ผู้เขียน หัวข้อ: แสดงมุทิตาจิตแด่ศิลปินแห่งชาติปี2551 สาขาวรรณศิลป์ คุณอดุล จันทรศักดิ์  (อ่าน 13817 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ v.nefertali

  • แรงบันดาลใจ สร้าง...จินตนาการ...
  • ผู้ดูแลคลับกวี

  • *
  • กระทู้: 2,627
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 228
  • วันนึงรักจะโตเป็นเงา"ให้เราพักสายตา"
    • Facebook

บทสัมภาษณ์ อดุล จันทรศักดิ์ กวีผู้พิพากษาสังคม
โดย  ไพลิน รุ้งรัตน์
ฉบับที่ 2730 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  13 กุมภาพันธ์  2550
ที่มา
....................................................




อดุล จันทรศักดิ์
กวีผู้พิพากษาสังคม


          ภาพ เบื้องหน้า เขาเป็นนิติกรที่มิใช่เนติบริกร เขาเป็นคนเรียนนิติศาสตร์ที่ใช้ความเป็นนักกฎหมายอย่างคุ้มค่า เขาเป็นตุลาการผู้ตัดสินคดีของมนุษย์กับความสัมพันธ์ต่อสังคม เขาซื่อตรงและเดินตามข้อบทกฎหมายราวไม้บรรทัด เขาเป็น �ท่าน� ของแวดวงกฎหมาย และเป็นชายผู้เป็นพ่อและสามีในครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์ครอบครัวหนึ่ง แต่เขามิได้มีภาพเดียว เบื้องหลังภาพเบื้องหน้าอันเด่นชัดนี้ เขายังมีภาพเบื้องหลังอันลุ่มลึกเป็นกวีผู้มีจินตนาการเป็นเลิศ เป็นกวีผู้อุทิศตนเป็นแพไม้ไผ่ ล่องไปในสายธารสังคม และเป็นคนเขียนหนังสือที่มีใจมุ่งมั่นคนหนึ่ง

         เขาชื่อ อดุล จันทรศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะจากศาลปกครองกลาง ผู้ถือตำรากฎหมายและปากกากวีไว้ในมือข้างเดียวกัน โดยภาพลักษณ์เขาเป็นนักกฎหมายที่ใครหลายคนในแวดวงวรรณกรรมสงสัยว่าทำไมเขา จึงกล้าก้าวจากบัลลังก์ตุลาการมาเป็นกรรมการตัดสินงานวรรณกรรมได้ เขาเคยเป็นกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ ในรอบของกวีนิพนธ์ ๒ สมัย (แล้ว) และเขาเคยใช้ความเห็นเป็นเด็ดขาดของนักกฎหมายอย่างเขาทำให้คำประกาศผลรางวัล ซีไรต์ในครั้งหนึ่งต้องบันทึกข้อตำหนิ เขามาจากไหน อย่างไร จึงอาจหาญปานนั้น

         วันนัดพบคุยกับตุลาการเป็นวันที่นักเขียนใหญ่ คุณกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ กรุณามาร่วมวงสนทนาด้วย

         คุณอดุลเล่าว่าเกิดที่ปราจีนบุรี แต่เติบโตที่อยุธยา เพราะบิดารับราชการโรงงานสุรา (สังกัดกรมอุตสาหกรรม ปัจจุบันย้ายมาสังกัดกรมสรรพสามิต) ย้ายมาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่ออายุได้สิบสาม และครอบครัวได้ตั้งรกรากอยู่ที่อยุธยาจนปัจจุบัน มารดายังมีชีวิตอยู่ คุณอดุลมีพี่สาวหนึ่งคน เขาเป็นคนที่ ๒ เริ่มเรียนชั้นประถมที่ปราจีนบุรี ได้ข้ามชั้นหนึ่งปี และเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ เรียนอยู่ชั้น ม.๔ (เท่ากับ ม.๑ ในสมัยปัจจุบัน) ได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์

         เขาว่า เพราะแม่อยากให้เรียนที่นี่ แม่เป็นคนชอบทำบุญ ไปทำบุญกับวัดที่ปราจีน ท่านเจ้าคุณที่วัดปราจีนจึงฝากมาให้ท่านเจ้าคุณที่วัดเทพศิรินทร์ เข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ได้นี่ ก็โควตาท่านเจ้าคุณแท้ ๆ ...เรียนที่นี่จนจบ ม.๘

จุดเริ่มที่ทำให้สนใจเขียนกลอน
         คงต้องเริ่มที่บ้าน คือผมและพ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ มีหนังสือมาก เล่มที่ชอบมากคือรามเกียรติ์ เพราะเป็นรามเกียรติ์ที่มีภาพประกอบ เราก็จะดูรูปก่อน แล้วก็อ่านเรื่องที่เป็นเรื่องเล่าแบบร้อยแก้ว ส่วนบทร้อยกรองจะมีอยู่แต่เฉพาะการบรรยายภาพเท่านั้น จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากตรงนี้ อ้อ แล้ววรรณคดีอีกเล่มหนึ่งที่ชอบคือลิลิตนิทรา-ชาคริต ยังท่องได้อยู่เลยจนบัดนี้

         เพราะฉะนั้น จุดที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผม น่าจะเป็นรายการลับแลกลอนสด ที่ คุณจำนง รังสิกุล เป็นคนริเริ่ม ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ตอนที่เรียนอยู่เทพศิรินทร์ คนที่เล่นลับแลกลอนสดสมัยนั้นก็มี พี่ประยอม ซองทอง พี่มะเนาะ ยูเด็น พี่จินตนา ปิ่นเฉลียว และคนที่ผมจำได้แม่นที่สุดคือ นภาลัย ฤกษ์ชนะ เราก็ประทับใจว่ากลอนพวกพี่ ๆเขาคม เลยอยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง...

         สมัยนั้นเขามีกิจกรรมบ้านเยาวชน เวลาปิดเทอมใหญ่เขาก็ไปจัดแข่งกลอนสดระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ ที่สนามเสือป่า เราก็ไปแข่งกับเขา จะมีกิจกรรมหลายอย่าง นอกจากแข่งเขียนกลอนสดแล้ว ก็มีโต้วาที ตอนนั้นเราไปเอง ไม่ใช่โรงเรียนส่งนะ ผมเป็นมือปืนพเนจรที่อยากได้รางวัล เขาแข่งกันกี่ประเภทก็ไปสมัครหมด ดอกสร้อย สักวา พอสมัครครั้งที่ ๓ อาจารย์เจือ สตะเวทิน ที่เป็นกรรมการ ท่านพูดออกไมโครโฟนเลยว่า เทพศิรินทร์ ให้คนอื่นเขามั่ง (หัวเราะ) คือตอนนั้นมีอะไรแบบนี้ผมกระโดดเข้าใส่หมด มีอยู่กระทู้หนึ่ง จำได้ เขาให้เขียนบรรยายวัดเบญจมบพิตร (ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามสนามเสือป่า) พอจำได้ตอนท้าย ๆว่า

          งามระเบียงงามโบสถ์อยู่เบื้องหน้า
      งามช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์
      กรมพระนริศรานุวัติวงศ์
      ท่านได้ทรงออกแบบสร้างอย่างไทยเอย


         คือเรียกว่าห้านาทีเราเขียนออกมาได้ ได้รางวัลเป็นปากกา พจนานุกรม มีรูปลงสกุลไทยด้วยนะ รับรางวัลจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมัยนั้นถือเป็นงานใหญ่ของเด็กนะ


ทุกความงามเกิดได้...เพราะความรัก      เพราะหัวใจมีรัก .....โลกจึงหมุน
หากฝันหวาน...พารักแท้....มาเจือจุน      อยากให้หล่น...."ในใจคุณ" ... นิจนิรันด์
 

ออฟไลน์ v.nefertali

  • แรงบันดาลใจ สร้าง...จินตนาการ...
  • ผู้ดูแลคลับกวี

  • *
  • กระทู้: 2,627
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 228
  • วันนึงรักจะโตเป็นเงา"ให้เราพักสายตา"
    • Facebook



กลอนบทแรกในชีวิตชื่ออะไรคะ คุณกฤษณาถามขึ้น


         จำไม่ได้เลยครับ แต่ถ้าเขียนกลอนไปลงหนังสือพิมพ์ครั้งแรกจำได้ คือ เขียนไปลงศรีสัปดาห์ ไม่รู้อะไรมาก รู้แต่ว่าคนคุมชื่อพวงกาญจน์ เขาก็จะตั้งประเด็นไว้ในคอลัมน์ เช่น ถามว่า ความรักเป็นอย่างไร ตอนนั้นอยู่ ม.๗ พ.ศ. ๒๕๐๕ ผมก็เขียนส่งไปว่า

                ตอบประเด็นพวงกาญจน์ที่ขานถาม
      เท่าที่ความรู้ช่วยอำนวยได้
      ที่ถามว่ารักนั้นเป็นฉันใด
      มิแจ้งใจมิซาบซึ้งจึงงงงัน
      อันคำตอบมอบให้ใช่แกล้งว่า
      ที่ใดหนามีรักจักสุขสันต์
      ชีวีเย็นชื่นระรื่นพลัน
      เป็นพลังใจอันสำคัญนัก..


         เขาก็ลงให้ ตอนนั้นซื้อหนังสือมาแทบจะกอด ดีใจมาก


สมัยนั้นครูภาษาไทยชื่ออะไรคะ

         ชื่อ สายสวาท รัตนทัศนีย์ เป็นภรรยาของอาจารย์เฉลิม รัตนทัศนีย์ อาจารย์คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ


พอเข้าจุฬาฯแล้วเขียนกลอนอีกไหมคะ

         ผมก็ไปเข้าชมรมวรรณศิลป์ ตอนนั้น คุณนภาลัย ฤกษ์ชนะ เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ เป็นคนที่๓ คนแรกคือ สุรีย์ พันเจริญ คนที่ ๒ คือ จินตนา ปิ่นเฉลียว คนที่ ๔ คือ ภักดี ริมมากุลทรัพย์ คนที่ ๕ คือ โสมนัส ชูพินิจ จากอักษรศาสตร์ และคนที่ ๖ ก็เป็นผม ซึ่งดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด จากนั้นก็เป็น จารณ คีรีทวีป ซึ่งถือว่าเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง เพราะผมตั้งเขาเอง...

         คือสมัยนั้นชมรมวรรณศิลป์จะมีการออกอนุสารวรรณศิลป์ เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆขายหน้ามหาวิทยาลัยเล่มละบาท เราก็จะทำกันปีละสี่-ห้าเล่ม ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ผมได้รับเลือกให้เป็นประธานวรรณศิลป์ ปิยพันธ์ จัมปาสุต จากรัฐศาสตร์เหมือนกันก็เป็นสาราณียกร ทำอนุสารวรรณศิลป์เล่มแรกตั้งแต่ยังปิดเทอม มหาวิทยาลัยเปิดวันแรก ผมก็ออกขายหน้าประตูมหาวิทยาลัย ในเล่มนี้เองมีหน้าเลียนแบบสัปดาห์จร ของ ประยูร จรรยาวงษ์ ในสยามรัฐ คือเป็นหน้าการ์ตูนและมีคำบรรยาย เล่มแรกที่ผมทำนี้สำคัญมาก เพราะมีการ์ตูน เรื่องเงินค่ากิจกรรมของมหาวิทยาลัย กลอนเขียนโดย น้างู เป็นนามปากกาผมเอง ตั้งมาจากตอนไปค่ายจุฬาฯ ผมก็บรรยายว่า

                นี่คือเสียงแซ่ซ้องของนิสิต
      เงินค่ากิจกรรมหายไปไหนหมด
      เมื่อกีฬาถูกผู้ใหญ่สั่งให้งด
      และเลิกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมา
      กิจกรรมปีนี้ไม่มีแน่
      เหลืออยู่แต่ภาพเก่าเก่าคล้ายเงาพร่า
      ต้นและดอกพวกเราชาวจุฬาฯ
      อยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้คืน


         ถ้าอ่านแค่กลอนก็ไม่ร้ายแรงอะไร ธรรมดา ๆ แต่คนวาดการ์ตูนนี่สิร้ายเพราะ คงเดช หุ่นผดุงรัตน์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เขียนเป็นรูปอธิการบดีหน้าเหมือนหมูกำลังอ้าปากอมเงิน !!!...(ฮา)


แล้วเป็นไงคะ

         เหอะ ผมก็เริงร่ากับอนุสารวรรณศิลป์เล่มแรกได้ไม่ถึงสามชั่วโมง คงเดชก็เดินพรวด ๆเหงื่อแตกพลั่กมาหาถึงคณะรัฐศาสตร์ สมัยก่อนไม่มีรถ ปอพ.วิ่งเชื่อมคณะนะ พอมาถึงคงเดชก็พูดขึ้นว่า ชิบหายแล้ว น้างู ว่าแล้วคงเดชก็เล่าเรื่อง อาจารย์แหลมฉาน หัสดิน คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นบรรยเวกษ์- อาจารย์ผู้ดูแลนิสิตด้วย) เห็นการ์ตูนพร้อมคำบรรยายแล้ว โกรธจนหน้าเขียว เรียกคงเดชในฐานะนิสิตในคณะไปด่า คงเดชบอกว่า แกตบโต๊ะปัง ที่เขี่ยบุหรี่กระจายเลย น้างู แล้วคงเดชก็บอกว่า น้างูรับ ๆไปเถอะว่าเป็นเจ้าของไอเดีย น้าจะจบแล้ว แต่ผมยังต้องเรียนอีก... ผมกับคงเดชก็เลยต้องไปพบอาจารย์แหลมฉานด้วยกัน อาจารย์แหลมฉานโกรธมากถึงขนาดลั่นวาจาว่า ไม่คุณก็ผมต้องออกกันไปข้างหนึ่ง ผมก็นิ่ง ตายหะ เราจะไปออกได้ไง เรียนปี ๔ แล้ว ก็เลยบอกว่า เอายังงี้แล้วกันครับอาจารย์ ผมรับผิดชอบโดยการลาออกจากการเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ อาจารย์แหลมฉานพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ชี้หน้าคาดโทษไว้ แล้วคุณอย่าทำเรื่องอีกนะ


นิสิตสมัยก่อน ยังมีสปิริตลาออกกันง้าย ง่าย !

         ใช่ (ฮา ฮา ฮา สามคน)
ทุกความงามเกิดได้...เพราะความรัก      เพราะหัวใจมีรัก .....โลกจึงหมุน
หากฝันหวาน...พารักแท้....มาเจือจุน      อยากให้หล่น...."ในใจคุณ" ... นิจนิรันด์
 

ออฟไลน์ v.nefertali

  • แรงบันดาลใจ สร้าง...จินตนาการ...
  • ผู้ดูแลคลับกวี

  • *
  • กระทู้: 2,627
  • กดถูกใจ: 3 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 228
  • วันนึงรักจะโตเป็นเงา"ให้เราพักสายตา"
    • Facebook



ได้ข่าวว่าได้ประกอบวีรกรรมต่อเนื่องไว้อีกโดยการไม่ขึ้นรับรางวัล

         ใช่ ผมไม่เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์แล้วก็จริง แต่ก็ช่วยงานชมรมฯสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนกลอนอีกด้วย ในปลายปี ๒๕๑๐ บทกวีชื่อ บทเพลงเหนือสุสาน ซึ่งใช้นามปากกาว่า ธารี ได้รับรางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์ ซึ่งพิจารณาจากผลงานที่ตีพิมพ์ในอนุสาร จุลสาร หนังสือต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร ความจริงผมก็อยากจะขึ้นไปรับรางวัลเอง ก็เกรงใจทั้งตัวเองและทั้งอาจารย์แหลมฉาน เพราะบทกวี บทเพลงเหนือสุสาน นี้เป็นการต่อต้านสงคราม ที่ไทยแอบส่งทหารไปช่วยสหรัฐอเมริการบในเวียดนาม สมัยนั้น แค่คิดไม่ตรงกับรัฐบาลก็สาหัสแล้ว หากเปิดตัวธารีไปรับรางวัล ก็อาจถูกเรียกพบอีกครั้ง ฮ่า ๆ คราวนี้อาจไม่จบปี ๔ ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนได้ ผมก็เลยไปขอร้องเพื่อนคนหนึ่งให้ไปรับรางวัลแทน...อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลย เดี๋ยวเขาจะเสียหาย..

สมัยนั้น ธารี ดังนะคะ

         ผมไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากเขียน มีเพื่อน ๆนักกลอนด้วยกันหลายคน เช่น สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ ประวิตร โพธิอาสน์ สองคนนี่จากคณะวิทยาศาสตร์ เสียชีวิตไปแล้ว ชนิดา เดชาฤทธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ ก็เสียชีวิตไปแล้ว สุรศักดิ์ ชนิดา แล้วก็ เกษวรางค์ วังแก้ว จากคณะครุศาสตร์อีกคนหนึ่ง เสียชีวิตจากเหตุการณ์ภูกระดึงถล่มในปี ๒๕๑๓ ตอนกำลังรุ่งทีเดียว สมัยนั้น สุรศักดิ์ ชนิดา กำลังถือว่าเป็นมือหนึ่งของจุฬาฯ ในความเห็นของผมนะ มีสมหมาย พิมสมาน อีกคนหนึ่ง ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อไปแล้ว เราชอบคุยกัน เขียนกลอนแข่งกันอยู่ในที สุรศักดิ์เขียนเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ Panavision (น่าจะมาจากการผสมศัพท์ชื่อ Pan กับ Vision ถ้าเป็นสมัยนี้คงชื่อวิสัยทัศน์ไอ้แพน อะไรทำนองนี้-ไพลิน) สงคราม ชนิดา เขียน ไฟดับไฟ ที่คนรุ่นใหม่หลัง ๑๔ ตุลา เอาไปทำเป็นเพลง

                ข้างหน้าคือหนทางที่ว่างเปล่า
      แดดจะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
      เราต้องการไฟสำหรับการดับไฟ
      ถ้าอ่อนแอจะก้าวไปอย่างไรกัน


         หรือ ผมเองก็มีคนว่าชอบเขียนอะไรแปลก ๆ เช่น เขียนจดหมายจากนักรบในสงครามเวียดนามว่า

                เวียดนาม
                ๘/๑/๖๙
                กราบเท้าแม่
                (อ่านว่า เวียดนามแปดหนึ่งหกเก้ากราบเท้าแม่)
                พิษบาดแผลวันก่อนสั่งสอนฉัน
                ให้เหี้ยมโหดเมื่อโหมเข้าโรมรัน
                 ให้ฆ่าฟันให้ใจดำให้ทำลาย


         บางครั้ง เราไปเจออะไรมาด้วยกัน เราก็จะเขียนประเด็นเดียวกัน แข่งกันว่าใครจะเขียนด้วยมุมมองแบบไหน มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเที่ยวเมืองเหนือ เจอผู้หญิงสวยชื่อแก้ว เราก็เอามาเขียนเป็นบทชื่อแก้ว กันคนละชิ้น ต่างรสต่างแบบกันไป สนุกมาก เสียดาย เพื่อนไม่น่าตายเลย ตอนนั้นถ้าผมไปด้วย ผมก็คงตายไปแล้ว เพราะเราสนิทกันมาก ความจริงผมไปส่งถึงตีนภูกระดึงเลยนะ แล้วก็กลับมาทำงาน เพราะลางานไม่ได้...


มองบทบาทของการเป็นนักกลอนอย่างไร คิดว่าจะยึดเป็นอาชีพบ้างไหมคะ

         ไม่เคยคิดเลยว่าจะเอามาใช้ประโยชน์ คิดแต่จะเขียนเพราะมันเป็นความสุข แต่พอจบแล้วก็ยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง ผมยังไปชมรมวรรณศิลป์ทุกวัน ผู้คนรุ่นที่รู้จักกันก็ยังมีอยู่ ไปทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าไปแล้วมันมีความสุข ตอนนั้นไปทำงานที่สำนักงาน ก.พ.แล้ว พอเลิกงานก็ขึ้นเมล์สาย ๑๖ ไปจุฬาทุกวัน ไปนั่งอยู่ที่ชมรมฯ สามทุ่มสี่ทุ่มค่อยกลับบ้าน กลอนบทที่ชื่อเหงา เขียนข้างศาลาพระเกี้ยว เพราะวันนั้นไปแล้วไม่มีคนแม้แต่คนเดียว ก็เลยไปนอนสูบบุหรี่ข้างศาลาพระเกี้ยว เลยได้กลอนชิ้นนี้ออกมา


มีเพื่อนนักกลอนที่เดินทางเดียวกันตลอดไหมคะ

         ก็ไม่ถึงอย่างนั้น คนที่สนิทมากในการเล่นสักวากลอนสดก็คือ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต เพราะอยู่ในทีมเดียวกัน เขาเป็นรุ่นน้องที่คณะ ที่มาทำกิจกรรมชมรมวรรณศิลป์ร่วมกัน


รวมกลอนเล่มแรกล่ะคะ


         รวมกับ ประวิตร โพธิอาสน์ สุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วทั้งสองคน สมหมาย พิมสมาน พิมพาภรณ์ สุวัตถิกุล ชื่อเล่มว่า ไฟอารมณ์ ประมาณ ๒๕๐๘ อยู่ปี ๒ ขายเล่มละ ๕ บาท สมัยนั้นถือว่าแพงทีเดียว พิมพ์พันเล่ม แต่ขายหมด


เล่มต่อมาล่ะคะ

         คราวนี้รวมกับพวกรัฐศาสตร์ชื่อ นิล มี จินตนา ปิ่นเฉลียว เขียนคำนำให้เป็นกลอนว่า

                 ผลึกแก้วแววหินแห่งนิลรุ้ง
      ประดับรุ่งเรืองไว้ในสยาม
      หกแฉกฉายพรายค่างามกว่างาม
      วะวับวามหวังถวิลนิลน้ำคำ
      คือมณีเจียระไนจากใจซื่อ
      หลังฝากชื่อฝากคารมให้คมขำ
     เข้มและสวยด้วยสีมณีดำ
      คือไพรำแห่งรสบทกวี


          มีนักกลอนจากรัฐศาสตร์ ๖ คนคือ อดุล จันทรศักดิ์ ชนิดา เดชาฤทธิ์ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต พิบูลย์ชัย พันธุลี สุชาดา ชัยสมบูรณ์ และมิ่งขวัญ จากนั้นก็เขียนเรื่องสั้นมารวมเล่มกับคนอื่น ๆในชื่อ ผกา


เขียนเรื่องสั้นด้วย

         ใช่ ชีวิตนี้เขียนไว้ประมาณ ๒๐ เรื่อง ตอนนั้นผมติดพี่ปุ๊ รงค์ วงษ์สวรรค์ ภาษาเป็นพี่ปุ๊เลย ตอนอยู่ปี ๔ เขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งลงในวรรณศิลป์ เขาคัดไปเสนอให้รางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์ พี่ปุ๊ยังให้เรื่องนี้เลยเพราะเขียนเหมือนพี่ปุ๊ (ฮา)
ทุกความงามเกิดได้...เพราะความรัก      เพราะหัวใจมีรัก .....โลกจึงหมุน
หากฝันหวาน...พารักแท้....มาเจือจุน      อยากให้หล่น...."ในใจคุณ" ... นิจนิรันด์
 

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN