ผู้เขียน หัวข้อ: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"  (อ่าน 35050 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:40:37 pm »

   
วันปิยะมหาราช

    วันปิยะมหาราช ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเสด็จสวรรคตของพระองค์ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ รวมพระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา
     
กิจกรรมในวันปิยะมหาราช
1. ทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
2. วางพวงมาลาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์
3. จัดนิทรรศการเผยแพร่พระประวัติ และพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า
     การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ 
     พระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐาน ณ หน้าพระลานพระราชวังดุสิตแขวงจิตรดา เขตดุสิต ระหว่างพระราชวังสวนอัมพรกับบสนามเสือป่า ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ พระองค์ใหญ่กว่าขนาดจริงเล็กน้อย เป็นพระบรมรูปขณะเสด็จประทับอยู่บนม้าพระที่นั่งซึ่งยืนอยู่บนแผ่นโลหะสัมฤทธิ์ (สำริด)ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนสูง6เมตร กว้าง2เมตร ยาว5เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมา

      มีรั้วเตี้ยๆลักษณะเป็นสายโซ่ขึงระหว่างเสาล้อมรอบกว้าง9เมตร ยาว11เมตรที่แท่นด้านหน้ามีคำจารึกบนแผ่นโลหะติดประดับสรรญเสริญว่า
คำจารึก ฐานองค์พระ บรมรูปทรงม้า
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลล่วงแล้ว 2451 พรรษา
จำเดิมแต่พระมหาจักรี บรมราชวงศ์ ได้ประดิษฐาน แลดำรง
กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา
เป็นปีที่ 127 โดยนิยม


      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพ มหามงกุฎ บุรุศยรัตนราชวริวงษ์วรุตมพงษ์บริพัตรวรขัตติยราชนิกโรดมจาตุรันต บรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศบรมธรรมมิกมหาราชธิราชบรมนารถบพิตร

      พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จดำรงราชสมบัติมาถ้วนถึง 40 ปีเต็มบริบูรณ์ เป็นรัชสมัยที่ยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระมหาราชาธิราชแห่งสยามประเทศในอดีตกาล

      พระองค์กอปรด้วยพระราชกฤษฎาถินิหาร เป็นอัจฉริยภูบาลบรมบพิตร เสด็จสถิตย์ในสัจธรรมอันมั่นคงมิหวั่นไหว ทรงอธิษฐานพระราชหฤทัยในทางที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้สถิตย์สถาพรแลให้เกิดความสามัคคีสโมสร เจริญสุขสำราญทั่วไปในเอนกนิกรประชาชาติเป็นเบื้องหน้า แห่งพระราชจรรยาทรงพระสุขุมปรีชา สามารถสอดส่องวินิจฉัยในคุณโทษแห่งประเพณีเมือง ทรงปลดเปลื้องโทษ นำประโยชน์มาบัญญัติโดยปฏิบัติพระองค์ทรงนำหน้าชักจูง ประชาชนให้ดำเนินตามในทางที่งามดี มีประดยชน์เป็นแก่นสารพระทรงทำให้ความสุขสำราญแห่งประชาราษฎร์สำเร็จได้ ด้วยอาศัยดำเนินอยุ่เนืองนิจในวิริยพระขันติคุณอันแรงกล้า ทรงอาจหารในพระราชจรรยา มิได้ย่อท้อต่อความลำบากยากเข็ญ มิได้เห็นที่ขัดข้องอันเป็นข้อควรขยาดแม้ประโยชน์ แลความสุขในส่วนพระองค์ก็อาจจะสละแลกความสำราญพระราชทานไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้โดยทรงพระกรุณาปราณี

       พระองค์คือบุรพการีของราษฎร เพราะเหตุเหล่านี้แผ่นดินของพระองค์ จึงยงยิ่งด้วยความสถาพรรุ่งเรืองงาม มหาชนสยามถึงความสุขเกษมล่วงล้ำอดีตสมัยที่ได้ผ่านมา

       พระองค์จึงเป็นปิยมหาราชที่รักของมหาชนทั่วไป ครั้นบรรลุอภิลักขิตสมัย รัชมงคล อภิเษกสัมพัจฉรกาล พระราชวงศานุวงศ์เสนามาตย์ราชบริพาร พร้อมด้วยสมณพราหมณ์อาณาประชาชนชาวสยามประเทศ ทุกชาติชั้นบรรดาศักดิ์ทั่วรัฐสีมาอาณาเขตมาคำนึงถึงพระเดชพระคุณอันได้ พรรณนามาแล้วนั้นจึงพากันสร้างพระบรมรูปนี้ประดิษฐานไว้ สนองพระเดชพระคุณเพื่อประกาศพระเกียรติยศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปิยมหาราชให้ ปรากฏสืบชั่วกัลปวสาน

     เมื่อสุริยคติกาล พฤศจิกายนมาศ เอกาทศดิถีพุฒวาร จันทรคติกาล กฤติกมาสกาฬปักษ์ติตติยดิถี
ในปีวอกสัมฤทธิศก จุลศักราช 1270

     ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าขึ้นในครั้งนี้ มวลพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาพึ่งบรมโพธิสสมภารอยู่ในขณะนั้น ร่วมกันสมทบทุนสร้างถวายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติคุณของพระบาท สมเด็จพระปิยะมหาราช ผู้ทรงสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมและเพื่อถวายสักการะในวโรกาสที่พระองค์ เสด็จเสวยราชสมบัติครบ 40 พรรษาบริบูรณ์ในพิธีรัชมังคลาภิเษกด้วย สำรับแบบรูปของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ได้จ้างช่างหล่อชาวฝรั่งเศส แห่งบริษัทซูซ เซอร์เฟรส ฟองเดอร์เป็นผู้หล่อ ณ กรุงปารีส เลียนแบบพระบรมรูปทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ประดิษฐานอยู่หน้าพระราชวังแวร์ซายส์ในประเทศฝรั่งเศส เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2450 พระองค์ได้เสด็จประทับให้ช่างปั้นพระบรมรูป เมื่อวันที่ 22 สิงหคม ศกนั้น พระบรมรูปเสด็จเรียบร้อยและส่งเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ในทางเรือ เมื่อ พ.ศ.2451

      ครั้นถึงวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2451 ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกครองราชสมบัติได้ 40 ปี (ส่วนรัชดาภิเษกคือครองราชสมบัติได้ 25 ปี)เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้า ขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองที่หน้าพระลานพระราชวังดุสิต ที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบันจี้ โดยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงอ่านคำถวายพระพรชัยมงคลเสร็จแล้วจึงน้อมเกล้าฯถวายพระบรมรูปทรงม้า กราบบังคมทูลอัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช พระราชบิดาให้ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นปฐมฤกษ์เพื่อประกาศ เกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้สถิตสถาพรปรากฏสืบไปชั่วกาลนาน


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/19.html

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:43:15 pm »

พระราชกรณียกิจ
การศึกษา
     
      ในสมัยก่อน การศึกษาของไทยอยู่ตามบ้าน วัด และวัง การศึกษา ในบ้าน มักจะเป็นการฝึกฝนวิชาชีพ ความรู้สำหรับตระกูล ผู้หญิงก็เรียนวิชาซึ่งเตรียมตัวจะเป็นแม่บ้านแม่เรือน ในวัด ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำหรับชายก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญในวิชาหนังสือมากนัก เน้นหนักในทางจริยธรรมและภาษาบาลีเพื่อการบวชเรียนต่อไป ส่วนการศึกษา ในวัง มีการสอนวิชาหนังสือสูงกว่า แต่ก็อยู่ในวงจำกัดเฉพาะพระราชวงศ์และข้าราชการในราชสำนัก ในรัชการพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีการสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักเพราะทรงเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ประเทศตะวัน ตกกำลังล่าอาณานิคม จึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิทยาการและเข้าใจความคิดอ่านของชาวตะวันตก และปรับปรุงประเทศไทย ให้ทัดเทียมอารยประเทศ ภาษาอังกฤษจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เข้าจึงจุดประสงค์นั้นได้

      เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อมา ก็ทรงมีความเห็นเช่นเดียวกับพระบรมชนกนาถ ในการที่จะรับสถานการณ์การคุกคามของจักรวรรดินิยมด้วยการปรับปรุงระบบบริหารราชการ เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าเทียมทันอารยประเทศ ซึ่งต้องการผู้ที่รู้วิทยาการสมัยใหม่ มารับราชการ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีการศึกษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พระองค์จึงทรงทดลองตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ ชื่อว่า โรงเรียนราชกุมาร เป็นสถานศึกษาสำหรับพระราชวงศ์และได้ตั้งโรงเรียนวังนันทอุทยาน หรือสวนอนันต์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๑ และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ประกาศเชิญชวนบุตรหลานข้าราชการเข้าศึกษาเล่าเรียนการที่ให้มีการสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤา ด้วยทรงมุ่งหมายให้ภาษาอังกฤษเป็นกุญแจไขความรู้ในเรื่องวิทยาการตะวันตก ให้ภาษาไทยเป็นสื่อนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองสมความมุ่งหมาย

     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงตั้งโรงเรียนครั้งนี้เป็นการ ทดลองประสบการณ์ที่จะผลิตผู้มีความรู้มารับราชการในระบบบริหารแบบใหม่ และผลิตบุคลกรที่จะขยายการศึกษาใหม่ออกมานอกพระบรมมหาราชวัง พระองค์ก็ได้ส่งพระราชโอรสไปศึกษาวิชา ชั้นสูงต่อ ณ ประเทศในยุโรปหลังจากการสำเร็จการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนราชกุมาร เพื่อจะได้เสด็จกลับมาช่วยราชการในด้านต่าง ๆ พระราชโอรสแต่ละพระองค์ที่ทรงรับพระราชภาระในการบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อ มาได้มีผลงานอันเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงแก่บ้านเมือง ประเทศไทยรุ่งเรืองเป็นประเทศด้วยจุดประสงค์เดียวกัน และได้ขยายวงมาถึงราษฎรสามัญด้วยวิธีการคัดเลือก พระองค์ได้ทรงเริ่มแผนการศึกษา "ทุนเล่าเรียนหลวง เป็นครั้งแรก"

     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นการณ์ไกลว่า บ้านเมืองจะเจริญทัดเทียมอารยประเทศได้นั้น จะมีเพียงแต่ผู้มีความรู้ชั้นสูงเท่านั้นหาได้ไม่ ราษฎรทั่วไปต้องได้มีความรู้ทางหนังสือ วิชาหนังสือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพาผู้วิชาไปสู่ความเจริญส่วนตัว และยังเป็นต้นเค้าของความเจริญของราชการบ้านเมือง แม้แต่ทาสที่จะปลดปล่อยก็ยังทรงห่วงใยที่จะให้มีวิชาหนังสือติดตัวไป พระองค์ทรงเปลี่ยนระบบการศึกษาจากระบบเดิมมาสู่ระบบตะวันตกคือ ตั้งโรงเรียนหลวงเพื่อขยายวงการศึกษาขั้นมูลฐานไปสู่ทวยราษฎรสมดังพระราช ปณิธานอันแน่วแน่ที่เคยมีพระราชดำรัสเมื่อทรงเปิดโรงเรียนพระตำหนักสวน กุหลาบ ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ ตอนหนึ่งว่า "?เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นลงไปตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกันไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/05.html


ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:47:30 pm »

การสื่อสาร

การไปรษณีย์ การโทรเลขและการโทรศัพท์

     
    ประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีสหภาพสากลไปรษณีย์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๘ เพื่อนำวิทยาการทางการสื่อสารเข้ามาใช้ปรับปรุงแก้ไขการสื่อสารทางไปรษณีย์ ที่มีการก่อตั้งมาก่อนหน้านี้มาได้ ๒ ปีแล้ว โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความสำคัญของการสื่อสารทางไปรษณีย์ โดยใช้จังหวัดนครปฐมเป็นที่เริ่มต้นการไปรษณีย์เป็นครั้งแรกของเมืองไทย จนการไปรษณีย์ได้ดำเนินมาจนทุกวันนี้

     เมื่อการไปรษณีย์เปิดดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การโทรเลข การโทรเลขทำการทดลองใช้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๒ โดยให้วิศวกรชาวอังกฤษ ๒ นาย ช่วยกันประกอบขึ้นมา แต่ว่าการทำงานของท่านทั้งสองไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เนื่องมาจากเมืองไทยในขณะนั้นยังมีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก การสื่อสารทางโทรเลขสมัยนั้นจึงยังไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อจากนั้นทางกระทรวงกลาโหมจึงได้รับงานนี้มาทำเองซึ่งต้องใช้เวลานานถึง ๖ ปี โทรเลขสายแรกจึงสัมฤทธิ์ผลเปิดดำเนินการได้ โดยส่งสายระหว่างกรุงเทพฯกับสมุทรปราการ ด้วยระยะทาง ๔๕ กิโลเมตร พร้อมกันนี้ยังวางท่อสายเคเบิลไปถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับบอกร่องน้ำเมื่อเรือเดินทางเข้าออก

     ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๑ โปรดเกล้าฯ ให้ขยายงานโทรเลขข้นอีกสายหนึ่ง คือ สายกรุงเทพฯ-บางประอิน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเปิดดำเนินการได้ ไม่นานก็ทรงโปรดให้สร้างต่อจนถึงพระนครศรีอยุธยา เมื่อความเจริญทางโทรเลขมีมากขึ้นตามลำดับ ทรงโปรดให้ขยายเส้นทางออกไปโดยไม่สิ้นสุดอีกหลายสาย และทรงโปรดเกล้าฯให้การไปรษณีย์และโทรเลขรวมเข้าด้วยกัน เรียกว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข นับตั้งแต่บัดนั้นมา

     เมื่อมีความเจริญทางไปรษณีย์และโทรเลขมากขึ้น การโทรศัพท์ก็ได้เริ่มขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมยังเป็นผู้ดำเนินการต่อไป โดยกระทรวงกลาโหมได้นำวิทยาการสมัยใหม่ ที่เรียกว่า โทรศัพท์ เข้ามาทดลองใช้ในปี พ.ศ.๒๔๒๔ โดยการติดตั้งทดลองใช้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่กรุงเทพฯถึงเมืองสมุทรปราการใช้เวลาในการก่อสร้างนาน ๓ ปี ก็เป็นอันสำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๔๒๙ พร้อมเปิดให้ประชาชนได้ใช้ทั่วกันจนกระทั่งทุกวันนี้การสื่อสารแห่งประเทศ ไทยก็ได้ก้าวหน้าด้วยวิทยาการที่เริ่มต้นขึ้นจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจริญมาจนทุกวันนี้

การโทรคมนาคม

     ในรัชกาลที่ ๕ เกี่ยวกับการคมนาคม ได้มีการขุดคลองและสร้างถนนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลอง สร้างถนนสร้างสะพานเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกันกับการขยายตัวกับบ้านเมือง ถนนสะพานที่ส้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่น ถนนราชดำเนิน ถนนเยาวราช ถนนจักรพงษ์ ถนนมหาชัย สะพานผ่านพิภพลีลา และสะพานเฉลิมต่างๆ ต่อมาได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาคือ สะพานพระราม ๖ สร้างในรัชกาลที่ ๖ - ๗ และสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๗ กับสะพานที่สำคัญๆ อีกหลายสะพานที่สร้างในรัชกาลที่ ๙ ในด้านยวดยานพาหนะซึ่งเดิมใช้รถลาก ก็ให้โปรดเกล้าฯ ให้นำเอารถมาแบบยุโรบและรถยนต์ที่เรียนกันในสมัยนั้นว่า"ออโตโมบิล" มาวิ่งบนถนนพร้อมกับการเปิดถนนสายการเดิน "รถราง" ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน
สำหรับคลองที่โปรดเกล้าฯให้ขุดในรัชกาลนี้ได้แก่ คลองสวัสดิ์เปรม คลองนครเนื่องเขตร คลองประเวศน์และคลองเฉลิมกรุง คลองแยกอีก ๔ คลอง

การรถไฟของประเทศไทย
       
        ได้อุบัติขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ ๒๔๓๓ โดยมีชาวต่างชาติคณะหนึ่งได้ร่วมคิดกันตั้งลงทุนบริษัทขึ้น ขอรับ อนุญาติจากรัฐบาล สร้างทางรถไฟตั้งแต่กรุงเทะมหานครไปยังจังหวัดสมุทปราการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้เสด็จทรงแซะเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม และเสด็จทรงเปิดเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ สายรถไฟนี้เรียกว่า รถไฟสายปากน้ำ สถานีที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู้ที่ตำบลหัวลำโพงนอก ถนนพระราม ๔ นับว่าเป็นครั้งแรกที่รถไฟเกิดขึ้นที่เมืองไทย

         ส่วนการรถไฟของรัฐบาลก็ได้เริ่มมาแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ เช่นเดียวกัน คือเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้ทรงโปรด ฯ ให้ประกาศสร้างงรถไฟแต่กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดนครราชสีมา
        พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่า การรถไฟจะนำความเจริญรุ่งเรื่องมาสู่ประเทศชาติบ้านเมือง และประชาชนได้อย่างแน่แท้ เพราะจะทำให้การคมนาคม
         เป็นการขยายประชุมชนให้ไพศาลยิ่งขึ้น และเศษญกิจการค้าขายของบ้านเมืองก็จะเจริญตามส่วน เมื่อได้ทรงจัดสร้างทางรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ กับนครราชสีมาและมุ่งหมายมาย
         จะสร้างทางรถไฟไปทางภาคเหนือแล้ว จึงโปรดฯให้จัดสร้างทางสายใต้ซึ่งจะผ่านไปยังมณฑลภาคใต้ขึ้นอีก ได้ประกาศซื้อที่ดินสร้างทาง รถไฟสายเพรชบุรีเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ การสร้างแต่กรงเทพฯ
ถึงเพชรบุรีได้สำเร็จลงเมื่อพ.ศ. ๒๔๔๖ ในปีพ.ศ. ๒๔๔๘ ได้ทรงโปรดฯให้จัดส้างรถไฟขึ้นอีกสายหนึ่งจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัด ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกว่าสายตะวันออก การก่อสร้างได้สำเร็จ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้เสด็จทรงเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/09.html
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN