ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศพระบาท โดย ท่านสุนทรภู่  (อ่าน 13509 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: นิราศพระบาท โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 06:29:18 pm »

๏ อันพวกเราเหล่าเสวกามาตย์
เหนื่อยอนาถนิทราดังอาสัญ
แสนวิตกอกพี่นี้ผูกพัน
ให้หวั่นหวั่นเวทนาด้วยอาวรณ์

สดับเสียงสัปปุรุษที่หยุดพัก
เขาร้องสักวาอึงทั้งครึ่งท่อน
บ้างชมป่าช้าปี่ทีละคร
ถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน

เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้พักตร์
เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน
ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อเผอิญ
ระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน

จนไก่เถื่อนเตือนขันสนั่นแจ้ว
ดุเหว่าแว่วหวาดหมายว่าสายสมร
เดือนแอร่มแจ่มล้ำในอัมพร
กองกุญชรผูกช้างมายืนเรียงฯ
    
๏ บรรดาเพื่อนเตือนตื่นขึ้นเซ็งแซ่
บ้างจอแจจัดการประสานเสียง
บ้างม้วนเสื่อมัดกระสอบหอบเสบียง
บ้างถุ้งเถียงชิงสัปคับกัน

บ้างขึ้นบนขนส่งคนข้างล่าง
เสียงโฉ่งฉ่างขามแตกกระแทกขัน
จนคนบนสัปคับรับไม่ทัน
หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย

ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก
กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย
กะโปเลเชือกร้อยขึ้นห้อยท้าย
เมื่อยามร้ายดูงามกว่าชามดินฯ
    
๏ สงสารนางชาวในที่ไปด้วย
ทั้งโถถ้วยเครื่องแต่งแป้งขมิ้น
หวีกระจกตกแตกกระจายดิน
เจ้าของผินหน้าหาน้ำตาคลอ

จะปีนขึ้นกูบช้างไม่กางขา
แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ
มือตะกายสายรัดสกนธ์คอ
เห็นช้างงองวงหนีก็หวีดอึง

แต่ปีนไพล่เหนี่ยวพลัดสุหรัดขาด
สองมือพลาดพลัดคว่ำลงต้ำผึง
กรมการบ้านป่าเขาฮาตึง
ทำโกรธขึ้งเรียกพวกผู้ชายเร็ว

บ้างขึ้นช้างพลางฉวยข้อมือฉุด
ดังอุณรุทจับกินนรที่ในเหว
ไม่นึกอายอัประมาณเป็นการเร็ว
บ้างโอบเอวอุ้มนางขึ้นช้างพังฯ
    
๏ สุรแสงแจ่มแจ้งอร่ามโลก
บริโภคอิ่มเอิบอารมณ์หวัง
ขัตติยวงศ์ทรงช้างกูบบัลลังก์
รับสั่งสั่งสารถีให้ไสเดิน

จากศาลาท่าเรือเข้าทิวทุ่ง
เป็นฝุ่นฟุ้งนภางค์ในทางเขิน
กูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน
เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย

ทั้งสองข้างท่านวางเป็นช้างดั้ง
ระยะหลังมหาดเล็กนั้นเหลือหลาย
แต่ตัวพี่นี้จำเพาะเป็นเคราะห์ร้าย
ต้องขึ้นพลายนำทางช้างน้ำมัน

เพื่อนเขาแกล้งตบมือกระพือผัด
ช้างสะบัดบุกไปในไพรสัณฑ์
ผงะหงายคนท้ายเขาคว้าทัน
โอ้แม่จันทร์เจียนจะไม่เห็นใจจริง

นึกจะโจนจากช้างลงกลางเถื่อน
แล้วอายเพื่อนเขาจะเย้ยว่าใจหญิง
แต่ตึงเศียรเวียนหน้านัยน์ตาวิง
เอาขอพิงพาดตักมาตามทางฯ
    
๏ ถึงชายป่านาประโคนรำคาญคิด   
ถึงมิ่งมิตรแล้วให้หมองอารมณ์หมาง
จนพ้นทุ่งมุ่งตรงเข้าดงยาง
ไม่สล้างลู่ล้มระทมทับ

รุกขชาติดาษดูระดะป่า
สกุณาจอแจประจำจับ
ดุเหว่าแว่วหวาดไหวฤทัยวับ
จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ

ทั้งสองข้างทางเดินก็รกระ
ระเกะกะพาดพันเถาวัลย์ไสว
จักจั่นแซ่เสียงเรไรไพร
ในจิตใจทดท้อระย่อเย็นฯ
    
๏ ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง
บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น
มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็น
ไม่ว่างเว้นสัปปุรุษเขาหยุดเรียง

บ้างขายของสองข้างตามทางป่า
จำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง
พี่แกล้งไสให้คชสารเคียง
เห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว

แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้ง
เห็นชาวกรุงกินกลุ้มทั้งหนุ่มสาว
พี่คลื่นไส้ไสช้างในย่างยาว
มาตามราวมรคาพนาวัน

ลมกระพือฮือหอบผงคลีหวน
ปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสัณฑ์
ดุเหว่าแว่วแจ้วจับน้ำใจครัน
ไก่เถื่อนขันขานเขาชวาคูฯ
    
๏ ประจวบจนถึงตำบลบ่อโศก
ยามวิโยคออกชื่อก็ครือหู
ถึงจะไม่รู้จักไม่รักรู้
แต่เหลือบดูไปที่บ่อยังท้อใจ

ระยะเดินเถินทางมากลางป่า
สองร้อยห้าสิบเส้นถึงสระใหญ่
พอได้กึ่งมรคาพนาลัย
พี่รีบไสช้างเดินโดยลำพองฯ
    
๏ มาลับท่อบ่อโศกจนสุดเหลียว
ยังเสียวเสียวโศกกายไม่วายหมอง
ถึงหนองคนทีมีสระละหานนอง
เป็นเปือกกรองแต่ล้วนหญ้าคงดำ

อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้าง
รอยตีนช้างลึกลุ่มหลุ่มถลำ
โอ้น้ำใจในอุราทาระกรรม
เหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเป็นฟองคราม

พี่ยลน้ำช้ำใจแล้วไสช้าง
มาตามทางทิวป่าพนาหนาม
กำหนดนับมรคาพยายาม
ก็ได้สามร้อยเส้นห้าสิบปลาย

โอ้ทางไกลไปเปลืองเหมือนเรื่องว่า
แต่โศกข้านี่กระไรมิใคร่หาย
จะแลขวาป่าเขียวยังเปลี่ยวกาย
จะแลซ้ายเห็นแต่โขดภูเขาเคียง

กับหมู่ไม้ไกรกรวยกันเกรากร่าง
พะยอมยางตาพยัคฆ์พยุงเหียง
ข่อยมะขามตามทางสล้างเรียง
นกเขาเคียงคู่คูประสานคำ

โอ้นกคู่ดูน่าจะผาสุก
พี่นี้ทุกข์เพราะจากเจ้างามขำ
เห็นนกหนึ่งจับนิ่งกิ่งระกำ
โอ้นกน้อยเห็นจะจำจากตัวเมีย

ถ้านกผู้ดูเหมือนหัวอกพี่
แสนทวีเวทนาประดาเสีย
นิจจาเอ๋ยถ้าเป็นอกนกตัวเมีย
จะละเหี่ยหาผัวอยู่ตัวเดียว

พี่เห็นนกแล้ววิตกถึงน้องน้อย
จะครวญคอยนับวันกระสันเสียว
ไม่เห็นพี่ก็จะโหยอยู่โดยเดียว
พี่ก็เปลี่ยวเปล่ากายซังตายมาฯ
    
๏ ถึงศาลาอาศัยเจ้าสามเณร
ในบริเวณอึกทึกด้วยพฤกษา
ที่ป่านั้นขยาดพยัคฆา
จะไปมาใครไม่อาจประมาทเมิน

ยามระงิดพี่ไม่คิดว่าเสือร้าย
เขม้นหมายมุ่งลำเนาภูเขาเขิน
ได้สี่ร้อยทางจรไม่หย่อนเกิน
เขารีบเดินการด่วนจะจวนเพล

ช้างที่นั่งก็รับสั่งให้รีบไส
จนเหงื่อไหลหน้าแดงดังแสงเสน
ถึงสระยอรอช้างเสวยเพล
จนกองเกณฑ์เดินทางมาตามทันฯ
    
๏ พี่แวะเข้าเขาตกคอยนำเสด็จ
ดูเทเวศร์อารักษ์นรังสรรค์
เอาเทียนจุดบูชาแก่เทวัญ
ให้ป้องกันอันตรายในราวไพร

เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก
อนาถนึกแล้วน่าน้ำตาไหล
ที่ตกยากจากนางมากลางไพร
วิตกใจตกมาถึงคีรี

รำจวญจิตคิดไปน่าใจหาย
ไม่เว้นวายความเทวษสวาทศรี
จึงเลยลาอารักษ์ริมคีรี
จงสุขีเถิดนะข้าขอลาจรฯ
    
๏ ถึงสระยอพอได้เวลาเสด็จ
ก็ตามเสร็จแวดล้อมพร้อมสลอน
กำดัดแดดแผดเที่ยงทินกร
รีบกุญชรช้างที่นั่งขนัดตาม

บ่ายประมาณโมงหนึ่งพอถึงวัด
ออกแออัดผู้คนอยู่ล้นหลาม
ลงหยุดปลงไอยราริมอาราม
สมภารตามเชิญเสด็จให้คลาไคล

ขึ้นกุฎีฝากระดานสำราญรื่น
ก็ครึกครื้นครอบครัวเข้าอาศัย
ทั้งไพร่นายรายเรียบกันเรียดไป
ตัดใบไม้มุงเหมือนหลังคาบังฯ

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: นิราศพระบาท โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 06:32:47 pm »

๏ ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ
ไม่ได้ศัพท์เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ปี่ระนาดฆ้องกลองประโคมดัง
ระฆังหงั่งหงั่งหง่างลงครางครึม

มโหรีปี่ไฉนจับใจแจ้ว
วิเวกแว่วกลองโยนตะโพนกระหึม
ทุกที่ทับสัปปุรุษก็พูดพึม
รุกขาครึ้มครอบแสงพระจันทร

เสนาะเสียงเทศนาปุจฉาถาม
ในสนามเสียงสนั่นเนินสิงขร
เป็นวันบรรณรสีรวีวร   
พระจันทรทรงกลดรจนา

ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป
กระจ่างจบจันทร์แจ่มแอร่มผา
ดอกไม้พุ่มจุดงามอร่ามตา
จับศิลาแลเลื่อมเป็นลายลาย

พระจันทร์ส่องต้องยอดมณฑปสุก
ในหน้ามุขเงางามอร่ามฉาย
นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย
พลุกระจายช่อช่วงดังดวงเดือน

ดอกไม้ร้องป้องปีปสนั่นป่า
ในแหล่งหล้าใครไม่มีเสมอเหมือน
แต่คนเดินพัลวันออกฟั่นเฟือน
จนจันทร์เคลื่อนรถคล้อยลับเมฆา

สงัดเสียงคนดังระฆังเงียบ
เย็นยะเยียบยามนอนริมเนินผา
เมื่อยามแกนแสนทุเรศเวทนา
ต้องไสยาอยู่กลางน้ำค้างพราว

ทั้งต้องน้ำอำมฤกเมื่อดึกเงียบ
แสนยะเยียบเนื้อเย็นเป็นเหน็บหนาว
ทั้งหนาวลมหนาวพรมน้ำค้างพราว
ไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น

โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้
แต่หนาวใจยากแค้นนี้แสนเข็ญ
ทั้งหนาวนอนไกลนุชสุดจะเย็น
ใครปะเป็นเหมือนหนึ่งข้าจะว่าจริง

ถึงผ้าผ่อนซ้อนห่มเป็นไหนไหน
ไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดหญิง
แต่ตรอมใจไสยาสน์หวาดประวิง
จนไก่ชิงกันขันกระชั้นยาม

ได้เพลินอุ่นฉุนเคลิ้มสติหลับ
ก็ฝันยับไปด้วยรักไม่พักถาม
ในนิมิตว่าได้ชิดพะงางาม
เหมือนเมื่อยามยังสำราญอยู่บ้านน้อง

สบายนิดหนึ่งที่ฝันก็พลันรุ่ง
ตื่นสะดุ้งเขาประดังระฆังก้อง
พอลืมตาก็ผวาคว้าประคอง   
ไม่พบน้องสุดแค้นแสนรำคาญฯ
    
๏ จนแจ่มแจ้งแสงสายไม่วายโศก   
บริโภคโภชนากระยาหาร
แล้วเลือกธูปเทียนจัดไปนมัสการ
เข้าในลานแลเลื่อมละอองทราย

มีร่มโพธิ์รุกขังเป็นรังรื่น
พิกุลชื่นช่อบังพระสุริย์ฉาย
แสนรโหโอฬาร์น่าสบาย
ทั้งหญิงชายกลาดกลุ้มประชุมกัน

ทวาราที่ตรงหน้าบันไดนาค
มีรูปรากษสสองอสูรขยัน
แสยะแยกโอษฐ์อ้าสองตามัน
ยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเป็น

บันไดนาคนาคในบันไดนั้น
ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น
ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็น
ตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย

มีต้นกำพฤกษ์ทานในลานวัด
ลูกหมากยัดเงินทิ้งอุทิศถวาย
คนประชุมกลุ้มชิงทั้งหญิงชาย
บ้างกอบปรายเบี้ยโปรยอยู่โกรยกราวฯ
    
๏ ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้น
มีดาบสรูปปั้นยิงฟันขาว
นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาว
ครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง

ขั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้น
สิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง
ดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทาง
พี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลัน

ทั้งสาวหนุ่มเข้าประชุมกันแออัด
ประนมหัตถ์ทักษิณเกษมสันต์
แต่เวียนเดินเพลินชมมาตามกัน
ตามช่องชั้นกำแพงแก้วอันแพรวพราย

ทั้งซุ้มเสามณฑปกระจกแจ่ม
กระจังแซมปลายเสาเป็นบัวหงาย
มีดอกจันทน์ก้านแย่งสลับลาย
กลางกระจายดอกจอกประจำทำฯ
    
๏ พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปัทม์
เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ
กินนรรำรายเทพประนมกร

ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข
สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร
กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง

นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย
ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง
วิเวกวังเวงในหัวใจครันฯ
    
๏ บานทวารลานแลล้วนลายมุก
น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์
รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม

สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว
เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพานกอดก้านกระหนกรุม
สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง

รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิน
พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์
เสด็จทรงคชสารในบานบัง

ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน
โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง
จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง
ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม

มณฑปน้อยสรวมรอยพระบาทนั้น
ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม
เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม
พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย

ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย
ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย
หอมควันธูปเทียนตลบอยู่อบอาย
ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทองฯ
    
๏ พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาท   
อภิวาทหัตถ์ประนังขึ้นทั้งสอง
กราบกราบแล้วก็ตรึกรำลึกปอง
เดชะกองกุศลที่ตนทำ

มาคำรพพบพุทธบาทแล้ว
ขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์
ฉันเกิดมาชาตินี้ก็มีกรรม
แสนระยำยุบยับด้วยอับจน

ได้เคืองแค้นแสนยากลำบากบอบ
ไม่สมประกอบทรัพย์สินก็ขัดสน
แม้นกลับชาติเกิดใหม่เป็นกายคน
ชื่อว่าจนแล้วจงจากกำจัดไกล

สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง
ทั้งสองสิ่งอย่าได้ชิดพิสมัย
สัญชาติชายทรชนที่คนใด
ให้หลีกไกลร้อยโยชน์อย่าร่วมทาง

ถ้ารักใครขอให้ได้คนนั้นด้วย
บุญจงช่วยปฏิบัติอย่าขัดขวาง
อย่ารู้มีโรคาในสารพางค์
ทั้งรูปร่างขอให้ราวกับองค์อินทร์

หนึ่งบิดรมารดาคณาญาติ
ให้ผุดผาดผาสุกเป็นนิจสิน
ความระยำคำใดอย่าได้ยิน
ให้สุดสิ้นสูญหายละลายเอง

ทั้งหวายตรวจล้วนเครื่องที่ลำบาก
ให้ปราศจากทั้งคนเขาข่มเหง
ใครปองร้ายขอให้กายมันเป็นเอง
ให้ครื้นเครงเกียรติยศปรากฎครันฯ
    
๏ อธิษฐานแล้วก็ลาฝ่าพระบาท
เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ์
ขึ้นเขาโพธิ์ลังกาศิลาชัน
มีสำคัญรุกขโพธิ์ลังกาเรียง

ศาลารีมีทั้งระฆังห้อย
เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง
ดงลั่นทมร่มรอบคิรีเรียง
มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน

มีชะวากคูหาศิลาหุบ
ในถ้ำมีพุทธรูปนรังสรรค์
แต่คนนมัสการนานอนันต์
บนเขานั้นแจ้งจริงทั้งหญิงชายฯ
    
๏ เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก
พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย
กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม

เป็นบุญจริงจับกิ่งสะแกได้
ในจิตใจยอกเจ็บดังเหน็บหนาม
กำลังอายก็ซังตายพยายาม
ลงเลียบตามตีนเขาลำเนาไพร

พบพวกนางเข้าที่หว่างชะวากผา
เขาแกล้งว่าเยาะเย้ยเฉลยไข
พี่แกล้งเฉยเลยแลดูอื่นไป
ให้เจ็บใจจำนิ่งดำเนินมาฯ
    
๏ ถึงเขาขาดพี่ถามถึงนามเขา
ผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังที่กังขา
ว่าเดิมรถทศกัณฐ์เจ้าลงกา
ลักสีดาโฉมฉายมาท้ายรถ

หนีพระรามกลัวจะตามมารุกรบ
กงกระทบเขากระจายทลายหมด
ศิลาแตกแหลกลงด้วยกงรถ
จึงปรากฎตั้งนามมาตามกันฯ

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,749
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • youtube ดินหญ้ากาช้ำ Dinyakachum
Re: นิราศพระบาท โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2009, 06:36:02 pm »

๏ พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต
พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ์
นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์
จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ

แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่าง
ตามแถวทางหิมวาพฤกษาไสว
เห็นพุ่มพวงบุปผายิ่งอาลัย
สลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง

ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกด
ฝูงโนเรศขันขานประสานเสียง
น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียง
เหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน

ระกำป่ากาหลงกะลิงจับ
ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน
เหมือนจันทร์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ

โอ้นามไม้หรือมาต้องกับน้องพี่
ขณะนี้นึกหน้าน้ำตาไหล
เจ้าอยู่เรือนชื่อเชือนมาอยู่ไพร
เหมือนเตือนใจให้พี่ทุกข์ทุกย่างเดินฯ
    
๏ มาถึงเชิงคีรีที่มีถ้ำ
ศิลาง้ำเงื้อมแหงนเป็นแผ่นเผิน
ไม้รวกรอบขอบเขาลำเนาเนิน
พิศเพลินพฤกษาบรรดามี

อันชื่อถ้ำแต่บุรำบุราณเรียก
สำเหนียกถ้ำประทุนคีรีศรี
สำคัญปากคูหาศาลามี
ชวนสตรีเข้าถ้ำทั้งหกคน

เที่ยวชมห้องปล่องหินเป็นพู่ย้อย
มีน้ำย้อยหยาดหยัดอย่างเม็ดฝน
พอเทียนดับลับแลไม่เห็นคน
ผู้หญิงปนเดินปะปะทะชาย

เสียงร้องกรีดหวีดก้องในห้องถ้ำ
ชายขยำหยอกแย่งผู้หญิงหวาย
ใครกอดแม่แปรกอกแตกตาย
ใครปาดป้ายด้วยดินหม้อเหมือนแมวคราว

ครั้นออกจากคูหาเห็นหน้าเพื่อน
มันมอมเปื้อนแปลกหน้าก็ฮาฉาว
บ้างถูกเล็บเจ็บแขนเป็นริ้วยาว
ก็โห่กราวกรูเกรียวไปเที่ยวดงฯ
    
๏ ถึงถ้ำหนึ่งชื่อถ้ำกินนรนั้น   
สะพรั่งพรรณพฤกษาป่าระหง
ดูคูหาก็เห็นน่ากินนรลง
เป็นเวิ้งวงลึกแลตลอดริม

พาดพะองจึงจะลงไปเล่นได้
เป็นเหวใหญ่ลองโยนด้วยก้อนหิน
เสียงโก้งก้างก้องกึงไม่ถึงดิน
กว่าจะสิ้นเสียงผาเป็นช้านาน

พี่กลัวตายชายชวนไปชมอื่น
ร่มระรื่นรุกขาขึ้นขนาน
ถึงบ่อหนึ่งมีน้ำคำบุราณ
ว่าบ่อพรานล้างเนื้อที่ในไพร

พิเคราะห์น้ำสมคำบุราณกล่าว
ยังมีคาวเหม็นหืนจนคลื่นไส้
ถนอมหอมกลิ่นนุชเป็นสุดใจ
โอ้เป็นไรจึงไม่ติดอุรามา

น่าฉงนจนใจสงสัยจ้าน
ด้วยรอยพรานจารึกอยู่กับผา
แต่กล่าวไว้ว่าพรานไล่มฤคา
รอยตีนหมาก็ยังมีสำคัญครันฯ
    
๏ บนยอดเขามีสองสุนัขา
สังเกตตาก็พิกลเหมือนคนขัน
ทั้งคอคางหางหูขึ้นชูชัน
สี่เท้ายันเหยียบยอดคีรีเรียง

เช่นนี้เจ้าเสาวภาคย์มาตามพี่
จะถามจี้ไปทุกสิ่งไม่ขาดเสียง
พี่จะทำเฉยเมินเข้าเดินเรียง
ประคองเคียงให้เจ้าค้อนชะอ้อนชม

นี่นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก
เพราะแนบอกมิได้มาเป็นสองสม
ขืนสนุกไปทั้งทุกข์ระทมตรม
ซังตายชมไปทั้งช้ำระกำทรวงฯ
    
๏ ถึงคูหาชื่อชาละวันถ้ำ
วิไลล้ำไปทุกเหลี่ยมภูเขาหลวง
ศิลาแลแวววาวดังดาวดวง
เป็นเมฆม่วงมรกตทับทิมแดง

สมมุติแลแง่หินชะง่อนหุบ
เป็นที่รูปสิงสัตว์เข้าเฟี้ยมแฝง
กระต่ายเหมือนกระต่ายป่าสองตาแดง
ที่ลางแห่งพิศแลเห็นแต่ตัว

ที่ลางแห่งแกล้งพิศประดิษฐ์ต่อ
เห็นแต่คอบ้างก็เห็นแต่เพียงหัว
ที่แผ่นเผินเนินผานั้นน่ากลัว
ดูเงื้อมตัวเหมือนจะพังลงทับตาย

เทียนสว่างกลางห้องคูหาแจ่ม
ศิลาแวมวาววามอร่ามฉาย
พี่ชมแล้วให้ตรมระบมกาย
ด้วยเจ้าสายสุดใจมิได้มา

แล้วชักเชือนชวนเพื่อนให้กลับหลัง
ที่อื่นยังมีอยู่หลายคูหา
จะแต่งเล่นก็ที่เห็นกับนัยนา
ด้วยเวลาสุริยนก็พ้นเย็นฯ
    
๏ จะกลับหลังยังพระพุทธบาท
เหนื่อยอนาถอกใจมิใช่เล่น
ครั้นค่ำนอนตละตายทั้งกายเย็น
ครั้นเช้าเป็นก็เที่ยวไปตามทาง

เขม้นเมินว่าจะเดินไปหินดาษ
ลัดตลาดแลตลอดคนสล้าง
เห็นขนเม่นพี่ยังหมายเสียดายนาง
เจ้าเคยสางสอยเส้นกระเด็นราย

สารพันกันภัยลูกนาคพด
เครื่องโอสถชาวป่าเขามาขาย
ลักจั่นวัลย์เปรียงแก่นปรูลาย
เป็นยาหายโรคภัยที่ในตัว

หัวล้านลูกละเบี้ยดูเสียหน้า   
ลูกขี้ข้าอะไรล้านประจานหัว
ใครล้านจ้อนควรเจียมเสงี่ยมตัว
มันสิบหัวสิบเบี้ยออกเรี่ยทางฯ
    
๏ พี่แกล้งเมินเดินมาข้างบ่อโพลง
เห็นท่าเลี่ยนเตียนโล่งเป็นทางถาง
พิศพนมชมเพลินแล้วเดินพลาง
ถึงระหว่างแนวน้ำที่ลำธาร

กระแสสินธุ์หินดาษสะอาดเอี่ยม
วารีเปี่ยมปริ่มไหลในละหาน
เห็นหญิงชายว่ายคล่ำในลำธาร
เสียงประสานสรวลสันต์สนั่นอึง

เห็นชีต้นปนประสกสีกากลุ้ม
โถมกระทุ่มฟองฟุ้งอยู่ผลุงผึง
พี่หลีกเลียบไปให้พ้นที่คนอึง
กระทั่งถึงธารเกษมค่อยสร่างใจฯ
    
๏ ต้นโศกทอดยอดขวางออกกลางห้วย
พี่ก็ช่วยผูกชิงช้าให้อาศัย
พวกผู้หญิงชิงขึ้นให้ช้าไกว
สนุกใจร้องเตือนให้เพื่อนโยน

ดูทำนองนางในไกวชิงช้า
ดังสีดาผูกคอที่โรงโขน
เถาวัลย์เปราะเคราะห์ร้ายพอสายโยน
ก็ขาดโหนลงในน้ำเสียงต้ำโครม

ผ้าห่มเปลื้องเครื่องเล่นอล่างฉ่าง
ทั้งสองข้างผู้คนเขาฮาโหม
พี่แลลานธารหลวงเพียงทรวงโทรม
ให้แสนโทมนัสทัศนาฯ

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN