้อยกรอง มีลักษณะบังคับ ๙ ประการด้วยกัน ดังนี้    
            
                 ๑. คณะ                 
                   คือข้อบังคับเกี่ยวกับจำนวนบท จำนวนบาทจำนวนวรรค และ จำนวนคำ ของคำประพันธ์    
        แต่ละชนิดนั้น ๆ ว่าต้องมีเท่านั้นวรรค เท่านั้นคำ ต้องมีเอก - โท ,ครุ-ลหุ ตรงนั้นๆ    
            
                                 บท   คือคำประพันธ์ตอนหนึ่งๆ อาจจะสั้นหรือจะยาวก็แล้วแต่ชนิดของคำประพันธ์
                                             
                                  บาท  คือส่วนย่อยของบท คำประพันธ์บทหนึ่งมีตั้งแต่ ๑ บาท ถึง ๔ บาท
                              
                                  วรรค คือส่วนย่อยของบาท หนึ่งบาทมี ๑-๒ วรรค   
                
                                คำ    หมายถึงพยางค์คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง   
           
        ตัวอย่าง กลอน     ๑ บท มี ๒ บาท (บาทเอกและบาทโท)   
             ๑ บาท มี ๒ วรรค   
             ๑ วรรค มี ๖-๙ คำ   
              
        เช่น กลอนสุภาพหนึ่งบทจะมีคณะ ดังนี้   
        ...มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน       บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน       เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
       "พระอภัยมณี"...สุนทรภู่
   

        กลอน ๑ บท จึงมี ๔ วรรคเรียกว่า วรรคสดับ วรรครับ วรรครองและวรรคส่ง   
        คำสุดท้ายในแต่ละวรรคซึ่งจะมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องเสียงและสัมผัส จึง    
        มีคำเรียกเฉพาะตามวรรคนั้นๆจึงมีคำ ๔ คำที่ควรจำคือ "คำสดับ","คำรับ"   
        "คำรอง" และ "คำส่ง"   
        สำหรับคณะของคำประพันธ์ประเภทอื่น เช่นโคลงสี่สุภาพ กาพย์ ฯลฯ ก็จะมี   
        คณะที่ต่างออกไปจากกลอน เป็นลักษณะบังคับเฉพาะคำประพันธ์นั้นๆ   
            
            ๒ พยางค์                 
                คือจำนวนคำของคำประพันธ์แต่ละชนิด ที่มีข้อกำหนดไว้แล้วว่า ในคำประพันธ์แต่ละ   

        ชนิดนั้น กำหนดให้แต่ละวรรคมีกี่คำ    
                ในด้านฉันทลักษณ์แท้จริงแล้วหมายถึงคำ แต่ในบางกรณีอาจเป็นเพียงเสียงของคำ    
        เพียงหนึ่งเสียงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกเสียงและจังหวะของเสียงในคำประพันธ์นั้น ๆ   
        เช่น ...............วัดหงส์เหมราชร้าง......รังถวาย    
            
                      คำว่า "เหมราช" ในโคลงจากข้อความข้างต้น ให้นับว่า "สองพยางค์" ก็จะทำให้
        วรรคหน้าในโคลงสี่สุภาพ มีจำนวน พยางค์เป็น ๕ เท่ากับข้อบังคับ การนับพยางค์ในการแต่ง   
        คำประพันธ์จึงต้องดู คณะ และเสียงจังหวะของคำว่าควรจะลงตัวอย่างไรจึงจะได้ความไพเราะ   
        แต่หากเป็นการแต่ง "ฉันท์" แล้ว พยางค์ในฉันท์จะหมายถึงหนึ่งเสียงที่เปล่งออกมาเนื่องจาก   
        "ฉันท์" มีข้อกำหนดที่เคร่งครัดในเรื่อง ครุ-ลหุ ของเสียงแต่ละเสียง   
            
        ๓ สัมผัส    
             คือความคล้องจองในเรื่องเสียงของคำแต่ละคำ หากคำสองคำมีความคล้องจองใน    
        เสียงของสระ ก็เรียกว่ามีการ "สัมผัสสระ" ระหว่างคำสองคำดังกล่าว แต่หากคล้องจองในเรื่อง   
        ของเสียงพยัญชนะ ก็จะเรียกว่า "สัมผัสอักษร" ซึ่งเรียกว่าเป็นประเภทของสัมผัส   
                  ในเชิงการประพันธ์มีสัมผัสอยู่สองอย่าง คือ สัมผัสบังคับ และ สัมผัสไม่บังคับ ส่วนที่   
        บังคับหมายถึงว่าต้องมีหากไม่มีก็จะผิดแบบฉันทลักษณ์ไปทันที ส่วน "สัมผัสไม่บังคับ" นั้น   
        จะมีหรือไม่มีก็ได้ หากมีไว้บ้างก็จะทำให้คำประพันธ์สละสลวยขึ้น   
            รายละเอียดของหัวข้อสัมผัส ดูจากหัวข้อสัมผัสบังคับ สัมผัสไม่บังคับ   
            
        ๔ คำครุ คำลหุ                
                 "ครุ" แปลว่า หนัก "ลหุ" แปลว่า เบา    
                 คำครุ ได้แก่ ๑.พยางค์หรือคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เช่น โต แข ลา มี    
                             ๒. คำที่มีตัวสะกด เช่น รัก ลูก เกือบ พบ สั่ง    
                             ๓. คำที่ประสมด้วยสระ อำ ไอ ใอ เอา (เพราะคำเหล่านี้มีเสียงสะกด)   
                  คำลหุ ได้แก่ ๑.พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด เช่น ติ เถอะ ธุระ    
                               ๒.คำที่ประสมด้วยสระ อำ เช่น จำ ขำ ทำ    
        คำครุ คำลหุ บังคับใช้ในการเขียน ฉันท์ เพราะฉันท์ มีข้อบังคับเรื่อง ครุ ลหุ   
            
        ๕ คำเป็น คำตาย               
                คำเป็น ได้แก่ ๑. คำที่ประสมด้วยทีฆสระ ในแม่ ก กา (สระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด)   
        เช่น ว่า เรือ โต้ ชี้ รื้อ คู่ แล รวมถึงคำที่ประสมด้วยสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น ดำ ไป ใคร ใช้ เรา   
                              ๒. คำที่มีตัวสะกดในมาตรา แม่ กง กน กม เกย เกอว                  
        เช่น ดง มุง ชาญ กัน เชื่อม ลุย ร้าว    
            
                คำตาย ได้แก่ ๑. คำที่ประสมด้วยรัสสระ ในแม่ ก กา (สระเสียงสั้น ไม่มีตัวสะกด)   
        ยกเว้น อำ ไอ ใอ เอา เช่น จะ ริ ครึ ลุ เกะกะ ทะลุ โต๊ะ เผียะ    
                             ๒. คำที่มีตัวสะกดในมาตรา แม่ กก กด กบ เช่น มุข ลาภ เชือด รบ   
         ในการแต่งโคลงทุกชนิด ใช้คำตาย แทน เอก ได้            
            
        ๖ คำเอก ตำโท                
                คำเอกคำโท หมายถึงพยางค์ที่บังคับด้วยรูปวรรณยุกต์เอก และรูปวรรณยุต์โท กำกับ   
        อยู่ในคำนั้น โดยมีลักษณะบังคับไว้ดังนี้    
           
                คำเอก ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์เอกบังคับ เช่น ล่า เก่า ก่อน น่า ว่าย ไม่ ฯลฯ    
        และให้รวมถึงคำตายทั้งหมดไม่ว่าจะมีเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม เช่น ปะ พบ รึ ขัด ชิด    
        (ในโคลงและร่ายใช้ คำตาย แทนคำเอกได้)   
            
               คำโท ได้แก่ พยางค์ที่มีรูปวรรณยุกต์โทบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงวรรณยุกต์ใดก็ตาม   
        เช่น ข้า ล้ม เศร้า ค้าน    
            
              คำเอก คำโท ใช้ในการแต่งคำประพันธ์ประเภท "โคลง" และ "ร่าย"และถือว่าเป็นข้อ   
        บังคับของฉันทลักษณ์ที่สำคัญมาก ถึงกับยอมให้เอาคำที่ไม่เคยใช้รูปเอก รูปโท แปลงมาใช้   
        เอก และ โท ได้ เช่น ช่วย ลุ่ย นำมาเขียนใช้เป็น ฉ้วย หลุ้ย ได้ เรียกว่า "โทโทษ"   
        ห้าม ข้อน นำมาเขียนเป็น ฮ่าม ค่อน เรียกว่า "เอกโทษ"               
               เอกโทษและโทโทษ นำมาใช้แก้ปัญหาได้ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้เอกโทษและโทโทษ   
           
        ๗ คำนำ                 
               หมายถึงคำที่ใช้กล่าวขึ้นต้นเป็นบทนำในคำประพันธ์ อาจเป็นคำเดียว หรือเป็นวลีก็ได้   
        เช่น เมื่อนั้น บัดนั้น มาจะกล่าวบทไป วังเอ๋ยวังเวง ครานั้น สักวา    
            
        ๘ คำสร้อย                 
               หมายถึงคำที่ใช้ลงท้ายบทหรือท้ายบาทของคำประพันธ์ ปกติจะมีคำซึ่งมีความหมาย    
        อยู่ข้างหน้าแล้ว แต่เนื่องจากยังไม่ครบจำนวนคำตามข้อบังคับ จึงต้องเติมสร้อยเพื่อให้มีคำ   
        ครบตามจำนวน ทั้งเป็นการเพิ่มสำเนียงให้ไพเราะในการอ่าน    
              ตัวอย่างคำสร้อย เช่น พ่อ แม่ พี่ เทอญ นา ฤา แล เฮย รา นอ บารนี                 
             เสียงลือเสียงเล่าอ้าง      อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร      ทั่วหล้า
ของเขือพี่หลับไหล      ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า      อย่าได้ถามเผือ            
             คำสร้อยนั้น จะต้องเป็น คำเป็น เท่านั้น ห้ามใช้ คำตาย 
        คำสร้อยใช้ในโคลงและร่ายเท่านั้น้้   
            
        ๙ เสียงวรรณยุกต์               
                เสียงวรรณยุกต์ คือระดับเสียงสูงต่ำของคำที่ใช้ในการประพันธ์ โดยเฉพาะคำกลอน
ที่นิยมใช้เสียงบางเสียงและห้ามเสียงบางเสียง ในคำท้ายวรรค แม้ว่าจะไม่มีข้อบัญญัติที่ระบุ
ไว้อย่างเคร่งครัดนักก็ตาม หากแต่ว่าเป็นเสมือนข้อบังคับโดยเฉพาะลักษณะเสียงวรรณยุกต์
ในคำกลอนของสุนทรภู่ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในหัวข้อ "ข้อห้ามบางประการ" และ "กลอนของ
ครูกลอนสุนทรภู่"

ที่มาจาก http://www.st.ac.th/thaidepart/poemt2.php


หัวข้อ: Re: ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 06, 2009, 10:20:36 am
เสียงวรรณยุกต์
           บรมครูกลอนสุนทรภู่ แต่งแต้มเสียงวรรณยุกต์ของคำสุดท้ายในแต่ละวรรคไว้ได้อย่างไพเราะ ระดับเสียงสูงต่ำในภาษาไทย
     (เสียงวรรณยุกต์)เป็นเสมือนเสียงดนตรีในบางตำแหน่งของคำหากใช้เสียงวรรณยุกต์บางเสียงกลอนอาจขาดความไพเราะได้
     นักเขียนกลอนสมัครเล่นอย่างเราๆ จึงมักจะจดจำการลงเสียงท้ายวรรคทั้งสี่ ว่า    "เต้น ๆ     จัตวา     สามัญ     สามัญ"
     ดังนั้นนักแต่งกลอนต้องระวังให้จบกลอนในแต่ละวรรคด้วยเสียงที่ถูกต้อง การจบกลอนแต่ละวรรคต้องระวังเสียงที่เป็นข้อห้าม
     สังเกตกลอนที่ควรแก้ไขเรื่องเสียงวรรณยุกต์ดังนี้ (ตัวอย่างต่อไปนี้ตัดตอนมาจากแบบฝึกหัดของนักเรียน)
โลกสวยสดงดงามเพราะความรัก
ไม่รู้จักความรักโลกเศร้าหมอง
เหมือนที่พี่ไร้เธอเป็นคู่ครอง
เจ้าจงตรองพี่นี้คิดถึงเจ้า

พี่นี้คิดถึงเธอไม่วางวาย
ไม่ห่างหายในรักคิดถึงเธอ
ไม่ได้พบได้เจอเธอนะเออ
คงจะเพ้อละเมอทุกคืนวัน

           จะเห็นว่าคำสุดท้ายในวรรคที่ ๔ ๕ และ  ๖ มีเสียงวรรณยุกต์ที่ทำให้เสียงของกลอนกระด้าง ไม่นุ่มนวลชวนฟัง
      ผู้เขียนกลอนทุกคนจึงต้องระวังเรื่องนี้ด้วยเพราะกลอนของไทยก็คล้ายๆกับทำนองเพลงนั่นเองเสียงวรรณยุกต์ที่พริ้วไป
      ตามข้อกำหนดจะทำให้ท่วงทำนองกลอนมีความไพเราะขึ้นยิ่งหากได้เนื้อความที่กินใจด้วยแล้วความสมบูรณ์ของกลอน
      ก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก


ที่มาจาก http://www.st.ac.th/thaidepart/undo_3.php


หัวข้อ: Re: ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 06, 2009, 10:31:09 am
เสียงวรรณยุกต์ในกลอนของสุนทรภู่
          บรมครูกลอน ?สุนทรภู่? จินตกวีผู้รจนาภาษากวีได้อย่างงดงาม ผลงานของท่านแต่ละชิ้นเปรียบเสมือนเพชรที่ได้รับ
      การเจียระนัยด้วยความประณีตบรรจง จึงสามารถส่องแสงเป็นประกายได้อย่างงดงาม จนหาที่ตำหนิไม่พบ กลอนแต่ละ
     วรรควางจังหวะเสียงได้อย่างกลมกลืน เกิดเสียงสูงต่ำที่ไพเราะเสมือนเสียงดนตรีที่บรรเลงอย่างไม่ติดขัด ทั้งนี้ลักษณะ
     กลอนของสุนทรภู่ มีการกำหนดเสียงวรรณยุกต์ของคำสุดท้ายในแต่ละวรรค ดังนี้


ตารางแสดงการใช้เสียงวรรณยุกต์ในคำสุดท้ายของวรรคแต่ละวรรค

                    เสียง       สามัญ    เอก      โท         ตรี      จัตวา
คำสดับ(คำท้ายวรรคที่ ๑)      e051     e044      e044         e044       e016
คำรับ(คำท้ายวรรคที่ ๒)        e051     e044      e044         e051       e016
คำรอง(คำท้ายวรรคที่ ๓)      e016      e051      e051         e044       e051
คำส่ง(คำท้ายวรรคที่ ๔)       e016      e051       e051        e044       e051

หมายเหตุ  จากตารางข้างต้น ใ้ช้ ไอคอน กำหนดความหมายดังนี้ 

  นิยมใช้มากที่สุด   e016
  ห้ามใช้              e051
  ใช้ได้เพียงแต่มีคนใช้กันค่อนข้างน้อย   e044

         หากจะให้ง่ายแก่การจดจำ ก็อาจจะจดจำการใช้เสียงวรรณยุกต์ลงท้ายของแต่ละวรรคว่า   
?เต้นๆ....จัตวา....สามัญ......สามัญ?
(เต้นๆหมายถึง...เสียงที่มีเสียงสูงต่ำตั้งแต่เอกจนถึงจัตวายกเว้นเสียงสามัญซึ่งถือว่าเป็นเสียงเรียบ)

คำอธิบายเพิ่มเติม
คำสดับ(คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑) ลงด้วยเสียงเอก โท ตรี หรือ จัตวา (เสียงจัตวาถือว่าไพเราะที่สุด) ห้ามเสียงสามัญ
คำรับ  (คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒) ลงด้วยเสียง เอก โท หรือจัตวา ห้ามลงด้วยเสียงตรีหรือเสียงสามัญ
 คำรอง(คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓) ลงด้วยเสียง สามัญ ตรี ห้ามลงด้วยเสียง เอก โท จัตวา
คำส่ง  (คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔) ลงด้วยเสียงสามัญ และตรี ห้ามลงด้วยเสียงเอก โท จัตวา

ตัวอย่าง
แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง
ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน
จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร
กาเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม

ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย
พระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหวิวหวาม
วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความ
ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส
......?นิราศภูเขาทอง?


จนแจ่มแจ้งแสงสว่างนภางค์พื้น
ถอนสะอื้นอาลัยพระทัยหาย 
ดูเวหาว่าแสนแค้นพระพาย
ไม่พาสายสวาทคืนมาชื่นใจ 

จำจะตามทรามชมทางลมพัด
เผื่อจะพลัดตกลงที่ตรงไหน 
ดำริพลางทางสะท้อนถอนฤทัย
ให้เตรียมพลสกลไกรจะไคลคลา
    ......?นิราศอิเหนา?  

 
ที่มาจาก http://www.st.ac.th/thaidepart/soontorn4.php