ผู้เขียน หัวข้อ: เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก  (อ่าน 30285 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก
« เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 12:08:21 pm »

เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก
ตัดหวายอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

           เจ้า ฟ้าเหม็นมีพระชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่ เป็นลูกของพระมหากษัตริย์ แต่ด้วยความที่เป็นลูกกษัตริย์นี่เอง กลับเป็นสิ่งที่ย้อนมาทำร้ายพระองค์เกือบตลอดพระชนมชีพ จนเรียกได้ว่าเป็นเจ้าอาภัพที่สุดพระองค์หนึ่งในพงศาวดารแต่มีการศึกษาค้น คว้าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังคดีนี้ไว้น้อยมาก ไม่ต่างจากชื่อ "เจ้าฟ้าเหม็น" บุคคลสำคัญในระดับองค์รัชทายาทองสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็กลายเป็นเจ้านอก พงศาวดารที่แทบไม่มีใครรู้จักแม้ว่าวังท่าพระของพระองค์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ศิลปากรเดี๋ยวนี้ จะห่างพระบรมมหาราชวังแค่ข้ามถนน ก็ไม่ทำให้ชื่อ "เจ้าฟ้าเหม็น" เป็นที่รู้จักขึ้นมาแต่อย่างใด..


เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก

การเมืองใน ช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจากกรุงธนบุรีมาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่ทำให้เกิดฝักเกิดฝ่ายระหว่างเจ้าเก่าแผ่นดินก่อนกับเจ้าใหม่แผ่น ดินใหม่ในหมู่ข้าราชการขุนนางไม่น้อย แต่ด้วยพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ซึ่งมีพระราชอำนาจเด็จขาดมาแต่สมัยกรุงธนบุรี ก็ทำให้คลื่นการเมืองที่รุนแรงสงบเรียบร้อยไปได้ ศัตรูทางการเมืองโดยเฉพาะกับเชื้อสายในพระราชวงศ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และขุนนางสำคัญจำนวนมากถูกกำจัดในต้นรัชกาล

พระราชโอรสบางพระองค์ใน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ยังเล็กก็มิได้ถูกกำจัดไปในคราวนั้น พระราชโอรสพระองค์หนึ่งที่ถูกเว้นโทษประหารคือเจ้าฟ้าเหม็น เนื่องจากยังทรงพระเยาว์อยู่มาก และทรงเป็น "หลานตา" ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ นอกจากจะทรงเว้นโทษแล้วยังทรงเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพระเจ้าหลานเธอพระองค์นี้ทรงเป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ และยังทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์แรกของพระองค์ โปรดพระราชทานที่วังให้อยู่ใกล้กับวังหลวงมากที่สุด คือวังท่าช้าง "เจ้าฟ้าเหม็น" เจ้านายพระองค์แรกของวังท่าพระนั้น แม้จะมีพระประวัติอยู่น้อยในพงศาวดาร แต่ก็อยู่ในหน้าสำคัญ ตอนต้นรัชกาลที่ ๒ โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ แทบจะทันทีที่รัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคต ทั้งที่ตลอดรัชกาล ก็ไม่ปรากฏว่าทรงมีบทบาทใดๆ ในราชสำนัก หรือทางการเมือง


กำเนิดเจ้าฟ้าเหม็น..

เจ้าฟ้าเหม็น หรือสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระมารดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่ พระราชธิดาองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เท่ากับว่าทรงเป็น "หลานตา" องค์โตของรัชกาลที่ ๑ ประสูติในสมัยกรุงธนบุรี ในวันศุกร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ จุลศักราช ๑๑๔๑ (๑๗ กันยายน ๒๓๒๒)

ใน คราวเจ้าฟ้าเหม็นประสูติ บังเกิดเรื่องพิสดารหลายประการคือ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก "เจ้าคุณตา" ของเจ้าฟ้าเหม็น ตีได้เมืองเวียงจัน ได้พระแก้วมรกตกับพระบาง และเกิดเหตุเป็นลางหลายอย่าง ตามจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ดังนี้


" เจ้าฟ้ากระษัตริย์ศึกเข้าเมืองได้ ณ วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๓ ค่ำ เจ้าเมืองหนี ได้พระแก้วพระบาง พระไอยกาเข้าเมืองได้ ๓ วัน เจ้าลูกทรงครรภ์ประสูตร์เจ้า ณ วันศุกร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ ประสูตร์เปนพระราชกุมาร ประโคมแตรสังข์ลั่นฆ้องไชย แมงมุมทั้งไข่ จิ้งจกตกพร้อมกัน แมงมุมอนิจกรรม จิ้งจกไปได้ ๑๒ วัน เจ้าแม่สิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าลูกให้พระพี่นางเธอเอาไปเลี้ยง ให้นามเจ้าสุพันทวงษ์..."



เจ้า ฟ้าเหม็นทรงเป็นกำพร้าพระมารดามาตั้งแต่ประสูติได้เพียง ๑๒ วัน ต่อมาอีกเพียง ๓ ปี คือวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ ก็เกิดเหตุกับพระราชบิดา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงถูก "เจ้าคุณตา" สำเร็จโทษ พร้อมกับพระญาติอีกหลายพระองค์จนเกือบสิ้นวงศ์ เจ้าฟ้าเหม็นทรงพ้นชะตากรรมนี้มาได้ก็เพราะยังเล็ก และทรงเป็นหลานคนโต ของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งต่อมาก็คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น สมควรมีวังอยู่ต่างหาก จึงโปรดพระราชทานวังถนนหน้าพระลาน ด้านตะวันตก ติดกับท่าช้างวังหลวง ซึ่งก็ถือได้ว่าใกล้ชิดกับวังหลวงมาก แต่ก็ไม่ปรากฏว่าทรงว่าราชการในกรมใดตลอดรัชกาลที่ ๑


เป็นลูกเจ้าตาก ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์..

มี หลักฐานชี้ว่าทรงเป็นหลานเธอที่ใกล้ชิดกับรัชกาลที่ ๑ พอสมควร คือเมื่อคราวชะลอพระศรีศากยมุนี มาจากสุโขทัย เจ้าฟ้าเหม็นได้โดยเสด็จเคียงข้างรัชกาลที่ ๑ ด้วยขณะนั้นทรงประชวรอยู่ แต่ก็เสด็จออกในกระบวนแห่ชักพระพุทธรูปจากประตูท่าช้างมายังวัดสุทัศน์ จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น ตามที่กรมหลวงนรินทรเทวีได้ทรงจดไว้


" ณ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ยกทรงเลื่อนชักตามทางสถลมารค พระโองการตรัสให้แต่งเครื่องนมัสการพระทุกหน้าวัง น่าบ้านร้านตลาดตลอดจนถึงที่ ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุสาห เพิ่มพระบารมีที่หน่วงโพธิญาณจะโปรดสัตว์ ทำนุบำรุงพระสาศนา เสด็จพระราชดำเนิน ตามกระบวนแห่พระ หาทรงฉลองพระบาทไม่จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้น เซพลาดเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรารับทรงพระองค์ไว้..."



กับ ในงานฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้งที่ ๒ ปี ๒๓๕๒ ทรงมีพระนามปรากฏอยู่ในรายนามเจ้านายที่รับผิดชอบดูแลสำรับเลี้ยงพระ ๑๕ รูป นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าทรงว่าราชการในทางใด

แม้ว่าจะทรงเป็นหลาน องค์โปรดของรัชกาลที่ ๑ แต่ด้วยพระบารมี หรืออำนาจราชศักดิ์นั้น คงเปรียบไม่ได้กับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรสองค์โตในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งทรงเป็นทั้งวังหน้า และโดยเสด็จในราชการสงครามอยู่หลายครั้ง แต่ชนักติดหลังที่ไม่มีทางลบได้คือทรงเป็น "ลูกเจ้าตาก" ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่นำมาสู่วาระสุดท้ายของพระองค์


คดีกบฏ..

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จสวรรคตได้เพียง ๓ วัน ก็เกิดคดีเจ้าฟ้าเหม็นเป็นกบฏ เหตุเกิดจากมีบัตรสนเท่ห์กล่าวโทษพระองค์คบคิดกับขุนนางจำนวนหนึ่งคิดแย่ง ชิงราชสมบัติ เรื่องนี้จะมีข้อเท็จจริงอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ ทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ออกจะพิสดารอยู่ ตามที่ปรากฏในพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ดังนี้


" ครั้นเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๒ ค่ำ มีกาคาบหนังสือทิ้งที่ต้นแจง หน้าพระมหาปราสาท พระยาอนุชิตราชาเป็นผู้เก็บได้ อ่านดูใจความว่า พระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ซึ่งเป็นกรมขุนกระษัตรานุชิต เป็นบุตรเจ้ากรุงธนบุรี กับพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันอีกสองคนคือ นายหนูดำหนึ่ง จอมมารดาสำลีในพระบัณฑูรน้อยหนึ่ง คบคิดกับขุนนางเป็นหลายนายจะแย่งชิงเอาราชสมบัติ จึงนำความขึ้นกราบทูลแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล โปรดให้ไต่สวนได้ความจริงแล้ว รุ่งขึ้นวันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๓ ค่ำ จึงให้นายเวรกรมพระตำรวจวังไปหากรมขุนกระษัตรานุชิตเข้ามาที่ประตูพิมาน ไชยศรีสองชั้นแล้วจับ..."


เรื่อง "กาคาบข่าว" นี้ยังปรากฏรายละเอียดเพิ่มเติมในศุภอักษร เรื่องหม่อมเหม็นกับพวกเป็นกบฏ จ.ศ. ๑๑๗๑ ว่ามีประจักษ์พยานเห็น "อีกา" กันหลายคนดังนี้


" ครั้น ณ วัน เดือน ๙ แรม ๑๑ ค่ำ ปีมแสงศก มีกาคาบกระดาษหนังสือมาทิ้งลงริมพระที่นั่งดุสิดามหาปราสาท ตำรวจในล้อมวงรักษาพระองค์ได้เห็นเปนอันมาก จึงนำเอาหนังสือไปแจ้งแก่พระยาอภัยรณฤทธิ พระยาอนุชิตราชาจางวางพระตำรวจปฤกษาด้วยเสนาบดีนำเอาหนังสือขึ้นทูนเกล้าฯ ถวาย"


เมื่อพระยาอนุชิตราชาได้หนังสือแล้วจึงนำหนังสือ นี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย รัชกาลที่ ๒ รุ่งขึ้นจึงโปรดให้จับกุมเจ้าฟ้าเหม็นมาสอบสวน ผู้ที่ทำการจับกุมก็คือพระยาอนุชิตราชานั่นเอง เหตุการณ์การจับกุมนี้ มีพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ ๕ ในจดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวีว่า


" จับที่ประตูสองชั้นนี้เปนการกึกกักกันมาก ว่าปล่อยให้เสลี่ยงเข้ามาในประตูสองชั้น แล้วปิดประตูทั้งสองข้าง เมื่อเวลาจับนั้นเจ้าฟ้าเหม็นเอามือตบขา พูดติดอ่างว่าจะจับข้าไปข้างไหน"



ส่วน เจ้าจอมมารดาสำลี จำเลยอีกคนหนึ่งนั้น ทรงเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระนามว่าพระองค์เจ้าหญิงสำลี วรรณ เป็นเจ้าจอมในกรมหลวงเสนานุรักษ์ ซึ่งต่อมาก็คือวังหน้าในรัชกาลที่ ๒ เหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุนั้น หลวงพิสูจน์พาณิชยลักษณ์ (ม.ล.เพิ่มยศ อิศรเสนา) ได้นิพนธ์ไว้ว่า


" ในวันจันทร์ วันเดียวกันนั้น เจ้าจอมมารดาสำลีตัดผมใหม่ พระองค์ชายพงศ์อิศเรศร์ ชันษา ๙ ปี พระองค์หญิงนฤมล ชันษา ๖ ปี สามคนแม่ลูกนั่งเล่นกันอยู่ที่พระตำหนักในพระนิเวศนเดิม (ราชนาวิกสภา) สมเด็จฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์เสด็จกลับจากพระบรมมหาราชวัง รับสั่งถามเจ้าจอมมารดาสำลีว่า กรมขุนกษัตรานุชิตเป็นขบถ เขาว่าเจ้ารู้เห็นเป็นใจด้วยจริงหรือ คุณสำลีตอบเป็นทำนองว่า จะหาว่าเป็นขบถก็ตามใจ พ่อเขาก็ฆ่า พี่น้องเขาจะเอาไปฆ่า ตัวเองจะอยู่ไปทำไม รับสั่งให้เรียกตำรวจเข้ามาคุมตัวไป คุณสำลีก็ผลักหลังลูกสองคนว่า นี่ลูกเสือลูกจระเข้ แล้วก็ลุกขึ้นตามตำรวจออกไป"


นอกจากนี้ยังมีพระราชโอรส ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอีกพระองค์หนึ่งที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้คือนายหนู ดำ หรือพระองค์เจ้าชายอรนิภา อีกพระองค์หนึ่ง


ชำระความ..

ใน คดีนี้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ชำระความ ซึ่งพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงสอบสวนทวนความได้ว่า มีขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมด้วยคือ


เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค บ้านแม่ลา)
พระยาเพ็ชรปาณี (กล่อม)
พระยาราม (ทอง)
พระอินทรเดช (กระต่าย)
นอกนั้นเป็นชั้นผู้น้อย รวมผู้ต้องหาในคดีนี้ ๔๐ คน กับพระราชวงศ์อีก ๓ พระองค์


เจ้า พระยาพลเทพ เห็นจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในคดีนี้ เจ้าพระยาพลเทพผู้นี้เคยมีประวัติที่ดีเด่นมาตลอดรัชกาลที่ ๑ คือเมื่อครั้งยังเป็นนายบุนนาค อยู่บ้านแม่ลา แขวงกรุงเก่า เป็นต้นคิดโค่นราชบัลลังก์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และมีเจตนาจะถวายราชสมบัติแก่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก แผนการนี้ได้มอบให้พระยาสรรค์ดำเนินการเป็นแม่ทัพเข้าตีกรุงธนบุรี จนเกิดเหตุกบฏพระยาสรรค์ขึ้นนั่นเอง ความดีความชอบในครั้งนั้นทำให้นายบุนนาคได้รับพระราชทานยศเป็น เจ้าพระยาไชยวิชิต รักษากรุงเก่า

และต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาพลเทพ สังกัดกรมนา ก่อนเกิดเหตุกบฏเจ้าฟ้าเหม็นเพียง ๑ ปี คือปลายปี ๒๔๕๑ เจ้าพระยาพลเทพก็ได้เป็นแม่ทัพยกไปปราบกบฏที่เมืองยิริง หัวเมืองฝ่ายใต้ พอปีรุ่งขึ้นรัชกาลที่ ๑ ก็เสด็จสวรรคต ดูเหมือนว่าท่านผู้นี้จะเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อรัชกาลที่ ๑ มาตลอด แต่เหตุใดจึงตกไปอยู่ใน "บัญชีรายชื่อ" ผู้สมคบคิดโค่นราชบัลลังก์ได้ ยังน่าสงสัยอยู่

จากการสอบสวนของพระองค์เจ้าชายทับ (สถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ปี ๒๓๕๖) ได้ทรงชี้มูลความผิดไปที่พระอินทรเดช (กระต่าย) กรมพระตำรวจนอกซ้าย ว่าเป็นต้นคิดชักชวนพรรคพวกคิดการใหญ่
สอดคล้องกับความในศุภอักษร เรื่องหม่อมเหม็นเป็นกบฏว่า


" ในหนังสือนั้นเปนใจความว่า อ้ายกระต่ายอินทรเดชะพูดกับอ้ายเมืองสารวัดว่า ล้นเกล้า กรมพระราชวังบวรฯ มีบุญแล้วไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน ถึงจะเปนเจ้าแผ่นดินก็หายอมเปนข้าไม่"


พระอินทรเดชนี้ เดิมคือจมื่นราชาบาล เคยอยู่ในทัพเจ้าพระยามหาเสนา คราวรบกับทวาย แต่เสียทีแก่ทัพพม่า ถอยร่นมาจนถึงทัพของพระยาอภัยรณฤทธิ์ ซึ่งเป็นทัพหน้าของทัพหลวง แต่เมื่อเกิดเหตุคับขันนี้ขึ้นพระยาอภัยรณฤทธิ์กลับไม่ยอมเปิดประตูค่ายรับ ทัพเจ้าพระยามหาเสนาที่แตกพ่ายมา จมื่นราชาบาลเรียกให้เปิดประตูรับอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ ทัพพม่าตามรุกเข้ามาตีจนถึงหน้าค่าย ทำให้แม่ทัพคือเจ้าพระยามหาเสนาตายในที่รบ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธมาก ถึงกับทรงสั่งประหารชีวิตพระยาอภัยรณฤทธิ์ ส่วนจมื่นราชาบาลมีความดีความชอบ ให้เป็นที่พระอินทรเดช รับราชการในกรมพระตำรวจสืบมาจนเกิดเรื่องเจ้าฟ้าเหม็นขึ้น

"สำนวนการสอบสวน" ที่กล่าวร้ายพระอินทรเดช เป็นต้นคิดล้มราชบัลลังก์นี้ อยู่ในบทพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน

โคลงปราบดาภิเษก
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ไป่นานกาคาบฟ้อง           ลิ่วลม มาเฮย
เหตุพระตำรวจกรม            นอกซ้าย
ใจพาลพวกพาลผสม          เสี้ยมพระ หลานนา
แข่งคิดทรยศร้าย             เร่งล้างฤาหลอ

เสียพระญาติเจ้าหนึ่งแล้      สิบขุน นางเฮย
ทหารบ่กลัวเกรงบุญ          บัดม้วย
ใครฤาไป่คิดคุณ                ขบถต่อ ท่านนา
แม่นจะปลงชีพด้วย             ดาพไม้จันทน์จริง



สิบขุนนางในครั้งนี้คือ

๑. เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค บ้านแม่ลา)
๒. พระยาเพ็ชรปาณี (กล่อม)
๓. พระยาพระราม (ทอง)
๔. พระอินทรเดช (กระต่าย)
๕. จมื่นสท้านมณเฑียร (อ่อน)
๖. นายขุนเนน (หลานเจ้าพระยาพลเทพ)
๗. สมิงรอดสงคราม
๘. สมิงศิริบุญ (โดด) บุตรเจ้าพระยามหาโยธา
๙. สมิงพัตเบิด (ม่วง)
๑๐. สมิงปอนทละ


รวมกับข้าในกรมเจ้าฟ้าเหม็นอีก ๓๐ คน ถูกสั่งประหารทั้งสิ้น รวมเวลาปราบกบฏตั้งแต่กาคาบข่าวจนถึงสั่งประหารเสร็จสิ้นใน ๔ วัน


กบฏ...เจ้าฟ้าเหม็น

รัชทายาท พระเจ้าตากสิน ที่ชาวบ้านเรียกว่าเจ้าฟ้าเหม็นนั้น มีอยู่หลายพระนาม พระนามแรก พบในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี...


" เจ้าฟ้ากษัตริย์ศึกเข้าเมืองได้ ณ วันจันทร์ เดือน 10 ขึ้น 3 ค่ำ เจ้าเมืองหนี ได้พระแก้วพระบาง พระไอยกาเจ้าเมืองได้ 3 วัน เจ้าลูกทรงครรภ์ ประสูติเจ้า ณ วันศุกร์ เดือน 10 ขึ้น 7 ค่ำ ประสูติเป็นพระราชกุมาร....12 วัน เจ้าแม่สิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าลูกให้พระพี่นางเธอเอาไปเลี้ยง ให้ นาม...เจ้าสุพันธวงษ์"


ปรามินทร์ เครือทอง เขียนเรื่องคดีกบฏเจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก ไว้ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2547 ว่า เจ้าฟ้าเหม็น ทรงเป็นกำพร้าพระมารดามาตั้งแต่ประสูติได้เพียง 12 วัน อีก 3 ปีต่อมา วันที่ 6 เมษายน 2325 ก็เกิดเหตุพระราชบิดา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงถูกเจ้าคุณตาสำเร็จโทษ พร้อมพระญาติอีกมากมาย จนเกือบจะสิ้นวงศ์

เจ้าฟ้าเหม็นทรงพ้นชะตากรรมนี้ได้ เพราะยังเล็ก และทรงเป็นหลานคนโตของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และได้พระราชทานนามใหม่ เจ้าฟ้าอภัยธิเบศร์ คนทั่วไปเรียกว่าเจ้าฟ้าอภัยทศ รัชกาลที่ 1 ทรงสดับก็รับสั่งว่า พระนามนี้พ้องกับเจ้าฟ้าอภัยทศ แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ พ้องกับเจ้าฟ้าอภัย ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้าย-สระ ซึ่งมีชะตากรรมสุดท้าย ในช่วงผลัดแผ่นดินต้องพระราชอาญาสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์...

ไม่เป็น มงคล โปรดให้เปลี่ยนเป็นเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ต่อมาปี พ.ศ. 2349 เป็นกรมขุนกษัตรานุชิต เมื่อทรงพระเจริญพระชันษา จึงโปรดพระราชทาน วังถนนหน้าพระลาน ด้านตะวันตกติดกับท่าช้างวังหลวง มีหลักฐานชี้ว่า ทรงเป็นหลานเธอที่ใกล้ชิดกับรัชกาลที่ 1 เมื่อคราวชะลอพระศรีศากยมุนีจากสุโขทัยมาไว้วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ กรมหลวงนรินทรเทวีได้ทรงจดไว้ว่า....


" ณ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ยกทรงเลื่อนชักตามทางสถลมารค พระโองการตรัสให้แต่งเครื่องนมัสการพระทุกน่าวัง น่าบ้านร้านตลาด ตลอดจนถึงที่ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุตสาห......เสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนแห่พระ หาทรงฉลองพระบาทไม่ จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้น เซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตราฯรับทรงพระองค์ไว้"


แม้มีพระนาม กรมขุน...แต่ไม่ปรากฏว่า ได้ทรงกรมมีบทบาทใด จนสิ้นรัชกาลที่ 1 ได้ 3 วัน ก็เกิดกรณี ที่เรียกว่า คดีเจ้าฟ้าเหม็นเป็นกบฏ ปรากฏพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ดังนี้


" ครั้นเดือน 10 ขึ้น 2 ค่ำ มีกาคาบหนังสือทิ้งที่ต้นแจง หน้าพระมหาปราสาท พระยาอนุชิตราชาเป็นผู้เก็บได้ อ่านดูได้ใจความว่า พระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์...เป็นบุตรพระเจ้ากรุงธนบุรี กับพี่น้องร่วมบิดา.....คบคิดกับขุนนางเป็นหลายนาย จะแย่งชิงเอาราชสมบัติ....โปรดให้ไต่สวนได้ความจริงแล้ว รุ่งขึ้น วันจันทร์ เดือน 10 ขึ้น 3 ค่ำ จึงให้นายเวรกรมพระตำรวจวัง ไปหากรมขุนกษัตรานุชิต เข้ามาที่ประตูพิมานไชยศรีสองชั้น...แล้วจับ....."


ชะตา กรรมสุดท้าย...พระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้าเหม็น ก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง โอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ทรงต้องหา เป็นชู้กับหม่อมสังวาลย์ พระสนมพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ถูกลงพระราชอาญา สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

ปรามินทร์ เครือทอง สรุปว่า พระนามต่างๆของเจ้าฟ้าเหม็น ไม่มีพระนามใดเลยที่เป็นมงคล เหลือพระนามเดียว กรมขุนกษัตรานุชิต ซึ่งแปลว่ากษัตริย์ผู้มีชัย แต่ในชีวิตจริง ไม่ทรงมีทางเอาชนะอะไรได้...

ที่มาจาก http://hello-siam.blogspot.com/2007/09/blog-post_5672.html


ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 12:10:44 pm »

สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต

วันประสูติ    17 กันยายน พ.ศ. 2322
วันสิ้นพระชนม์    พ.ศ. 2352
พระราชบิดา    สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระมารดา    สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่
ราชวงศ์    จักรี


      สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต หรือเจ้าฟ้าเหม็น เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประสูติแต่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่ พระราชธิดาองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก[1] ประสูติเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2322 ได้รับพระนามเมื่อประสูติว่า เจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ แต่คนทั่วไปเรียกว่า เจ้าฟ้าเหม็น

      หลังประสูติได้เพียง 12 วันก็กำพร้ามารดา ต่อมาอีก 3 ปีก็กำพร้าบิดาเมื่อพระราชบิดาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงถูก "เจ้าคุณตา" สำเร็จโทษ รวมถึงพระญาติอีกหลายพระองค์จนเกือบสิ้นวงศ์ เหลือแต่เจ้าฟ้าเหม็น ที่ทรงเป็นหลานคนโตของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) ทรงพระราชทานนามใหม่เป็น เจ้าฟ้าอภัยธิเบศร์ คนทั่วไปเรียกว่าเจ้าฟ้าอภัยทศ แต่เนื่องจากพระนามพ้องกับเจ้าฟ้าอภัยทศ แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ พ้องกับเจ้าฟ้าอภัย ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งได้รับพระราชอาญาสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ในช่วงผลัดแผ่นดิน ทรงสดับรับสั่งว่า ไม่เป็นมงคล โปรดให้เปลี่ยนเป็นเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ต่อมาปี พ.ศ. 2349 เป็นกรมขุนกษัตรานุชิต ครั้งทรงเจริญพระชันษา จึงโปรดเกล้าพระราชทานวังถนนหน้าพระลาน ด้านตะวันตก ซึ่งเรียกว่า "วังท่าพระ"

ทรงมีพระโอรส พระธิดา ดังรายพระนาม ดังนี้

    * หม่อมเจ้าชายใหญ่
    * หม่อมเจ้าหญิงตลับ
    * หม่อมเจ้าหญิงป้อม
    * หม่อมเจ้าชายสุวรรณ
    * หม่อมเจ้าหญิงยี่สุ่น
    * หม่อมเจ้าชายหนูเผือก
    * หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์
    * หม่อมเจ้าหญิงสาลี
    * หม่อมเจ้าหญิงสารภี
    * หม่อมเจ้าชายเล็ก
    * หม่อมเจ้าหญิงมุ้ย
    * หม่อมเจ้าแดง
    * หม่อมเจ้าหญิง ( ไม่ทราบพระนาม )

      ในปี พ.ศ. 2352 หลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เสด็จสวรรคตได้เพียง 3 วัน เกิดการกล่าวโทษว่าพระองค์คบคิดกับขุนนางจำนวนหนึ่งว่าคิดแย่งชิงราชสมบัติ จนเกิดคดีเป็นกบฏ หลังจากไต่สวนได้ความเป็นจริงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรด ให้ชำระโทษถอดพระยศ แล้วนำไปประหาร ลงพระราชอาญา สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ที่วัดปทุมคงคา พร้อมพระอนุชาต่างมารดา คือพระองค์เจ้าชายอรนิกา และพระขนิษฐา พระองค์เจ้าหญิงสำลีวรรณ ซึ่งถูกข้อหาสมรู้ร่วมคิด ผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิดอื่นได้ถูกประหารชีวิตที่สำเหร่ รวมทั้งพระโอรสทั้งหมด ในเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต ก็ถูกสำเร็จโทษเช่นกัน จึงไม่มีผู้สืบสายสกุลกรมขุนกษัตรานุชิต มาจนปัจจุบัน

ที่มาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%95

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: เจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 12:15:47 pm »

เบื้องหลังคดีกบฎเจ้าฟ้าเหม็น รัชทายาทพระเจ้าตาก ปมกำจัดราชวงศ์กรุงธนบุรี
          เจ้าฟ้าเหม็น โอรสพระเจ้าตาก หลานรัชกาลที่ ๑ ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ ๒ เบื้องหลังคดี ?กาคาบฟ้อง? คดีกบฎเจ้าฟ้าเหม็น
และถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ในข้อหากบฎ เมื่อพุธศักราช ๒๓๕๒ หลังจากรัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคตเพียง ๗ วัน
วัดอภัยทาราม ริมคลองสามเสนซึ่งเป็นอนุสรณ์ของ ?เจ้าฟ้าเหม็น? กว่าสองศตวนนษที่หลักฐานเกี่ยวกับวัดอภัยทายาราม หรือ วัดมะกอก ริมคลองแสนแสบ ไกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เจ้าฟ้าเห็นรัชทายาทพระเจ้าตากสินทรงสถาปนาไว้เก็บรักษาไว้อย่าง เงียบอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ และคงเงียบอีกนาน ถ้าคุณ บุญเตือน ศรีวรพจน์ จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ไม่พบหลักฐานชิ้นนี้
เพลงยาวเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิตปฏิสังขรณ์ วัดอไภยทาราม จึงเป็นเอกสารสำคัญที่บ่งบอกถึงบุญบารมีของเจ้าฟ้าเหม็น ในฐานะพระเจ้าหลานเธอ?องค์โปรด? ที่ไกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นมากกว่า ?เจ้าฟ้านอกพงศาวดาร? ที่เอกสารกล่าวถึงพระประวัติ รวมกับสำนวนคดีที่เป็นกบฎอยู่เพียงน้อยนิดในพระราชพงสาวดาร
และกว่าสองทศวรรษที่บุญบารมีของเจ้าฟ้าเหม็นทรงสร้าง ถูกยกให้เป็นของผู้อื่น.......?
           ?วัดอภัยทายาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ?วัดมะกอก? ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ ตรอกวัดมะกอก ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดกับคลองสามเสน ทิศใต้ติดกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทิศตะวันออกติดกับชุมชนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทิศตะวันตกติกับโรงพยาบาลพระมงกุฎ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐ ผู้สร้างวัดคือ สมเด็จพระขัตติยาภาคีกรมขุน หมายถึง พระราชนัดดาองค์สำคัญ เดิมมีนามว่า?ทองอิน? แล้วได้เป็นพระยาสุริยอภัยและได้การรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้า ฟ้าทองอิน ต่อมาได้ทรงกรมเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑
วัดอภัยทายารามได้รับพระราชทานพระวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๒.๖๔ เมตร โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีด้วย?
            สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (โอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) กรมพระราชวังหลัง ทรงเป็น ?ตาอยู่? หรือ? กรมพระราชวังหลังมามีบทบาทเกี่ยวข้องกับวัดอภัยทายารามได้อย่างไร ที่อ้างมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากหนังสือ /ประวัติทั่วราชอาณาจักรเล่ม ๒ จัดพิมพ์เผยแพร่โดยกรมศาสนา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ทราบมาว่าทางกรมการศาสนาจะมีแบบฟอร์มส่งให้ทางวัดเป็นผู้กรอกข้อมูลและส่ง กลับมายังกรมตามระบบราชการ ดังนั้นวัดจะต้องเขียนประวัติส่งให้กรมศาสนาจัดพิมพ์ดูจะเป็นข้อสังเกตที่ ตั้งไว้เมื่อเกิดการสับสนสงสัยในประวัติการสถาปนาวัดอภัยทายาราม (หมายเหตู สับสนเพราะรู้ข้อมูลมากขึ้น)
ประเด็นข้อสงสัยคงจบไม่ต้องคิดมากถ้าท่านเจ้าอาวาสวัดอภัยทายาราม พระครูอภัยพิริยกิจ (บุญรอด ปิยวณ.โณ) อายุ ๙๑ ปี พรรษา ๖๐ มิได้บอกว่า ?ประวัติวัดเอาข้อมูลมาจากไหนไม่ทราบ... ไม่เคยได้ยิน? แล้วประวัติวัดอภัยทายารามฉบับกรรมการศาสนาได้มาจากสำนักประวัติศาสตร์ใดแน่ กรมพระราชวังหลังถูกอ้างพระนามด้วยเหตใด หรือเจ้าฟ้าเหม็นจะถูกลืม?
อดสงสัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกันว่าเจ้าเหม็นทรงตั้งพระทัยเช่นไรถึงทรง ปฎิสังขรณ์วัดล้างปลายคลองสามเสน แต่เมื่อพิจรณาความเป็นมาของคลองสามเสนนี้เป็นคลองที่มีความเก่าแก่ถึงสมัย กรุงศรีอยุธยาทั้งวัดและชุมชนในคลองเนื่องจากมีการกล่าวถึงแล้วเมื่อกรม พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงปฎิสังขรณ์วัดเก่าสัยเริ่มสร้างกรุงรัตน โกสินทร์ คือ วัดโบสถ์สามเสน
            ในสมัยรัชกาลที่ ๓ คลองสามเสนคงจะเป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายที่สำคัญมากเส้นหนึ่ง เนื่องจากมีปรากฎชื่อคลองสามเสนอยู่ในแผนที่ของ John Crowford ที่เขียนขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๖๗ แสดงให้เห็นว่าตลอดลำคลองมีการตั้งถิ่นฐานมานานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเกิด ชุมชนใหม่ๆขึ้น เป็นระยะ ด้วยความยาตามระยะทางประมาณ ๑๒.๙๕ กิโลเมตรของคลองสามเสนทอดผ่ายหลายพื้นที่จากปากคลองในย่านสามเสนทางทิศเหนือ ของกรุงเทพ ฯ ไปสู่ทิศตะวันออกผ่านเขตพญาไท ไปบรรจบกับคลองแสนแสบในเขตห้วยขวาง ได้พบว่ามีวัดตั้งอยู่เป็นระยะทั้งสองฝั่งตลอดถึง ๘ วัด เรียงลำดับตั้งแต่ปากคลองติดแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงเขตห้วยขวางมีดังนี้

๑ วัดประสาทบุญญาวาส (วัดขวิด)ตามประวัติดังกล่าวตั้งขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๖
๒ วัดโบสถ์สามเสน สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. ๒๒๕๑
๓ วัดอัมพวัน สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๕
๔ วัดสุคันธาราม (วัดใหม่) สร้างในสมัยรัชกาลที่๕ ราว พ.ศ. ๒๔๕๐
๕ วัดจอมสุดาราม (วัดพรายงาม หรือวัดไทรงาม) สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ราว ปีพ.ศ.
๒๓๙๐
๖ วัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก) สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐
๗ วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดสะพาน หรือวัด ตะพาน) สร้างในสมัยกรุงธนบุรีประมาณ ปี พ.ศ.๒๓๒๐
๘ วัดป่า ตั้งห่าจากวัดจอมสุดา และวัดอภัยทายาราม แต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏแล้ว

วัดทั้งหมดเป็นวัดราษฎร์ มีลักษณะเป็นวัดของชุมชน
         เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนราษฎร ในส่วนของอายุสมัยหากเชื่อว่าวัดทั้งหมดถูกตั้งขึนตรงตามปีที่ระบุข้างต้น จริง แสดงว่ามีวัดและชุมชนในคลองแถบนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเมื่อตั้งกรุงธนบุรี สืบเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้มีการสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล่าวเฉพาะรูปแบบศิลปกรรมวัดอภัยทายารามส่วนใหญ่จะได้รับการซ่อมขึ้นใหม่จน แทบไม่เหลือเคล้าเดิม โดยพระอุโบสถถที่สร้างใหม่บนฐานอุโบสถหลังเก่า ตั้งแต่ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๙ มีรายนามผู้บริจาคทรัพย์สร้างอุโบสถมากราย เฉพาะรายสำคัญคือคณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
พระครูอภัยพิริยกิจท่านบอกว่าทางวัดอภัยทายารามมีจารึกลายรดน้ำเขียนตัว อักษรโบราณบนแผ่นไม้สักขนาดใหญ่ บอกถึงประวัติการสร้างและฉลองวัด ซึ่งได้ย้ายมาจากผนังอุโบสถหลังเก่าด้านในตรงกับพระพุทธรูปประธาน ถออดออกมาติดไว้

         ยังผนังด้านทิศตะวันตกของพระอุสถหลังใหม่ใกล้องค์พระประธาน
แผ่นไม้สักโบราณจารึกเขียนลายรดน้ำแผ่นนี้สำคัญมาก เมื่อพิจรณาจากข้อความที่จารึก คือ ?เพลงยาวเจ้าฟ้า กรมขุนกระษัตรานุชิตปฏิสังขรณ์วัดอไภยทาราม? ฉบับสมบูรณ์ข้อมูลเดียวกัน ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคำกลอนกับที่คุณ บุญเตือน ศรีวรพจน์ ถอดความจากสมุดไทย
อุโบสถหลังเก่าท่านพระครูอภัยพิริยกิจ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเล่าว่า
? อุโบสถหลังเก่าไม่เป็นอุโบสถที่เป็นหลังคาซ้อนชั้นแบบหลังคาอุโบสถหลังใหม่ มีหลังคาพาไลทั้งด้านหน้าหลัง ลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งหน้าบันจำมาได้ว่าป็นอย่างไร ภายในอุโบสถเขียนรูปพนมเต็มทั้งผืน บานหน้าต่างด้านในเขียนสีเป็นภาพกอบัวหลากสีด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ส่วนบานประตูเขียน ลายรดน้ำรูปเซี่ยวกาง
          ช่วงที่จะก่ออุโบสถใหม่ท่านอาจารย์ (อดีตเจ้าอาวาสวัดอภัยทาราม พระครูอภัยพิริยกิจ( (แม้น โฆสิโต) พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๑๗ บอกว่าจะเปลี่ยนบานประตูเป็นการสลักไม้แทน แต่อาตมาเรียนท่านว่าลายรดน้ำรูปเซี่ยวกางเปฟ็นมงคลอยู่แล้ว และดูแลรักษาง่ายกว่าไม้สลัก ท่านอาจารย์เห็นด้วย จึงให้ช่างซ่อมแซมตายลายเซี่ยวกาง เดิม ส่วนพระพุทธรูปประธานเป็นของเก่าแก่ตังแต่สร้างวัด
ประตูพระอุโบสถหลังเก่าแต่เดิมมีเพียง ๓ ประตูคือ ด้นหน้าอุโบสถที่หันหน้าออกไปทางทิศเหนือริมคลองสามเสน มี ๒ ประตู ส่วนด้านหลังมีเพียงประตูเดียว ตรงกลางผนังหลังองค์พระพุทธรูปประธาน ประตูหน้าต่างได้ถออดของเก่าออกมาซ่อม เขียนลายรดน้ำใหม่ตามเดิม ทำเพิ่มเพียงประตูอีกสองบาน
ใบเสมาทั้งแปดทิศเป็นของเก่า ทำเพียงฐานขึ้นมาใหม่ แทนฐานเก่าที่ปูนหมดสภาพ เจดีประจำมุมก็บูรณะให้ดีขึ้น อุโบสถหลังใหม่นั้นสร้างบนตัวฐานเดิมของอุโบสถหลังเก่าที่ทรุดโทรมลงมากแล้ว โดยก่อนจะสร้างอุโบสถหลังใหม่ได้มีการบูรณะอุโบสถหลังเก่ามาแล้วหลายครั้ง?
หลวงพ่อเจ้าอาวาสยังเล่าประวัติวัดสืบต่อกันมาต่อจากคนรุ่นปู่ของท่านว่า ?สมัยรัชกาลที่๕ วัดอภัยฯ มีพระอยู่องค์เดียว คือ หลวงตาแสง รัชกาลที่ ๕ เสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ มาขึ้นเรือที่ท่าน้ำวัด หลวงตาแสงก็ไปรับเสด็จพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ถามว่ามีอยู่กี่องค์ ทูลว่ามีองค์เดียว ท่านก็เลยตรัสว่า ?อยู่วัด รักษาวัดไว้นะ? และประธานราชทรัพย์ให้ ๖๐ บาท? ความนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงในรัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จประพาสคลองสามเสนในปี พ.ศ.๒๔๔๒
มีอีกเหตุการสำคัญจากคำที่ไม่มีบันทึกไว้ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของวัดอภัยทายารามในสมัยรัชกาลที่ ๖ คือ ?ช่วงนั้นรัชกาลที่๖ ทรงขยายวังพญาไทให้ใหญ่ขึ้นทราว่ามีเจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ (เป็นเจ้าพระยาในสมัยรัชกาลที่ ๗และใครอีกจำไม่ได้มาดูพื้นที่วัด และเห็นตัวหนังสือในอุโบสถ ก็เลยไปทูลรัชกาลที่ ๖ ท่านก็บอกว่าที่เรามีเยะแยะไม่เป็นไร ก็เลยไม่ได้มีการผาติกรรม?
ส่วนชื่อวัดอภัยทายารามที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมะกอก หลวงพ่อว่าอาจมาจากบริเวรนี้ในอดีตมีต้นมะกอกอยู่มาก คงเป็นดอนมะกอก เมื่อหลวงพ่อเป็นเด็กยังคงว่ายน้ำเล่นในคลองสามเสนกับเพื่อน ริมคลองกจะมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่เยอะ พอผลสุขก็จะตกลงน้ำว่ายเก็บกันสนุกสนาน แต่เดี่ยวนี้ไม่มีต้นมะกอกแล้ว
คำบอกเล่าของพระครูอภัยพิริยกิจ ประเด็นที่สำคัญคือ ประวัติการสร้างวัดอภัยทายารามที่ผู้เฒ่าผู้แก่แถววัดเล่าสืบต่อกันมา ?วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระโอรสพระเจ้าตาก นามเจ้าฟ้าอภัย มีเรื่องเล่าแต่ไม่ปรากฏชัด เจ้าฟ้าอภัยเคยคิดจะชิงเมืองพระเจ้าแผ่นดิน คือ รัชกาลที่ ๑ ถึงสองครั้ง เพราะว่าตอนนั้นข้าราชบริวารพระเจ้าตากมีอยู่มาก ครั้งแรกประชุมลี้พลปรึกษาหารือกันแต่ก็ไม่ได้คิดการอะไร ครั้งที่สองทราบถึงรัชการที่ ๑ ก็ไม่ได้ทรงใช้กำลังประหัตประหารแต่อย่างไร เพราะคนโบราณเชื่อว่าลูกเพื่อนก็เหมือนลูกเรา เจ้าฟ้าอภัยขอลุแก่โทษได้มาสร้างวัดนี้ถวาย รัชกาลที่ ๑ พระราชทานชื่อวัดว่า วัดอภัยทามริการาม แปลว่าอภัยให้กับวงศ์อริราชศรตรู เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัด อภัยทายาราม สมัย จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ซึ่งหมายถึงอภัยให้กับวงศ์ญาติ?
น่าสนใจมากว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็มิได้ทราบ เรื่องราวเกี่ยวกับกบฏเจ้าฟ้าเหม็น แต่ทำไมท่านเล่าได้เหมือนกับเป็นจริง เห็นภาพที่ขาดหายไปในหน้าประวัติศาสตร์ที่คงต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ และเรียกร้องความชัดเจนแม้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บอกเล่า หรือจะปล่อยให้ผ่านเลยไปเป็นเพียงอนุสรณ์สถาน ?เจ้าฟ้าเหม็นที่ถูกลืม?


เพลงยาว ?อนุสรณ์สถาน? เจ้าฟ้าเหม็น
            เจ้าฟ้าเหม็นหรือเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรี ประสูติแต่พระมารดาซึ่งเป็นพระธิดาของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อปีกุน พุธศักราช ๒๓๒๒ ครั้นสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้เปลี่ยนเป็นเจ้าฟ้าอไภยธิเบศ เมื่อพุธศักราช ๒๓๒๖ แล้วสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต เมื่อพุธศักราช ๒๓๕๐ และถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ในข้อหากบฎ เมื่อพุธศักราช ๒๓๕๒ หลังจากรัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคตเพียง ๗ วัน
เจ้าฟ้าเหม็นเป็นพระราชนัดดา ?องค์โปรด? ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ดังจะเห็นได้จากคราวที่สถาปนาเป็น ? สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุน?
             เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๐ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระนามลงในสุพรรณบัฎใช้แผ่นทองคำที่มีน้ำหนักมากกว่าสมเด็จพระเจ้า หลานเธอองค์อื่นๆ ทั้งเป็นทองเนื้อ ๘ เสมอด้วยสุพรรณบัฎของกรมพระราชวังบวรฯ การใช้เนื้อทองที่ต่างกันจารึกพระนามนั้น เป็นการแบ่งชนชั้นของเจ้านายที่ได้รับการสถาปนาอย่างชัดเจน กระนั้นเรื่องราวของเจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์พระองค์นี้ก็ได้หาว่าปรากฎใน พงศาวดารและเอกสารต่าง ๆ มากนัก แม้อนุสรณ์สถานที่พระองค์ได้สถาปนาไว้จะมีอยู่ แต่กลับไม่มีใครรู้จัก และอนุสรณ์สถานแห่งนั้นย่อมมีส่วนในการสิ้นบุญวาสนาของพระองค์ด้วย

            เอกสารที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกิจสำคัญของเจ้าฟ้าเหม็นที่จะเสนอใน ข้อเขียนนี้คือ เพลงยาวเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิตปฏิสังขรณ์วัดอไภทาราม ต้นฉบับเรื่องนี้เป็นเอกสารสมุดไทย เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร แต่งเป็นเพลงยาว ๑๘๙ คำกลอน เนื้อหาว่าด้วย กรมขุนกระษัตรานุชิตทรงปฏิสังขรณ์วัดอไภยทาราม ปลายคลองสามเสน เมื่อจุลศักราช ๑๑๖๐ (พุทธศักราช ๒๓๔๑ ) ใช้เวลาก่อสร้างอยู่นานถึง ๘ ปี จึงสำเร็จและมีการฉลองกันอย่างมโหราฬในจุลศักราช ๑๑๖๘ (พุทธศักราช ๒๓๔๙ ) เพลงยาวดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดระบุถึงผู้แต่ง และปีที่แต่ง เริ่มต้นว่า

สุริย์วารอาสุชมาสี
กาฬปักษ์ทวาทัศมี
ปีมะเมียสัมฤทธิศกประมาณ

สมเด็จพระขัตติยาภากรมขุน
กระษัตรานุชิตสุนทรไพศาล
ประฌามน้อมอัญชลิตกฤษดาญ
ถวายกฐินทานสงฆ์สังวรครอง

ในอารามที่ปลายซองคลองสามเสน
เห็นบริเวณเป็นแขมคาป่าร่องหนอง
ไม่รุ่งเรืองงามสง่าด้วยแก้วทอง
ไร้วิหารห้องน้อยหนึ่งมุงคา

          คำประพันธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า แต่งขึ้นตั้งแต่หลังจากที่เจ้าฟ้าเหม็นได้ ?ทรงกรม? แล้ว ในที่นี้สันนษฐานว่าข้าในพระองค์ผู้ใดผู้หนึ่งแต่งขึ้นเฉลิมพระเกีรยติที่ คราวที่ได้ ?ทรงกรม? ลีลากลอนเป็นปรากฏข้อนข้างอิสระ คล้ายกับกลอนในสมัยรัชกาลที่ ๑ เรื่องอื่น ๆ เช่น เพลงยาวพระราชนิพนธ์และนิพานวังหน้า สาระในคำประพันธ์ข้างต้นนั้นสรุปได้ว่า ?เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินที่วัดปลายคลองสามเสน เมื่อ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๒ ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๖๐ ?และเสด็จฯทรงก่อฤกษ์อุโบสถในเดือนยี่ ปีเดียวกัน
           เสนาสนะที่ทรงปฏิสังขรณ์และสถาปนาขึ้นใหม่ประกอบด้วย อุโบสถก่ออิฐถือปูน เครื่องบนทำเป็นรูปพรหมพักตร์แท่นช่อฟ้า เทพพนมแทนหางหงส์ หน้าบันรูปนกยูง บานประตูเขียนลายรดน้ำรูปเซี่ยงกาง ผนังเขียนจิตกรรมลายก้านแย่ง พระประธานนั่งสมาธิมีพระอัครสาวกซ้ายขวา กำแพงแก้วมีประตู ๔ ด้าน ตรงมุมเจดีย์ด้านละองค์ ด้านทิศใต้ของอุโบสถมีเจดีย์ใหญ่ นอกกำแพงแก้วมีศาลาท่าน้ำ ๒ หลัง หอไตร กุฎีสงฆ์ หอระฆังและเสนาสนะต่างๆ ครบบริบูรณ์ ตัวอย่างความในเพลงยาวที่กล่าวถึงอุโบสถ เช่น
สัณฐานทรงทรงสร้างเป็นอย่างตึก
สูงพิฦกลอยน้ำประจำสนาม
แท่นช่อฟ้าหน้าพรหมจำรัสงาม
ตามลำยองทองทาบกระจังเรียง

ต่างเศียรนาคนั้นเทพพนมหัตถ์
โฉมสวัสดิ์ดังจะหยัดแย้มเสียง
ทรงสร้อยเทริดสังวาลวรรณกรรเจียกเคียง
รัดเอวเรียงสายรัตน์วไลกร

          ?ขอเป็นพระชนะเป็นมารได้บัลลังก์? หมายถึง ขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งตามคติไทยถือว่าผู้ที่อยู่ในสถานะดังกล่าวมีแต่ในพระเจ้าแผ่นดินเท่า นั้น เหตุนี้กระมังเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๑ เจ้าฟ้าเหม็นจึงถึงกาลอวสาน

           ถึงจุลศักราช ๑๑๖๓ ( พุทธศักราช ๒๓๔๔) ตัวอุโบสถเสร็จแล้ว อยู่ในการก่อส้างเสนาสนะอื่น ๆ พระบาทสมเด็จพระพทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จ ฯ ผุกพัทธสีมา ด้วยกระบวนพพยุหยาตราทางชลมารค
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสององค์
ผู้ทรงธรรม์อันสถิตมหาสถาน
ก็เสด็จด้วยราชบริพาร
กระบวนธารชลมารคมหึมา

ถึงประทับพลับพลาอาวาสวัด
ดำรัสการที่จะสืบพระศาสนา
สะท้านเสียงดุริยสัทโกลา
กาหลดดนตรีประโคมไชย


การก่อสร้างทุกอย่างสำเร็จบริบูรณ์เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๑๖๘ (พุทธศักราช ๒๓๔๙) ขนานนามว่าวัดอไภยทาราม ตามพระนามของผู้ทรงสถาปนา เจ้าฟ้าอไภธิเบศ จัดงานฉลองอารามอย่างยิ่งใหญ่
พันร้อยหกสิบแปดปีขาล
กำหนดกาลกิจฉลองเสร็จประสงค์
คู่นาวีศรีแย่งสุวรรณผจง
จงกลทรงพู่ผ้าหน้าดาวทอง

ฝีพายสวมเสื้อหมวกศรีสักหลาด
ลำพาหนาสน์พระที่นั่งนั้นทั้งสอง
บรรทุกบาตรแลกาสาผ้าไตรครอง
เรือพายชักชักประคองสองคู่เคียง

ฝ่ายหน้าข้าราชการในกรมแห่
พร้อมกลองแตรปี่พาทย์หวาดหวั่นเสียง
เรือนางเหล่ามโหรีมี่สำเนียง
ขับเรียงลำตามไปในหลังชล


กระบวนแห่คราวนั้นใช้คนถึง ๒.๐๐๐ นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมงาน ๑.๗๐๐ รูป ประกาศพระบารมีว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่น่าจับตามอง มีงานฉลลอง ๗ วัน ๗ คืน ตั้งศาลาทาน ๑๐ แห่ง บริจาคยาจกวณิพกถ้วนหน้า มหรสพกลางคืนประกอบด้วยละครในเล่นเรื่องอิเหนา หนัง ๒ โรง หุ่น ๒ โรง นอนหอกนอนดาบ โตล่อแก้ว หกคะเน ไต่ลวด เล่นเพลง จุดดอกไม่เพลิงนานาชนิด



แต่คืนวันที่หนึ่งถึงที่เจ็ด
แม้นเอาเพชรขึ้นไปปรายรายเวหา
แสนทะนานก็ไม่ปานแสงไม้ระทา
พลุลั่นเลื่อนลอยฟ้าแลเลือนดาว


จะเห็นได้ว่ามหรสพต่างๆ ในงานสมโภชเป็นของหลวงทั้งหมด แสดงบารมีของผู้เป็นเจ้าของงาน ซึ่งอยู่ในฐานะของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ? องค์โปรด? มหรสพกลางวัน มีละครในเล่นเรื่องอิเหนา มีมวยทั้งชายและหญิง ประทานรางวัลอย่างไม่อั้น

ทิ้งรางวัลแล้วร้องเรียกมวยผู้หญิง
ดูขันจริงทำแสยะแบะแบอย่าง
เอาหมัดสั้นตีถองถูกปากคาง
เลือดไม่แดงเหมือนน้ำฝางอย่างมือชาย

กอดคอฟัดสลัดล้มลงทั้งคู่
ผ้าบังอยู่จึงไม่เห็นเป็นเบี้ยหงาย
ถึงให้ทองก็ควรที่มิเสียดาย
จึงเรียกเงินท้ายที่นั่งให้รางวัล


      วันสุดท้ายตั้งบายศรีเงิน บายศรีทอง บายศรีแก้ว เวียนเทียนสมโภชรอบพระอุโบสถ ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนับตั้งแต่สร้างกรุง ถ้าไม่นับงานฉลองวัดพระเชตุพนฯ หลังจากสมโภชวัดอไภทารามแล้ว ปีต่อมา รัชกาลที่ ๑ ก็โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าฟ้าอไภยธิเบศเป็น ?สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิต?
ตอนสุดท้ายของเพลงยาวสมโภชวัดอไภยทาราม ผู้ประพันธ์ทิ้งปริศนาไว้น่าคิดคือ

เมื่อฉลองมีเทศน์ยี่สิบแปดกัณฑ์
เลี้ยงพระสงฆ์พันเจ็ดสิบสาม
เงินร้อยสามสิบชั่งสิ้นพองาม

แจกจำหน่ายตามอย่างบัญชี
คิดทั้งสร้างแลฉลองเข้ากันเสร็จ
เป็นเงินร้อยเก้าสิบเบ็ดช่าง
ขอเป็นพระชนะเป็นมารได้บัลลังก์
จะนำสัตว์ไปยังนิพพานเอย ฯ


?ขอเป็นพระชนะเป็นมารได้บัลลังก์ ? หมายถึงขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งตามคติไทยถือว่า ผู้ที่อยู่ในสถานะดังกล่าวมีแต่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น เหตุนี้กระมังเมื่อสิ้นรัชการที่ ๑ เจ้าฟ้าเหม็นจึงถึงกาลอวสาน

(โดย นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา teapatyost341455@hotmail.com)

จากเวบ http://www.alligartor.com/gar/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=41

Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN