ผู้เขียน หัวข้อ: ซ่อนใจ...ไว้ให้เธอ  (อ่าน 38104 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 4 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 7 : ถึงทีบ้างให้รู้ไป!
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2010, 08:48:46 pm »

บทที่ 7 : ถึงทีบ้างให้รู้ไป!



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทจะเตรียมบทจะตอบจะมอบงาน
บทจะสานบทจะบานบทจะแบ่ง
บทจะรับบทจะเร่งบทจะแกล้ง
บทจะแย้งบทจะแต่ง...ตามแต่ที!
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

   “ไปเป็นเพื่อนดาหน่อยนะ นะ”

   เสียงออดอ้อนนั้นเล่นเอาคนฟังถอนใจเนือยๆ

   จะบอกว่าเหนื่อยก็คงไม่... ออกแนวเซ็งๆ เบื่อๆ เสียมากกว่า

   “ไปทำไมล่ะ...ไปเราก็ช่วยอะไรไม่ได้ซะหน่อย”

   “น่า...ไปเป็นเพื่อนหน่อย เราโทรฯบอกพ่ออัยให้ก็ได้นะ แม่เราฝากซื้อของนี่นานะ นั่งรถไปเป็นเพื่อนกันแล้วเดี๋ยวเราขอไปรอแม่ที่บ้านอัย ...นะ อัยคงไม่ใจร้ายปล่อยเรานั่งรถประจำทางไปคนเดียวหรอกใช่ไหมล่ะ”

   พอโดนไม้นี้เข้าไปอัยยาก็ได้แต่กลอกตาเมื่อเพื่อนสาวชวนไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าซึ่งสามารถนั่งรถประจำทางที่ผ่านหน้าโรงเรียนไปถึงได้ภายในสิบนาที

   ...ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจหัวอกพวกผู้ชายเวลาแฟนขอให้ไปซื้อของเป็นเพื่อนอย่างไรอย่างนั้น

   “อาๆ ไปเป็นเพื่อนก็ได้ ...ซื้อเฉพาะที่แม่ฝากซื้อนะดา เราไม่อยากกลับบ้านค่ำ”

   “จ้า...ไม่มีปัญหา!” เสียงตอบรับนั้นสดใสขึ้นมาทันที ไม่วายเดินมาคล้องแขนเธอไว้อีก “ไป...สัญญาจะดูแลอย่างดีไม่มีทอดทิ้ง”

   “เฮ้อ”

   “เร็วอัย รถมาแล้ว” เรียวมือนั้นฉุดร่างเพรียวของเพื่อนสนิทขึ้นรถประจำทางไปทันทีเมื่อเห็นว่ามีที่นั่งว่างอยู่

   ด้วยว่าวันนี้แก้วรีบกลับบ้าน ส่วนมายด์เองก็มีนัดงานวันเกิดพ่อแท้ๆก็เลยเหลือกันอยู่สองคน โดยปกติแล้วถ้าลดาจะไปซื้อของที่ห้างฯนั้นเราก็จะไปกันเป็นกลุ่มสี่คนเสมอๆ

   ส่วนใหญ่ก็ไปเดินตากแอร์ดูของเล่นๆอย่างนั้นล่ะ มีครั้งหนึ่งอัยพกเงินติดตัวไว้แค่ยี่สิบบาทแต่ก็เดินจับนู่นจับนี่ไปทั่วทั้งห้างฯ แถมไม่เสียเงินสักบาทเดียว

   ...รู้สึกสังหรณ์แปลกๆแฮะ

   จู่ๆความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในสมอง ...มันต้องมีเรื่องไม่คาดฝันอีกแน่ๆเลยเนี่ย

   พอถึงห้างฯดาก็เริ่มลากเธอไปซื้อสินค้าต่างๆตามที่แม่ของเจ้าตัวฝากมาซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ที่ส่วนของเครื่องสำอาง

   “ไม่ได้เอาตัวอย่างมา...แม่ใช้อันไหนนะจำไม่ได้” เพื่อนสาวเลือกครีมไปก็บ่นไปเรื่อยเปื่อยในขณะที่เธอมองผ่านๆไปเรื่อยไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ “อัยว่าอันไหนดี”

   “ไม่รู้สิ...เราก็เลือกไม่เป็น”

   “ปกติอัยใช้อะไรหรอ”

   “จำไม่ได้เหมือนกัน”

   “อ้าว...”

   “ก็...” เธอสบตาเพื่อนแล้วก็ว่า “แม่ซื้ออะไรส่งมาให้ก็ใช้อันนั้นล่ะ พอหมดก็เลิก”

   “โหย...งั้นแสดงว่าพันธุกรรมดีนะเนี่ย” รอบนี้เริ่มมีอาการประชดเจือเข้ามาพอขำๆ

   “คงงั้นมั้ง...แม่เป็นคนผิวละเอียดไม่ค่อยมีสิวอยู่แล้ว เราเหมือนแม่ก็แค่ผิวนี่ล่ะ”

   “ดีจัง... ไม่เลือกแล้ว เดี๋ยวแม่ไม่ใช้แม่ก็มาซื้อใหม่เองล่ะเนาะ” ดายิ้มแล้วก็หยิบครีมสองสามกระปุกที่ดูเหมือนจะเป็นชุดของมันจับใส่ลงตะกร้าก่อนจะลากเธอไปมุมเสื้อผ้า

   “ซื้ออะไรหรอดา”

   “ชุดน่ะ...แม่บอกให้เลือกเผื่อๆไว้ถ้าชอบใจก็ซื้อ... เสาร์หน้าเราต้องไปงานสังสรรค์อะไรสักอย่างนี่ล่ะจำไม่ได้แล้ว”

   “อืม...งานในวงการนี่วุ่นวายดีเนาะ”

   “สงสารเราไหมล่ะ” ลดาแกล้งทำตาอ้อน “ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

   “ไม่เอาหรอก” เสียงปฏิเสธตอบไปอย่างไม่ต้องคิด “ชวนแก้วชวนมายด์เหอะ เราขอผ่าน”

   “โธ่” เพื่อนสาวลากเสียงเจือหัวเราะก่อนจะชะงักไปนิดเมื่อสังเกตเห็นบางอย่าง

   ...หรือบางคน

   “นั่นกรนี่...ใช่ไหม”

   อัยยามองตามไปทางร้านเสื้อผ้ากีฬาบุรุษ มุ่นคิ้วหน่อยๆกับร่างสูงสองร่างที่กำลังสาละวนเลือกกางเกงออกกำลังกายกันอยู่

   เพื่อนตากลมเหลือบมามองเธอแล้วสะกิดเบาๆด้วยรอยยิ้มแปลกๆ

   “พนันกันไหม”

   “หือ?” เด็กสาวทำตาโตอย่างสงสัยในคำถามนั้น

   “เราว่าคนนั้นกิ๊กกรแหงเลย...กุ๊กกิ๊กกันจังเลยล่ะ อัยดูสิ”

   ได้ฟังคำนั้นอัยยาก็ถึงกับยิ้มอย่างขำๆ

   “ไม่มั้ง” เด็กสาวมองที่สองหนุ่มนั้นอีกทีเมื่ออีกคนที่อยู่กับกรเองก็ดูคุ้นตาไม่เบา “ดาจะพนันอะไรอีกล่ะ”

   “เสาร์หน้า...ไปงานกะเรา”

   เธอได้แต่กะพริบตาปริบ ...แต่ยังไงสองคนนั้นก็ไม่น่าใช่คู่เกย์ล่ะนะ

   “เอางั้นก็ได้...แล้วดาจะพิสูจน์ไง”

   “มาสิ” ลดายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะลากเธอเข้าไปหาทั้งคู่อย่างไม่รั้งรอ “กร” เพื่อนสาวส่งเสียงเรียกตัวต้นเหตุของหัวข้อพนันด้วยรอยยิ้มแจ่มใส “มาทำอะไรแถวนี้หรอ”

   “อ้าวดา” กรหยักยิ้มทักแล้วมองเลยมาที่เธอด้วยดวงตาใสๆ “ยังไม่กลับบ้านกันหรอ”

   “มาซื้อของเดี๋ยวก็กลับแล้ว...กรล่ะ วันนี้ไม่ซ้อมบอลหรอ”

   “พี่นิคไม่อยู่เลยกลายเป็นฟรีเดย์ไป” กรว่าแล้วชะงักไปนิดเมื่อดาส่งสายตาเป็นคำถาม “อ๋อ...นี่เต้ เต้เรียน ม.สี่น่ะ แต่อายุเท่ากันเพราะเพื่อนเขา...”

   “ดร็อปเรียน ร่างกายไม่แข็งแรง เพิ่งกลับมาเรียน อื้ม...รู้แล้วล่ะ อัยเคยเล่าให้ฟังแล้ว เพื่อนอัยตอน ม.ต้น” ดายิ้มแย้มยามมองหน้าเด็กหนุ่มสวมแว่นอย่างใคร่รู้ไม่น้อยเพราะเมื่อคราวก่อนที่พบกันเธอไม่ทันได้สังเกตหน้าตาเขาจริงจังนัก “เพื่อนกรหรอ”

   “อื้ม...เจอกันที่ร้านเกม”

   “จริงหรอ?” ดาเลิกคิ้วด้วยท่าทีที่อัยยาลงความเห็นว่ากวนประสาท

   “จริงสิ” นายกรยังมีสีหน้าไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในขณะที่เต้มองสบตามีความหมายชวนขนลุกของดาแล้วหลบตาไปเลือกกางเกงต่อด้วยแก้มสีเรื่อๆ “ทำไมล่ะ”

   “อ๋อเปล่าหรอก...เราเห็นไกลๆนึกว่าแฟนกันน่ะ เลือกเสื้อผ้ากันกระหนุงกระหนิงเชียว” ลดาว่ากลั้วหัวเราะในขณะที่เธออดยิ้มตามไม่ได้กับท่าทางเหวอๆของนายกองหน้าทีมโรงเรียน

   “คิดไปได้นะดา” ว่าแล้วกรก็หัวเราะ

   “รอบนี้อัยชนะพนันแหละ...อัยบอกว่าสองคนนี้ไม่ใช่คู่เกย์ใช่ไหม” ดาหันมาคุยกับเธอแทนเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว

   “แล้วเราได้อะไรล่ะเนี่ย” อัยยาว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ฟังเดิมพันของเพื่อนสาวเลย

   “ก็ถ้าเราชนะอัยต้องไปงานเป็นเพื่อนเราใช่ไหมล่ะ” ดายิ้มกว้าง “แต่ถ้าอัยชนะ ...เราก็ยินดีจะสละเวลาพาอัยไปออกงานไง”

   เด็กสาวประมวลผลจากคำพูดนั้นเพียงชั่ววินาทีแล้วแทบจะสบถ

   “ขี้โกงนี่ดา” เธอประท้วง “เราไม่ได้อยากไปซะหน่อย”

   “น่านะ” ดวงตาลูกหมาน้อยเริ่มถูกนำมาใช้อย่างที่เธอยกมือขึ้นอุดหูไม่รับฟังไว้ก่อน “ถึงยังไงอัยก็แพ้พนันเราคราวนู้นต้องทำตามคำสั่งเราสามเดือนอยู่ดีแหละ ลืมแล้วหรอ”

   อัยยาหน้ามุ่ยขึ้นมาทันที และก่อนที่อะไรจะแย่ไปกว่านี้เพื่อนสมัย ม.ต้น ก็สะกิดเธอให้หันไปมองพร้อมชูกางเกงบอลตัวหนึ่งให้เห็นถนัด

   “ตัวนี้เป็นไง”

   เธอสบดวงตาคู่นั้นผ่านกรอบแว่นอย่างงงๆ ก่อนจะมองเจ้ากางเกงบอลสีฟ้าอ่อนๆนั้นอย่างสนใจ

   “ก็ดี สีสวยจัง”

   “ยังชอบสีฟ้าเหมือนเดิมหรอ” เต้ยิ้ม “ดีนะ...ยังมีอะไรๆที่เหมือนเดิมอยู่บ้าง”

   ฟังเสียงเนิบๆนั้นแล้วเธอก็ยิ้มออกมาหน่อย

   “เราก็ยังกินเยอะเหมือนเดิมนั่นล่ะ” เด็กสาวว่าแล้วยักไหล่

   “ยังชอบกินบราวน์นี่เหมือนเดิมไหม ว่างๆจะซื้อไปฝาก”

   “ร้านข้างบ้านเต้ยังขายดีเหมือนเดิมล่ะสิ” เธอสบตาเขาได้อย่างสบายๆเมื่อนึกย้อนถึงวันเก่าๆ ท่ามกลางเพื่อนฝูงและเสียงหัวเราะ “ถ้าลำบากก็ไม่ต้องนะ”

   “กินช็อกโกแลต...จะได้ร่าเริง” เต้ว่าแล้วหันไปสะกิดเพื่อนในขณะที่อัยโดนดาลากไปด้านเสื้อผ้าสตรี “กร...เสร็จยัง ตกลงแกเอาตัวไหนฮึ”

   “อยากได้ตัวนั้น” กรชี้ที่กางเกงในมือเต้แล้วส่ายหัว “แต่มันมีตัวเดียว” ว่าจบก็มองกางเกงสีฟ้านั้นอย่างมีความหมาย

   “ไม่ให้”

   “ทำไมวะ กางเกงตัวเดียว”

   “ก็เราเห็นก่อน” เต้ตีหน้าตายแล้วโคลงศีรษะ “ปกติใส่แต่ขาวกับดำไม่ใช่...ก็เลือกไปสิ”

   “ก็...” หนุ่มนักบอลมีทีท่าอึกอักนิดหน่อย “...คนเรามันก็ต้องลองอะไรใหม่ๆบ้าง”

   เต้ยิ้มอย่างหยอกล้อแล้วเดินไปหาเพื่อนสมัย ม.ต้น ที่กำลังรอนางแบบสมัครเล่นลองเสื้ออยู่

   “อัย” เต้กระซิบ แกล้งเขยิบหน้าเข้าใกล้เมื่อรู้ว่าดวงตาคมๆคู่หนึ่งกำลังมองตาม “ลองเลือกกางเกงให้กรมันสักตัวสิ”

   “ทำไมต้องเรา” อัยยาหน้าแดงขึ้นมานิดเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงนั้น

   ...เต้รู้ทันกร ...และรู้บางอย่างที่เธอพยายามจะไม่รับรู้

   “อัยรู้ใช่ไหมว่ามันสนใจอัย”

   “จะไปรู้หรอเรื่องอย่างนั้น” เด็กสาวปฏิเสธเสียงแผ่วเมื่อนายคนรู้มากกำลังไล่ต้อนเธอเต็มที่ ...จำไว้เลยนะเต้ ถึงทีเรามั่งจะเล่นให้อาน

   “รู้สิ...ไม่งั้นอัยจะแกล้งยิ้มเหมือนสนิทกับเราทำไม”

   วันวานเก่าๆเมื่อครั้งยังเปิดเผยทุกสิ่งอย่าง... ถึงตอนนั้นเธอจะไม่คุ้นกับเต้นัก แต่หลังจากสองสามครั้งที่ทำงานกลุ่มด้วยกันเธอก็เริ่มจะรู้จักวิธีใช้งานเพื่อนผู้ชายให้เป็นประโยชน์

   ...นึกถึงตอนนั้นแล้วก็ยังขำอยู่เลย

   “เราไม่ได้แกล้งนะ”

   “เอาล่ะ...เรารู้แล้วว่าอัยยังมีหลายอย่างที่เหมือนเดิม” เต้หัวเราะ “แต่ก็นะ...ช่วยกรมันเลือกสักตัวสิ...ไม่งั้นมันไม่เลิกยุ่งกับกางเกงตัวนี้แน่ๆล่ะ”

   “อาๆ” เด็กสาวว่าอย่างตัดรำคาญ ถอนใจออกมาหน่อยก่อนจะกระซิบบอกแผ่วๆ “จำไว้เลยนะ...ชอบรู้อะไรไม่เข้าเรื่องอยู่เรื่อย”

   “อีกข้อที่เหมือนเดิม...แต่ก็เหมือนเดิมล่ะ ขู่เราไม่ได้หรอก”

   อัยหัวเราะแล้วก็ยอมเดินไปหากรวิกที่ดูกางเกงไปเรื่อยเปื่อย

   “เลือกให้ตัวหนึ่งเอาไหม” เธอถามตรงๆ หน้าแดงขึ้นมาหน่อยเมื่อเขาหันมามองแล้วยิ้ม “แต่ถ้าเลือกให้แล้วไม่ใส่...”

   “ใส่สิ...เดี๋ยวใส่วันแข่งจริงเลย” เขาว่ายิ้มๆ “ลูกสาวคุณวีอุตส่าห์ช่วยเลือก”

   อัยยากลอกตาแล้วนึกถึงเสื้อทีมฟุตบอลโรงเรียน

   ...ถ้าจำไม่ผิดก็เสื้อขาวพาดแถบสีชมพูล่ะนะ สีประจำโรงเรียนมันขาว-ชมพูนี่นา

   สีหวานดีจัง

   เด็กสาวซ่อนยิ้มเมื่อดึงกางเกงบอลออกมาตัวหนึ่ง

   “ใส่แน่นะกร” เธอถามย้ำอย่างนึกขำกับกางเกงขาสั้นสีชมพูหวานในมือ...ไม่คิดว่าเขาจะผลิตสีแบบนี้ออกมาสำหรับพวกผู้ชายด้วย

   แต่อย่างน้อยก็กำลังจะขายออกตัวหนึ่งแล้วล่ะนะ!

   “เอ่อ...อัย...”

   “พูดเองนะว่าถ้าเลือกให้แล้วจะใส่” เธอไม่ค่อยกล้ามองหน้าเขาเท่าไหร่ก็เลยทำเป็นสำรวจเจ้ากางเกงตัวนั้นไปเรื่อยๆ “ใส่วันแข่งจริงใช่ไหม”

   เสียงถอนใจขำๆของเขาทำให้เธอหันไปมองท่าทางอารมณ์ดีผิดมนุษย์มะนาซึ่งดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นนิดหน่อย

   “ได้...อย่าลืมมาดูด้วยล่ะ” กรหัวเราะ “นั่งให้มองเห็นง่ายๆนะวันมาเชียร์ แล้วเราจะคอยมองหา นะ” ว่าแล้วก็ฉวยกางเกงสีหวานไปด้วยท่าทางพออกพอใจเสียเต็มประดา

   อัยยาเอ๋ย...

   ...รู้สึกตอนนี้เธอจะแพ้ทางการพลิกสถานการณ์ของแต่ละคนอย่างน่าเจ็บใจที่สุด!

   อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน!







   “ฮัลโหล”

   “น้องอัย...พี่นัทเองนะ ว่างคุยไหมจ๊ะน้องสาว” เสียงเข้มจากปลายสายนั้นทำเธอยิ้มออกมานิดๆแล้วตอบไป

   “ไม่เกินสิบห้านาทีนะคะ...กำลังจะนอนพอดี”

   “จ้า...ช่วงนี้ยุ่งไหมอัย... คุณปู่ท่านเตรียมตัวไปสำรวจตลาดน่ะ”

   ...คุณปู่

   เด็กสาวชะงักไปเล็กน้อยแล้วจึงตอบไปแผ่วๆ

   “ก็...เสาร์อาทิตย์นี้อัยนัดทำงานกับเพื่อนน่ะค่ะ” ที่จริงเสาร์และอาทิตย์เธอติดพันธะงานของดาที่ตั้งใจจะลากเธอไปเป็นเพื่อนตอนทำงาน “ส่วนเสาร์อาทิตย์หน้าอัยต้องเข้าค่ายของชมรม...หรือถ้าคุณปู่จะมา อัยถามพ่อให้นะคะว่าพ่อว่างไหม”

   “งั้นหรอ อื้มได้เลย ...ตามจริงก็ยังไม่แน่นอนหรอกต้องขึ้นกับนายน็อตอีกคนว่าจะหยุดโรงเรียนได้ไหม น็อตมันบอกอยากไปด้วยตั้งแต่เนิ่นๆน่ะ ตอนนี้มันก็เลยกลายเป็นคนกำหนดวันไป”

   “หรอคะ” อัยยิ้มออกมาใหม่เมื่อได้ยินชื่อของลูกพี่ลูกน้องอีกคนที่เรียนรุ่นเดียวกับเธอ

   พ่อของเธอมีพี่ชายสองคนและพี่นัทกับน็อตก็เป็นลูกของลุงวัตพี่ชายคนรองของพ่อ ส่วนลุงวุฒิพี่ชายคนโตของพ่อนั้นตอนนี้อยู่เมืองนอก กับลูกสาว (อายุมากกว่าอัยประมาณสิบปี) ที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ

   พี่นัทเป็นหลานชายคนโตของคุณปู่ อายุห่างจากเธอแปดปีและตอนนี้ก็ช่วยงานคุณปู่เกี่ยวกับพวกการตลาดอะไรทำนองนั้น เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เพราะคุณปู่ไม่ชอบให้หลานสาวเข้าไปยุ่งยากกับเรื่องพวกนั้น

   ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจเรื่องงานของพี่นัทนักแต่เธอก็สนิทกับพี่นัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน็อตซึ่งอายุไล่เลี่ยกันและเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าไปทั้งคู่ก็เหมือนญาติฝ่ายพ่อเพียงสองคนที่เธอสนิทด้วยเพราะสองคนนี้ไม่ค่อยใส่ใจคุณปู่เท่าไหร่เวลาท่านดุ

   ...คุณปู่ท่านชอบดุเวลาทั้งคู่มาเล่นกับเธอ

   เหมือนท่าน...ไม่ค่อยจะชอบใจเธอตั้งแต่เจอเธอครั้งแรกแล้ว

   เหนือสิ่งอื่นใด...ท่านไม่ชอบแม่อร เพราะแม่อรไม่ใช่ผู้หญิงที่ท่านเลือกให้แต่งกับพ่อ

   อาจจะฟังตลกนะ...แต่รายการคลุมถุงชนนี่มีพ่อของเธอรอดมาได้คนเดียวในบรรดาลูกชายสกุลวราพันธ์ทั้งสามคน

   คุณปู่ไม่ชอบผู้หญิงแบบแม่อร ...ท่านบัญญัติไว้ว่าเป็นประเภท ‘หัวแข็ง กระด้างกระเดื่อง ชอบใจเวลาได้นำหน้าผู้ชาย’

   และก็เหมือนว่าท่านจะเหมารวมเรียบร้อยแล้วว่าเธอ ‘เหมือนแม่’

   “เอออัย” พี่นัทส่งเสียงแจ่มใสเข้ามาอีก “อยากได้อะไรไหมเดี๋ยวพี่เอาไปฝาก”

   “อย่าลำบากเลยค่ะ”

   “เอาน่า...คุณปู่ท่านไม่รู้หรอก สัญญา กำหนดวันได้แน่นอนเดี๋ยวพี่โทรฯบอกนะจ๊ะ”

   “ค่ะ”

   “จ้า ขยันเรียนนะเรา”

   “ค่ะ...บอกน็อตให้ขยันเหมือนกันนะคะ”

   “แน่นอน ฝันดีจ้ะ”

   “ค่ะ” อัยยาวางสายแล้วก็ถอนใจออกมานิดๆ

   ตั้งแต่ที่แม่สอบอัยการติดและต้องย้ายไปอยู่ไกลๆก็เหมือนคุณปู่จะยิ่งไม่ชอบใจแม่มากขึ้น

   ...และเหมือนว่าท่านจะพยายามเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเธอมากขึ้นด้วย

   เอาเถอะ...บางทีเรื่องของผู้ใหญ่ก็เข้าใจยาก

   การที่เธอทำตัวให้ไม่มีปัญหาในสายตาท่านก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายอยู่แล้วนี่นะ ...แม่ไม่ต้องห่วงว่าเธอจะกดดันและคุณปู่ก็ไม่ต้องกลัวว่าเธอจะใจแตก

   น่าสงสารที่สุดคือพ่อ...เพราะท่านเป็นคนกลางของทั้งสองฝ่าย

   อยู่ให้นิ่งๆ เรียบๆเรื่อยๆ...

   อยู่เหมือนคนไม่มีเพื่อน...นั่นหรือเปล่านะที่คุณปู่ต้องการ?

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 06:56:42 pm โดย ดาราอรุณ »


ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 4 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 8 : ออกงาน
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:08:55 pm »

บทที่ 8 : ออกงาน


+++++++++++++++++++++++++++++
จะวิ่งเล่นในใจฉันอีกนานไหม
รู้ไหมใครคนหนึ่งเฝ้าห่วงหา
รู้บ้างไหมอยากให้เธอนั้นหันมา
และเห็นว่าฉันแอบมองอย่างห่วงใย
+++++++++++++++++++++++++++++

   “...อ้าว...”

   “อ้าว...หวัดดีจ้า” ลดายิ้มแจ่มใสเมื่อเจอเข้ากับเด็กหนุ่มสวมแว่นในขณะที่เธอกำลังนั่งรอหมอเรียกตามคิว

   เธอพอจะรู้มาบ้างว่าเขาเป็นคนขี้โรค แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่คลินิกประจำอย่างนี้เพราะเธอเองก็มาที่นี่เดือนละหนแต่ไม่ยักเคยเจอเขาเลย

   “เต้ก็หาหมอคลินิกหรอ”

   “ปกติเราหาหมอโรงพยาบาลน่ะ”

   “แล้วทำไมมานี่ล่ะ นั่งสิ”

   “เรารักษากับหมอทศน่ะ แกบอกว่าโรงพยาบาลคิวยาว ถ้าไม่ว่างจริงๆให้มาคลินิกแกดีกว่าก็เลยลองมาดู” เต้ว่าเรื่อยๆขณะหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ “แล้วดาเป็นอะไรหรอ”

   “เราเป็นหอบน่ะ ...แต่เท่าที่รู้มันเป็นหอบแฝง ประมาณว่าอาการไม่ชัดเจนนั่นล่ะ จะเป็นขึ้นมาก็เฉพาะตอนอากาศเย็นๆไม่ก็ฝุ่นควัน” ดายิ้มอย่างเป็นมิตร “เต้ก็เป็นหอบหรอ”

   “กรรมพันธุ์น่ะ”

   “อ๋อ”

   เขาขยับแว่นตัวเองนิดหน่อยเหมือนเคยนิสัยแล้วก็ออกปากถามขึ้นมา

   “ดารู้จักอัยตอน ม.สี่ หรอ”

   “อื้ม...ดาย้ายมาจากต่างจังหวัดน่ะ ตอนนั้นไม่มีเพื่อน เห็นอัยนั่งคนเดียวเดินคนเดียวตลอดก็เลยเข้าไปตีสนิท” ลดายิ้มกว้างเมื่อพูดถึงเพื่อนก่อนจะหันมองหน้าคู่สนทนาอย่างใคร่รู้ “เออ...ตอน ม.ต้น อัยบอกว่าอัยขี้โม้หรอ เราฟังแล้วไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย”

   “จริง” เต้ตอบสั้นๆ “ดูไม่เหมือนตอนนี้เลยล่ะ”

   “แปลกเนาะ” ฟังแล้วเธอก็พึมพำอย่างใคร่ครวญ “ถ้าถามอัยจะยอมบอกไหมนะว่าทำไม”

   “เราว่าไม่” เด็กหนุ่มยิ้ม “ถ้าอัยอยากพูดก็คงพูดนานแล้วล่ะ”

   “รู้ดีจัง” ดวงตากลมๆฉายรอยจับผิดขึ้นมาหน่อย “เคยกิ๊กกันหรือไงสมัยก่อน”

   “ถ้าเราจีบอัยจริงอัยจะไม่ทำตัวสนิทด้วยหรอก” เขายักไหล่หน่อยๆ “อัยชอบใช้เราเป็นไม้กันหมาสมัยก่อน”

   “โห” ดาหัวเราะ “งั้นอัยก็โกหกเราตลอดเลยสิว่าไม่เคยมีคนจีบ”

   “อัยชอบทำตัวเป็นไม่รู้ว่ามีคนจีบ... คุยเล่นกับทุกคนเหมือนเพื่อนจนคนจีบสำนึกไปเองว่ายังไงก็ไม่ติด”

   “แสดงว่าไม่เคยมีใครจีบอัยยาติดเลยน่ะสิ” เด็กสาวเดาะลิ้นเล่นกับข้อมูลใหม่ที่ถ้าถามเจ้าตัวให้ตายก็คงไม่ยอมบอก “ฟอร์มจัดเสียจริง”

   “แล้วเดี๋ยวนี้เป็นยังไงล่ะ” เต้ย้อนถามเรียบๆ “ดูท่าทางซึมๆซูบๆยังไงไม่รู้”

   “ก็...ไม่ค่อยร่าเริง พูดนับคำได้” เธอทำเสียงงึมงำในลำคอก่อนต่อความ “บางครั้งก็ดูน่าสงสารแปลกๆ...เหม่อลอยเป็นบางช่วง โลกส่วนตัวสูงเสียด้วย”

   “เราเคยได้ยินมานะว่า... การที่คนดัดจริตทำอะไรๆนานๆวันเข้ามันจะติดเป็นนิสัยจริงๆขึ้นมา จากคนเคยพูดถ้าลองหยุดพูดไปนานๆก็จะพูดไม่เก่งเหมือนก่อน”

   “ก็คล้ายๆนักเขียนนะ ไม่เขียนนานๆก็ฝุ่นเกาะ เราเคยเจอคนเขียนบทละครคนหนึ่ง แกชอบบ่นให้ฟังว่าช่วงนี้งานนั้นงานนี้ไม่ค่อยดีเพราะอารมณ์ไม่ต่อเนื่อง ภาษาไม่ต่อเนื่อง อะไรทำนองนั้น”

   ระหว่างที่ต่างคนต่างเงียบลดาก็นึกแปลกใจตัวเองขึ้นมาไม่น้อย ...เธอคุยกับเขาอยู่นานสองนานด้วยเรื่องของเพื่อนทั้งนั้น ...แถมดูเหมือนจะเป็นการนินทาเพื่อนเสียอีก

   ตลกจัง

   คิดแล้วก็ยิ้มขำออกมากับพฤติกรรมแปลกๆของตัวเอง...เพราะความจริงเรื่องของอัยยานี่เธอกับแก้วและมายด์ก็เคยปรึกษากันหลายครั้ง ...อัยยาไม่ใช่เด็กมีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องพฤติกรรมต่างๆในโรงเรียน แต่บางอย่างที่เจ้าตัวใช้ในชีวิตประจำวันมันทำให้น่าห่วง

   ถ้าต่อไปไม่อยู่ด้วยกันแล้วอัยจะเป็นยังไง ...บางครั้งเธอเคยคิดถึงเรื่องนี้ในทางแย่ๆจนแปลกใจตัวเองแต่ก็เพราะความผูกพันและห่วงใยที่มีให้เพื่อนคนนี้หรอก

   เหนือสิ่งอื่นใดก็คงเพราะเธอ...เสียดาย

   หลายๆอย่างที่เธอทำไม่ได้แต่อัยยาทำได้ เพียงแต่เจ้าตัวไม่ยอมทำ

   หลายๆอย่างที่เธอมีไม่ได้แต่อัยยามีได้ ...เพียงแต่เจ้าตัวปฏิเสธ

   อย่างเรื่องการพูด ...อัยเป็นคนมีทักษะการพูดดีโดยนิสัย มีเหตุผลสนับสนุนในตัวเองเสมอๆ รวมทั้งเป็นคนมีจินตนาการ เพียงแต่ไม่ชอบแสดงออก

   ...มันน่าเสียดายไหมล่ะ คนแบบนี้!

   “นี่เต้...” ดาเรียกแผ่วๆแล้วยิ้มออกมานิด “...ตกลงกรสนใจอัยจริงๆใช่ไหม”

   “คงงั้นมั้ง” หนุ่มแว่นคล้ายจะรู้เท่าทันความคิดเธอไม่น้อย “บางทีก็น่าลองนะ”

   “แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนมีแฟนแล้วมักจะมีความมั่นใจกว่าคนไม่เคยมีแฟนนะ” เด็กสาวหัวเราะ “แล้วการที่พัวพันกับนักบอลตัวจริงทีมโรงเรียนนี่ก็คงมีโอกาสได้คนรู้จักกับมีเรื่องให้ถามให้ตอบมากขึ้นล่ะ”

   “เหมือนกำลังบงการเพื่อนอยู่เลยนะ”

   “ช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนต่างหากล่ะ” เธอเอ่ยแก้อย่างชอบใจ “คนเราถ้าหยุดทำอะไรไปนานๆมันก็ต้องกลับมาฝึกปรือกันใหม่ไม่ใช่หรอถึงจะคล่องเหมือนเดิม” ว่าแล้วก็สบตาเขานิ่งอย่างคาดหวัง “ช่วยกันไหมล่ะ”

   “ถ้าอัยไม่ถึงขั้นว่าแย่กว่าเดิมแล้วกรยังไปช่วยเก็บเวลในเกมได้อยู่นะ” เต้โคลงศีรษะแล้วตอบรับ “ลองดูก็ไม่เลว”







   “คุณน้าสวัสดีค่ะ”

   “สวัสดีจ้า เข้ามาเลยจ้ะแก้ว มายด์ อัย”

   “รบกวนด้วยนะคะ” สามสาวเอ่ยพร้อมๆกันก่อนจะก้าวเข้าไปในบ้านขนาดพอเหมาะซึ่งลดาและมารดาอาศัยอยู่ด้วยกันเพียงสองคน

   “ดาล่ะคะ” แก้วเอ่ยถามเจ้าบ้านซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการสั่งงานแม่บ้านทำความสะอาด

   “แต่งตัวอยู่ข้างบนจ้ะ หนูๆขึ้นไปได้เลย”

   “ค่ะ” รับคำเสร็จทั้งหมดก็พากันเดินขึ้นบันได้ไม้ไปชั้นสองซึ่งห้องของลดาจะอยู่ด้านขวามือห้องแรก

   “เฮ้ยดา...” มายด์เอ่ยทักเมื่อเปิดประตูเข้าไปเห็นเพื่อนสาวอีกคนกำลังใส่ต่างหูอย่างขะมักเขม้น

   “อ้าวมากันแล้วหรอ...นี่ ...ดูเสื้อผ้าในตู้เอาได้เลยนะ ให้ยืมใส่ แก้วกะมายด์จับอัยมันแต่งตัวด้วย อีกชั่วโมงต้องออกแล้ว” พูดไปพลางใส่ต่างหูไปพลางแล้วจึงพุ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ก่อนจะดึงชุดออกมาประมาณห้าหกชุด “สร้อยคอ ต่างหู กำไล ใส่ได้หมดนะ...แต่เวลาคืนคืนให้ครบด้วย”

   “ตกลงงานอะไรวะเนี่ยดา” มายด์ว่าพลางเขี่ยดูชุดเหล่านั้นอย่างไม่มั่นใจ “ต้องใส่กระโปรงหรอ รู้งี้ไม่น่ามา”

   “งานวันเกิดเจ๊อ้อม” ลดาเบะปาก “ไม่ไปไม่ได้แม่บังคับ ...แต่ถ้าเราไปคนเดียวนี่เรากระอักเลือดแน่ ...ไปเป็นเพื่อนกันหน่อยเหอะ”

   “อาๆ...แต่ต้องแต่งตัวอะไรอย่างนี้ด้วยหรือไง” แก้วตัดบทด้วยคำประท้วง

   “ฝ่ายนั้นเขาก็ประชันมาสุดฤทธิ์ล่ะ ...แกคงไม่ชอบใจใช่ไหมล่ะถ้าเจ๊อ้อมกับพวกจะมองแกตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าขึ้นไปถึงเส้นผมน่ะ ...แต่งกันรำคาญไว้ก่อนเหอะ บ้านนั้นนิสัยไม่ดีตั้งแต่เจ้าบ้านยันคนใช้ บอกได้เลย”

   “เราว่าเราไม่ไปดีกว่าไหม” อัยว่าเรียบๆ “ไปก็อายเขาน่า”

   “เราบอกเจ๊ไปแล้วว่าจะพาเพื่อนไปสามคน” ลดาตีหน้ายุ่ง “อัยแพ้พนันเราอยู่นะจำได้ไหม...นี่เป็นโอกาสในการฝึกอย่างหนึ่งเชียว ถ้างานนี้ผ่านอะไรๆก็ง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ”

   “จริงด้วย!” แก้วกับมายด์เอ่ยแทบจะพร้อมกัน แถมยังตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะให้อัยใส่ชุดไหนดี

   “เปลี่ยนเสื้อเร็วๆเลยอัย ...ไปกันเป็นกลุ่มยังดีกว่าอนาคตข้างหน้าที่แกต้องไปไหนมาไหนคนเดียวนะ เร็วเข้า” มายด์เร่งแล้วดึงร่างบางของเพื่อนสาวไปที่ห้องแต่งตัวพร้อมๆกับที่แก้วยัดชุดตัวสวยใส่มือเจ้าตัวติดเข้าไปด้วย

   “เร็วๆนะ เดี๋ยวทำผมแต่งหน้าให้” ดาว่าพลางยิ้มขำ

   “ไม่แต่ง” เสียงประท้วงแทรกขึ้นมาระหว่างที่เจ้าตัวกำลังเปลี่ยนเสื้อ

   “ทำผมอย่างเดียวก็ได้ ...เร็วๆเข้า” นางแบบสมัครเล่นในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนยาวพอดีเข่าปล่อยผมเหยียดตรงสยายหันมามองเพื่อนอีกสองคน “แกสองคนจะให้ไวแต่งหน้าทำผมจะทำอะไรทำก่อนเลย เร็ว”

   หนึ่งชั่วโมงแห่งความวุ่นวายจบลงโดยที่สี่สาวก็เรียบร้อยได้ทันเวลาและไปถึงงานไม่สายแม้แต่วินาทีเดียว

   “เลิกงานโทรฯบอกแม่นะดา เดี๋ยวแม่มารับ”

   “ค่ะแม่” ลดายืนรอจนรถมารดาลับตาไปแล้วจึงหันไปยิ้มหวานๆให้เพื่อนดู “ยิ้มไว้นะทุกคน...ไอ้แก้วไอ้มายด์อย่าไปท้าใครเขาตบเข้า ส่วนอัย...ยิ้มให้เป็นยิ้ม เข้าใจไหม”

   “ถ้ายิ้มไม่ออกล่ะ” อัยยาถอนใจหน่อยๆ

   “ก็นึกเรื่องตลกๆไว้สิ ...เอาเรื่องนั้นก็ได้ ที่ไอ้แก้วมันสะดุดบันไดลงไปจับกบทำนองนั้นน่ะ”

   “อ้าว...เรื่องอะไรมาลงที่เราล่ะ”

   “ไม่งั้นก็ที่ไอ้มายด์มันเดินชนเสาต่อหน้ารุ่นน้องน่ะ เลือกเอาเลย”

   “อ้าวดา...หาเรื่องนี่หว่า ลืมๆมันไปบ้างเหอะ”

   “ก็เรื่องจริงนี่นาแล้ว...”

   อัยยามองเพื่อนเริ่มทะเลาะกันแล้วก็ยิ้มขำ

   “นั่นล่ะ!” ทั้งสามที่รอคอยรอยยิ้มอยู่พูดขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน “ไม่อย่างนั้นก็ ‘เป๊ปซี่’ แยกเขี้ยวไว้เพื่อน เข้าใจนะ”

   “อื้ม”

   “เอาล่ะ พร้อมออกศึก” ลดาว่าแล้วเดินนำเข้าไปภายในตัวบ้านซึ่งเป็นบริเวณจัดงานด้วยท่าทีแช่มช้อยหากแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างน่าชื่นชม

   “ไป” มายด์เดินตามเข้าไปในขณะที่แก้วหันมาฉุดมืออัยไว้หลวมๆ

   “ครั้งแรกเรากะมายด์เกร็งแทบตายแหละอัย ...ไม่ต้องห่วง อย่าลืมว่าไม่ได้อยู่คนเดียวตอนนี้ เข้าใจนะ”

   “อื้ม”

   “ลองวิชาแสดงละครก็ได้...นึกถึงใครสักคนที่อยากเป็นแล้วสวมรอยซะ อัยเก่งนี่เวลาใช้วิธีนั้น” ทั้งสองเดินเคียงกันไป แก้วเริ่มเป็นธรรมชาติขึ้นเมื่อเข้าไปถึงบริเวณงานซึ่งตกแต่งอย่างเรียบหรูดูว่าหลายตังในขณะที่อัยมองไปรอบๆอย่างสงวนท่าที

   เธอนึกถึงเรื่องสมัยเด็ก นึกถึงตอนที่เล่นกับเพื่อนๆ

   นึกถึงแม่อร... เวลาที่ท่านขึ้นว่าความ ซ่อนอารมณ์ภายใต้สีหน้าเดียวที่ทั้งเยือกเย็นและเป็นมิตร

   นึกถึงอะไรก็ตามที่ทำให้เธอผ่อนคลาย...

   “อ้าวอัย...” เสียงทักทุ้มๆกระทบโสตประสาทอย่างที่เจ้าของชื่อหันไปมองอย่างแปลกใจ

   “เต้...มาด้วยหรอ” ...รู้สึกว่าฉันจะมีตัวช่วยเพิ่ม

   “อื้ม...พ่อเรารู้จักกับแม่เจ้าของงานน่ะ”

   “อ้อ จริงสิ...พ่อเต้ก็ทำงานวงการบันเทิงเหมือนกันนี่นา อยู่เบื้องหลัง...”

   “อื้ม...อัยมากับเพื่อนหรอ”

   “อื้ม” เธอยิ้มตอบได้อย่างไม่ขัดเขินเมื่อเป็นเพื่อนชายคนนี้และก็ไม่ได้คิดอะไรมากหากเขาจะมองสำรวจเธอพอเป็นพิธี

   แก้วกับมายด์เลือกชุดกระโปรงสีขาวที่ตัวเสื้อเป็นเกาะอกรัดรูปส่วนตัวกระโปรงเป็นแบบพองๆพอดีเข่าดูน่ารักดี มีเสื้อครึ่งตัวสีฟ้าแขนยาวเทียมศอกคลุมทับ ผมเธอก็มัดหางม้าปกติ สูงกว่าเดิมนิดหน่อยแล้วก็ไม่ได้ติดกิ๊บเก็บหน้าม้าเหมือนตอนไปโรงเรียนเท่านั้น

   เต้เองก็อยู่ในชุดลำลองกึ่งทางการ เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงขายาวรองเท้าหนังสีดำ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมเยอะเลย

   “เห็นว่าพี่อ้อมชวนทีมฟุตบอลโรงเรียนมางานวันเกิดทั้งทีมเลย อัยเห็นบ้างไหม”

   “ขนาดนั้นเลยหรอ” เด็กสาวตาโตเมื่อได้ฟังคำนั้น ...งั้นกรก็ต้องมาด้วยสิ

   ...แล้วยังมีนักบอลตัวปัญหาอีกคน

   “เฮ้ยอัย...” แก้วเดินเข้ามาใกล้พลางกระซิบบอก “เจอพี่นิคว่ะ”

   งานเข้า!

   “เต้” เธอรั้งเพื่อนสมัย ม.ต้น ไว้อย่างไม่คิดมาก “เต้ยังหาเพื่อนไม่เจอใช่ไหม งั้นเต้...”

   “เอาสิ...อยู่เป็นเพื่อนอีกคนก็ได้” เต้รับคำอย่างที่เธอไม่จำเป็นต้องพูดจบประโยคด้วยซ้ำ







   ดาลากมาจนได้สิน่า

   ดวงตาคู่คมจับจ้องที่ร่างเพรียวในชุดสวยเป็นพิเศษที่กำลังยืนคุยกับหนุ่มแว่นด้วยท่าทางสนิทสนมกันเสียเหลือเกิน

   ก็ยังดี... อย่างน้อยอยู่กับเต้พี่นิคอาจจะไม่เข้าไปตอแยโจ่งแจ้งนัก

   รอยยิ้มที่มักปรากฏบนดวงหน้าคมเข้มเสมอเลือนรางไปอย่างที่แม้แต่เจ้าของก็ยังแปลกใจตัวเอง

   ทำไมเธอไม่เคยยิ้มแบบนั้นกับเขาบ้างนะ...

   ความรู้สึกตะขวิดตะขวงก่อเกิดจนไม่สามารถถามหาเหตุผลได้

   สวยหรือ?

   ก็ไม่มาก ก็ดูน่ารักเหมือนๆกับเด็กผู้หญิงทั่วๆไป

   น่าสนใจหรือ?

   ก็อาจจะ เพราะหลายๆอย่างที่ขัดแย้งกันในตัวเอง

   สนใจ?

   ก็แปลกนะ ...แต่คำถามนี้เห็นต้องตอบว่า ‘ใช่’

   อะไรก็ตามที่เป็นอัยยา ตอนนี้เรื่องพวกนั้นกำลังรบกวนความคิดเขาเสียเหลือเกิน อาจจะเพราะท่าทางอึกอักขัดเขินในบางโอกาสกับทีท่าเมินๆไม่สนอกสนใจ ...แต่ก็ยังมีรอยหยอกเย้าขี้เล่นให้แอบดีใจเล่นเป็นพักๆ

   ให้ตายสิกรวิก ...ทำตัวเหมือนเพิ่งเคยจีบสาวไปได้!

   ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้ช่างหาคู่แต่เขาก็ผู้ชายล่ะ หน้าตาก็ไม่ได้น่าเกลียด ชื่อเสียงรึก็พอมี ไอ้รายการจีบเขาบ้าง คนเขามาจีบบ้างมันก็ต้องมีตามมา ...เพียงแต่ว่า

   ...แนวๆอัยยานี่ยังไม่เคยเจอ ก็เท่านั้นเอง

   เสียงดนตรีคลอเบาๆนั้นเป็นการเปิดฟลอร์งานเต้นรำแบบที่พวกคนมีเงินเขาชอบจัดกันเริ่มขึ้นโดยที่คู่เปิดฟลอร์นั้นตกเป็นของพี่อ้อมและพี่นิค คู่รักหักเหลี่ยมซึ่งเป็นที่โจษจันกันทั้งโรงเรียน

   เขายิ้มออกมาหน่อย...เพราะถ้าลงว่าอย่างนี้แล้วพี่นิคคงไปกวนอัยยาไม่ได้เกือบๆชั่วโมง ...และเขาหวังว่าลดาจะไม่คิดอยู่งานนี้นานๆ

   สี่สาวจับกลุ่มคุยกันอยู่โดยมีเต้ร่วมวงด้วยอีกคน สีหน้าและแววตาบ่งบอกว่ากำลังวิพากษ์วิจารณ์คู่เปิดฟลอร์อย่างไม่ต้องสงสัย ...ท่วงท่ากิริยาของทั้งสี่สาวหนึ่งหนุ่มดูกลมกลืนกับบรรยากาศงานไม่น้อย

   แล้วเขาก็เผลอขมวดคิ้วขึ้นมาหน่อยเมื่อเต้จูงมืออัยไปทางฟลอร์โดยที่สาวเจ้าก็ขืนตัวเล็กน้อยด้วยสีหน้าแหยๆ แต่สุดท้ายหนุ่มแว่นก็ลากไปจนสำเร็จโดยมีเพื่อนๆของอัยให้เสียงสนับสนุนเต็มที่

   ถึงเขาจะไม่เคยคิดว่าอัยเต้นเป็น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะคุณวีเองเคยเป็นนักเต้นเท้าไฟอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน ส่วนเต้เอง...ก็คงเคยเรียนมาบ้างนั่นล่ะนะ

   ช่วงแรกๆทั้งคู่ดูเหมือนจะยังเก้ๆกังๆ แต่สักพักหนึ่งก็เริ่มเป็นธรรมชาติขึ้น มองไกลๆดูรู้ว่าทั้งคู่คุยกันตลอดเวลา ...และอัยก็เริ่มยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ

   “...บ้าจริง” เขายิ้มไม่เข้าใจตัวเองเมื่อความหงุดหงิดมันพรุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างยั้งไม่อยู่







   “มันมองใหญ่เลย”

   “หือ...ใครหรอ” อัยเบิกตาหน่อยๆเมื่อคู่เต้นจอมรู้ทันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

   “แน่ใจว่าไม่รู้”

   “เชอะ” เธอเชิดปากน้อยๆแล้วยิ้มขบขัน “ไม่เอาน่า...เต้กับพวกดาน่ะคิดกันไปเอง”

   “แหนะ...แกล้งไขสืออีกแล้ว” ดวงตานั้นวาววามขึ้นอีก “ต้องให้บอกเพิ่มไหมว่าไม่ใช่กรคนเดียวที่มอง”

   “พูดออกมาจนได้สิน่า” อัยมุ่ยหน้าน้อยๆแล้วถอนใจ “ช่างๆเขาบ้างเถอะ...พี่นิคแกคงกำลังคิดมากกว่าว่านายเด็ก ม.สี่ มาเต้นกับเราได้ไง”

   “ถ้าพี่เขาถามอัยจะตอบว่าไง”

   “ก็เพื่อนสิ”

   “อ้อ” เต้ขำ “ดีที่ไม่บอกว่ากิ๊กกันเหมือนตอน ม.ต้น เราได้โดนจับตามองเอาแน่ล่ะ”

   “ว่าไปก็ไม่เลวนะ” เด็กสาวยิ้มในจังหวะหมุนตัวก่อนจะผละห่างเมื่อจบเพลง “เต้จะทำเออออเหมือนตอนนั้นไหมล่ะ”

   “เราว่าเราได้ตายก่อนล่ะ” เขายักไหล่ “เพื่อนแหละดีแล้วอัย...ปลอดภัยกว่า”

   “ได้เลย” เธอยิ้มแล้วเริ่มมองหาเพื่อนเมื่อเดินเคียงกันออกมาจากบริเวณฟลอร์เต้นรำ “ไปไหนกันแล้วล่ะนี่ ...หิวไหมเต้”

   “นิดหน่อย” ว่าแล้วก็จูงมือเธอไปทางโต๊ะบุฟเฟ่ต์อย่างรู้งานเมื่อมองจากหางตาเห็นท่าทางพี่นิคเหมือนจะเดินเข้ามาใกล้ “มีบราวน์นี่ให้สาวน้อยไหมนะ”

   “คุยเก่งขึ้นนะเรา”

   “ติดไอ้กรมัน...ชวนคุยได้ตลอดเวลา ขนาดฝึกแล้วยังไม่เท่ามันเลยนะเนี่ย”

   “รายนั้นน่ะยอมรับ” เด็กสาวโคลงศีรษะ “อารมณ์ดีผิดมนุษย์ ปรับตัวเก่งอย่าบอกใคร”

   “ชอบไหมล่ะ”

   “ก็...” อัยลากเสียงอย่างรู้ทันแล้วตักบราวน์นี่มาชิ้นหนึ่ง “ไม่รู้สิ...ดีเท่าเต้ไหมล่ะ จะได้เก็บไว้พิจารณา”

   เขาทำทีเป็นจุ๊ปากแล้วกระซิบ

   “รายการช่างหยอกเริ่มกลับมานะอัย”

   “อยากได้อย่างนี้กันไม่ใช่หรอ” เด็กสาวสบตาแล้วยิ้ม “ก็พยายามปรับให้อยู่นี่ไง”

   “สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเข้มนั้นทำทั้งคู่ชะงักนิ่ง

   “อ้าว... สวัสดีค่ะ” อัยทักตอบอย่างเรียบเรื่อยเมื่อหันไปมองหน้าหัวหน้าทีมฟุตบอลโรงเรียน

   “ดีครับน้องอัย...น้องอัยมากับน้องดาหรอครับ”

   “ค่ะ”

   “แล้วกินอะไรหรือยังครับ งานนี้เป็นไงบ้าง...อ้อมเขาออกแบบงานเองด้วยนะเนี่ย ตอนแรกพี่ฟังพี่แทบไม่เชื่อ” พี่นิคทำเป็นไม่เห็นเต้เมื่อชวนอัยคุย

   สาวเจ้าตักบราวน์นี่เข้าปากเป็นการตอบคำถามแรกแล้วมองไปรอบๆก่อนพยักหน้าหงึกหงักแทนการตอบคำถามที่สองพลางลิ้มรสช็อกโกแลตในปากเรื่อยๆ

   “แล้ว...น้องอัยยังไม่รีบกลับใช่ไหมครับ”

   “แล้วแต่ดาค่ะ” เธอตอบแล้วยิ้มนิดๆพอเป็นพิธี “ดากลับเมื่อไหร่อัยก็กลับเมื่อนั้น”

   “อ้อ ครับ” พี่นิคดูจะจนด้วยคำถามไปในที่สุดเธอถึงได้หันไปมองเต้แล้วถาม

   “ไม่กินล่ะ...บอกให้เรากินเยอะๆแล้วเต้ไม่กินบ้างเลย” เธอตักบราวน์นี่เข้าปากอีกคำแล้วยิ้มขำ “หรือต้องรอให้ป้อนฮึคุณชาย”

   “เราไม่ใช่เด็กนะอัย” เต้แกล้งมุ่นคิ้วแล้วยิ้ม

   “อ๋อหรอ นึกว่ายังเด็กอยู่” สาวน้อยตาใสขึ้นหน่อยเมื่ออุทาน “นั่นไง...พวกดาไปนั่งคุยกับนักบอลทางนู้นนี่เอง” ว่าแล้วก็เป็นฝ่ายฉุดแขนเด็กหนุ่มมาด้วยกันบ้าง

   “อัยๆ”

   “ว่าไง”

   “เราว่าพี่นิคเริ่มจับตามองเราแล้วล่ะ”

   “ก็ดีนี่” เธอได้แต่หัวเราะขำกับสีหน้าแกล้งเครียดของเพื่อน

   “เฮ้...มันดีตรงไหนฮึ... นี่เรากะจะเข้าทีมฟุตบอลอยู่นะ ...ไม่รอดแน่งานนี้” เต้แกล้งพูดพลางตีสีหน้าอย่างที่คนไม่รู้ความจริงหน้าตาตื่นขึ้นมาหน่อย

   “เฮ้ย เราขอโทษ...”

   “สายไปไหม”

   “เต้ เราขอโทษจริงๆ ก็เราไม่รู้นี่” พอสีหน้าเธอเริ่มสำนึกผิดขึ้นมาจริงๆเขาก็ยกมือห้ามก่อนที่เรื่องจะยาว

   “ไม่ๆอัย ...เราล้อเล่น เราจะเข้ากรีฑาหรอก ทีมฟุตบอลคนเยอะจะตาย”

   เด็กสาวค้างปากแล้วถอนใจ

   “โกรธเราไหมเนี่ย” เขามุ่นคิ้วน้อยๆยามถามเมื่อเธอเงียบด้วยความที่ยังไม่ชินกับมาดถนอมคำพูดของเพื่อนในยามนี้ทำให้เขาอยากให้หล่อนพูดอะไรออกมาตามที่คิดเหมือนสมัยก่อนมากกว่า

   “เปล่า...แค่กำลังคิดว่าถ้าเต้เข้าทีมฟุตบอลไปอีกคนนี่มันจะยุ่งแค่ไหน” ดวงตาแป๋วแหววนั้นฉายแววใคร่ครวญ “พวกดาคงล้อตายล่ะ”

   “โล่งไป นึกว่าโกรธ”

   “นี่ๆ...เต้นกันอยู่ดีๆแล้วหายไปไหนกันมา หาซะแย่” แก้วเดินเขามาคล้องแขนอัยไว้หลวมๆ “ไปทางนู้นกันไป...เต้หากรอยู่ใช่ไหม กรอยู่กับพวกนักบอลคนอื่นทางนู้นแหนะ”

   “ดาไปทักพี่อ้อมยังแก้ว” อัยเปลี่ยนเรื่องตอนเดินตามกันไป ผ่านสวนหลังบ้านไปจนถึงมุมนั่งเล่นกลางสวน

   “เรียบร้อย” แก้วว่าแล้วเอียงหน้ามากระซิบ “ก็ตอนพี่นิคโฉบไปหาแกไง”

   “อ้อ ...มิน่า”

   “ดีแล้วล่ะที่อัยหนีบเต้เอาไว้...เราเห็นพี่อ้อมแกมองตาเขียวปั้ดเชียว” ว่าแล้วก็หัวเราะ “ดังใหญ่แล้วว่ะอัย ขนาดออกงานเดียวนะเนี่ย”

   “เผอิญดังอย่างนี้ไม่อยากได้น่ะนะ” อัยส่ายหัว “ว่าแต่ดาจะกลับเมื่อไหร่หรอ”

   “อ้อ...ดาโทรฯหาแม่แล้วล่ะ อีกสองสามนาทีคงมารับแล้ว”

   นั่นล่ะ...ที่เธออยากได้ยินที่สุด!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:00:26 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

ออฟไลน์ ดาราอรุณ

  • นานแค่ไหนถึงได้พบกัน...
  • อัปสรสีหกวี

  • *
  • กระทู้: 1,497
  • กดถูกใจ: 4 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 135
  • เพศ: หญิง
  • เพียงรอยยิ้มเธอ...
บทที่ 9 : เรียนรู้ คู่ใจ (1)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 02:06:01 pm »

บทที่ 9 : เรียนรู้ คู่ใจ





   เธอกลับถึงบ้านตอนประมาณสามทุ่มเศษ อาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งเปิดพัดลมบนห้องนอนเป่าผมพลางคิดว่าลืมอะไรอีกไหม

   พรุ่งนี้ดาให้ไปนั่งเป็นเพื่อนตอนถ่ายแบบ ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเป็นไปได้เธออยากทำการบ้านให้เสร็จ พวกรายงานอะไรเทือกนั้นด้วยเพราะเดี๋ยววันจันทร์ไปโรงเรียนก็คงวุ่นวายกับการเตรียมการเข้าค่ายของชุมนุมแล้วก็ต้องเข้าค่ายสุดสัปดาห์หน้านี้แล้ว

   ...เหมือนเธอไปโรงเรียนเจ็ดวันตั้งสองสัปดาห์แหนะ

   คณิตศาสตร์เสร็จแล้วสำหรับส่งจันทร์นี้ก็ได้แต่ภาวนาว่าการบ้านจะไม่เยอะมากนักสำหรับศุกร์หน้าหรือไม่ก็ขอให้เธอมีปัญญาทำให้เสร็จตั้งแต่วันศุกร์ รายงานสุขศึกษาก็เสร็จแล้วตอนนี้ที่เหลือก็น่าจะมีแค่หนังสือเล่มเล็กของวิชาการเขียน นั่งระบายสีตกแต่งคืนนี้น่าจะเสร็จล่ะนะ

   เด็กสาวสะดุ้งขึ้นมาหน่อยเมื่อโทรศัพท์มือถือดังอยู่ใกล้ตัว มือเรียวเอื้อมไปหยิบมากดรับสายเมื่อเห็นชื่อขึ้นว่า ‘พ่อ’

   “คะพ่อ”

   “/อัย...นอนยังลูก/”

   “ยังพ่อ...อัยกะจะนั่งทำการบ้านต่อสักพัก ทำไมหรอคะ”

   “/เออ ดีเลย...เดี๋ยวพ่อให้คนช่วยเอาของไปเก็บที่บ้านนะลูก ลูกรอเปิดประตูรับหน่อยนะจ๊ะ คืนนี้พ่อน่าจะไม่กลับบ้าน/”

   “ค่ะ ใครจะเอามาให้หรอพ่อ”

   “/ป้าวรรณน่ะจ้ะ อัยจำหน้าป้าเขาได้ใช่ไหม/”

   “อ๋อค่ะ เยอะไหมคะ”

   “/หนังสือน่ะลูก สักเจ็ดแปดเล่ม/”

   “โห” เด็กสาวนึกหน้าป้าวรรณแล้วถามกลับ “ป้าวรรณตัวนิดเดียวยกหนังสือเจ็ดแปดเล่มของพ่อมาไหวหรอ”

   “/อ้อ...นายกรติดรถกลับบ้านด้วยน่ะลูก เขาคงช่วยขนให้นั่นล่ะ/”

   “อา...ค่ะ งั้น...” เสียงกดกริ่งจากด้านล่างทำให้เธอเปิดม่านชะโงกดูทางหน้าต่างแล้วบอกพ่อ “น่าจะมาแล้วล่ะ มีอะไรอีกไหมคะ”

   “/ไม่แล้วล่ะจ้ะ... อย่าหักโหมนะลูก นอนหลับพักผ่อนซะด้วย/”

   “พ่อด้วยนะคะ อย่าลืมนอนบ้าง”

   “/จ้า แค่นี้จ้ะ/” พ่อวางสายไปโดยที่เธอถือมือถือไว้ในมือแล้วเดินลงไปชั้นล่างเมื่อมีเสียงกริ่งครั้งที่สอง

   เด็กสาววางมือถือไว้ที่โต๊ะหน้าทีวีแล้วเดินไปเปิดประตู

   “อ้าว...” เธอกะพริบตาปริบเมื่อเห็นนายกรยืนรอพร้อมหนังสือที่กองซ้อนกันไว้บนพื้น (เจ็ดเล่มของพ่อวางซ้อนกันสูงกว่าเอวนายกรตั้งคืบ) “ป้าวรรณล่ะ”

   “ป้าแกรีบกลับไปดูละคร...อัยหลบหน่อย” กรว่าแล้วยกหนังสือห้าเล่มบนขึ้นมาทีเดียวในขณะที่เธอเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาเดินสะดวก

   เด็กสาวยกสองเล่มที่เหลือขึ้นมาแล้วเดินเข้าบ้านพลางปิดประตูมุ้งลวดกันยุงไว้ก่อน

   “อัยทำคณิตเสร็จยัง” หลานชายครูสอนคณิตถามตาใสเชียว

   “ทำเองสิ...นายจะลอกทำไมทำเองก็เป็น” เธอส่ายหัวน้อยๆยามเรียงหนังสือทั้งหมดไว้ด้วยกัน “กลับบ้านไปนั่งทำเลยไป”

   “ที่บ้านมารผจญนี่นา” เขาว่าแล้วเกาหัวด้วยทีท่าเหมือนหงุดหงิดหากแต่รอยยิ้มนั้นก็ยังคงอยู่ “คอมพ์มันอยู่ใกล้กว่ากระเป๋าหนังสือ”

   “เอาชนะใจตัวเองยังไม่ได้แล้วจะไปชนะใครเขาได้ฮึ” เธอแกล้งว่าแล้วกอดอกมองหน้าเขา “นายกลับบ้านไปทำเองเลยไป วันนี้ไม่ให้ลอก”

   “ทำไมล่ะ”

   “ก็นาย...”

   “กร” ดวงตาหมาขี้อ้อนอย่างนั้นเหมือนที่ดาทำบ่อยๆไม่มีผิด “อัยไม่ยอมเรียกชื่อเราอีกแล้ว”

   “ถ้าไม่ยอมทำการบ้านเองก็จะเรียกอย่างนี้ล่ะ...กวนประสาท” อัยยาหลบตาไปหยิบงานที่ตั้งค้างไว้บนโต๊ะมาดูแก้เขินเพราะเขาต้องเห็นแน่ๆว่าเธอหน้าแดง

   “ก็จะนั่งทำการบ้านเหมือนกันนี่นา ...เดี๋ยวเราโทรฯบอกคุณวี บอกลุงแล้วเรามานั่งทำเป็นเพื่อนนะ”

   “ได้ไง ไม่เอากร เดี๋ยว...”

   ร่างสูงเดินลิ่วออกนอกประตูไปเรียบร้อยอย่างที่ไม่ยอมฟังเธอสักคำ

   ...มันสมควรไหมเนี่ย!

   เธออยู่บ้านคนเดียวและเขาจะมานั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนเนี่ยนะ

   ถ้ากรเป็นผู้หญิงเธอจะไม่ว่าสักคำ!

   เด็กสาวนึกหาคำปฏิเสธพอดีกับที่เขาโผล่กลับเข้ามา ปิดประตูบ้านให้เธออย่างเรียบร้อย

   ....คิดอีกที... ถ้าให้กรอยู่เป็นเพื่อนคืนนี้พ่อต้องแจ้นกลับมานอนบ้านแน่ๆเลย

   “บอกพ่อเราหรือยัง” อัยแกล้งถามเหมือนไม่คิดอะไร

   ดวงตาคมๆนั้นเบิกขึ้นนิดหน่อยแล้วยิ้ม

   “เรียบร้อย... คุณวีบอกว่าพอเราทำเสร็จให้ไล่อัยขึ้นนอนด้วย” ว่าแล้วก็นั่งแหมะลงตรงข้ามเธอ สมุดที่ใช้ไปแล้วครึ่งเล่มถูกกางออกพร้อมใบชีทเรื่องระบบจำนวนจริง เขาทำท่าจะทำงานแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอซะงั้น

   อัยหลบตาอย่างเคยนิสัย เปิดกล่องสีไม้มาเริ่มระบายปกหนังสือเล่มเล็กเหมือนเขาไม่นั่งอยู่ตรงนั้น ...ยังเจ็บใจตัวเองนิดหน่อยที่หน้าแดงให้เขาเห็นตามเคย

   “ไปเรียนเต้นมาจากไหนหรออัย ...คุณวีสอนหรอ” เขาชวนคุยขึ้นมาเหมือนกำลังทักท้วงที่เธอทำเป็นเมิน

   “อื้ม...เมื่อก่อนพ่อฆ่าเวลาด้วยการเรียนเต้น อยู่บ้านถ้าเราว่างก็เลยต้องเป็นคู่ซ้อมให้ ...พ่อบอกว่าออกกำลัง”

   “อัยเคยเต้นกะคนอื่นนอกจากคุณวีอีกไหม”

   “ก็เต้ไง” อัยยิ้ม “เมื่อก่อนพ่อชอบแกล้งเต้ ตอนที่มาทำงานกลุ่มพ่อเคยสอนเต้เต้นแล้วจับเต้หมุนๆเป็นสิบรอบเลย เรากลัวเต้จะเป็นลมก็เลยสอนให้แทน”

   “อ๋อ แสดงว่าเคยเต้นด้วยกันมาก่อน”

   “ใช่...แต่เมื่อก่อนเต้ตัวเล็กกว่านี้เยอะ เตี้ยกว่าเราอีก เราก็เลยให้เต้เต้นเป็นผู้หญิงแล้วเราเต้นเป็นผู้ชาย” อัยหัวเราะออกมาแล้วส่ายหน้า ...พอคุยกะเต้ก็พูดถึงกร พอคุยกะกรก็พูดถึงเต้ สองคนนี้มันยังไงกันแน่นะ

   “เวลาพูดถึงเต้แล้วอัยยิ้มเก่งจัง” เขาเอ่ยออกมาแผ่วๆอย่างที่เธอก็เงยหน้ามองแทบจะทันที

   กรยังคงคิดเลขไปเรื่อยๆ... รู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่เห็นใบหน้าเขาเวลาไม่มีรอยยิ้ม

   ...โธ่เอ๊ย

   “เวลากรคิดถึงเพื่อนกรไม่ยิ้มหรอ”

   เด็กสาวเคาะแท่งสีกับโต๊ะเบาๆอย่างใคร่ครวญ

   “เมื่อก่อนเราน่ะทำวีรกรรมกับเต้เอาไว้เยอะ” ว่าแล้วก็ยิ้ม “เราเคยแอบเอากบไปใส่ไว้ในโต๊ะเพื่อนแล้วเต้มาเห็น เคยหยิบสมุดเพื่อนมาลอกการบ้านเพราะทำไม่ทันแล้วเต้ก็เห็นอีก เคยวางแผนกับเพื่อนว่าจะโดดเรียน...แล้วสุดท้ายก็ไม่เพราะเต้มาได้ยิน ...เหมือนเจ้ากรรมนายเวรกันชอบกลล่ะ”

   “อัยเนี่ยนะเคยจะหนีเรียน”

   “คาบวิทยาศาสตร์น่ะ เหมือนอาจารย์จะอคติกับห้องเราเพราะเคยมีคนขโมยของในห้องทดลอง ขนาดเพื่อนคนนั้นโดนย้ายแล้วแกก็ยังไม่มองพวกเราดีขึ้น จำได้เลยว่าปีนั้นห้องเราได้วิทย์เกรดมากสุดแค่สองเอง...ขนาดคนนั้นเขาสอบได้คะแนนเต็มตลอดแท้ๆ เออ ก็เต้นั่นแหละ”

   “ฟังแล้วเหมือนเต้เป็นสารวัตรประจำห้องเลย”

   “ก็คล้ายๆนะ...เต้เรียนเก่งสุดนี่นาแล้วก็ดูเป็นผู้ใหญ่ มีแต่คนเกรงใจเราก็เลยหมั่นไส้”

   “อ้าว...”

   “อื้ม...เคยเอายาถ่ายใส่ข้าวให้เต้กินด้วย” ถึงตอนนี้สีหน้าเธอก็สลดลง “เกือบได้เข้าห้องไอซียู ตอนแรกเรานึกว่าเต้จะตายซะแล้ว เข็ดไปเลยเรื่องทำอะไรแผลงๆแกล้งคนอื่นเนี่ย”

   กรเบิกตามองสาวน้อยฤทธิ์เยอะอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ

   “ไม่เชื่อล่ะสิ” อัยยิ้ม “วันนั้นเราร้องไห้จนเป็นลม ตื่นมาเจอเต้เดินได้สบายดีแถมยังไม่โกรธสักนิดก็เลยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่แกล้งใครเพียงเพื่อความสนุกอีก” เธอหรี่ตาลงนิดๆเมื่อระลึกย้อนไปในวันนั้น “เพราะเต้ร่างกายไม่แข็งแรง ก็เลยโดนแกล้งมาตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนจนเจ้าตัวชิน ชินจนไม่รู้จะแสดงอารมณ์ยังไงเวลาโดนแกล้งก็เลยกลายเป็นคนเงียบขรึมน่าเกรงไป ...เต้ที่เรารู้จักเมื่อก่อนเป็นอย่างนั้น”

   “แล้วทำไมถึงดูสนิทกันจังล่ะ”

   “ถามไปทำไมล่ะ” เด็กสาวถอนใจแล้วระบายสีต่อ “เต้ไม่เคยเชื่อคำขู่ของเรา เราเองก็ไม่เคยใส่ใจท่าทางเงียบๆ ...จะว่าสนิทกันก็ไม่ใช่เพราะเราแทบจะไม่รู้จักอะไรกันเลยเพียงแต่ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน”

   “หือ?” กรมุ่นคิ้วแทบจะทันที

   “เมื่อก่อนเราเป็นเจ้าแม่ ...เต้ทำตัวสนิทกับเราเพราะจะไม่มีใครวุ่นวาย ก็เท่านั้น”

   “แล้วอัยล่ะ...สนิทกับเต้ไปทำไม”

   “แล้วกรล่ะ...ทำตัวสนิทกับดาไปทำไม” อัยย้อนถามขณะระบายกรอบล้อมคำกลอน

   กรวิกกะพริบตาปริบแล้วยิ้ม

   “ไม่ได้ทำตัวสนิทซะหน่อย ...ก็สนิทกันจริงๆ”

   “แล้วรู้ไหมว่าดาชอบสีอะไร ชอบกินผลไม้อะไร เกลียดสัตว์อะไรที่สุด” เด็กสาวเอียงคอถามแล้วส่ายหัว “ไม่รู้”

   “อื้ม...ไม่รู้”

   “เราเองก็ไม่รู้ว่าเต้แพ้อะไร ชอบเล่นเกมอะไร หรือว่าเป็นเกย์หรือเปล่า” เธอหัวเราะในส่วนท้ายแล้วยักไหล่ “ทีนี้ตกลงว่าเราทำตัวสนิทหรือว่าสนิทจริงๆล่ะ”

   “แต่ดารู้ว่าเราเล่นเกมอะไร ชอบสีอะไรแล้วก็ชอบกินอะไร” กรทำตาท้า “แล้วเต้เองก็รู้ว่าอัยชอบกินอะไร ทำอะไรได้ และแกล้งทำอะไรไม่ได้”

   เธอนึกอยากเข้าบทเงียบในจังหวะนั้นเพียงแต่หาช่องจะอุดปากเขาไม่ได้เลย

   “แล้วตกลงว่า...เราทำตัวสนิทกับดาในขณะที่ดาสนิทกับเรา ส่วนอัยก็ทำตัวสนิทกับเต้ในขณะที่เต้สนิทกับอัย” กรเลิกคิ้วยามค้างคำ “อย่างนั้นหรอ”

   “ก็...”

   “หรือถ้าเรามองได้ขนาดนี้แล้วมันก็อาจจะเพราะอัยไม่ได้สนใจเต้...แต่เต้สนใจอัย อย่างนั้นหรือเปล่า”

   “ไม่ใช่” สาวน้อยตอบในทันทีสำหรับคำถามนี้ “เต้ไม่ได้คิดอย่างนั้น”

   “อัยจะรู้ได้ไงในเมื่ออัยไม่เคยรับรู้”

   “แต่กับเต้...”

   “ก็ไหนอัยบอกว่าอัยไม่รู้”

   “เรื่องที่จำเป็นน่ะเรารู้” เธอเริ่มเสียงแข็งอย่างที่ตัวเองก็รู้ตัว “เต้ไม่ได้คิดอะไรกับเรานอกจากเพื่อน กรผิด”

   “รู้ได้ไง”

   “เรารู้จักเต้มาก่อน”

   “แต่เรารู้ว่าเต้แพ้อะไร ชอบเล่นเกมอะไรในขณะที่อัยบอกว่าอัยไม่รู้”

   “ไม่เกี่ยวซะหน่อย...แล้ว...”

   “แล้วเราก็เป็นผู้ชายเหมือนเต้เราดูเต้ออกว่า...”

   “แล้วเราก็ไม่เข้าใจว่าจะมาถกกันเรื่องนี้ทำไม” อัยมุ่ยหน้าแล้วส่ายหัวเลี่ยงเสียดื้อๆ “เรื่องของเต้ก็คือเรื่องของเต้ ยังไงเต้ก็ไม่คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว”

   “แล้วถ้าเต้คิด...”

   “ก็แล้วเกี่ยวอะไรกับกรล่ะ” คำว่านี้ทำเขานิ่งอึ้งอย่างที่เธอเริ่มสำนึกผิด เห็นดวงหน้านิ่งเรียบเฉยชานั้นแล้วก็อึดอัดจนต้องแสร้งถาม “หึงเต้หรือไง”

   “เฮ้ย ไม่ใช่...”

   “ก็แหม...เห็นพูดถึงเต้เป็นนานสองนาน” สาวน้อยหัวเราะเมื่อเห็นแก้มเขาแดงจัด “เมื่อก่อนเต้แกล้งเป็นแฟนเราเพราะหนีกะเทยนี่ล่ะ ...กับเพศที่สามนี่เต้โคตรเสน่ห์แรง”

   “จริงหรอ”

   “อื้ม...รุ่นน้องรุ่นพี่จีบกันให้ควัก ตลกดี” ว่าแล้วเธอก็ยิ้มขำ “ส่วนเรานะ...ทั้งทอมทั้งดี้ ดาหน้ากันเข้ามาจนต้องทำเป็นมองไม่เห็น”

   “หา...” กรกะพริบตาปริบแล้วหลุดขำ “จริงสิ...แต่ก่อนอัยห้าวขนาดนั้นเลยหรอ”

   “ก็ไม่เชิงหรอก...ตั้งแต่เด็กๆแล้วแม่สอนให้ต่อยมวยน่ะบางทีก็เลยอาจจะดู... น่ะนะ”

   “ตัวแค่นี้นี่นะเป็นมวย”

   “ตัวแค่นี้เราก็ต่อยกรปากแตกได้ล่ะ” เธอทำเสียงขึ้นจมูกอย่างขำๆ “ขี้เกียจทำแผลให้หรอก”

   “ขี้โม้เหมือนกันนะอัย” ชายหนุ่มวางไม้บรรทัดเตรียมขีดเส้นพลางยิ้ม

   อัยยามองรอยลักยิ้มเล็กๆนั้นแล้วอดยิ้มตามไม่ได้

   ร่างบางสะดุ้งน้อยๆเมื่อมือถือส่งเสียงเตือนขึ้นมาแต่พอเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วก็กดรับสายเสียงใส

   “ว่าไงน็อต”

   “/โล่งไปทีเสียงนี้...ยังไม่นอนใช่ไหม/”

   “อื้ม”

   “/คืองี้อัย ...ตกลงว่าคุณปู่ พี่นัท พี่จักษ์แล้วก็น็อตจะไปหาอัยกะอาวีกันวันอาทิตย์หน้านะ สัปดาห์หน้าโรงเรียนน็อตปิดห้าวันให้ลูกเสื้อเข้าค่าย เจอกันนะอัย/”

   “อ๋อ อื้ม... มาถึงกันประมาณกี่โมงหรอ... อาทิตย์หน้าอัยน่าจะเข้าค่ายถึงเที่ยง”

   “/คงบ่ายๆแหละ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงคุณปู่ก็มีกุญแจ/”

   “อื้ม”

   “/อัย...คิดถึงอัยนะ/”

   “คิดถึงน็อตเหมือนกัน” เธอยิ้มขำกับคำอ้อนนั้น

   “/ฝันดีจ้ะคนสวย ไว้เจอกันนะ/”

   “อื้ม ฝันดี” ว่าจบเธอก็กดวางสาย เหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างแปลกใจเมื่อเขาแสร้งหลบตาไปทั้งที่เมื่อครู่ยังจ้องเขม็ง “การบ้านเสร็จยังกร”

   “ข้อสุดท้าย”

   “อื้ม” ท่าทางทำการบ้านอย่างขะมักเขม้นนั้นทำเธออมยิ้มไม่น้อยแต่เธอก็ทำเพียงระบายสีงานของตัวเองต่อเหมือนไม่ใส่ใจอาการผิดปกติของเขา

   เจ้าตัวเขียนบวกเลข ลบเลข คูณกันไปหารกันมาอย่างตั้งใจ แต่ดูยังไงก็ไม่เห็นเกี่ยวกับโจทย์ข้อสุดท้ายสักนิด

   อัยใช้สีน้ำเงินเน้นเงาใบไม้พอเป็นสีสันในตอนที่เขาเอ่ยถาม

   “ใครโทรฯมาหรอ”

   ถ้าเธอถามว่า ‘ถามไปทำไม’ เธออาจจะได้คำตอบแถๆให้ขบขัน แต่ถ้าเกิดเขาบอกอะไรที่ทำเธอขำไม่ออกออกมามันก็เป็นไปได้ว่าเธอจะมองหน้าเขาไม่ติดอีกเลย

   คิดแล้วเด็กสาวก็ยักไหล่แล้วว่า

   “ลูกพี่ลูกน้อง เขาจะมาเยี่ยมสัปดาห์หน้า วันที่ปิดค่ายชูใจวัยโจ๋น่ะ”

   “ลูกพี่ลูกน้อง?” ดวงตาคมนั้นใสขึ้นดังเดิม “อ๋อ แล้วอัยไปเข้าค่ายหรือเปล่า”

   “ไปสิ...พ่อเราไม่ยอมเซ็นให้ก่อนแล้วเราเอาไปติ๊ก ‘ไม่อนุญาต’ แน่ๆ ...ท่านทนายความผู้ชำนาญการจะไม่มีวันยอมเสียสิทธิ์”

   “อื้ม...แล้วตกลงค่ายออกมาเป็นไงล่ะ”

   “สรุปว่าจัดที่โรงเรียน ...ดีแล้วล่ะที่โครงการนอกสถานที่ของพี่ๆเขาไม่ผ่าน คงเหนื่อยพิลึก” เธอว่าพลางระบายสีต่อเมื่อมันใกล้จะเสร็จแล้ว พอดีเหลือบเห็นเขาหยิบเอาหน้ากระดาษแผ่นอื่นๆไปอ่านแล้วก็ว่า “อย่าอ่านเลย...ตลกจะตาย”

   “ก็ดีนี่ ...เราแต่งไม่เป็นเลยนะกลอนพวกนี้” เขายิ้ม “ให้เพื่อนแต่งให้ตลอด ...บทนี้ทำไมวาดรูปเป็นเหมือนแข่งวิ่งเลย ...วิ่งสามขาหรอ”

   จะนำหน้าจะเดินตามตามโอกาส
แม้พลั้งพลาดไม่คลาดคราจากจุดหมาย
ไม่นำหน้าหรือเดินตามจะเคียงกาย
ไม่เดียวดายเพราะขีดมาว่าคู่กัน

   “อ๋อ...อันนั้นเราแต่งตอนฟังกำหนดการแข่งขันของค่ายเสร็จ”

   “หือ...มีวิ่งสามขาด้วยหรอ”

   “อันนั้นมันเกมยอดฮิต” เด็กสาวถอนใจเมื่อนึกถึงชะตากรรมของตนเอง “คร่าวๆก็คือจะจับคู่แล้วก็ให้แต่ละคู่มาเล่นเกมแข่งกันน่ะ หาผู้ชนะเลิศไปโดยมีสาระเกี่ยวกับครอบครัวแทรกเข้าไปบ้างประปราย”

   “อืม กลอนมันออกมาเหมือนคู่รักน่ะเราก็เลยงงว่าทำไมเป็นวิ่งสามขา”

   “ธีมของค่ายมัน ‘เรียนรู้ คู่ใจ’ นี่นา” อัยยาส่ายหน้า “เขาให้ชายจับคู่หญิงน่ะตอนแข่ง เหมือนจำลองคู่ชีวิต ด่านต่างๆก็คืออุปสรรคในชีวิต ผู้ชนะเลิศก็เหมือนสุดยอดครอบครัวอบอุ่น”

   “แล้ว...ทำไมต้องเป็น ขีดมาว่าคู่กัน ล่ะ”

   อัยส่ายหน้าหน่อยๆ

   “เราก็แค่เดาว่า...พี่ๆแกจะล็อคคู่ก็เท่านั้นเอง”



--------> มีต่อ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2014, 07:03:45 pm โดย ดาราอรุณ »
ดารายามอรุณ...คงเหมือนฝุ่นใครจักสน
แสงแดดแผดร้อนรน...สว่างจนดารากลืน
 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN