ผู้เขียน หัวข้อ: สามกรุง  (อ่าน 16524 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,854
  • กดถูกใจ: 122 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • https://web.facebook.com/dinya.kachum
สามกรุง
« เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2009, 10:02:32 pm »

สามกรุง
ภาค ๑
กรุงศรีอยุธยา (สมัยอยุธยาวสาน)
ปีกุน นพศก พ.ศ.๒๓๑๐
พระนิพนธ์... พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์



ร่าย *

แถลงปางปวงดัสกร ม่านแลมอญมากมวญ ขบวนทัพสัพพาวุธ มาประยุทธ์อยุธยา ปีระกาสัปดศก ยกเป็นกองเจารีย์ ต้อนตีตามตำบล ปล้นทุกหนทุกแห่ง แย่งชิงบ้านชิงเมือง เปลืองกำลังไทยลง ไทยไม่ปลงใจกัน ยืนยันรับสัปรยุทธ์ สุดยำเยงไพรี ขาดคนดีเป็นประมุข ปลุกหฤทัยให้ห้าว รบรักด้าวแดนเกิด ต่างเปิดเตลิดต่างตน ต่างเสือกสนเล็ดลอด ให้ปลอดภัยดัสกร ม่านแลมอญได้ที ตีถึงกรุงอยุธยา พระราชาเอกทัศ ถนัดแต่เยี่ยงหยำเยอะ เลอะราชการงานนคร ดัสกรใช่ทัพกษัตย์ ชิงได้ฉัตรมไหสุรย์ ในปีกุนนพศก นราธิปกปิ่นอยุธยา คราววาสนาโรยร่วง เหมือนมะม่วงงอมหล่น นึกน่าข่นเคืองจิต ชวนให้คิดคำนึง ถึงบางคาบบางครา ไทยปรีดาอิศรภาพ ปราบปรปักษ์หักหาญ ใช่แหลกลาญเช่นนี้ บางสมัยไทยกี้ กาจกล้าการณรงค์ ยิ่งแลฯ


สมัยเตลงพ่าย

โคลง*
เคยทรนงองอาจบ้าง     บางสมัย ไทยเอย
แม้เมื่อแผลแผ่ไหล     เลอะเปื้อน
ทุกคราบทุกคราใน     เมื่อพม่า มาแฮ
ถนัดดั่งโชคโรคเรื้อน     รบาดพื้นภูสยาม ฯ

อยุธยากล้าศึกสู้     เศิกกษัย
เริงร่านชาญสมรสมัย     สมรรถโน้น
ไพรีจะตีไทย     ไทยต่อ ตีนา
เตลงพ่ายเพิดภายโพ้น     เพิกแพ้พังหนี ฯ

เวียงมอญนครม่านต้อง     แตกสลาย
เจ้าแผ่นดินถิ่นกจาย     กจัดลี้
หงสาวดีกลาย     เป็นฝุ่น
ยุบยับทัพไทยขยี้     เหยียบขย้ำทำสนอง ฯ

นเรศวรสยามราชเจ้า     จอมอยุธย์
เปี่ยมพระปัญญาวุธ     แว่นแก้ว
พระเดชพระเดื่องดุจ     ดวงสว่าง วันนอ
ปกราษฎร์ปราศภัยแผ้ว     ผ่องเพี้ยงเวียงสวรรค์ ฯ

เอกาทศรถน้อง     นเรศวร
เกียรติ์ปกาศราชสโหทร     เทิดกว้าง
เพื่อนเสด็จเผด็จดัสกร     กำหราบ
ตลังคชิตฤทธิ์ชนช้าง     เชิดกล้ากิดาการ ฯ

เชษฐอรินทม์ปิ่นภพผู้     พิริยะ ยิ่งแฮ
ทรงประกิตอิศระ     แก่เสี้ยน
ไทยเริงหทัยทะ     ยานรบ
ปราบริปูหู่ xxx น     เหือดห้าวหนาวหัว ฯ

ขนิษฐนาถประศาสน์รัฐแผ้ว     แผ่ผา สุกเอย
รับช่วงพระเชษฐา     ธิราชเจ้า
เดชะพระปัญญา     อรินทม์ราช สองแล
ไทยอุดมร่มเกล้า     เรี่ยวกล้าบารมี ฯ

กรุงไกรชัยโชคชื้น     ชีวะ
เหตุเพราะพระเดชพระ     พี่น้อง
รังสฤษดิ์ประสิทธิ์ประ     สาทโสตถิ์
ลำดับรัชกาลก้อง     เกียรติ์ไท้โสทร ฯ

อดีตกาลนานเนื่องได้     โดยจำ นวนนา
ร้อยแปดสิบสามฉนำ     นับตั้ง
แต่วันประกาศคำ     อิศรภาพ
จนเมื่อเสียกรุงครั้ง     ม่านปล้นหนสอง ฯ


(จบสมัยเตลงพ่าย)


ที่มาจาก http://www.oursiam.net/webboard/view.php?id=692

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,854
  • กดถูกใจ: 122 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • https://web.facebook.com/dinya.kachum
Re: สามกรุง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2009, 10:08:27 pm »


ร่าย *
ถวิล ย้อนหลังครั้งพม่า อ่าอำนาจราชศักดิ์ อัครมหานุภาพ ปราบตลอดทิศใต้
ได้มอญเป็นเมืองออก อยู่ในคอกอัญชลี ทั้งมณีปุระ ประเทศยะไข่ด้วย
พลหลั่งดุจดั่งห้วย ไป่แห้งเหือดหาย ฯ



โคลง ๒*
*ทุกประเทศเขตใต้ ยื้อยุทธ์ฉุดเอาได้
ง่ายด้วยเดชา วุธแฮ ฯ

*อิ่มแต่ยังไม่เท้อ เพ่งพยักภักตร์ชเง้อ
แง่กว้างทางตวัน ออกเอย ฯ


ร่าย *
ยุทธศาสตร์ ปราศกีดขวาง เปิดทางสู่แดนสยาม คุกคามโดยอหํภาพ จักปราบไทยทั้งมวญ
ทั่วไทยยวนไทยใหญ่ ไทยสยามไกล่ให้เรียบ เปรียบดั่งหน้าเภรี อังวะบดีจึ่งดำรัศ
ให้จัดทัพสรรพพหล ยกเข้าดลแดนไทย ในปักใต้ฝ่ายเหนือ เพื่อให้เหลือแรงสู้
อย่าให้รู้ทางหนี จู่เข้าตีให้ยับ โจมเข้าสับให้ย่อย ถ้าไทยถ่อยทางรน
หลบหนีตนแตกลี้ จงขย้ำทำขยี้ อย่าให้เงยหัว ฯ



โคลง ๒*
*สองม่านแม่ทัพเฝ้า รับรับสั่งม่านเจ้า
มุ่งจ้องคลองรณ ฯ

*ทัพหนึ่งถึงปักใต้ ทัพหนึ่งฝ่ายเหนือได้
ดั่งท้าวเธอประสงค์ ฯ



ร่าย *
ฝ่ายกรุง ไทยสมัยนั้น ชั้นเชิงเฉาเบาจิต ขอบความคิดแคบแคบ ไม่รู้แยบกว้างขวาง
ไม่เห็นทางไปไกล ไม่รู้นัยการเมือง เครื่องขุ่นเคืองหนามหน่าง เนื่องแต่ต่างประเทศ
ไม่รู้เหตุจักเกิด มัวแต่เพลิดเพลินใจ ในการแข่งแย่งอำนาจ เวียนวิวาทกันเอง
ความโฉงเฉงมิรู้หมด ความอดทนมิรู้มี ศัพท์เสรีแปรความ ว่าตามอำเภอใจ
ผู้ใดมีวาศนา อาจบีฑาคนอื่น หื่นอำนาจบาศใหญ่ ไพร่พลเมืองเคืองขุ่น
วุ่นไปทั้งธานี ไม่มีขื่อมีแป เกิดปรวนแปรหรอร่อย ถ่อยกำลังโทรมทรุด
ชำรุดทางปัญญา ชำรุดสามัคคี มีแต่มืดมัวตา อวิชชาโชกชุ่ม ไทยแตกกลุ่มแตกพวก
ดังไฟลวกเผาผลาญ สืบแต่กาลสวรรค์คต เอกาทศรถแล้วมา นับเวลาตามมี
ไม่นานปีต่อคราว เกิดเหตุราวมิคสัญญี กลีเข้าคลุกทุกมื้อ ที่รื้อรัฐฮัดฮึด
ยึดอำนาจราชการ ชุดใหม่ประหารชุดเก่า ดุจดังเต่าปูปลา เครื่องบูชาภูตผี
เปลืองคนดีลงไป จนเกิดใหม่ไม่ทัน ภาษิตสรรวาจา "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี"
จึ่งไม่มีแก่นสาร เมื่อกลีกาลกรุ่นใกล้ ใครจะดีไม่ได้ หั่นห้ามความดี ฯ



ไทยเอย
โคลง ๔*
*ไทยเอยเคยเพลี่ยงพล้ำ...........ลงเพราะ
เพลินวิวาทบาดทะเลาะ...........เบาะแว้ง
อย่าโกรธพิโรธเคราะห์............คราวโชค ร้ายเลย
พึงโทษความโหดแห้ง.............หั่นห้ำกรรมเวร ฯ

*คนดีมีมากแล้ว...........ฤๅไฉน ไทยเอย
จึ่งมิเสียดายไทย...........ที่ม้วย
ความเห็นเขม้นไกล......เกินจมูก
ใช่จะเกลื่อนดังกล้วย.....กล่นแคว้นแดนสยาม ฯ

*ปัญญาค่าเปรียบแก้ว...........ก่องเก็จ
แม้ว่าเพ็ชร์ถูกเพ็ชร์................กแทกทั้น
งัดง้างมล้างเมล็ด...................มลายรูป
เมล็ดหนึ่งอาจถึงสบั้น............สบัดกลิ้งทิ้งสูญ ฯ

*ร้ายเหลือเมื่อมากหน้า.....อาสัญ
ไทยที่ปัญญานันต์.............ยิ่งน้อย
ยิ่งแก่งแย่งกีดกัน...............กันกร่อน ลงนา
ดังหับดับหิ่งห้อย...............เหือดแห้งแสงหาย ฯ

*ไทยเอยเคยจดข้อ...........จำคำ นี้ฤๅ
ใน บ่ ดี นอกทำ.................เล่นได้
สามัคคีทำกำ....................ไม้กวาด นั้นแล
ร่วมมัดขจัดรกให้..............เรียบร้อยรอยทาง ฯ


ที่มาจาก http://www.oursiam.net/webboard/view.php?id=693

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,854
  • กดถูกใจ: 122 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
    • https://web.facebook.com/dinya.kachum
Re: สามกรุง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2009, 10:10:54 pm »

ปีจออัฐศก พ.ศ.๒๓๐๙

ร่ายยาว*
ในปีจออัฐศก พม่ายกทัพขยับเข้ามา ใกล้อยุธยาเข้าทุกที ตีปล้นสดมภ์ข่มขู่ ไทยออกสู้ดูกำลังปรปักษ์ แต่เมื่อประจักษ์แน่แล้ว ก็หนีแน่วกลับบ้าน มิฉะนั้นก็พล่านสู่ป่า อาไศรยพงเป็นที่พึ่ง สินทรัพย์ยับเยินย่อย ร่อยหรอกำลังวังชา ชาวอยุธยาบ่มีใจสู้ หดหู่ต่อปฏิปักษ์ หนักในจิตอิดระอา เพราะผู้บัญชาสูงสุด ดุจไม้หลักปักเลน ไกวโยนโอนเอน ไม่เป็นแก้วเป็นการ ในอยุธยาวสานสมัยนั้น ฯ


ครั้นเมื่อพม่าปัจจามิตร จวนจะเข้าประชิดกรุงไกร ไทยรบพุ่งแพ้พ่าย แต่มีชายชาวชนบท เหลือที่จะสกดโทษะ พม่าเกะกะก้าวร้าว บังคับเอาลูกสาวไปเป็นวส่วย เขาจึ่งช่วยกันแก้เผ็ด เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดในพงศาวดาร ขานชื่อค่ายบางระจัน ซึ่งตั้งมั่นแขงข้อ ต่อต้านพม่าผู้ไปปราบ เดิมพม่าไม่ทราบว่าไทยเข้มแขง จึ่งแต่งทหารไปจำนวนร้อย ครั้นแพ้ยับย่อยเปิดเตลิดกลับไป ก็ส่งทัพใหญ่เป็นจำนวนพัน บางระจันรบสู้มิรู้ปราชัย เอาชนะได้ถึงเจ็ดครั้ง ตั้งแต่เดือนสี่ถึงเดือนเจ็ด ด้วยความเดี่ยวเด็ดของตน นั้นแล ฯ


ค่ายบางระจัน

โคลง ๔*
นึกน่าจ่าเนื้อเรื่อง...........รำลึก
ในส่วนควรรู้สึก.............สักน้อย
ถูกคั้นระจันคึก...............คักคิด
แรงประหนึ่งกึ่งก้อย.......กาจสู้ครูมวย ฯ

ขู่ข่มขมขื่นจี้....................จุกจิก
เขาว่าหนอนยังกดิก.........กลับได้
รศเผ็ดเมล็ดพริก...............พิษใช่ น้อยเลย
แม้ไม่มากปากไหม้..........เป่งปลิ้นสิ้นสลัว ฯ

อำนาจบาศใหญ่ล้ำ...................แหลนหลาว
สับโขกโหยกเหยกหยาว..........หยาบช้า
บังคับจับลูกสาว.......................เป็นส่วย
หนอนกระดิกพลิกว้า...............วุ่นจ้วงทลวงโจม ฯ

ไทยมีกี่ล้านชาติ...............ชายฉกรรจ์
ชาวค่ายบ้านบางรจัน.......เล็กจ้อย
เลื่องชื่อระบือบรรพ์.........จนบัด นี้นอ
ว่าบ่มีปมด้อย....................เด็ดกล้าราวี ฯ


ที่มาจาก http://www.oursiam.net/webboard/view.php?id=696

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN