ผู้เขียน หัวข้อ: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  (อ่าน 21747 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 04, 2009, 07:45:03 pm »

การประกาศอิสรภาพ
         
          เมื่อปี พ.ศ. 2126  พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ  เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการจึงแข็งเมือง
พร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ
ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปร เจ้าเมืองตองอู และเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วยให้ยกทัพไปช่วย
ทางไทย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก
เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126  พระองค์ยกทัพไทยไปช้าๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน
ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่าทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วยจึงสั่งให้พระมหาอุปราชา
คุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้ ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับและหาทางกำจัดเสีย และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคนคือ
พระยาเกียรติและพระยาราม ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมากและทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน
ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใดให้พระยาเกียรติและพระยาราม
คุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลังช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้ พระยาเกียรติกับพระยาราม เมื่อไปถึงเมืองแครงแล้ว
ได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉ่อง ผู้เป็นอาจารย์ของตนทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี
เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวร เคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน

            กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127 โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน
กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้าฯ  สมเด็จพระนเรศวร
จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสาร
จึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยาราม กราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง
เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้วก็ทรงมีพระดำริเห็นว่า การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น
ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้วจึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครง
รวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่องและพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน
ทรง แจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม ณ ที่นั้นทราบว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดิน
ด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า

"ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา
ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป"


            จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย
สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่า แล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ เมื่อจัดกองทัพเสร็จก็ทรงยกทัพจากเมืองแครง
ไปยังเมืองหงสาวดี  เมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6
            ฝ่ายพระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี  เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติ พระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร
จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ได้ทราบความว่า
พระเจ้ากรุงหงสาวดีมัชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน
เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทยที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อน
ให้อพยพกลับบ้านเมืองได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษให้ยกล่วงหน้าไปก่อน พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง
             
             ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว
และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ
ยิงถูกสุรกรรมา แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตายก็พากันเลิกทัพกลับไป
เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี

พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฎต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง"
นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธอันเป็นเครื่องราชูปโภค ยังปรากฎอยู่จนถึงทุกวันนี้

            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยาราม
ได้มีอุปการะมากสมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบจึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา
พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญทั้งสองก็มีความยินดี พาพรรคพวกสเด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก
ในการยกกำลังกลับครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีก
ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง
พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์

            เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์
ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชา ที่สมเด็จอริยวงศ์ และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศได้พระราชทานพานทอง
ควบคุมมอญที่เข้ามาด้วยให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้นและวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร
แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา

การเสริมความมั่นคง
           
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้ว งานขั้นต่อไปของพระองค์คือ การปราบปรามศัตรูของไทยที่อยู่ทางภาคเหนือ
พระองค์จึงเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก บรรดาพวกไทยใหญ่ได้เข้ามาพึ่งพระบารมีเป็นจำนวนมาก
พม่าได้ส่งนันทสูราชสังครำ ซึ่งมีกำลังกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรอยู่ก่อนแล้ว ถือสาส์นมาขอตัวพวกไทยใหญ่ดังกล่าวคืน
แต่พระองค์ได้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า
"ธรรมดาพระมหากษัตริย์ประเทศอิสระ  เมื่อชาวต่างชาติต่างภาษาหนีร้อนมาพึ่งเย็นต้องรับไว้ไม่มีเยี่ยงอย่างที่ไหนที่จะต้องส่งตัวคืน"
            พระองค์ได้สั่งให้พระไชยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ซึ่งเคยรบชนะเขมรมาด้วยกันที่ไชยบาดาลเป็นแม่ทัพหน้ายกกำลังไปกำแพงเพชร
แต่ยังไม่ทันถึง นันทสูราชสังครำทราบเรื่องก็เกรงกลัวรีบถอนทัพกลับกรุงหงสาวดี โดยที่ยังไม่ได้มีการปะทะกันรุนแรง
คงมีแต่เพียงประปรายเท่านั้น

            ฝ่ายเจ้าผู้ครองเมืองฝ่ายเหนือ เช่น พระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัย (อุตรดิตถ์) ยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่
เห็นว่าทางสมเด็จพระนเรศวรยังมีกำลังรี้พลน้อย เกรงว่าจะสู้พม่าไม่ได้จึงคิดเอาตัวรอดไม่ยอมยกไปรบกับนันทสูราชสังครำตามคำสั่งเกณฑ์
เมื่อพระยาทั้งสองได้รับสั่งแล้วก็คิดการกบฎ โดยเกณฑ์ไพร่พลเมืองสวรรคโลกและเมืองพิชัยตลอดจนชาวเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
ไปรวมกำลังตั้งมั่นแข็งเมืองอยู่ที่เมืองสวรรคโลก  คอยท่าทัพพม่าหรือทัพเชียงใหม่ยกลงมาช่วย
           
             เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงให้กองทัพไทยที่ยกติดตามนันทสูราชสังครำซึ่งอยู่ที่เมืองตาก ให้เลิกติดตามตีพม่า
และให้ยกมาทางบ้านด่านลานหอย เมื่อมาถึงเมืองสุโขทัยก็ให้ตั้งทัพอยู่ข้างวัดศรีชุม พระองค์มีพระราชดำริว่า
คนไทยยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่มาก พระองค์จึงคิดที่จะดำเนินการปลุกปลอบและปลูกฝังจิตใจ
ให้ คนไทยฮึกเหิมเลิกกลัวพม่าจึงได้มีรับสั่งตั้งพิธี  "ศรีสัจปานการ"  ขึ้นพิธีนั้นมีโดยย่อคือ ตักน้ำตระพังโพยศรี ซึ่งนับถือกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
ครั้งสมเด็จพระร่วง มาทำพิพัฒน์สัตยา ให้นายทัพนายกองตลอดจนไพร่พล ถือน้ำทำสัตย์สัญญาว่า
จะต่อสู้ข้าศึก กู้บ้านเมืองไทยให้ได้เป็นอิสรภาพให้จงได้จากนั้นจึงได้ยกทัพไปล้อมเมืองสวรรค์โลกไว้
บอกให้พระยาทั้งสองออกมาสารภาพผิดเสียโดยดีจะทรงพระกรุณายกโทษให้แต่พระยาทั้งสองไม่เชื่อฟัง
พระองค์จึงสั่งให้กองทัพเข้าตีเมืองอยู่สามยกจึงเข้าเมืองได้ ยกแรกให้กองทัพเข้าตีเมืองทางด้านเหนือและด้านตะวันตกพร้อมกัน
เพื่อจะเข้าทางประตูสามเกิด ประตูเตาหม้อและประตูสพานจันทรแต่เข้าไม่ได้ เนื่องจากเชิงเทินกำแพงเมืองนี้ได้
สร้างไว้อย่างดีตั้งแต่ครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแห่งมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย ยกที่สอง ได้ให้พระยาไชยบุรี หลวงธรรมไตรโลก ขุนราชวรินทร
ขุนอินทรเดช คุมพลเข้าปล้นเมืองทางประตูดอนแหลม แต่ไม่เป็นผลดังนั้น พระองค์จึงให้ปลูกเชิงเทินให้สูงเท่ากำแพงเมือง
แล้ว นำปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนเชิงเทินยิงเข้าไปในเมืองจนพวกที่ต่อสู้ป้องกันเมือง เกิดระส่ำระสายจากนั้นจึงให้เผาประตูเมืองด้านใต้พังทลายลง
จึงยกกำลังเข้าเมืองได้จับตัวพระยาทั้งสองไว้แล้วให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองคน

            พระองค์ทรงประมาณสถานการเห็นว่า กองทัพพม่าจะต้องยกเข้ามาตีเมืองไทยในระยะต่อไปทางฝ่ายไทยจะต้องเตรียมรับมือพม่า
นับแต่บัดนั้น พระองค์จึงได้ให้อพยพผู้คนเมืองเหนือทั้งปวงมารวมกันเพื่อต่อสู้พม่า โดยรวมกำลังไว้ที่กรุงศรีอยุธยา
เพื่อใช้เป็นที่มั่นต่อสู้ข้าศึกแต่เพียงแห่งเดียวให้มีกำลังเป็นปึกแผ่น เนื่องจากขณะนั้นไทยยังอยู่ในสภาพที่บอบช้ำ
พม่ากวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปมากกำลังไพร่พลมีน้อยทั้งบรรดาเมืองเหนือและตัวเมืองหลวงเอง
ทำให้ไทยไม่สามารถจะรักษาดินแดนอันกว้างใหญ่ได้อย่างทั่วถึง กำลังในการป้องกันก็กระจายกันออกไป เกิดความอ่อนแอไปทั่วทุกแห่ง
ด้วยแนวทางดังกล่าวจึงต้องปล่อยให้เมืองเหนือไว้ร้างชั่วคราว


ที่มาจาก http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=72.msg346#msg346

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 04, 2009, 07:46:34 pm »

สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 6
           
           เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเห็นว่าไทยแข็งเมืองแต่คงยังไม่พร้อมที่จะทำสงครามได้จึงจัดให้พระยาพสิม ผู้เป็นพระเจ้าอาว์
ยกกองทัพมีกำลังประมาณสามหมื่นคนเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในขณะเดียวกันก็ให้พระเจ้าเชียงใหม่ ผู้เป็นอนุชา
ยกทัพมีกำลังประมาณหนึ่งแสนคนยกมาทางเรือให้ทั้งสองกองทัพมาสมทบกันที่กรุงศรีอยุธยาแล้วจึงเข้าตีกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน

            พระนเรศวรทรงทราบว่าข้าศึกยกเข้ามาสองทางจึงได้จัดพลอาสาหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นกองทัพให้พระยาสุโขทัยเป็นนายทัพ
มีกำลังพลหมื่นเศษเป็นกำลังทางบก พร้อมกับให้จัดกำลังทางเรือให้พระยาจักรีเป็นนายทัพมีพระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร
ให้กองทัพทั้งสองนี้เตรียมไว้สำหรับจะให้ไปรบพุ่งขัดขวางข้าศึกถึงที่อื่นได้โดยเร็วและให้ขนย้ายเสบียงอาหารให้ห่างข้าศึก
ที่จะยกมาทั้งสองทางแล้วกวาดต้นผู้คนเข้ามาไว้ในเมืองเตรียมป้องกันกรุงศรีอยุธยาอย่างเข้มเข็งแน่นหนา

            เนื่องจากกองข้าศึกเข้ามาไม่พร้อมกันในเดือนอ้าย กองทัพพระยาพสิมยกเข้ามาในแดนไทยทางเมืองกาญจนบุรีแต่ทัพเดียว
สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นโอกาสได้ดีจึงมีรับสั่งให้พระยาจักรี ยกกำลังทางเรือออกไปสกัดทัพข้าศึกที่ด่านสุพรรณบุรี
กองทัพพระยาพสิมยกมาหมายจะยึดเอาเมืองสุพรรณเห็นที่มั่น ถูกกองทัพพระยาจักรีจู่โจมโดยใช้ปืนใหญ่ระดมยิง
จนต้องถอยทัพไปตั้งอยู่บนดอนที่เขาพระยาแมน คอยฟังข่าวกองทัพเชียงใหม่ ครั้งถึงวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่
สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทางเรือจากกรุงศรีอยุธยาไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิฟันไม้ข่มนามที่ตำบลลุมพลี
แล้วเสร็จไปประทับที่ป่าโมก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ ใช้เป็นที่ประชุมแล้วให้พระยาสุโขทัย คุมทัพบกเมืองเหนือเป็นกองหน้า
ยกกำลังไปช่วยพระยาจักรี เข้าตีทัพพระยาพสิม พระองค์เสด็จเป็นทัพหลวง ไปตั้งอยู่ที่ตำบลสามขนอน แขวงเมืองสุพรรณบุรี
กองทัพพระยาสุโขทัยได้รบพุ่งกับกองทัพหน้าของพระยาพสิม จนแตกพ่ายถอยออกไปพ้นเขตกาญจนบุรีและถอยกลับไปพม่าในที่สุด
ฝ่ายไทยจับ ช้าง ม้าของข้าศึกมาได้เป็นจำนวนมาก

            ส่วนกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกมาทางเหนือนั้น ได้ยกลงมาถึงปากน้ำโพหลังจากที่กองทัพพระยาพสิมแตกไปได้ประมาณ 15 วัน
เมื่อเห็นว่าไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายไทยจึงได้ยกทัพล่วงลงมาถึงปากน้ำบางพุทรา แขวงเมืองพรหมบุรี
โดยที่ไม่ทราบว่ากองทัพพระยาพสิมแตกไปแล้ว
            ฝ่ายไทย เมื่อโจมตีกองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงยกทัพหลวง
ขึ้นไปตั้งอยู่ที่บ้านชะไว แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ แล้วให้พระราชมนูเป็นนายทัพ ขุนรามเดชะเป็นยกกระบัตร คุมกองกำลังขนาดเล็ก
ประกอบด้วยทหารราบ 3,000 ยกขึ้นไปขัดขวางการปฏิบัติการของกองทัพเชียงใหม่ โดยจัดกองโจรออกทำลายข้าศึก
ที่เที่ยวลาดตระเวณหาเสบียงอาหารและปฏิบัติการแบบกองโจร รบกวนขัดขวางข้าศึกอยู่ตลอดเวลา
จนกองทัพเชียงใหม่ต้องถอยกลับไปที่เมืองชัยนาท ต่อมาเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ทราบข่าวว่า กองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว
เห็นจะทำการต่อไปไม่สำเร็จจึงถอยทัพกลับไป

สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 7 การรบที่บ้านสระเกศ
           
           เมื่อพระยาพสิมกับพระเจ้าเชียงใหม่เสียทีแก่ไทยถอยทัพกลับไปแล้ว พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ทรงขัดเคืองพระเจ้าเชียงใหม่ว่า
เฉื่อยช้าทำการไม่ทันกำหนดตามแผนการรบที่วางไว้ทำให้พระยาพสิมเสียทีจึงได้ให้ข้าหลวงสามคนเข้ามากำกับกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่
ซึ่งถอยทัพไปตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรให้ทำการแก้ตัวใหม่ จึงได้ยกทัพลงมาตั้งอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ เมื่อเดือน 4 ปีวอก พ.ศ. 2128
พร้อมกันนั้นก็ได้ให้พระมหาอุปราชา คุมกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน เข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อเดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2128
ให้ไพร่พลทำนาอยู่ในท้องที่หัวเมืองเหนือ เพื่อเตรียมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพใหญ่
ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจะเสด็จยกมาเอง ในฤดูแล้งปลายปีระกา

            พระเจ้าเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้ลงมาขัดตาทัพอยู่ที่เมืองชัยนาท เพื่อคอยขัดขวางมิให้กองทัพกรุงศรีอยุธยา
ยกขึ้นไปขัดขวางการสะสมเสบียงอาหารของกองทัพกรุงหงสาวดีในหัวเมืองภาคเหนือ กองกำลังของพระเจ้าเชียงใหม่
ได้ยกลงมาถึงบ้านสระเกศแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ คอยรบกวนไม่ให้ฝ่ายไทยทำไร่ทำนาได้ในปีนั้นให้เจ้าเมืองพะเยาคุมกองทหารม้า
ลงมาเผาบ้านเรือนราษฎร และไล่จับผู้คนจนถึงสะพานเผาข้าวใกล้พระนคร

            ฝ่ายไทย เมื่อทราบข่าวข้าศึกยกลงมาทางเหนือ สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า ข้าศึกยกลงมาครั้งนี้เป็นทัพใหญ่มีกำลังพลมากนัก
การออกไปสะกัดกั้นกลางทางจะทำได้ยาก จึงได้กวาดต้อนผู้คนเข้ามาไว้ในกรุงศรีอยุธยา เตรียมการรักษาพระนครไว้ให้เข้มแข็ง
เมื่อพระองค์ทราบการกระทำของข้าศึกดังกล่าว จึงเสด็จคุมกำลังออกไปพร้อมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ เข้ารบพุ่งข้าศึกถึงขั้นตลุมบอน
เจ้าเมืองพระเยาตายในที่รบ ไพร่พลที่เหลือก็พากันแตกหนีไป พระองค์ทรงพระดำริเห็นว่า จะต้องตีกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ
ให้แตกกลับไป จึงทรงรวบรวมรี้พลจัดกองทัพบกทัพเรือมีกำลังพล 80,000 คน ไปตั้งประชุมพลที่ทุ่งลุมพลี ในห้วงเวลานั้นได้ข่าวลงมาว่า
มีกองกำลังเมืองเชียงใหม่ ยกมากวาดต้อนผู้คนจนถึงบ้านป่าโมก พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็รีบเสด็จไปด้วยกระบวนเรือเร็ว
ถึงตำบลป่าโมกน้อย ก็พบกองทัพสะเรนันทสู ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้คุมพล 5,000 ยกลงมาทำร้ายราษฎรทางเมืองวิเศษชัยชาญ
จึง รับสั่งให้เทียบเรือเข้าข้างฝั่ง แล้วยกพลเข้าโจมตีข้าศึก พระองค์ทรงยิงพระแสงปืนถูกนายทัพฝ่ายเชียงใหม่ตาย ข้าศึกก็แตกหนีไปทางเหนือ
พวก พลอาสาก็ติดตามขึ้นไป จนปะทะหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งมีพระยาเชียงแสนเป็นแม่ทัพ  ฝ่ายไทย เมื่อเห็นว่าฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากกว่า ต้านทานไม่ไหวจึงล่าถอยลงมา พวกเชียงใหม่ก็ไล่ติดตามมา พระองค์จึงให้เลื่อนเรือพระที่นั่ง พร้อมทั้งเรือที่อยู่ในกระบวนเสด็จ
ขึ้นไปรายลำอยู่ข้างเหนือปากคลองป่าโมกน้อย พอข้าศึกไล่ตามกองอาสามาถึงที่นั้น ก็ให้เอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงข้าศึกไปจากเรือ
ได้มีการรบพุ่งกันในระยะประชิด พอกองทัพทางบกจากกรุงตามขึ้นไปทันจึงเข้าช่วยรบพุ่ง กองทัพพระยาเชียงแสนก็ถอยหนีขึ้นไปทางเหนือ
พระองค์จึงทรงให้รวบรวมกองทัพทั้งปวงไว้ที่ตำบลป่าโมกที่บริเวณหลังตลาดป่าโมก ตรงข้ามกับอำเภอป่าโมกในปัจจุบัน
มีทุ่งใหญ่อยู่ทุ่งหนึ่งเรียกว่า ทุ่งเอกราช คงจะได้ชื่อจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

            ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ที่บ้านสระเกศเห็นกองทัพหน้าแตกกลับมาก็คาดว่าสมเด็จพระนเรศวรคงจะยกกองทัพตามขึ้นไป
จึงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นว่า ควรจะยกกำลังเป็นกองทัพใหญ่ชิงเข้าตีกองทัพไทยเสียก่อนจึงได้จัดแจงทัพให้พระยาเชียงแสนกับ
สะเรนันทสู เป็นทัพหน้าคุมกำลัง 15,000  กองทัพหลวง ของพระเจ้าเชียงใหม่มีกำลัง 60,000 คน
กำหนดจะยกลงมาในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2128

            สมเด็จพระนเรศวรทรงพระดำริว่า กองทัพพระยาเชียงแสนที่ถอยหนีไปนั้น น่าไปรวบรวมกำลังเพิ่มเติมแล้วยกกลับมาอีก
แต่เมื่อรออยู่หลายวันก็ยังไม่ยกลงมา น่าจะคิดทำอุบายกลศึกอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกำลังพล 10,000
ยกขึ้นไปลาดตระเวณหยั่งกำลังข้าศึก ส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เสด็จยกทัพหลวงมีกำลังพล 30,000 ตามขึ้นไป
           
            กองทัพพระราชมนูยกขึ้นไปถึงบางแก้ว ก็ปะทะกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึงบ้านแห
ได้ยินเสียงปืนใหญ่น้อยจากการปะทะกันหนาแน่นขึ้นทุกที จึงทรงพระดำริจะใช้กลยุทธเอาชนะข้าศึกในครั้งนี้ โดยให้หยุดกองทัพหลวง
แล้วแปรกระบวนไปซุ่มอยู่ที่ป่าจิกป่ากระทุ่ม ข้างฝั่งตะวันตก แล้วให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ล่าถอยลงมา ฝ่ายพระราชมนูไม่ทราบพระราชประสงค์ เห็นว่ากำลังรี้พลไล่เลี่ยกับกองทัพหน้าของข้าศึก พอจะต่อสู้รอกองทัพหลวงขึ้นไปถึงได้ จึงไม่ถอยลงมา  พระองค์จึงให้จมื่นทิพรักษาขึ้นไปเร่งให้ถอยอีก พระราชมนูก็สั่งให้มากราบทูลว่า กำลังรบพุ่งติดพันกับข้าศึกอยู่ ถ้าถอยลงมาเกรงจะเลยแตกพ่ายเอาไว้ไม่อยู่ ครั้งนี้พระองค์ทรงพิโรธ ดำรัสสั่งให้จมื่นทิพรักษา คุมทหารม้าเร็วกลับไปสั่งพระราชมนูให้ถอย ถ้าไม่ถอยให้ตัดศีรษะพระราชมนูมาถวาย พระราชมนูจึงโบกธงให้สัญญาณถอยทัพ ขณะนั้นกองทัพหลวงพระเจ้าเชียงใหม่ยกหนุนมาถึง สำคัญว่ากองทัพไทยแตกหนี ก็ยกทัพไล่ติดตามมาโดยประมาทไม่เป็นกระบวนศึก จนถึงพื้นที่ที่สมเด็จพระนเรศวรซุ่มกองทัพหลวงไว้ พระองค์เห็นข้าศึกเสียกลสมประสงค์ ก็ให้ยิงปืนโบกธงสัญญาณ ยกกองทัพหลวงเข้าตีกลางกองทัพข้าศึก ฝ่ายพระราชมนูเห็นกองทัพหลวงเข้าตีโอบดังนั้น ก็ให้กองทัพของตนกลับตีกระหนาบข้าศึกอีกทางหนึ่ง ได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน
           กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไปทั้งทัพหน้าและทัพหลวง ทัพเชียงใหม่เสียนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึง 7 คน คือ
พระยาลอ  พระยากาว  พระยานคร  พระยาราย  พระยางิบ สมิงโยคราช และสะเรนันทสู  กองทัพไทยยึดได้ช้างใหญ่ 20 เชือก  ม้า 100 เศษ
กับเครื่องศัตราวุธอีกเป็นอันมาก

            สมเด็จพระนเรศวร เห็นโอกาสที่จะไม่ให้ข้าศึกตั้งตัวติด จึงได้เสด็จยกทัพหลวงติดตามข้าศึกไปจนพลบค่ำ
จึงให้พักแรมที่บ้านชะไวแล้วยกทัพต่อไปแต่กลางดึก ให้ถึงบ้านสระเกศเข้าตีค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ตอนเช้าตรู่
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อถอยหนีกลับไปถึงบ้านสระเกศแล้ว ทราบว่ากองทัพไทยยกติดตามขึ้นไป ก็รีบถอนทัพหนีกลับไปแต่ตอนกลางคืน
เมื่อกองทัพไทยติดตามไปถึงตอนเช้า พบข้าศึกกำลังถอยหนีกันอลหม่าน กองทัพไทยก็ยึดค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ได้จับได้พระยาเชียงแสน
และรี้พลเป็นเชลยรวม 10,000 คนเศษ กับช้าง 120 เชือก  ม้า 100 เศษ เรือรบและเรือเสบียงรวม 400 ลำ เครื่องศัตราวุธยุทธภัณฑ์
และเสบียงอาหารเป็นอันมาก รวมทั้งติดตามข้าศึกไปจนถึงเมืองนครสวรรค์ เมื่อทรงเห็นว่าพระเจ้าเชียงใหม่หนีไปสมทบกับกองทัพพระมหาอุปราชา แล้วจะติดตามไปไม่ได้อีกจึงยกทัพกลับ ครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้จัดกองทัพหลวงเสด็จโดยขบวนเรือจากกรุงศรีอยุธยา
กำลังหนุนขึ้นไปถึงปากน้ำบางพุทรา เมื่อได้ทราบผลการรบแล้ว จึงมีรับสั่งให้เลิกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

            สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ พระองค์ได้รับการยกย่องเทิดทูนจากมหาชนอย่างกว้างขวาง
พระองค์ทรงมุ่งที่จะขยายผลการได้ชัยชนะออกไปอีก เพื่อกอบกู้ราชอาณาจักรไทยให้ยิ่งใหญ่ แต่สมเด็จพระราชบิดาทรงเห็นเห็นว่า
เมื่อ ได้อิสรภาพคืนมาก็เพียงพอแล้ว เพราะต้องการพื้นฟูบ้านเมืองให้กลับพื้นคืนดีบริบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ดังนั้นหลังศึกพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว
ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้เร่งรัดการทำ นาในหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นตรงต่อพระนคร เมื่อถึงฤดูฝนก็ให้เร่งทำนาทุกพื้นที่และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
เมื่อได้ข้าวมาแล้วก็ให้ขนข้าวมาสะสมไว้ในกรุงเพื่อไว้ใช้เป็นเสบียงอาหาร เมื่อมีศึกมาล้อมศึกข้าวที่เกี่ยวได้ไม่ทัน
ก็ ให้เผาทำลายเสียมิให้ข้าศึกใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนั้นยังได้เร่งจัดหาสรรพวุธ พาหนะและกำลังพล เพื่อเตรียมต่อสู้ข้าศึกที่ประมาณการณ์ว่าจะยกกำลังเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกในอนาคตอันใกล้ ส่วนบรรดาผู้คนที่อพยพหลบภัยข้าศึก กระจัดกระจายอยู่ตามป่าตามดงนั้น
พระองค์ก็ได้ทรงเลือกสรรบรรดาทหารที่ชำนาญป่า จัดตั้งเป็นนายกองอาสาออกไปเกลี้ยกล่อมให้เกิดมีใจรักชาติ
มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ข้าศึกศัตรูของชาติ แล้วจัดตั้งเป็นหน่วยกองโจรอยู่ตามป่า คอยทำสงครามแบบกองโจร
ทำลายการส่งเสบียงอาหารของข้าศึก

ทึ่มาจาก http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=72.msg347#msg347

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 04, 2009, 07:56:56 pm »

สงครามครั้งที่ 8 พระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุง
             
            สงครามครั้งนี้ ทางพม่าได้มีการเตรียมการแต่เนิ่นและฝ่ายไทยก็ทราบดี กล่าวคือกองทัพพระมหาอุปราชา
ได้เข้ามาทำนาตั้งแต่ปีระกา ครั้งถึงเดือนสิบสอง ปีจอ พ.ศ. 2129 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงก็ยกกองทัพเข้ามถึงสามทัพ
จัดเป็นทัพสามกษัตริย์คือ ทัพพระเจ้าหงสาวดี ทัพพระมหาอุปราชา และทัพพระเจ้าตองอู
โดยมีทัพพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเป็นจอมทัพมีกำลังพลทั้งสิ้น 250,000 คน กองทัพทั้งสามมาชุมนุมกันที่เมืองกำแพงเพชร
ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่นั้นเนื่องจากรบแพ้ไทยไปครั้งก่อน จึงให้ทำหน้าที่ขนเสบียงอาหาร

            เมื่อทั้งสามทัพพร้อมกันแล้ว ก็เดินทัพลงมาถึงนครสวรรค์ โดยให้ทัพพระมหาอุปราชาเป็นปีกขวา
พระเจ้าตองอูเป็นปีกซ้าย เมื่อยกลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ แล้วให้กองทัพพระมหาอุปราชายกมาทางเมืองลพบุรี เมืองสระบุรี
แล้วยกมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ทัพพระเจ้าตองอู ให้ยกลงมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ทัพหลวงยกลงมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองทัพยกลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่
จัดค่ายรายกันอยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของพระนคร เนื่องจากเป็นทางที่จะเข้าตีพระนครได้สะดวกกว่าด้านอื่น
โดยที่กองทัพหลวงอยู่ทางด้านเหนือ ตั้งค่ายหลวงที่ขนอนปากคูกองมังมอด ราชบุตรกับพระยารามตั้งที่ตำบลมะขามหย่อง
กองพระยานครตั้งที่ตำบลพุทธเลา กองนันทสูตั้งที่ขนอนบางลาง กองทัพพระเจ้าตองอูตั้งที่ทุ่งชายเคืองทางทิศตะวันออก
เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชามาถึง ก็ให้ตั้งที่ทุ่งชายเคืองตะวันออก ต่อจากกองทัพพระเจ้าตองอูลงมาทางบางตะนาวข้างใต้
 
            ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้มีเวลาเตรียมการรักษาพระนครอยู่หลายเดือน เพราะทราบสถานการณ์มาก่อนแล้ว
การเตรียมการดังกล่าวได้แก่ การเตรียมเสบียง กำลังพล การรักษาเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ที่ติดต่อไปมาทางทะเล
โดยเรือใหญ่ได้สะดวก คือ เส้นทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกอ่าวไทย ส่วนข้างเหนือตั้งแต่เมืองวิเศษชัยชาญขึ้นไป
เห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะรักษาไว้ ในชานพระนครได้เตรียมปืนใหญ่และกำลังทางบกและทางเรือไว้คอยต่อสู้ป้องกัน
มิให้ข้าศึกเข้ามาตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในพระนครได้
           
            ขณะเมื่อกองทัพข้าศึกยกลงมาถึงพระนครเมื่อต้นเดือนยี่ ข้าวในทุ่งหันตราซึ่งอยู่นอกพระนครด้านทิศตะวันออก
ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ เมื่อทราบว่าข้าศึกยกลงมาใกล้จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเจ้าพระยากำแพงเพชรซึ่งได้ว่าที่สมุหพระกลาโหม
คุมกองทัพออกไปคอยป้องกันการเกี่ยวข้าวที่ทุ่งหันตรา พอกองทัพของพระมหาอุปราชายกลงมาถึงก็ให้กองทัพม้า
เข้าตีกองทัพพระยากำแพงเพชร ฝ่ายไทยสู้ไม่ได้แตกหนีเข้ามาในพระนคร สมเด็จพระนเรศวรกริ้วเจ้าพระยากำแพงเพชรยิ่งนัก
ด้วยรบกันมาในชั้นนี้ไทยยังไม่เคยเสียทีแก่ข้าศึกเลย เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้กำลังพลเกรงกลัวข้าศึก
จึงให้รีบจัดทัพแลัวพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกัน ยกออกไปรบพุ่งกับข้าศึกที่ทุ่งชายเคือง
เป็นสามารถจนถึงเวลาพลบค่ำ ข้าศึกจึงถอยไปจากค่ายของไทยที่ตีได้จึงเสด็จกลับและมีดำรัสสั่งให้ประหารชีวิต
เจ้าพระยากำแพงเพชรเสียแต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงขอชีวิตไว้ รับสั่งว่าเจ้าพระยากำแพงเพชรเป็นพลเรือน
เอาไปใช้รบเป็นทหารจึงแพ้กลับมา เจ้าพระยากำแพงเพชรจึงรอดตาย แต่ถูกถอดจากตำแหน่งมิให้ว่าการกลาโหมต่อไป
พวกข้าราชการทั้งปวงก็พากันเกรงพระราชอาญา ตั้งหน้ารบพุ่งอย่างเต็มขีดความสามารถ

            กองทัพข้าศึกตั้งล้อมพระนครอยู่ห่างๆ ให้กองทัพเข้าตีปล้นพระนครหลายครั้งก็ไม่เป็นผลฝ่ายไทยต่อสู้ป้องกัน
อย่างเข้มแข็งจนพม่าต้องถอยกลับไปทุกครั้ง ฝ่ายไทยก็ส่งทหารจากพระนครเข้าปล้นค่ายพม่าทั้งกลางวันกลางคืน
มิให้อยู่เป็นปกติได้ บรรดาพวกกองโจรที่จัดตั้งไว้หลายหมวด หลายกอง ก็พากันเข้าโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึก
เกิดความขาดแคลนและความเจ็บไข้

            สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทหารเสด็จออกปล้นค่ายข้าศึกด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ตีค่ายข้าศึกแตกไปสองแห่งคือ
ค่ายพระยานครที่ปากน้ำพุทธเลา และค่ายทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี พระองค์ตีค่ายนี้แตกแล้วยังได้รุกไล่ต่อไป
จนถึงค่ายหลวงของพระเจ้าหงสาวดี พระองค์เสด็จลงจากม้าพระที่นั่ง ถือพระแสงดาบเข้ารบกับข้าศึก
เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของพระองค์ ทรงคาบพระแสงดาบ นำทหารขึ้นปีนพะเนียดค่ายพระเจ้าหงสาวดี
แต่ข้าศึกได้ต่อสู้ป้องกันอย่างแข็งแรง พระองค์ถูกข้าศึกแทงตกลงมา เมื่อเห็นว่าจะตีหักเอาค่ายข้าศึกยังไม่ได้
จึงเสด็จกลับคืนเข้าพระนคร พระแสงดาบนั้นจึงได้นามว่า พระแสงดาบคาบค่าย ยังเป็นชื่อพระแสงดาบองค์หนึ่ง
ในจำนวนพระแสงราชศาสตรามาจนถึงทุกวันนี้
           
            การปฏิบัติการของสมเด็จพระนเรศวรครั้งนี้ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบเรื่องถึงกับออกพระโอษฐแก่เสนาบดีว่า
"พระนเรศวรออกมาทำการเป็นอย่างพลทหารดังนี้ เหมือนกับเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ.....พระนเรศวรนี้ทำศึกอาจหาญนัก
ถ้าออกมาอีกถึงจะเสียทหารสักเท่าใดก็ตาม จะแลกเอาตัวพระนเรศวรให้จงได้" จากนั้นพระเจ้าหงสาวดีจึงให้ลักไวทำมู
ซึ่งเป็นนายทหารมีฝีมือคัดเลือกทหาร 10,000 คน ไปรักษาค่ายกองหน้าและทรงกำชับไปว่า
ถ้าพระนเรศวรออกมาอีกให้คิดอ่านจับเป็นให้จงได้

            ครั้นถึงวัน แรม 10 ค่ำ เดือน 4 สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทัพไปซุ่มอยู่ที่ทุ่งลุมพลี
หมายจะเข้าปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดีอีก ลักไวทำมูรู้ดังนั้นจึงให้ทหารทศคุมกำลังหน่วยหนึ่งรุกมารบสมเด็จพระนเรศวร
ทรงนำกำลังเข้ารบด้วยลำพังกระบวนม้า พวกพม่ารบพลางถอยพลางไปจนถึงจุดที่ลักไวทำมูคุมกำลังซุ่มไว้
ข้าศึกก็กรูกันออกมาล้อมไว้ ลักไวทำมูขับม้าเข้ามาต่อสู้กับพระองค์ พระองค์ทรงแทงด้วยพระแสงทวนถูกลักไวทำมูตาย
การต่อสู้ดำเนินไปกว่าชั่วโมง กองทัพไทยจึงตามไปทันตีฝ่าวงล้อมข้าศึก แก้ไขสถานการณ์ได้แล้วจึงกลับเข้าสู่พระนคร
             ครั้นถึงวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4 สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกำลังทางเรือ ยกไปตีทัพพระมหาอุปราชา
ซึ่งอยู่ที่ขนอนบางตะนาวแตกพ่าย ต้องถอยทัพออกไปตั้งอยู่ที่บางกระดาน

            กองทัพพม่าล้อมกรุงอยู่ได้ 5 เดือน ตั้งแต่เดือนยี่ ปีจอ จนถึงเดือนหก ปีกุน ก็ไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้
ไพร่พลก็เจ็บป่วยล้มตายร่อยหลอลงทุกที เห็นว่าเข้าฤดูฝนไพร่พลจะลำบากยิ่งขึ้น เสบียงอาหารก็ขาดแคลน
จึงยกทัพถอยกลับไปในวันแรม 10 ค่ำ เดือน 6 โดยให้กองทัพพระมหาอุปราชาถอยกลับไปก่อน ให้กองทัพพระเจ้าตองอู
เป็นกองหลัง สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกำลังทางเรือลงไปที่บางกระดาน หมายจะตีกองทัพพระมหาอุปราชาอีก
เห็นพระมหาอุปราชากำลังถอยทัพกลับและทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีจะถอยทัพ จึงเสด็จกลับเข้าพระนคร
แลัวรีบทรงกองทัพยกไปตั้งที่วัดเดช อยู่ริมน้ำตรงภูเขาทอง เมื่อวัน ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 ทรงให้เอาปืนขนาดใหญ่
ลงเรือสำเภาหลายลำ แล้วนำขึ้นไปยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดีถูกผู้คนช้างม้าลมตายเป็นอันมาก
พระเจ้าหงสาวดีต้องถอยทัพหลวงไปตั้งอยู่ที่ป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรทรงให้กำลังทางบกยกตามตีข้าศึก
จนถึงทะเลมหาราชทางหนึ่ง ส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จโดยทางเรือตามตีกองทัพหลวง
ของพระเจ้าหงสาวดีขึ้นไปจนถึงป่าโมกอีกทางหนึ่ง แต่ข้าศึกมีกำลังมากกว่ามากไม่ทำให้แตกฉานไปได้
พระองค์จึงเสด็จคืนสู่พระนคร พระเจ้าหงสาวดีก็ให้เลิกทัพกลับไป

การจัดการด้านเขมร
         
          ขณะที่กองทัพพระเจ้าหงสาวดี ยกลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2130 นั้น นักพระสัตถาเจ้ากรุงกัมพูชา
ซึ่งเคยมาขออ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2127 คาดการณ์ว่าการศึกครั้งนี้ฝ่ายไทยคงจะเสียทีแก่พม่า
จึงได้ให้กองทัพเขมรยกมาตีเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเมืองชายแดนไทยด้านเขมร ในห้วงเวลานั้นชาวเมืองปราจีนบุรี
ถูกเกณฑ์มารักษาพระนครศรีอยุธยา ไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้ป้องกันเมืองจากกองทัพเขมรได้
กองทัพเขมรจึงตีเมืองปราจีนบุรีได้โดยง่าย ครั้งเมื่อเสร็จพม่าแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงให้พระยาศรีไสยณรงค์
คุมกองทัพไปขับไล่เขมรออกไป กองทัพทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันที่เมืองนครนายก กองทัพไทยตีกองทัพเขมรแตกพ่ายไป

            ครั้นถึงฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2130 สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพออกไปตีกรุงกัมพูชา ตีได้เมืองพระตะบองและโพธิสัตว์
เมื่อกองทัพส่วนใหญ่เข้าไปสู่แดนเขมร การดำเนินการส่งกำลังบำรุงยากขึ้น เกิดขัดสนเสบียงอาหาร ประกอบกับพระองค์ทรงห่วงว่า
ทางพม่าจะยกมารุกรานไทยอีกจึงยกทัพกลับพระนคร

สงครามครั้งที่ 9 พระมหาอุปราชายกมาครั้งแรก

นับจากพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ถอยทัพกลับไปจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไทยก็ว่างศึกพม่าอยู่ 3 ปี
ระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาประชวรและสวรรคตในปี พ.ศ. 2133 สมเด็จพระนเรศวรมีพระชนมายุได้ 35 ปี
พระองค์ได้ขึ้นเสวยราชย์ และได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถให้เป็นพระมหาอุปราช แต่ให้มีพระเกียรติยศสูงเสมอ
อย่างเป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง เมื่อพระองค์เสวยราชย์ได้แปดเดือนก็เกิดศึกพม่าอีก

            สาเหตุของสงครามครั้งนี้เนื่องจากเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังตั้งแข็งเมืองอีก ทางพม่าเห็นว่าการที่เมืองคังแข็งเมือง
เพราะเห็นว่าพม่าปราบไทยไม่ลง จึงตั้งแข็งเมืองอย่างไทย ตราบใดที่ยังปราบไทยไม่ได้ก็จะมีเมืองอื่นๆ
เอาอย่างไทยต่อไปอีกไม่สิ้นสุดจึงต้องดำเนินการปราบไทยซึ่งเป็นต้นเหตุให้ได้ สาเหตุอีกประการหนึ่ง
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ราชการบ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอาจไม่ปกติ
นับเป็นโอกาสที่จะเข้ามาโจมตีไทย พระเจ้าหงสาวดีจึงให้จัดกองทัพ
มีกำลังพล 200,000 คน ให้พระยาพสิม พระยาภุกามเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง
           
กองทัพพม่ายกออกจากเมืองหงสาวดี เมื่อวันแรม 12 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล พ.ศ. 2133 เดินทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์
หมายจะจู่โจมเข้าตีกรุงศรีอยุธยาไม่ให้ทันได้เตรียมตัว เพราะการเดินทัพตามเส้นทางนี้ใช้เวลาเพียง 15 วัน
ก็จะถึงพระนครศรีอยุธยาแต่ถ้าเดินทัพมาทางด่านแม่ละเมาเช่นที่เคยปฏิบัติมาก่อน จะใช้เวลาถึงกว่าเดือน
และยังต้องมีการเตรียมเสบียงอาหารล่วงหน้าทำให้ฝ่ายไทยรู้ตัวมีเวลาเตรียมต่อสู้ได้นาน ทางฝ่ายไทย
สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า ถ้าจะคอยต่อสู้ข้าศึกอยู่ที่พระนครจะไม่ได้เปรียบข้าศึกเหมือนครั้งก่อน
จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปต่อสู้พม่าที่ชายแดน พระองค์ได้รีบเสด็จยกทัพหลวงออกไปในเดือนยี่
เมื่อเสด็จถึงเมืองสุพรรณบุรี ทรงทราบว่ากองทัพข้าศึกยกมาถึงเมืองกาญจนบุรีแล้ว พระองค์จึงให้ซุ่มทัพหลวง
ไว้ที่ลำน้ำบ้านคอย แล้วแต่งกองทัพน้อย ทำทีเหมือนว่าจะให้ไปรักษาเมืองกาญจนบุรีเพื่อลวงและล่อข้าศึก

            ฝ่ายพระมหาอุปราชายกมาถึงเมืองกาญจนบุรี ไม่พบการต้านทานของฝ่ายไทย คิดว่าไทยคงจะใช้กรุงศรีอยุธยา
เป็นที่มั่นตั้งรับเช่นครั้งก่อนจึงเคลื่อนทัพเข้ามาด้วยความประมาท เมื่อมาพบกองทัพล่อของสมเด็จพระนเรศวร
เห็นว่าเป็นกองกำลังขนาดเล็ก กองทัพหน้าของพระมหาอุปราชาก็เข้าโจมตี กองทัพล่อแกล้งทำสู้ไปไม่ถอยหนีลงมา
กองทัพหลวงข้าศึกก็ไล่ติดตามมา เมื่อมาถึงพื้นที่ที่ซุ่มทัพของสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ให้กองทัพที่ซุ่มอยู่
ออกโจมตีทัพพม่าพร้อมกันได้รบกันถึงขั้นตะลุมบอน กองทัพข้าศึกก็แตกพ่ายถูกกองทัพไทยฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก
พระยาพุกามแม่ทัพหน้าพม่าตายในที่รบ กองทัพไทยไล่ติดตามและจับพระยาพสิมแม่ทัพหน้าของพม่าอีกคนหนึ่งได้
ที่บ้านจรเข้สามพัน ทัพหน้าของข้าศึกแตกหนีไปปะทะทัพหลวง ทำให้ทัพหลวงแตกไปด้วย
ครั้งนั้นไทยเกือบจะจับพระมหาอุปราชาได้ พระมหาอุปราชาหนีกลับไปถึงหงสาวดี เมื่อเดือนห้า ปีเถาะ พ.ศ. 2134
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงขัดเคือง ให้ลงอาชญาแม่ทัพนายกองทั้งปวงและภาคทัณฑ์พระมหาอุปราชาไว้
จะให้ทำการแก้ตัวใหม่


ที่มาจาก http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=72.msg348#msg348

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN