ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศวัดเจ้าฟ้า โดย ท่านสุนทรภู่  (อ่าน 8003 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
นิราศวัดเจ้าฟ้า โดย ท่านสุนทรภู่
« เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 09:28:44 pm »

         นิราศวัดเจ้าฟ้า เป็นนิราศเชิงผจญภัยที่สนุกสนานมากอีกเรื่องหนึ่ง
หากเปรียบเทียบกับนิราศสุพรรณที่มีการผจญภัย เสาะหาแร่ปรอท และยาอายุวัฒนะเหมือนกันแล้ว
ในความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องนี้ท่านสุนทรภู่แต่งได้ออกรสชาติกว่ามาก ลางทีจะเป็นเพราะแต่งเป็นกลอน
ซึ่งเป็นงานถนัดของท่านก็เป็นได้ สันนิษฐานกันว่า ท่านแต่งเรื่องนี้ขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๓๗๕
ถึงแม้จะขึ้นต้นแสดงตน เป็นเณรหนูพัด แต่ด้วยสำนวนกลอน ผู้รู้ทุกท่านกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
สำนวนกลอนของท่านสุนทรภู่แท้ๆ และเนื่องจากการแสดงตนเป็นหนูพัด
ท่านจึงสามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่างๆ ได้มากกว่า
ซึ่งอาจเป็นเหตุให้นิราศเรื่องนี้สนุกยิ่งขึ้นก็ได้

       วัดเจ้าฟ้าอากาศฯ ในนิราศเรื่องนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า คือวัดใดในปัจจุบัน
เส้นการเดินทางของท่านสุนทรภู่ เมื่อไปถึงอยุธยาแล้ว ได้แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
แล้วเลยไปวัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อค้นหาพระปรอท ก่อนจะออกเดินเท้าไปยังวัดเจ้าฟ้าอากาศฯ
ทั้งการค้นหาพระปรอท และวิธีการขุดเอายาอายุวัฒนะ แสดงให้เห็นว่า
พระสุนทรภู่ต้องเรียนทางด้านอาคมไสยเวทย์มาไม่น้อย

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: นิราศวัดเจ้าฟ้า โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 17, 2009, 09:32:34 pm »

๏________เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร
เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดร
กำจัดจรจากนิเวศเชตุพน

พอออกเรือเมื่อตะวันสายัณห์ย่ำ
ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน
ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าเมื่อคราวจน
ไม่มีคนเกื้อหนุนกรุณา

โอ้ธานีศรีอยุธย์มนุษย์แน่น
นับโกฏิแสนสาวแก่แซ่ภาษา
จะหารักสักคนพอปนยา
ไม่เห็นหน้านึกสะอื้นฝืนฤทัย

เสียแรงมีพี่ป้าหม่อมน้าสาว
ล้วนขาวขาวคำหวานน้ำตาลใส
มายามยืดจืดเปรี้ยวไปเจียวใจ
เหลืออาลัยลมปากจะจากจรฯ

๏ ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ
แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร
ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร
พระด่วนจรสู่สวรรคครรไล

ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาท   
โอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล
เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไป
เหลืออาลัยแล้วที่พระมีคุณ

ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาท
ไม่ขัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน
ทรงศรัทธากล้าหาญในการบุญ
โอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม

แม้นตกยากพรากพลัดไปขัดข้อง
พัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม
นี่จนใจในป่าช้าพนาราม
สุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง

ขออยู่บวชกรวดน้ำสุรามฤต
อวยอุทิศผลผลาอานิสงส์
สนองคุณพูนสวัสดิ์ขัตติย์วงศ์
เป็นรถทรงสู่สถานวิมานแมน

มีสุรางค์นางขับสำหรับกล่อม
ล้วนเนื้อหอมน้อมเกล้าอยู่เฝ้าแหน
เสวยรมย์โสมนัสไม่ขัดแคลน
เป็นของแทนทานาฝ่าละออง

พระคุณเอ๋ยเคยทำนุอุปถัมภ์
ได้อิ่มหนำค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง
แม้นทูลลามากระนี้ทั้งพี่น้อง
ไหนจะต้องตกยากลำบากกาย

นี่สิ้นบุญทูลกระหม่อมจึงตรอมอก
ต้องระหกระเหินไปน่าใจหาย
เห็นที่ปลงทรงสูญยังมูลทราย
แสนเสียดายดังจะดิ้นสิ้นชีวัน

ทั้งหนูตาบกราบไหว้ร้องไห้ว่า
จะคมลาลับไปในไพรสัณฑ์
เคยเวียนเฝ้าเกล้าจุกให้ทุกวัน
สารพันพึ่งพาไม่อนาทรฯ

๏ ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อย
ยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร
เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจร
ไปแรมรอนราวไพรใจรัญจวน

เคยชมเมืองเรืองระยับจะลับแล้ว
ไปชมแถวทุ่งนาล้วนป่าสวน
เคยดูดีพี่ป้าหน้านวลนวล
จะว่างเว้นเห็นล้วนแต่มอมแมม

เคยชมชื่นรื่นรสแป้งสดสะอาด
จะชมหาดเห็นแต่จอกกับดอกแขม
โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรม
ไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย

เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์
เห็นลิบลิบแลชวนให้หวนโหย
เพราะห่วงพุ่มภุมรินไม่บินโบย
จะร่วงโรยรสสิ้นกลิ่นผกาฯ

๏ ถึงบางพรมพรหมมีอยู่สี่พักตร์
คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยา
เป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม

โอ้คิดไปใจหายเสียดายรัก
เหมือนเกรียกจักแจกซีกกระผีกผม
จึงเจ็บอกฟกช้ำระกำตรม
เพราะลิ้นลมล่อลวงจะช่วงใช้ฯ

๏ ถึงบางจากน้องไม่มีที่จะจาก
โอ้วิบากกรรมสร้างแต่ปางไหน
เผอิญหญิงชิงชังน่าคลั่งใจ
จะรักใคร่เขาไม่มีปรานีเลย

ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะ
ถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย
แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคย
จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน

นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่น
เปรียบเหมือนเช่นฉากฉายพอหายเหียน
แม้นเห็นรักจักได้ตามด้วยความเพียร
ฉีกทุเรียนหนามหนักดูสักคราวฯ

๏ ถึงบางอ้อคิดจะใคร่ได้ไม้อ้อ
ทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว
แต่ยังไม่เคยเชยโฉมประโลมลาว
สุดจะกล่าวกล่อมปลอบให้ชอบใจ

ถึงบางซ่อนซ่อนเงื่อนไม่เยื้อนแย้ม
ถึงหนามแหลมเหลือจะบ่งที่ตรงไหน
โอ้บางเขนเวรสร้างไว้ปางใด
จึงเข็ญใจจนไม่มีที่จะรัก

เมื่อชาติหน้ามาเกิดในเลิศโลก
ประสิทธิโชคชอบฤทัยทั้งไตรจักร
กระจ้อยร่อยกลอยใจวิไลลักษณ์
ให้สาวรักสาวกอดตลอดไปฯ

๏ ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้าง   
เป็นชื่ออ้างออกนามตามวิสัย
แม้นขายแก้วแววฟ้าที่อาลัย
จะซื้อใส่บนสำลีประชีรอง

ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้ว
ถนอมแก้วกลอยใจมิให้หมอง
ไม่เหมือนนึกตรึกตราน้ำตานอง
เห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุราฯ

๏ ถึงวัดตั้งฝั่งสมุทรพระพุทธร้าง
ว่าท่านวางไว้ให้คิดปริศนา
แม้นแก้ไขไม่ออกเอาที่ตอกตา
นึกก็น่าใคร่หัวเราะจำเพาะเป็น

จะคิดมั่งยังคำที่ร่ำบอก
จะไปตอกที่ตรงไหนก็ไม่เห็น
ดูลึกซึ้งถึงจะคิดก็มิดเม้น
พอยามเย็นยอแสงแฝงโพยมฯ

๏ ถึงวัดเขียนเหมือนหนึ่งเพียรเขียนอักษร
กลกลอนกล่าวกล่อมถนอมโฉม
เดชะชักรักลักลอบปลอบประโลม
ขอให้โน้มน้อมจิตสนิทใน

ถึงคลองบางขวางบางศรีทองมองเขม้น
ไม่แลเห็นศรีทองที่ผ่องใส
แม้นทองคำธรรมดาจะพาไป
นี่มิใช่ศรีทองเป็นคลองบาง

พอลมโบกโศกสวนมาหวนหอม
เหมือนโศกตรอมตรึกตรองมาหมองหมาง
ถึงบางแวกแยกคลองเป็นสองทาง
เหมือนจืดจางใจแยกไปแตกกัน

ตลาดขวัญขวัญฉันนี้ขวัญหาย
ใครเขาขายขวัญหรือจะซื้อขวัญ
แม้นขวัญฟ้าหน้าอ่อนเหมือนท่อนจันทน์
จะรับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาง

ถึงบางขวางขวางอื่นสักหมื่นแสน
ถึงต่างแดนดงดอนสิงขรขวาง
จะตามไปให้ถึงห้องประคองคาง
แต่ขัดขวางขวัญความขามระคาย

เห็นสวาทขาดทิ้งกิ่งสนัด
เป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย
สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวาย
แสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย

เห็นรักน้ำพร่ำออกทั้งดอกผล
ไม่มีคนรักรักมาหักสอย
เป็นรักเปล่าเศร้าหมองเหมือนน้องน้อย
เที่ยวล่องลอยเรือรักจนหนักเรือฯ

๏ ถึงบ้านบางธรณีแล้วพี่จ๋า
แผ่นสุธาก็ไม่ไร้ไม้มะเขือ
เขากินหมูหนูพัดจะกัดเกลือ   
ไม่ถ่อเรือแหหาปลาตำแบ

ถึงปากเกร็ดเตร็ดเตร่มาเร่ร่อน
เที่ยวสัญจรตามระลอกเหมือนจอกแหน
มาถึงเกร็ดเขตมอญสลอนแล
ลูกอ่อนแอ้อุ้มจูงพะรุงพะรัง

ดูเรือนไหนไม่เว้นเห็นลูกอ่อน
ไม่หยุดหย่อนอยู่ไฟจนไหม้หลัง
ไม่ยิ่งยอดปลอดเปล่าเหมือนชาววัง
ล้วนเปล่งปลั่งปลื้มใจมาไกลตาฯ

๏ พอออกคลองล่องลำแม่น้ำวก
เห็นนกหกเหินร่อนว่อนเวหา
กระทุงทองล่องเลื่อนค่อยเคลื่อนคลา
ดาษดาดอกบัวขาวคลัวเคลีย

นกกาน้ำดำปลากระสาสูง
เป็นฝูงฝูงเข้าใกล้มันไปเสีย
นกยางขาวเหล่านกยางมีหางเปีย
ล้วนตัวเมียหมดสิ้นทั้งดินแดน

ถึงเดือนไข่ไปลับแลเมืองแม่ม่าย
ขึ้นไข่ชายเขาโขดนับโกฏิแสน
พอบินได้ไปประเทศทุกเขตแคว้น
คนทั้งแผ่นดินมิได้ไข่นกยาง

โอ้นึกหวังสังเวชประเภทสัตว์
ต้องขาดขัดคู่ครองจึงหมองหมาง
เหมือนอกชายหมายมิตรคิดระคาง   
มาอ้างว้างอาทะวาเอกากายฯ

๏ ถึงบ้านลาวเห็นแต่ลาวพวกชาวบ้าน
ล้วนหูยานอย่างบ่วงเหมือนห่วงหวาย
ไม่เหมือนลาวชาวกรุงที่นุ่งลาย
ล้วนกรีดกรายหยิบหย่งทรงสำอาง

ถึงบางพูดพูดมากคนปากหมด
มีแต่ปดเป็นอันมากเขาถากถาง
พี่พูดน้อยค่อยประคิ่นลิ้นลูกคาง
เหมือนหญิงช่างฉอเลาะปะเหลาะชายฯ

๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่
พวกนารีเรืออ้อยเที่ยวลอยขาย
ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลาย
ล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ

แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่ม
กระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ
ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่น้ำ
อ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร

เขารู้ตัวหัวร่อว่าพ่อน้อย
มากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข
รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไย   
น่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำราฯ

๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียน
ชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา
ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นา
นางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก

ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อ
ดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก
ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึก   
เมื่อไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟังฯ

๏ พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียด
ร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวัง
ไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม

ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อย
สว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม
อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวม
กระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ

๏ ถึงย่านขวางบางทะแยงเป็นแขวงทุ่ง
ดูเวิ้งวุ้งหว่างละแวกล้วนแฝกเฝือ
เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือ
เหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย

ท่านบิดรสอนหนูให้รู้ว่า
มันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย
แม้นปากมันผันเข้าข้างเจ้านาย
จะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน

จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่อง
ฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน
ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอน
ที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง

ต้นไทรครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัด
พระพายพัดแผ้วผ่าวหนาวสยอง
เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนอง
ฉันพี่น้องมิได้คลาดบาทบิดา

ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบ
เย็นยะเยียบเยือกสยองพองเกศา
เสียงผีผิวหวิวโหวยโหยวิญญาณ์
ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย

บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอก
ผีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงาย
ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนาย
มันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว

ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบ
เป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว
หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวู
หมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน

พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิต
บรรดาศิษย์ล้อมข้างไม่ห่างแห
ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแล
ขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ

สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้า
ภาวนาตามสงฆ์ไม่หลงใหล
เห็นศพฝังบังสุกุลส่งบุญไป   
เห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน

ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัด   
ปฏิพัทธ์พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร
บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียน
จำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา

อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุ
หวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์
อันอินทรีย์วิบัติอนัตตา
ที่ป่าช้านี่แลเหมือนกับเรือนตาย

กลับหายกลัวมัวเมาไม่เข้าบ้าน
พระนิพพานเพิ่มพูนเพียงสูญหาย
อันรูปเหมือนเรือนโรคให้โศกสบาย
แล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง

ค่อยคิดเห็นเย็นเยียบไม่เกรียบกริบ
ประสานสิบนิ้วนั่งดังประสงค์
พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์
สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน

ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่าง
ประพฤติอย่างโยคามหาเถร
ประทับทุกรุกรอบขอบพระเมรุ
จนพระเณรในอารามตื่นจามไอ

ออกจงกรมสมณาสมาโทษ
ร่มนิโรธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตร
จากพระไทรแสงทองผ่องโพยมฯ

ที่มาจาก http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2


ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: นิราศวัดเจ้าฟ้า โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 07:52:00 pm »

๏ เลยบางหลวงล่วงทางมากลางแจ้ง
ถึงบ้านกระแชงหุงจันหันฉันผักโหม
ยังถือมั่นขันตีนี้ประโลม
ถึงรูปโฉมพาหลงไม่งงงวย

พอเสียงฆ้องกองแซ่เขาแห่นาค
ผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย
ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวย
พากันช่วยเขาแห่ได้แลดู

ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตก
ทั้งศีลแทรกสูดออกกระบอกหู
ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพู
พาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง

แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ย
กระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง
ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิง
ถูกจริงจริงจึงจดเป็นบทกลอน

๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม
ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์
สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน

ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้ง
บอกให้หญิงรำรับขยับหัน
ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกัน
เขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง

นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อม
งามละม่อมมีแต่สาวล้วนขาวเหลือง
ใส่จริตกรีดกรายชายชำเลือง
ขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย

ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบ
เขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย
ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอย
พวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา

ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับ
ถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา
ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่นา
พวกมอญฮาโห่แห่ออกแซ่ไปฯ

๏ พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคก   
เป็นคำโลกสมมติสุดสงสัย
ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้
ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์

หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้าง
ด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ
พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับ
ทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง

จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคก
เป็นคำโลกสมมติสุดแถลง
ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลง
ที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์

ชื่อปทุมธานีที่เสด็จ
เดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก
มารับส่งตรงนี้ที่สำนัก
พระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา

ได้รู้เรื่องเมืองปทุมค่อยชุ่มชื่น
ดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง

ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้ง
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน

เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง

ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะ
กระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง
เขาวานน้องร้องถามไปตามทาง
ว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ

เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้า
จงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน
ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจร
คารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมืองฯ

๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนาม
ไม่งอกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง
เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลือง
ดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม

มาลับนวลหวนให้เห็นไม้งิ้ว
เสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม
เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรม
ใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือฯ

๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจ้งจัก
ดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ
แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือ
จะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจฯ

๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรก
เห็นนกหกหากินบินไสว
เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทย
ทำนาไร่ร้านผักรั้วฟักแฟง

สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่ง
แลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง
เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดง
ฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ

โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วย
จะชื่นช่วยชมชิมได้อิ่มหนำ
มายามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำ
เหลือจะรำลึกโฉมประโลมลานฯ

๏ ถึงด่านทางบางไทรไขว่เฉลว
เห็นไพร่เลวหลายคนอยู่บนด่าน
ตุ้งก่าตั้งนั่งชักควักน้ำตาล
คอยว่าขานขู่คนลงค้นเรือ

ไม่เห็นของต้องห้ามก็ลามขอ
มะละกอกุ้งแห้งแตงมะเขือ
ขอส้มสูกจุกจิกทั้งพริกเกลือ
จนชาวเรือเหลือระอาด่าในใจ

แต่ลำเราเขาไม่ค้นมาพ้นด่าน
ดูภูมิฐานทิวชลาพฤกษาไสว
ถึงอารามนามอ้างวัดบางไทร
ต้นไทรใหญ่อยู่ที่นั่นน้องวันทา

เทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตพุ่ม
เพราะเคยอุ้มอุณรุทสมอุษา
ใคร่น่าจูบรูปร่างเหมือนนางฟ้า
ช่วยอุ้มพามาให้เถิดจะเชิดชม

ถนอมแนบแอบอุ้มนุ่มนุ่มนิ่ม
ได้แย้มยิ้มจวนจิตสนิทสนม
นอนเอนหลังนั่งเล่นเย็นเย็นลม
ชมพนมแนวไม้รำไรราย

ดูเหย้าเรือนเหมือนเขียนเตียนตลิบ
เห็นลิบลิบแลไปจิตใจหาย
เขาปลูกผักฟักถั่วจูงวัวควาย
ชมสบายบอกแจ้งตำแหน่งนามฯ

๏ ถึงเกาะเกิดเกิดสวัสดิ์พิพัฒน์ผล
อย่าเกิดคนติเตียนเป็นเสี้ยนหนาม
ให้เกิดลาภราบเรียบเงียบเงียบงาม
เหมือนหนึ่งนามเกาะเกิดประเสริฐทรง

ถึงเกาะพระไม่เห็นพระปะแต่เกาะ
แต่ชื่อเพราะชื่อพระสละหลง
พระของน้องนี้ก็นั่งมาทั้งองค์
ทั้งพระสงฆ์เกาะพระมาประชุม

ขอคุณพระอนุเคราะห์ทั้งเกาะพระ
ให้เปิดปะตรุทองสักสองขุม
คงจะมีพี่ป้ามาชุมนุม
ฉะอ้อนอุ้มแอบอุราเป็นอาจิณฯ

๏ ถึงเกาะเรียงเคียงคลองเป็นสองแยก
ป่าละแวกวังราชประพาสสินธุ์
ได้นางห้ามงามพร้อมชื่อหม่อมอิน
จึงตั้งถิ่นที่เพราะเสนาะนาม

หวังถวิลอินน้องละอองเอี่ยม
แสนเสงี่ยมงามพร้อมเหมือนหม่อมห้าม
จะหายศอตส่าห์พยายาม
คงจะงามพักตร์พร้อมเหมือนหม่อมอิน

อาลัยน้องตรองตรึกรำลึกถึง
หวังจะพึ่งผูกจิตคิดถวิล
เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน
ไปที่ถิ่นทำรังปะนังนอน

บ้างแนบคู่ชูคอเข้าซ้อแซ้
เสียงจอแจโจนจับสลับสลอน
บ้างคลอเข้าเคล้าเคียงประเอียงอร
เอาปากป้อนปีกปกอกประคอง

ที่ไร้คู่อยู่เปลี่ยวเที่ยวเดี่ยวโดด
ไม่เต้นโลดแลเหงาเหมือนเศร้าหมอง
ลูกน้อยน้อยคอยแม่ชะแง้มอง
เหมือนอกน้องตาบน้อยกลอยฤทัย

มาตามติดบิดากำพร้าแม่
สุดจะแลเหลียวหาที่อาศัย
เห็นลูกนกอกน้องนี้หมองใจ
ที่ฝากไข้ฝากผีไม่มีเลย

ถึงเกาะเรียนเรียนรักก็หนักอก
แสนวิตกเต็มตรองเจียวน้องเอ๋ย
เมื่อเรียนกันจนจบถึงกบเกย
ไม่ยากเลยเรียนได้ดังใจจง

แต่เรียนรักรักนักก็มักหน่าย
รักละม้ายมิได้ชมสมประสงค์
ยิ่งรักมากพากเพียรยิ่งเวียนวง
มีแต่หลงลมลวงน่าทรวงโทรมฯ


๏ มาถึงวัดพนังเชิงเทิงถนัด
ว่าเป็นวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม
ผนังก่อย่อมุมเป็นซุ้มโคม
ลอยโพยมเยี่ยมฟ้านภาลัย

มีศาลาท่าน้ำดูฉ่ำชื่น
ร่มระรื่นรุกขาน่าอาศัย
บิดาพร่ำร่ำเล่าให้เข้าใจ
ว่าพระใหญ่อย่างเยี่ยงที่เสี่ยงทาย

ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุ
ก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย
แม้พาราผาสุกสนุกสบาย
พระพักตร์พรายเพราพริ้มดูอิ่มองค์

แต่เจ็กย่านบ้านนั้นก็นับถือ
ร้องเรียกชื่อว่าพระเจ้าปูนเถาก๋ง
ด้วยบนบานการได้ดังใจจง
ฉลององค์พุทธคุณกรุณัง

แล้วก็ว่าถ้าใครน้ำใจบาป
จะเข้ากราบเกรงจะทับต้องกลับหลัง
ตรงหน้าท่าสาชลเป็นวนวัง
ดูพลั่งพลั่งพลุ่งเชี่ยวน่าเสียวใจ

เข้าจอดเรือเหนือหน้าศาลาวัด
โสมนัสน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
ขึ้นเดินเดียวเที่ยวหาสุมาลัย
จำเพาะได้ดอกโศกที่โคกนา

กับดอกรักหักเด็ดได้เจ็ดดอก
พอใส่จอกจัดแจงแบ่งบุปผา
ให้กลั่นมั่งทั้งบุนนาคเพื่อนยากมา
ท่านบิดาดีใจกระไรเลย

ว่าโศกรักมักร้ายต้องพรายพลัด
ถวายวัดเสียถูกแล้วลูกเอ๋ย
แล้วห่มดองครองงามเหมือนตามเคย
ลีลาเลยเลียบตะพานขึ้นลานทราย

โอ้รินรินกลิ่นพิกุลมาฉุนชื่น
หอมแก้วรื่นเรณูไม่รู้หาย
หอมจำปาหน้าโบสถ์สาโรชราย
ดอกกระจายแจ่มกลีบดังจีบเจียน

ดูกุฎีวิหารสะอ้านสะอาด
รุกขชาติพุ่มไสวเหมือนไม้เขียน
ดูภูมิพื้นรื่นราบด้วยปราบเตียน
แล้วเดินเวียนทักษิณพระชินวร

ได้สามรอบชอบธรรมท่านนำน้อง
เข้าในห้องเห็นพระเจ้าเท่าสิงขร
ต่างจุดธูปเทียนถวายขจายจร
ท่านบิดรได้ประกาศว่าชาตินี้

ทั้งรูปชั่วตัวดำทั้งต่ำศักดิ์
ถวายรักไว้กับศีลพระชินสีห์
ต่อเมื่อไรใครรักมาภักดี
จะอารีรักตอบด้วยขอบคุณ

แต่หนูกลั่นนั้นว่าจะหาสาว
ที่เล็บยาวโง้งโง้งเหมือนโก่งกระสุน
ทั้งเนื้อหอมกล่อมเกลี้ยงเพียงพิกุล
กอดให้อุ่นอ่อนก็ว่าไม่น่าฟัง

ฉันกับน้องมองแลดูแต่พระ
สาธุสะสูงกว่าฝาผนัง
แต่พระเพลาเท่าป้อมที่ล้อมวัง
สำรวมนั่งปลั่งเปล่งเพ่งพินิจ

ตัวของหนูดูจิ๋วเท่านิ้วพระหัตถ์
โตถนัดหนักนักจึงศักดิ์สิทธิ์
ศิโรราบกราบก้มบังคมคิด
รำพึงพิษฐานในใจจินดา

ขอเดชะพระกุศลที่ปรนนิบัติ
ที่หนูพัดพิศวาสพระศาสนา
มาเคารพพบพุทธปฏิมา
เป็นมหาอัศจรรย์ในสันดาน

ขอผลาอานิสงส์จงสำเร็จ
สรรเพชญ์พ้นหลงในสงสาร
แม้นยังไม่ถึงที่พระนิฤพาน
ขอสำราญราคีอย่าบีฑา

จะพากเพียรเรียนวิสัยแต่ไตรเพท
ให้วิเศษแสนเอกทั้งเลขผา
แม้นรักใครให้คนนั้นกรุณา
ชนมายืนเท่าเขาพระเมรุ

ขอรู้ทำคำแปลแก้วิมุติ
เหมือนพระพุทธโฆษามหาเถร
มีกำลังดังมาฆะสามเณร
รู้จัดเจนแจ้งจบทั้งภพไตร

อนึ่งเล่าเจ้านายที่หมายพึ่ง
ให้ทราบซึ่งสุจริตพิสมัย
อย่าหลงลิ้นหินชาติขาดอาลัย
น้ำพระทัยทูลเกล้าให้ยาวยืน

แล้วลาพระปฏิมาลีลาล่อง
เข้าในคลองสวนพลูค่อยชูชื่น
ชมแต่ไม้ไผ่พุ่มดูชุ่มชื้น
หอมระรื่นลำดวนรัญจวนใจ

โอ้ยามนี้มิได้พบน้ำอบสด
มาเชยรสบุปผาน้ำตาไหล
ยิ่งเสียวทรวงง่วงเหงาเศร้าฤทัย
มาเหงื่อไคลคล่ำตัวต้องมัวมอม

นิจจาเอ๋ยเคยบำรุงผ้านุ่งห่ม
เคยอบรมร่ำกลิ่นไม่สิ้นหอม
เหมือนหายยศหมดรักมาปลักปลอม
จนซูบผอมผิวคล้ำระกำใจ

จึงมาหายาอายุวัฒนะ
ตามได้ปะลายแทงแถลงไข
เข้าลำคลองล่องเรือมาเหลือไกล
ถึงวัดใหญ่ชายทุ่งดูวุ้งเวิ้งฯ

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN