ผู้เขียน หัวข้อ: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  (อ่าน 22053 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,809
  • กดถูกใจ: 120 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum

พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
                           
    สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์ดำ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ปีเถาะ พ.ศ. 2098 ณ พระราชวังจันทน์ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และพระวิสุทธิกษัตริย์ ทรงมีพระพี่นางทรงพระนามว่า พระ สุพรรณกัลยาณี และพระอนุชาทรงพระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศ รถ หรือพระองค์ขาว ขณะทรงพระเยาว์ สมเด็จพระชนกทรงพระยศ เป็นเจ้าขัณฑสีมาครองเมืองพิษณุโลก มีอำนาจบังคับหัวเมืองฝ่ายเหนือ ปี พ.ศ. 2103 พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองยกกอง ทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทรงขอพระองค์ดำ ซึ่ง มีพระชนมายุ 9 ชันษา ไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสา วดี ปี พ.ศ. 2112 ปีมะโรง ทรงตามเสด็จมากับกองทัพหลวง ของพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองมาตีกรุงศรีอยุธยา ศึก ครั้งนี้ไทยพ่ายแพ้พม่ายับเยิน พม่าได้สถาปนาพระมหาธรรมราชา ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยา ในฐานะเมืองประเทศราช สมเด็จ พระมหาธรรมราชาจึงขอ "พระองค์ดำ" พระราชโอรสให้กลับมาช่วย เหลืองานภารกิจของบ้านเมืองในฐานะอุปราช

    พระเกียรติคุณ
    พ.ศ. 2113 เสด็จออกร่วมรบกับทหารโดยขับไล่กองทัพ เขมรได้สำเร็จ
    พ.ศ. 2114 ได้รับสถาปนาให้ปกครองเมืองพิษณุโลก เมื่อ พระชนมายุ 16 พรรษา
    พ.ศ. 2117 เสด็จไปรบที่เวียงจันทน์ เผอิญทรงประชวร เป็นไข้ทรพิษจึงเสด็จกลับ
    พ.ศ. 2121 ทรงทำสงครามขับไล่พระยาจีนจันตุออกไป จากกรุงศรีอยุธยา
    พ.ศ. 2127 ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และกวาดต้อน คนไทยกลับพระนคร
    พ.ศ. 2127-2130 พม่ายกกองทัพมาตีไทยถึง 4 ครั้ง แต่ถูกไทยตีแตกพ่ายกลับไป
    พ.ศ. 2133 ทรงเสด็จครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเมื่อพระ ชนมายุ 35 พรรษา
    พ.ศ. 2135 ทรงทำสงครามยุทธหัตถี และมังกะยอชะวา สิ้น พระชนม์
    พ.ศ. 2136 ทรงยกกองทัพไปตีเขมรและจับพระยาละแวก ทำพิธีปฐมกรรม
    พ.ศ. 2138 และ พ.ศ. 2141 ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงหงสาวดี ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
    พ.ศ. 2148 ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงหงสาวดี เมื่อไปถึง เมืองหางหรือเมืองห้างหลวง ทรงพระประชวรเป็นหัวระลอกขึ้นที่พระ พักตร์ เสด็จสวรรคต ณ ทุ่งแก้ว เมืองห้างหลวง ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง พระชนมายุ 50 พรรษา ครองราชย์สมบัติ ได้ 15 ปี


ที่มา http://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/psl/phis211.html

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,809
  • กดถูกใจ: 120 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 04, 2009, 07:28:39 pm »

            ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร
           
                    นเรศวรพระมหาวีรราชเจ้าจอมไทย
            กู้อิสรภาพปราบเสี้ยนหนามไพรี
            พระต้านต่อตีเทิดศรีอโยธยา
            พระทรงรบศึกฮึกไปข้างหน้า
            พระเผด็จศึกเข่นฆ่าปราบปัจจาทุกที่

            ได้ชื่อว่าเป็นยอดวีรบุรุษ
            พระเชี่ยวเชิงยุทธเฟื่องสุดปฐพี
            หาญห้าว เข้ารุด ยุทธหัตถี
            ยุทธวิธีเป็นที่เฉิดฉันท์

            ( มาร์ชนเรศวรมหาราช )         

      สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นมหาวีรกษัตริย์นักรบ ทรงอุทิศพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพเพื่อประเทศชาติ ทรงกอบกู้เอกราช ปกป้องประเทศชาติบ้านเมืองจากฐานะอันตกต่ำเป็นเมืองขึ้น บ้านเมืองบอบช้ำได้รับการดูถูกศักดิ์ศรี พระองค์นำพาประเทศไปสู่ชาติที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ในสุวรรณภูมิ พลเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้จึงได้พระสมัญญานามว่า มหาราช ที่ปวงชนชาวไทยสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
      สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชสมภพ ณ พระราชวังจันทน์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริม แม่น้ำน่าน        ฝั่งตะวันตก อยู่เหนือศาลากลางจังหวัด ประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นที่ตั้งของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่ง            สร้างทับอยู่บน พระราชวังจันทน์ที่จมอยู่ใต้ดิน อาณาเขตดั้งเดิมมีสระน้ำล้อมรอบ ฐานอาคาร ที่เรียกว่า         โคกพลับพลา หรือ พระที่นั่งเย็น พระราชวังจันทน์ในอดีตนั้น มีความสำคัญ ในฐานะพระราชวังสำหรับเมืองอุปราชของกรุงศรีอยุธยา
       ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ กรมศิลปกรสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น ตั้งอยู่ในบริเวณ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม มีศาลาทรงไทยแบบตรีมุข พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กปูด้วยหินอ่อน ผนัง ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ภายในศาลาประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หล่อด้วยโลหะขนาดเท่าองค์จริง ประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาทรงถือพระสุวรรณภิงคารหลั่งน้ำประกาศ อิสรภาพ พระหัตถ์ซ้ายทรงจับพระขรรค์ซึ่งวางพาดอยู่บนพระเพลาสง่างามองอาจมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์           พระบรมราชินีนาถเสด็จมาเปิด
        อนุสาวรีย์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๕ จังหวัดพิษณุโลกได้จัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชขึ้นเป็นประจำ โดยจะนับวันที่ ๒๕ มกราคมของทุกปีเป็นวันเริ่มงาน เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึง    พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ชาวพิษณุโลกมีความเชื่อว่า ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตอยู่ ณ        ศาลสมเด็จนี้ ดังนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือ ศูนย์รวมใจและเป็น หลักยึดมั่นในบุญญาบารมีของพระองค์ ที่จะปกปักรักษา ดลบันดาลความสุข สมหวังให้แก่ประชาชน ชาวพิษณุโลก
 


ที่มาจาก http://aco.psru.ac.th/webart/plk_sruree/p2.htm

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,809
  • กดถูกใจ: 120 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 04, 2009, 07:40:26 pm »

ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
                   
ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติไทย
พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก และได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย
อย่างกว้างใหญ่ไพศาลนับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ
จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตกไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรปาซิฟิคทางด้านตะวันออก
ทางด้านทิศใต้ตลอดไปถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด
และยังรวมไปถึงรัฐไทยใหญ่บางรัฐ พระองค์ได้ทำสงครามเข้าไปในประเทศที่เป็นข้าศึกของไทยในทุกทิศทาง
จนประเทศไทยอยู่เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงครามเป็นระยะเวลายาวนาน

            พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นทั้งปวงของพระองค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและคนไทยทั้งมวล
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอดมิได้ว่างเว้น
แม้แต่เมื่อเสด็จสวรรคตก็เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทย นับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์
เพื่อชาติบ้านเมืองโดยสิ้นเชิงสมควรที่ชาวไทยรุ่นหลังต่อมาได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
และจดจำวีรกรรมของพระองค์ เทอดทูลไว้เหนือเกล้าฯ ไปตราบชั่วกาลนาน
           
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2098
พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ดังนั้นพระองค์จึงมีพระชาติทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทางพระราชบิดา
และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา  พระองค์ทรงมีพระพี่นางพระนามว่า พระสุวรรณเทวีหรือพระสุพรรณกัลยา
และพระน้องยาเธอพระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ

            เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 9 ปี พระเจ้าหงสาวดีได้ขอไปเป็นพระราชบุตรบุญธรรม
พระองค์ได้ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึง 6 ปี เมื่อพระชันษาได้ 15 ปี  จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา
เพื่อช่วยราชการพระบิดา โดยได้เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก
ขณะทรงพระเยาว์และในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดีก็ได้ทรงศึกษาวิชาศิลปศาสตร์
และวิชาพิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชาการรบทัพจับศึก พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษาทั้งภายในราชสำนักไทย
และราชสำนักพม่า มอญและได้ทราบยุทธวิธีของชาติต่างๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดีเป็นอย่างดี
ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมได้เป็นเลิศ

ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์ ยุทธวิธีที่ทรงใช้เช่น การใช้คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมาก
และยุทธวิธีเดินเส้นในพระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป
นอกจากนั้นหลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันเช่น การดำรงความมุ่งหมาย หลักการรุก
การออมกำลังและการรวมกำลัง การดำเนินกลยุทธเอกภาพในการบังคับบัญชา การระวังป้องกัน การจู่โจม
หลักความง่าย ฯลฯ พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญและประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด

การฉวยโอกาสซ้ำเติมไทยของเขมร
เมื่อปี พ.ศ. 2113  พระยาละแวกหรือสมเด็จพระบรมราชา กษัตริย์เขมรซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อน
ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เห็นไทยบอบซ้ำจากการทำสงครามกับพม่า
ได้ถือโอกาสยกกำลังเข้ามาซ้ำเติมกรุงศรีอยุธยา โดยยกกองทัพมีกำลัง 20,000 คน เข้ามาทางเมืองนครนายก
เมื่อเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วได้ตั้งทัพอยู่ที่ตำบลบ้านกระทุ่มแล้วเคลื่อนพลเข้าประชิดพระนคร
โดยได้เข้ามายืนช้างบัญชาการรบอยู่ในวัดสามพิหาร และวางกำลังพลรายเรียงเข้ามาถึงวัดโรงฆ้องต่อไปถึงวัดกุฎีทอง
และนำกำลังพล 5,000 คน ช้าง 30 เชือก เข้ายึดแนวหน้าวัดพระเมรุราชิการาม พร้อมกับให้ทหารลงเรือ 50 ลำ
แล่นเข้ามาปล้นพระนครตรงมุมเจ้าสนุก

            สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จออกบัญชาการรบป้องกันพระนครเป็นสามารถ
กองทัพเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นพระนครอยู่ 3 วัน แต่ไม่สำเร็จจึงยกกองทัพกลับไป
และได้กวาดต้อนผู้คนชาวบ้านนาและนครนายกไปยังประเทศเขมรเป็นจำนวนมาก
             
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2117  ในขณะที่กองทัพไทยในบังคับบัญชาของสมเด็จพระธรรมราชาธิราชกับ
สมเด็จพระนเรศวรโอรส ยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าหงสาวดีไปตีเมืองศรีสัตนาคนหุต
พระยาละแวกกษัตริย์เขมรถือโอกาสยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก โดยยกมาทางเรือ
การศึกครั้งนี้โชคดีเป็นของไทย กล่าวคือขณะที่กองทัพไทยยกไปถึงหนองบัวลำภู เมืองอุดรธานี
สมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรเป็นไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีโปรดให้กองทัพไทยยกกลับกรุงศรีอยุธยา

            กองทัพไทยกลับมาได้ทันเวลาที่กรุงศรีอยุธยา ถูกโจมตีจากกองทัพเรือเขมรซึ่งขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา
เมื่อเดือนอ้าย พ.ศ. 2118  และได้ตั้งทัพชุมนุมพลอยู่ที่ตำบลขนอน บางตะนาว
และลอบแฝงเข้ามาอยู่ในวัดพะแนงเชิง (พนัญเชิง) และใช้เรือ 3 ลำ เข้าทำการปล้นชาวเมืองที่ตำบลนายก่าย

            ไทยใช้ปืนใหญ่ยิงไปยังป้อมค่ายนายก่ายถูกข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก แล้วให้ทหารเรือเอาเรือไปท้าทาย
ให้ข้าศึกออกมารบพุ่งจากนั้นก็ล่อหลอกให้ข้าศึก รุกไล่เข้ามาในพื้นที่การยิงหวังผลของปืนใหญ่
เมื่อพร้อมแล้วก็ระดมยิงปืนใหญ่ ถูกทหารเขมรแตกพ่ายกลับไป

การให้บทเรียนแก่เขมรที่ไชยบาดาล
             
ในปี พ.ศ. 2121  เจ้ากรุงกัมพูชากษัตริย์เขมรให้พระทศโยธากับพระสุรินทรราชา
คุมกองทัพเขมรเข้ามากวาดต้อนราษฎรชาวไทยแถบเมืองนครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมามีกำลังน้อยจึงไม่ได้ออกต่อสู้
ฝ่ายเขมรเห็นได้ทีจึงได้ยกทัพมุ่งมาทางเมืองสระบุรี หมายปล้นสะดมหาเสบียงที่เมืองสระบุรีต่อไป
สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งปกติพระองค์จะเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก บังเอิญในเวลานั้นได้เสด็จมาเยี่ยม
พระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา ทราบข่าวกองทัพเขมรยกล่วงล้ำเข้ามาดังกล่าว จึงพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ
ทรงจัดกำลังช้างเร็ว ม้าเร็วกับทหาร 3,000 คน ยกขึ้นไปดักทัพเขมรที่เมืองไชยบาดาลให้พระยาไชยบุรี กับพระศรีถมอรัตน์
เจ้าเมืองท่าโรง (วิเชียรบุรี) คุมทัพม้า 500 เป็นกองหน้ารีบรุดขึ้นไปก่อนและให้ซุ่มอยู่สองข้างทางในดงใหญ่
ที่กองทัพเขมรจะยกมา ฝ่ายกองทัพเขมรเห็นว่าในระหว่างเดินทัพมาไม่มีการต่อสู้ขัดขวางจากฝ่ายไทย
และเห็นว่ายังอยู่ห่างไกลจากกรุงศรีอยุธยาจึงเคลื่อนทัพมาด้วยความประมาทขาดความระมัดระวัง
คิดว่าคงไม่มีใครออกมาต่อสู้ เมื่อกองหน้าของทัพเขมรถลำเข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยซุ่มอยู่
พระไชยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ จึงให้อาณัติสัญญาณให้ทหารที่ซุ่มอยู่ออกโจมตี
โดยฝ่ายเขมรไม่ทันรู้ตัวฝ่ายไทยไล่ฆ่าฟันทหารเขมรล้มตายเป็นอันมากกองทัพเขมรก็แตกฉาน
กองทัพไทยก็ติดตามไปจนถึงทัพหลวง

            ฝ่ายพระทศโยธา และพระสุรินทราชาเห็นทัพหน้าแตกยับเยินไม่ทราบแน่ว่ากองทัพไทยมีกำลังมากน้อยเพียงใด
ก็รีบถอยหนีกลับไปทางนครราชสีมาก็ได้ถูกทัพไทยที่ดักทางคอยอยู่ก่อนแล้ว เข้าโจมตีซ้ำเติมอีกกองทัพเขมรทั้งหมด
จึงรีบถอยหนีกลับไปกรุงกัมพูชา
            การรบครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นที่เคารพยำเกรงแก่บรรดาแม่ทัพนายกองและบรรดาทหารทั้งปวงเป็นที่ยิ่ง
กิตติศัพท์อันนี้เป็นที่เลื่องลือไปถึงกรุงหงสาวดีและผลจากการรบครั้งนี้ทำให้เขมรไม่กล้าลอบมาโจมตีไทยถึงพระนครอีกเลย

การเสริมความแข็งแกร่ง
           
การที่เขมรลอบเข้ามาซ้ำเติมไทยหลายครั้งในห้วงเวลาที่ไทยเสียแก่พม่านั้น นับว่าเป็นคุณแก่ไทยในทางอ้อม
เพราะทำให้ราษฎรที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ครั้งเสียกรุงแก่พม่าให้หนีภัยเขมรกลับเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
ทำให้ฝ่ายไทยมีกำลังขึ้น นอกจากนั้นก็เป็นโอกาสที่ฝ่ายไทยคิดอ่านจัดการป้องกันพระนครให้แข็งแกร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยที่ไม่ต้องเกรงว่าทางพม่าจะระแวงสงสัย

            การดำเนินเสริมสร้างความมั่นคงดังกล่าวได้แก่การเสริมการป้องกันพระนครทางด้านตะวันออกซึ่งเป็นด้านที่ข้าศึก
เคยตีฝ่าเข้าพระนครมาได้ในสงครามที่ผ่านมาโดยให้ขุดขยายคลองขื่อหน้าคูพระนครตั้งแต่วัดแม่นางปลื้ม
ตรงที่ต่อปากคลองเมืองทุกวันนี้ลงไปจนปากข้าวสารให้ลึกและกว้างกว่าเดิมและผลจากการขุดคลองขื่อหน้านี้
ได้ให้กำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก ขยายลงไปถึงริมแม่น้ำให้เหมือนกับกำแพงเมืองด้านอื่น
จากนั้นได้ให้สร้างป้อมใหญ่ขึ้นอีกป้อมหนึ่งที่มุมพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า ป้อมมหาชัย
ซึ่งอยู่ตรงตลาดหัวรอในปัจจุบัน

            ป้อมตามแนวกรุงเก่าซึ่งมีอยู่ 16 ป้อมด้วยกันนั้น มีป้อมสำคัญอยู่ 3 ป้อมคือ
ป้อมเพชร ตั้งอยู่ตรงลำแม่น้ำใช้รักษาพระนครทางด้านทิศใต้ ป้อมซัดกบ ตั้งอยู่ตรงลำแม่น้ำแควหัวตะพาน
ใช้รักษาพระนครทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งสองป้อมนี้มีอยู่เดิมตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
ส่วนป้อมมหาชัยนั้นสร้างขึ้นใหม่ อยู่ตรงทางน้ำร่วมที่มุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อใช้รักษาพระนครทางด้านนี้
            นอกจากการสร้างเสริมคูเมืองกำแพงเมืองและบรรดาป้อมปราการทั้งหลายแล้วก็ได้มีการรวบรวมกำลังพล
ช้าง ม้าพาหนะและจัดหาเครื่องศัตราวุธมีปืนใหญ่เป็นต้นมาเพิ่มเติมโดยจัดหาจากต่างประเทศที่เข้ามาค้าขายทางทะเลอยู่แล้ว

การรบที่เมืองคัง
           
เมื่อปี พ.ศ. 2124  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคต ราชโอรสองค์ใหญ่พระนามมังไชยสิงห์ซึ่งเป็นรัชทายาท
และดำรงตำแหน่งมหาอุปราช ได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้านันทบุเรง พระเจ้านันทบุเรงได้ตั้งมังกะยอชะวา
พระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา
เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็จะต้องมีฎีกาบอกกล่าวไปยังบรรดาประเทศราชทั้งหลายให้มาเฝ้าตามพระราชประเพณี
ในครั้งนั้นก็มีพระเจ้าตองอู ผู้เป็นพระอนุชาพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าแปรเป็นราชบุตรพระเจ้าบุเรงนอง
แต่คนละแม่กับพระเจ้านันทบุเรง พระเจ้าอังวะผู้เป็นราชบุตรเขยพระเจ้าบุเรงนอง
พระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้ามินปะลอง ผู้ครองเมืองยะไข่ พระเจ้าหน่อเมือง ผู้ครองเมืองลานช้าง
และสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาซึ่งทางกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ส่งพระโอรสพระองค์ใหญ่คือ สมเด็จพระนเรศวร เสด็จไปแทนพระองค์

            ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเจ้าเมืองคังไม่ได้มาเข้าเฝ้าตามประเพณี พระเจ้านันทบุเรงเห็นว่าเจ้าเมืองคังแข็งเมือง
จำต้องยกทัพไปปราบปรามเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ในโอกาสที่เจ้าประเทศราชมาชุมนุมกันอยู่นี้
จึงให้โอรสของพระองค์และโอรสเจ้าประเทศราชที่มีฝีมือ ยกกำลังไปปราบปรามเมืองคังแทนพระองค์
ดังนั้นจึงได้จัดให้พระมหาอุปราชา (มังกะยอชะวา หรือ มังสามเกลียด) พระสังกทัต (นัดจินน่อง) ราชบุตรพระเจ้าตองอู
และสมเด็จพระนเรศวร  ยกทัพไปตีเมืองคังเป็นทำนองประชันฝีมือกัน

            เมืองคังเป็นเป็นที่ตั้งอยู่บนภูเขาเป็นเมืองเล็กพื้นที่น้อย การที่กองทัพทั้ง 3 จะเข้าตีพร้อมกันเป็นการลำบาก
เพราะไม่มีพื้นที่ให้ดำเนินกลยุทธได้เพียงพอจึงตกลงกันให้ผลัดกันเข้าตีวันละกองทัพ พระมหาอุปราชาได้รับเกียรติให้เข้าตีก่อน
เมื่อถึงวันกำหนด พระมหาอุปราชาก็ยกกำลังเข้าตีเมืองคังในเวลากลางคืน ชาวเมืองคังได้ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ
รบกันจนรุ่งสว่างก็ไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้ จึงต้องถอนกำลังกลับลงมา วันต่อมาพระสังกทัตได้ยกกำลังเข้าตีเมืองคัง
แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน

            เมื่อถึงวาระของสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้มีการเตรียมการเป็นอย่างดีโดยที่ในระหว่างสองวันแรก
ที่กองทัพทั้งสองผลัดกันเข้ามาโจมตรีนั้น พระองค์ได้ใช้เวลาดังกล่าวออกลาดตะเวณตรวจดูภูมิประเทศ
และเส้นทางบริเวณเมืองคังโดยตลอดก็พบว่ามีทางที่จะขึ้นไปยังเมืองคังทางด้านอื่นได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากเส้นทางหลักที่กองทัพทั้งสองใช้เข้าตีแต่เส้นทางดังกล่าวนั้นเป็นเส้นทางลับและคับแคบเคลื่อนกำลังไม่สะดวก
ดังนั้นพระองค์จึงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน เมื่อถึงเวลาค่ำก็ให้กองทหารกองเล็กซุ่มอยู่ทางด้านหน้า
ซึ่งเป็นทางหลักที่พระมหาอุปราชาและพระสังกทัตใช้เป็นเส้นทางเข้าตีมาก่อนแล้วและให้กองทหารกองใหญ่
ไปวางกำลังอยู่ที่เส้นทางที่ตรวจพบใหม่ กองทัพไทยทั้งสองกองซุ่มอยู่ตลอดคืนจนถึงเวลาสี่นาฬิกา
พระองค์จึงให้กองทหารกองเล็ก ยิงปืนโห่ร้องแสดงอาการว่าจะเข้าตีเมืองทางด้านนั้น ชาวเมืองคังเข้าใจว่า
ข้าศึกจะยกเข้าตีหักเอาเมืองทางด้านนั้น เหมือนเช่นครั้งก่อนและด้วยเป็นเวลามืดมองไม่เห็นข้าศึกว่ามีมากน้อยเพียงใด
ก็พากันมารบพุ่งต้านทางในด้านนั้น เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การต้านทานเมืองคังได้ทุ่มเทไปทางด้านนั้นหมดแล้ว
ก็สั่งให้กองกำลังส่วนใหญ่ที่ซุ่มคอยอยู่ที่เส้นทางใหม่เข้าตีหักเอาเมืองคังได้เมื่อเวลาเช้าจับได้ตัวเจ้าฟ้าเมืองคัง
มาถวายพระเจ้าหงสาวดี
            พระเจ้าหงสาวดีหมายมั่นที่จะให้การเข้าตีเมืองคังเป็นผลงานของพระมหาอุปราชา
แต่ผลงานกลับเป็นของสมเด็จพระนเรศวร ผลสำเร็จในการปฎิบัติการยุทธของสมเด็จพระนเรศวรครั้งนี้
เพราะพระปรีชาสามารถที่ทรงใช้หลักการสงครามมาประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติจริงอย่างได้ผล
เมื่อพระองค์เสด็จกลับมากรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้ทรงปรับปรุงกองทัพและเตรียมการณ์ต่างๆไว้พร้อม
ที่จะรับสถานการณ์ในอนาคตโดยมิได้ประมาท


ที่มาจาก http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=72.0

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN