รวมกลอนเพราะๆ

Poem ระเบียงกลอน => กลอนธรรมชาติ => ข้อความที่เริ่มโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 05:54:25 pm

หัวข้อ: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 05:54:25 pm
กรรณิการ์
      (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/fe/Kannikaa.jpg/243px-Kannikaa.jpg)
     กรรณิการ์ก้านสีแสด             คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเนื้อเรื่อโรงราง             ห่มสองบ่าอ่าโนเนฯ

     ผ้าสีมีขลิบเนื้อ             บางดี
ก้านกรรณิการ์สี             แสดเถ้า
โนเนนาดน้องสี             ลาเลิศ
เมียมิ่งเรียมดูเจ้า             ห่อนได้วางตา
? กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์

    * ชื่อวิทยาศาสตร์: Nyctanthes arbortristis Linn.
    * ชื่อสามัญ: กรรณิการ์ (อังกฤษ: Night blooming jasmin - มะลิบานราตรี)
    * ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ: กณิการ์ กรณิการ์
    * ประเภท: ไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง
    * ลักษณะ:
          o ต้น: สูงประมาณ 3 - 4 เมตร ตามลำต้นจะมีรอยเป็นเส้นคาดรอยต้นเป็นช่วงๆ ไปตามข้อต้น เปลือกของลำต้นนั้นมีสีขาว ลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านโดยเฉพาะส่วนที่เป็นแขนงและกิ่งอ่อนจะเป็นสี่ เหลี่ยม บริเวณแนวสันเหลี่ยมของกิ่งหรือลำต้นมีตุ่มเล็ก ๆ ประเป็นแนวอยู่ด้วย
          o ใบ: เป็นไม้ใบเดี่ยวแต่ออกเป็นคู่ๆ สลับกันไปตามข้อของต้น มีรูปมนรี ปลายใบแหลม มีสีเขียวและมีขนอ่อนๆ เป็นละอองปกคลุมอยู่ทั่วใบ มีลักษณะสากคายมือ
          o ดอก: ดอกสีขาว ออกเป็นช่อดอกเล็ก ๆ กระจายที่ปลายกิ่ง ประมาณช่อละ 5 - 8 ดอก แต่ละดอกมี 6 กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวาคล้ายกังหัน วงในดอกเป็นสีแสด หลอดดอกเป็นสีแสด เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก ขนาดของดอกบานเต็มที่ประมาณ 1.50 - 2 เซนติเมตร หลอดดอกยาว 1.50 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 - 8 แฉก ก้านช่อดอกมีใบประดับเล็กๆ 1 คู่ ดอกของกรรณิการ์มีกลิ่นหอมแรง บานกลางคืน ออกดอกตลอดปี
          o ผล: เป็นแผ่นแบนๆ ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด
    * การขยายพันธุ์: โดยการตอน หรือปักชำกิ่ง
    * การดูแล: ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ต้องการความชุ่มชื้น และปลูกที่กลางแจ้ง
    * ประโยชน์: ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิด ก้านดอกสามารถนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าจีวรพระ หรือสีทำขนม


ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:01:24 pm
มะเกลือ
               (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/4/47/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD_9.jpg)
๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง
สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคา
เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ

จาก นิราศภูเขาทอง/สุนทรภู่

เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Ebenaceae พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มกลมกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ผลดิบของมะเกลือมีสรรพคุณเป็นยา จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง สมัยก่อนนิยมใช้ยางผลมะเกลือไปย้อมผ้า

มะเกลือเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัดสุพรรณบุรี  ในภาคเหนือเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า มะเกีย มะเกือ หรือ ผีผา ทางใต้เรียกว่า เกลือ แถบเขมร-ตราดเรียก มักเกลือ


ลักษณะทั่วไป

มะเกลือไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-30 เมตร ใบกว้าง 3.5-4.0 ซม. ยาว 9-10 ซม. เปลือกต้นมีสีดำแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ใบเป็นใบเดียวรูปรี ปลายใบแหลม ผลกลมผิวเกลี้ยง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ ผลแก่จัดจะแห้ง มีกลีบเลี้ยงติดบนผล 4 กลีบ ผลแก่ราวเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เมล็ด แบน สีเหลือง 4-5 เมล็ด ขนาดกว้าง 0.5-0.7 ซม. ยาว 1-2 ซม. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

การปลูก

มะเกลือเป็นไม้ที่ปลูกโดยการใช้เมล็ด ขึ้นได้ดีกับดินแทบทุกชนิดเหมาะที่จะปลูกในฤดูฝน ต้นมะเกลือนี้หากถ้าโดยแดดจัดจะทำให้ผลดกมากแต่ใบไม่ค่อยงาม วิธีการปลูกให้เพาะกล้าเสียก่อนเช่นเดียวกันกับต้นไม้อื่นๆ แล้วนำเอาไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้[4]

สรรพคุณ
ผลมะเกลือ
ดอกมะเกลือ

สรรพคุณจากส่วนต่าง ๆ มีดังนี้

    * ผล มะเกลือดิบมีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิที่คนไทยรู้จักและใช้กันมานาน ผลมะเกลือมีรสเมาเบื่อ ขับพยาธิในลำไส้ ถ่ายตานซาง ถ่ายกระษัยโดยมากใช้กับเด็ก วิธีการคือ เอาลูกสดใหม่ไม่ช้ำ ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำกะทิมะพร้าวดื่มทันที ห้ามเก็บไว้ จะเกิดพิษ ขับพยาธิไส้ เดือน พยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิเส้นด้าย จำนวนลูกเอาเท่าอายุ แต่ไม่เกิน 25 ลูก เอาดีเกลือ ฝรั่ง 10 กรัม ละลายน้ำสุก 1 แก้ว ดื่มตามหลัง 30 นาที[5]อย่าปล่อยให้เป็นสีดำ เพราะอาจเป็นพิษ ปัจจุบัน มีการสกัดสารที่มีฤทธิ์ขับพยาธิจากผลมะเกลือแล้วผลิตเป็นยาเม็ดสำเร็จรูปใช้รับประทาน
    * เมล็ด รสเมามัน ขับพยาธิในท้อง
    * เปลือกต้น รสฝาดเมา เป็นยากันบูด แก้กระษัย ขับพยาธิ แก้พิษ ตานซาง
    * ทั้งต้น รสฝาดเมา ขับพยาธิ แก้ตานซาง แก้กระษัย
    * แก่น รสฝาดเค็มขมเมา ขับพยาธิ แก้ตานซาง
    * ราก รสเมาเบื่อ ฝนกับน้ำข้าวกิน แก้อาเจียน แกเป็นลม หน้ามืด แก้กระษัย แก้ริดสีดวงทวาร แก้พิษตานซาง ขับพยาธิ[6]

วิธีการย้อมผ้าด้วยมะเกลือ

วิธีแรก คือนำผลดิบมาตำให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำสีเหลืองมาใช้ย้อมผ้า ผ้านั้นจะมีสีเหลือง แต่เมื่อตากให้แห้งจะมีสีเขียวจะต้องย้อมและตากแห้งอย่างนี้ซ้ำ ๆ กัน 5 - 6 ครั้ง ผ้าจะเปลี่ยนสีจนกระทั่งกลายเป็นสีดำตามต้องการ อีกวิธีหนึ่ง คือ นำผลสุกสีดำมาบดละเอียด กรองแต่น้ำสีดำมาย้อมผ้า โดยย้อมแล้วตาก แล้วนำกลับมาย้อมซ้ำอีกประมาณ 3 ครั้ง ถ้าจะให้ผ้ามีสีดำสนิทและเป็นมันเงาด้วย ให้นำผ้าไปหมักในดินโคลน 1 ? 2 คืน หรืออย่างน้อย 5 ชั่วโมงแล้วจากนั้นจึงนำมาซักให้สะอาด การย้อมผ้าด้วยมะเกลือ ค่อนข้างที่จะใช้เวลามาก ปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนไปใช้สีสังเคราะห์แทน เพราะสะดวกและใช้เวลาไม่มาก แต่ปัญหาที่พบ คือ สีสังเคราะห์ ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ย้อม ซึ่งอาการ คือ ผิวหนังเป็นผื่นอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย ตาอักเสบ จึงมีการนำมะเกลือมาใช้ย้อมผ้ากันเช่นเดิม


ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:05:40 pm
พุทธชาด
(ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum auriculatum Vahl.)
อยู่ในสกุลมะลิ (Jasminum) ในจังหวัดเลยเรียก "ไก่น้อย"
(http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/e/ec/Phudthachad.jpg/243px-Phudthachad.jpg)
สาวหยุดพุทธชาด
บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป
นึกน้องกรองมาลัย
วางให้พี่ข้างที่นอน
จาก กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:10:33 pm
                พิกุล
        พิกุลจะกรองอุบะ
        ลำดวนจะร้อยเป็นสร้อยใส่
        จะทำบุหงารำไป
         วางไว้ข้างที่ไสยา
                จาก  อิเหนา : รัชกาลที่ 2
    * ชื่อวิทยาศาสตร์: Mimusops elengi L.
    * ชื่อสามัญ: พิกุล (อังกฤษ: Spanish cherry)
    * ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ: แก้ว (เชียงใหม่) ซางดง (ลำปาง)
     (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/e/ed/Phikun.jpg)
    * ลักษณะ:
    * ใบ:ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี รูปไข่กว้าง 2 - 6 ซม. ยาว 7 - 15 ซม.

ปลายใบแหลมเป็นติ่งขอบใบเป็นคลื่น

    * ดอก:ดอกเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ กลีบเลี้ยง 8

กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น กลีบดอกประมาณ 24 กลีบ เรียงซ้อนกันโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อย ดอกสีขาว เมื่อใกล้โรยสีเหลืองอม น้ำตาล ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี เหลือง รสหวานอมฝาด

    * การดูแล: ดินทุกชนิด กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ชอบแดดจัด ทนต่อสภาพต่าง ๆ ได้ดี ขึ้นประปรายในป่าดิบทางภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก
    * การขยายพันธุ์:โดยการเพาะเมล็ด
    * ประโยชน์:- ปลูกเป็นไม้ประดับและให้ร่มเงา ลำต้นใช้ในการก่อสร้าง ทำโครงเรือเดินทะเล เครื่องมือการเกษตร

- เปลือกต้น ต้มอมกลั้วคอ แก้เหงือกอักเสบ - เนื้อไม้ที่ราลงมีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอม เรียกว่า ขอนดอก ใช้บำรุง ตับ ปอด หัวใจ และบำรุงครรภ์ - ดอก มีกลิ่นหอมจัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้งห้า เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ แก้เจ็บคอ น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้ทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ - ผลสุก ใช้รับประทานได้ - เมล็ด ตำให้ละเอียดทำเป็นยาเม็ดสำหรับสวนเวลาท้องผูก


ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:14:36 pm
            บานเย็น
             (http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/b/b1/Baanyen.jpg/243px-Baanyen.jpg)
             Four-o'clock, Marvel of Peru, False Jalap,
             Mirabilis jalapa
               (Nyctaginaceae)

            ลางนางบ้างเก็บลูกบานเย็น            มาผัดหน้าทาเล่นไม่เป็นสิว
                                                                   อิเหนา : ร.2

        บานเย็นเป็นพรรณไม้พุ่ม มีลำต้นเตี้ยมากประมาณ 2 ฟุต จะออกใบเป็นคู่ ๆ สลับกันไปตามลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม เส้นกลางใบเป็นสีเหลืองออ่อน ๆ  เห็นได้ชัดมาก ดอกจะมีอยู่หลายสีแล้วแต่พันธุ์ เช่น สีแดง เหลือง ม่วง ขาว ลักษณะของดอกนั้นเมื่อยังไม่บานจะเป็นรูปหลอด พอบานแล้วจะเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อดอกบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 ซม.ดอกจะบานเฉพาะในเวลาตอนเย็น และจะหุบในเวลาตอนเข้าของอีกวัน ดอกมีกลิ่นหอม และจะออกดอกติดกันเป็นกลุ่ม การ
ขยายพันธุ์ใช้การเพาะเมล็ด

        บานเย็นนั้นเป็นไม้ที่เลี้ยงง่ายควรปลูกไว้กลางแจ้ง ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ ควรได้รับการปรับปรุงดินก่อนการปลูก บานเย็นต้องการน้ำ และความ
ชื้นปานกลาง

ที่มาจาก http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-5/no02/flowerinliterature/sec10page03.htm
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:21:28 pm
                       รัก
                Crown Flower, Giant lndian Milk
                 weed, Gigantic Swallow-wort
                 Calotropis gigantea (Linn.) R.Br.exAit.
                  (ASCLEPIADACEAE)

                   เห็นต้นรักหักโค่นโคนสะบัด
                   เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว
                   เหมือนตัดรักตัดสวาทขาดอาลัย
                   ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วนะแก้วตา
                                      นิราศพระประธม : สุนทรภู่
           ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 1.5-3 ม. ทุกส่วนมีน้ำยาง ขาวเหมือนน้ำนม ตามกิ่งมีขน ใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรี แกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนเว้า กว้าง
6-8 ซม. ยาว 10-14 ซม เนื้อใบหนาใต้ใบมีขนนุ่ม ก้านสั้น ดอก สีขาวหรือสีม่วง ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเทาเงิน หรือสีม่วง กลีบดอก 5 กลีบ
โคนเชื่อมติดกัน เมื่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีรยางค์เป็นสันคล้ายมงกุฎ 5 เส้น เกสรตัวผู้ 5 อัน ผล เป็นฝักคู่ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดแบนสีน้ำตาล
จำนวนมาก มีขนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง  ถิ่นกำเนิดอยู่ใน เอเชียกลาง อินเดีย  ออกดอก ตลอดปี  ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด ปักชำกิ่ง

          ประโยชน์ เปลือกราก รักษาบิด ทำให้อาเจียน ขับเหงื่อ ยาง มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ้าถูกผิวหนังทำให้ระคายเคือง สาระสำคัญ ยางสีขาว มีสารพวก bitter
principle เช่น calotropin ฯลฯ  ดอกใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์

ที่มาจาก http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-5/no02/flowerinliterature/sec16page03.htm
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:27:46 pm
            สวาด
        หรือภาษาถิ่นทางภาคใต้เรียกว่า หวาด เป็นไม้เลื้อย พบทั่วไปในเขตร้อน ประเทศไทยพบมากตามป่าละเมาะใกล้ทะเล
          เห็นสวาดขาดทิ้งกิ่งสบัด
          เป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย
          สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวาย
          แสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย
          (http://guru.sanook.com/picfront/sub/5623__17012007034148.jpg)
       ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านของเถาสวาดมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ขนาดใหญ่ ยาว 30-50 ซม. มีดอกสีเหลือง เป็นช่อยาว 15-25 ซม. ออกดอกตรงกิ่งเหนือซอกใบขึ้นไปเล็กน้อย มีช่อเดี่ยวหรืออาจแตกแขนงบ้าง ก้านช่อยาวและมีหนาม ผลเป็นฝักรูปรี หรือขอบขนานแกมรูปรี มีขนยาวแหลมแข็งคล้ายหนามตามเปลือก แต่ละฝักมี 2 เมล็ด เมล็ดกลมเปลือกแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 ซม. สีเทาแกมเขียว ซึ่งเป็นสีที่เรียกกันว่าสีสวาดนั่นเอง ในสมัยก่อน เด็ก ๆ นำมาใช้เล่นหมากเก็บเพราะมีขนาดและรูปร่างเหมาะสม

     ใบสวาดมีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ผลใช้แก้กระษัย เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง

     ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94
หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:45:19 pm
              โศก
          (http://guru.sanook.com/picfront/sub/5624__17012007034450.jpg)
          โศกเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้งในวรรณคดีไทย ส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงความเศร้าโศกในการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก เนื่องจากต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ จึงมักพบชื่อโศกในวรรณคดีประเภทนิราศ ซึ่งบรรยายถึงความห่วงหาอาวรณ์ และเมื่อได้เห็นต้นโศกก็ยิ่งทำให้เศร้าหมองยิ่งขึ้น

ดังที่พระมหานาคแห่งวัดท่าทราย ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ประพันธ์ไว้ดังนี้
     เห็นโศกเรียมเร่งเศร้า      สงสาร
โศกร่วงโรนโรยราน             แก่เถ้า
โศกเอยจะยืนนาน               อยู่เมื่อ ใดนา
ดูโศกดูเรียมเศร้า                 โศกเศร้า เหมือนเรียม

           ต้นโศกที่พบในประเทศไทยมีหลายชนิด เฉพาะที่เป็นไม้พื้นเมือง ได้แก่ โศกน้ำ โศกเขาและโศกเหลือง แต่ที่พบมากทั่วไปทุกภาค คือโศกน้ำ ซึ่งมักขึ้นตามริมน้ำ การเดินทางในนิราศ ต่างๆ มักเป็นการเดินทางตามลำน้ำ ดังนั้น โศกที่กล่าวถึงในวรรณคดีจึงน่าจะเป็นโศกน้ำ (Saracaindica Linn.) มากกว่าโศกชนิดอื่น
           โศกน้ำ หรือโศก เป็นไม้ต้นสูง ๑๐-๒๐ เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเรือนยอดกว้าง ใบดกทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ยาว ๑๐-๑๘ ซม. มีใบย่อย ๒-๗ คู่ ใบอ่อนเป็นพวง หรือช่อห้อยย้อยลงตรงปลายกิ่ง สีเขียวอ่อนแกมขาวหรือมีสีม่วงอ่อนแซมเล็กน้อย เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ตัดกันกับใบอ่อนสวยงามมากดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็ม ค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕-๑๕ ซม. ออกดอกที่ปลายกิ่งมากกว่าตามลำต้น เริ่มแรกดอกมีสีเหลืองแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มและสีแดงตามลำดับ ในแต่ละช่อจึงเห็นทั้งสามสีแซมสลับกันอย่างสวยงามดอกโศกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ ฝักแบน ยาว ๑๐-๒๐ ซม. กว้าง ๒-๕ ซม.เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและจะแตกในแต่ละฝักมีเมล็ด ๒-๓ เมล็ดพบโศกขึ้นอยู่ตามริมลำธารในป่าทุกภาคออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึง กุมภาพันธ์ และออกฝักประมาณเดือนพฤษภาคม ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด มีการปลูกเป็นไม้ประดับตามวัดและสวนสาธารณะต่างๆ แต่ไม่นิยมปลูกตามบ้านเพราะชื่อ โศก หมายถึง ความเศร้า อาจเป็นเพราะเหตุผลข้อนี้ทำให้ในระยะหลังๆ มีผู้เรียกชื่อโศกเป็น อโศก หรืออโศกน้ำ

          เดิมคนไทยเรียกชื่อต้นไม้ชนิดนี้ว่า อโศก ตามชื่อภาษาสันสกฤตที่ใช้อยู่ในอินเดีย ซึ่งหมาย ถึงความรัก และความสุข และเปลี่ยนเป็น โศกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
           ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตอนหนึ่งว่า
           แลแบ่งให้ทำศาลา
           ขุดบ่อบางโขมด ตำบล
           บ่อโศกนั้น ขุดบ่อริมต้นโศก
           จึงให้ชื่อ บ่อโศกฯ

          วรรณคดีไทยประเภทนิราศเรื่องหนึ่ง คือ นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ได้บรรยายถึง
พันธุ์ไม้ทั้ง ๓ ชนิด คือ รัก สวาด และโศกไว้ด้วยกันอย่างมีความหมายและได้อรรถรส ดังนี้
           เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง
           ทั้งรักแซมสวาดประหลาดเหลือ
           เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ช้ำเจือ
           เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย


ที่มาจาก http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5_%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD/

หัวข้อ: Re: รวมบทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ในวรรณคดี
เริ่มหัวข้อโดย: ดินหญ้ากาช้ำ ที่ กรกฎาคม 02, 2009, 06:53:14 pm
                        ซ่อนกลิ่น

          (http://guru.sanook.com/picfront/sub/5625_2_17012007034801.jpg)
          ซ่อนกลิ่น (Polianthes tuberosa Linn.) ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ล้มลุกหลายฤดู ขึ้นเป็นกอเล็กๆ มีหัวใต้ดิน ใบสีเขียวนวลหนาและเรียวยาว รูปแถบปลายแหลม เมื่อออกดอกจะแทงช่อรวมเป็นก้านกลมตั้งตรงขึ้นกลางกอ ยาว ๖๐-๙๐ ซม. ดอกเป็นช่อ ๒-๓ ดอก เรียงสลับ ตามแกนช่อรวม ดอกตูมเป็นสีขาวอมชมพูเรื่อๆดอกบานสีขาว มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ ซึ่งกว่าจะบานหมดทั้งช่อจะใช้เวลา ๕-๗ วัน ดอกจะเริ่มบานและมีกลิ่นหอมตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไปตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะกลางคืนยิ่งหอมมาก การที่ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตอนกลางคืนทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าชื่อซ่อนกลิ่น นั้น มาจากการที่ซ่อนกลิ่นไม่มีกลิ่นหอมในเวลากลางวันนั่นเอง
 
          ชวลิต ดาบแก้ว เขียนไว้ในหนังสือ ดอกไม้ในวรรณคดี ว่าซ่อนกลิ่นชนิดดอกซ้อน เรียกว่า ซ่อนชู้ ส่วนชนิดดอกชั้นเดียวเรียกว่า ซ่อนกลิ่น แต่ในเอกสารอ้างอิงอื่นๆ ไม่มีเล่มใดระบุถึงเลย
           ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงซ่อนกลิ่นและซ่อนชู้ควบคู่กันไป เสมอ และมักใช้ในเนื้อความเกี่ยวกับความรักที่ไม่เปิดเผย
ดังที่สุนทรภู่กล่าวไว้ ใน นิราศพระประธม ดังนี้
            เห็นซ่อนกลิ่นซ่อนชู้อดสูจิต
            คิดถึงมิตรมักมากยากนักหนา
            ทำซ่อนชู้รู้ชัดตัดตำรา
            ไม่คบหาสืบสายจนวายวาง
 
          ซ่อนกลิ่นเป็นไม้พื้นเมืองของ เม็กซิโก มีปลูกในไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  หรือก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่าชาวจีนหรือชายฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาคนไทยสมัย ก่อนใช้ดอกซ่อนกลิ่นทั้งช่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสต่างๆ ตามแบบคนจีนต่อมาอาจเป็นเพราะใช้กันเป็นประจำในงานศพ ทำให้เกิดธรรมเนียมความเชื่อว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่เป็นมงคล ไม่ควรนำมาใช้ในงานมงคลต่างๆ
          กลิ่น ของดอกซ่อนกลิ่นเป็นกลิ่นที่หอมแรงและหอมนาน จึงมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอาง เรียกว่ากลิ่นทิวเบอโรส (Tuberose) จัดเป็นน้ำหอมชั้นดีชนิดหนึ่ง
         ในวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน บรรยายถึงกลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่นไว้อย่างไพเราะยิ่ง ดังนี้
         ซ่อนชู้ชูช่ออรชร
เหมือนเราซ่อนเป็นชู้คู่แฉล้ม
ซ่อนกลิ่นส่งกลิ่นประทิ่นแกม
เหมือนกลิ่นแก้มโฉมยงเมื่อส่งตัว


ที่มาจาก http://guru.sanook.com/encyclopedia/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5_%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD/