ผู้เขียน หัวข้อ: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"  (อ่าน 35052 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:48:55 pm »

การเลิกทาส

ความเป็นมาของประเพณีทาส

      เรื่องของทาสมิใช่มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ทาสมีอยู่ในเกือบทุกประเทศประเพณีทาสมีมาแต่สมัยดึกดำยรรพ์นับพันปีมาแล้ว คำว่าทาสเป็นภาษาบาลีและสันสกฤตภาษาไทยเรียกว่าข้า เจ้าของทาสเรียกว่าเจ้าข้า ประเพณีทาสเกิดจากการที่คนสมัยก่อนทำศึกสงครามต่อกัน ฝ่ายที่มีชัยย่อมถืออำนาจกดขี่เชลยให้เป็นข้ารับใช้การงานไปจนตลอดชีวิต ทาสจำพวกนี้เรียกว่าทาสเชลย แต่ต่อมามีทาสประเภทอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกคือ ทาสที่เจ้าของซื้อมาจากเจ้าของเดิม บุตรที่เกิดขึ้นแก่บิดามารดาผู้เป็นทาสแห่งเจ้าเดียวกัน ทาสเจ้าของใหม่ได้รับจากเจ้าของเดิมเป็นของขวัญ ผู้ที่ถูกปรับแล้วมีผู้อื่นเสียค่าปรับแทนก็เลยต้องเป็นทาสของเขา ผู้ซึ่งได้รับอุปการะในสมัยข้าวแพงและเด็กๆ ลูกผู้ที่เล่นการพนันในบ่อนแล้วไม่มีเงิน จะใช้เมื่อเสียมากๆ ทรงเลิกทาส

      ระบบทาสถือเป็นสถาบันที่มีกฎหมายคุ้มครองมาตั้งแต่ครั้งอยุธยาระบบนีด ได้แทรกซึมเข้าไปในวิถีชีวิตของทุกคนในสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ สภาพความเป็นทาสได้บรรเทาความแยกแค้นลำเค็ญจนส่งผลให้มีปริมาณทาสเพิ่มมาก ขึ้น กฎหมายทาสแต่โบราณได้จำแนกทาสออกเป็น ๗ ประการ ตามลักษณะของการตกเป็นทาส ประเภทที่ ๗ คือทาสเชลย ในแง่ของการไถ่ทอนทาสนั้น ทาสสที่ไม่ใช้ทาสเชลยจะมีแบบที่สามารถไถ่ถอนตัวเองได้และไถถถถ่ถอนไม่ได้ พวกนี้จะเป็นทาสสินไถ่ ดังนั้นระบบทาสซึ่งมีมาช้านานในสังคมไทยได้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับประโยชน์ส่วน ตัวของทั้งข้าราชการแลพลเมืองทั่วประเทศ การยกเลิกทาสจึงเท่ากับการสร้างความขัดแย้งกับบรรดาเจ้าของทาสหรือนายทาส ด้วยพระปรีชาญานและสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว พระองค์ทรงดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าการใช้กำลังและความรุนแรงพระองค์ทรงเลือกใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม โดยทรงปลดปล่อยทาสอย่างมีขั้นตอนค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งกินเวลาหลายสิบปี

      โดยขั้นแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้พระราช บัญยัติพิกัดอายุเกษียณอายุลูกทาสไทยในพระพุทธศักราย ๒๔๑๗ โดยลดอัตราการไถ่ถอนลูกทาสที่เกิดใชช่วงรัชสมัยของพระองค์ให้พ้นการเป็นทาส ไม่เกิน ๒๐ ปี ซึ่งหลังจากนั้นแล้วบรรดาลูกทาสดังกล่าวจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระดัง นั้นจึงเป็นการลดจำนวนทาสลงอย่างมากโดยไม่มีผลกระทบต่อนายทาส จนเกินไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติตามมาอีก ๒ ฉบับ ในพระพุทธศักราช ๒๔๔๓ และ ๒๔๔๗ การยกเลิกทาสได้กระทำเสร็จตามสมบูรณ์โดยการออกกฎหมายอีกฉบับหนึ่งในพระพุทธ ศักราช ๒๔๔๘ ในที่สุดได้มีประกาศใช้ประมวลกฎหมายลักษณะอาญาฉบับใหม่ในพระพุทธศักราช ๒๔๕๑ ซึ่งกำหนดบทลงโทษ ๗ ปี สำหรับการซื้อขายคนเป็นทาส
 


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/10.html

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:50:49 pm »

การปกครอง
     
     การปกครองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยส่วนใหญ่ได้ยึดระเบียบแบบแผนต่างๆมาจากกรุงศรีอยุธยา แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จประพาสเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินเดียและชวา เป็นต้น ทรงเห็นว่าการปกครองในประเทศเพื่อนบ้านมีระเบียบแบบแผนเป็นที่น่านิยม ควรจะนำมาปรับปรุงใช้ในการปกครองประเทศไทยบ้าง อันจะส่งผลให้บ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตและเพื่อ ให้เกิดความเหมาะสม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะโดยไม่ละเมิดหน้าที่กัน

      ในปี พ.ศ.๒๔๓๑พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงแบบแผนการปกครองจากเดิมที่ยึดการบริหารจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เมื่อบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น การปกครองจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เหมาะสมกับกาลสมัย โดยมอบหมายงานให้ละเอียดมากขึ้นด้วยการเพิ่มกรมต่างๆ ให้มากถึง ๑๒ กรม
   ๑.กรมมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวซึ่งเป็นประเทศราช
   ๒.กรมพระกลาโหม มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันออกและตะวันตกและเมืองมลายู
การที่ให้กรมทั้งสองบังคับหัวเมืองคนละด้านนั้น เพื่อเป็นการง่ายต่อการควบคุมดูแลพื้นที่นั้นๆให้ได้ผลเต็มที่
   ๓.กรมท่า มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ เนื่องด้วยขณะนั้นในประเทศไทยมีการติดต่อด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านการค้าขาย หรือการเจริญสัมพันธไมตรีทางฑูต
   ๔.กรมวัง มีหน้าที่ดูแลรักษาการต่างๆ ในพระบรมมหาราชวัง
   ๕.กรมเมือง มีหน้าที่ดูแลรักษากฎหมายอาญา ที่เกี่ยวกับผู้กระทำผิด กรมนี้มีโปลิศหรือตำรวจทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ
   ๖.กรมนา มีหน้าที่คล้ายคลึงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน คือ มีหน้าที่ในการดูแลควบคุมการเพาะปลูก ค้าขาย ป่าไม้ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม
ทั้ง ๖ กรมนี้ เป็นกรมที่มีอยู่แต่เดิม แต่ทรงเปลี่ยนแปลงข้อปลีกย่อยในการบริหารงานให้ชัดเจนขึ้นของแต่ละกรม
   ๗.กรมพระคลัง มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการเก็บภาษีรายได้จากประชาชน และนำมาบริหารใช้ในงานด้านต่างๆ
   ๘.กรมยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินคดีต่างๆ ที่เป็นทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และควบคุมดูแลศาลอาญา ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ ทั่วทั้งแผ่นดิน
   ๙.กรมยุทธนาธิการ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาการในกรมทหารบก ทหารเรือและควบคุมดูแลส่วนที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทหาร
   ๑๐.กรมธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ คือ หน้าที่ในการสั่งสอนอบรมพระสงฆ์ สอนหนังสอให้กับประชาชนทั่วไป
   ๑๑.กรมโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลองและงานช่างที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทั้งการไปรษณีย์และโทรเลข เป็นต้น แม้แต่การสร้างทางรถไฟ
   ๑๒.กรมมุรธธิการ มีหน้าที่ดูแลรักษาพระราชสัญจกร รักษาพระราชกำหนดกฎหมาย และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับงานราชการทั้งหมด

การศาลและกฎหมาย

     ทรงปรับปรุงการศาลและกฎหมายแบบอย่างต่างประเทศทางตะวันตกตามข้อที่ทรง เห็นควรรีบปรับปรุง เพื่อความเที่ยงธรรมแก่ราษฎร และความเจริญของบ้านเมืองให้เป็นที่เชื่อถือของชาต่างประเทศ ในด้านกฎหมายและการพิพากษาคดีของศาลไทย ในระยะตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ ของกรุงเทพฯ มาแล้ว ฝรั่งทางยุโรปได้มามีเมืองขึ้นทางตะวันออกหลายแห่งดังกล่าวมาแล้วเขาไม่ เชื่อกฎหมายของเราชาวตะวันออก จึงไม่ยอมให้คนของเขาขึ้นศาลไทยเมื่อเกิดคดีพิพาทใด ๆ เขาให้กงสุลคือ ฝรั่งผู้แทนของเขาในเมืองไทยเป็นผู้พิพากษาคดีเองโดยใช้กฎหมายบ้านเมืองของ เขา แม้คนไทยมีเรื่องกับคนของเขา เขาก็ให้มาขึ้นศาลกงสุล ปรากฏว่ามีชาวจีน ชาวญวน ชาวแขกและชาติอื่น ๆ เป็นต้น ต่างพากันไปขอขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับฝรั่งเพื่อไม่ต้องขึ้นศาลไทยเวลามี คดีกับใคร

     หน้าที่กระทรวงยุติธรรมคือ ปรับปรุงการศาล ตั้งศาลในกรุงและศาลหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลต่าง ๆ มีผู้พิพากษาพิจารณาคดี และมีศาลฎีกา คือ ศาลสูงสุดในกรุงเทพฯ หากราษฎรคนใดคิดว่าศาลชั้นต้นตัดสินไม่เที่ยงธรรมพอ ก็ร้องต่อศาลฎีกาต่อไปได้พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้ตัดสินขั้นศาลฎีกา เราเคยมีธรรมเนียมตีกลองร้องฎีกาคือใครมีทุกข์ร้อนสาหัสเรื่องคดีพิพาท ก็ถือฎีกามาถวายในหลวงโดยตีกลองที่ตั้งอยู่ในกำแพงวัง พระมหากษัตริย์ก็ให้คนออกมารับฎีกา มีคณะลูกขุน ณ ศาลหลวงในวังหลวงพิจารณาคดีถวายให้ทรงตัดสิน ครั้งสุโขทัยก็มีมาแล้วแต่เรียกว่า "สั่นกระดิ่ง " ที่ประตูวังร้องทุกข์ต่อพ่อขุนรามคำแหง

     โปรดให้เลิกการลงโทษทรมานผู้ร้ายให้เจ็บปวด โทษจารีตนครบาล คือ การตอกเล็บ บีบขมับ หรือเอาผู้ร้ายใส่ตะกร้ายักษ์ให้ข้างเตะกลิ้งไปกลิ้งมาหรือการให้คุมผู้ร้าย เดินประจานทั่วเมือง เพราะทรงเห็นว่าทารุณมาก เป็นการแสดงความป่าเถื่อนต่อมนุษย์ด้วยกัน


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/11.html

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "วันที่ 23 ต.ค. วันปิยมหาราช"
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 07:51:47 pm »

การปกป้องประเทศ

     ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นยุคแห่งการ ล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคมนี้ได้แพร่กระจายเข้ามายังประเทศไทยด้วยเช่นกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปรีชาสามารถอยู่อย่างสุดพระ กำลังในการรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแแดนบางส่วนไปก็ตาม ดินแดนที่ต้องเสียให้กับต่างชาติ ได้แก่

     พ.ศ.๒๔๓๑ เสียดินแดนในแคว้นสิบสองจุไทย เนื้อที่ประมาณ ๘๗,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร
     พ.ศ.๒๔๓๖ เสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และเกาะต่างๆในแม่น้ำโขง เนื้อที่ประมาณ ๑๔๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ประเทศไทยต้องเสียเงินถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้กับประเทศฝรั่งเศส

     พ.ศ.๒๔๔๗ เสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง บริเวณตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบาง กับตรงข้ามปากเซ เนื้อที่ประมาณ ๑๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมยกดินแดนทั้งฝั่งขวา และซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับประเทศฝรั่งเศสไปนั้น ด้วยทางฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีเอาไว้ โดยที่ไม่มีเหตุผล เมื่อไทยยินยอมยกดินแดนทั้งสองให้ฝรั่งเศสแล้ว ทางฝรั่งเศสก็มิได้ยอมและไปยึดเมืองตากไว้อีก

     พ.ศ.๒๔๔๙ เสียดินแดนที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เนื้อที่ประมาณ ๕๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร การที่ไทยต้องยินยอมเสียดินแดนส่วนนี้ไปเนื่องมาจากที่ฝรั่งเศสยึดเมืองตราด ไว้ไทยจึงต้องยอมเสียดินแดนส่วนนั้นไปเพื่อแลกกับเมืองตราด แต่การเสียดิแดนส่วนนี้ไทยก็ได้รับผลประโยชน์กลับมาเช่นเดียวกัน คือ ฝรั่งเศสยอมยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต


ที่มาจาก http://www.nmm.ac.th/www/nu2003/cpu04/12.html
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN