ผู้เขียน หัวข้อ: กลอน "28 ธันวาคม วันพระเจ้าตากสินมหาราช"  (อ่าน 17817 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ประวัติพระเจ้าตาก ตั้งแต่ประสูติจนถึงมรณภาพฉบับสมบูรณ์

เรื่องที่จะนำเสนอนี้ไม่ใช่จากการนั่งทางในมา หลวงพ่อท่าน "เดิน" ไปพบพระ ๓รูป (ในโบสถ์ของวัด) จริงๆยังไงก็จะวิเคราะห์เป็นครั้งคราวไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสนอข้อมูลด้านเดียวท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไร เอามา share กันนะคะ
(ตอนที่ ๑) Introduction

นี่เป็นการสนทนาระหว่างหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน (ขออภัยรอบที่แล้วสะกดชื่อท่านผิด ในหนังสือเรียกท่านว่าพระครู) หลวงปู่เทพโลกอุดร (ในหนังสือเรียกท่านว่าหลวงพ่อในป่า) พระบัวเฮียวและพระภิกษุเจ้าตากรูปแรกใช้กายมนุษย์ ส่วน ๓ รูปหลังใช้รูปของพลังงาน (กายทิพย์)ในการสนทนาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๒๘แต่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ก.ค. ๒๕๔๙)ขออนุญาตปรับการนำเสนอเป็นรูปแบบคล้าย script บทละคร เพื่อให้ง่ายต่อการพิมพ์และทำการย่นย่อ เก็บใจความสำคัญมา แต่พยายามคงอรรถรสการสนทนาไว้ข้อความแทรกในวงเล็บ เป็นของ pook เอง บางตอนเสริมเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นบางตอนเป็นข้อสงสัยของ pook ถ้ามีท่านใดจะคลายสงสัยให้ได้ ก็กราบขอบพระคุณค่ะ)ถ้าท่านใดสนใจรายละเอียดรวมทั้งเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจช่วงหลวงพ่อไปจาริกบุญที่อินเดียกรุณาหาอ่านได้จากเล่มเต็มของหนังสือ ?ความหลงในสงสาร แต่งโดยสุทัสสา อ่อนค้อม? นะคะ อ้อ! คือไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาเท่าใดในการประมวลเรื่องขออนุญาตออกเป็นตอนๆไปนะคะ

เวลาสองยามตรงที่โบสถ์วัดป่ามะม่วง (ไม่แน่ใจว่าคือวัดอัมพวันหรือเปล่า?) ประเดี๋ยวหนึ่งมีแสงสว่างไสวไปทั่ววัดพระภิกษุสามองค์เดินเรียงเข้ามาที่ประตูโบสถ์ซึงพระครูจรัญเจ้าอาวาสยืนรออยู่ตรงทางเข้าโบสถ์อาการที่เดินของภิกษุทั้ง 3 รูปผิดแผกไปจากคนธรรมดาคือเลื่อนไหลไปข้างหน้ามากกว่าก้าวขาเดิน แสงสว่างไสวเป็นรัศมีของทวยเทพแต่งองค์ทรงเครื่องงดงาม ต่างมารายล้อม

พระภิกษุเจ้าตาก :ประวัติศาสตร์กรุงธน ผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้นอกจากเรากับสหายร่วมสาบาน (ร. ๑)
(ทรงอนุญาตให้ท่านพระครูใช้ศัพท์สามัญกับพระองค์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ?...ท่านอย่าลืมว่าขณะนี้เราเป็นใคร ท่านเป็นใครเราทั้งสองมีความเท่าเทียมกันในทางธรรม มีอาจารย์องค์เดียวกันตัดความหลงในสงสารได้เหมือนกันถ้าท่านคิดว่าเราเป็นกษัตริย์และพูดกับเราด้วยคำราชาศัพท์เราก็ต้องพูดคำราชาศัพท์กับท่านด้วยเช่นกัน เพราะในเจ็ดชาติที่ท่านระลึกได้นั้นท่านก็เคยเป็นกษัตริย์มิใช่หรือ.... แล้วทำไมจะมาติดอยู่กับสิ่งสมมติ? )

พระภิกษุเจ้าตาก : เราไม่อยากให้มีการเข้าใจราชวงศ์จักรีผิดๆทุกวันนี้มีคนจีนจำนวนมากที่ยังเชื่อว่าเราถูกสำเร็จโทษโดยสหายร่วมสาบานของเราเป็นผู้บงการ (จริงๆแล้ว)มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จริงเพียงแต่คนที่ถูกสำเร็จโทษเป็นสหายอีกคนหนึ่งซึ่งมีความจงรักภักดีต่อเราถึงขนาดยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเราไว้บังเอิญว่าเขารูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเรามาก ทั้งที่มิได้เป็นญาติสืบสาโลหิตกัน


พระครูจรัญ : เหตุใดท่านจึงถูกสำเร็จโทษที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านสัญญาวิปลาสก็ต้องไม่จริงเพราะถ้าจริงท่านจะตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารไม่ได้ ผู้ขาดสติมิอาจบรรลุธรรมได้

พระภิกษุเจ้าตาก : คนที่เคยทำอะไรอย่างหนึ่งเป็นปกตินิสัยแล้วจู่ๆก็เปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงกันข้าม คนเขาก็ต้องคิดว่าคนๆนั้นผิดปกติใช่ไหมเหมือนอย่างเรา เราเคยถือดาบออกรบป้องกันบ้านเมือง กู้อิสรภาพให้กับชาติไทยใครๆก็เห็นเราเป็นนักรบผู้เก่งกาจสามารถ เป็นวีรบุรุษ แล้วอยู่ๆเราก็วางดาบไม่จับดาบอีกเลย เอาแต่เจริญวิปัสสนาถ่ายเดียว คนเขาก็เลยว่าเราบ้า

พระครูจรัญ : เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงข้ามเล่าขอรับ

ตอนที่ ๒ วางดาบ *
พระภิกษุเจ้าตาก : เพราะอาจารย์ที่เคารพของพวกเราน่ะสิ (หลวงปู่เทพโลกอุดร) วันหนึ่งเราตั้งค่ายอยู่ที่ในป่าตกดึกมีพระรูปหนึ่งเข้ามาถึงตัวเรา เราก็ถามท่านว่าเข้ามาได้อย่างไรเพราะนั่นย่อมหมายถึงความปลอดภัยของตัวเรา เกิดผู้ที่เข้ามาเป็นข้าศึกเราก็อาจจะถูกฆ่าตาย พระรูปนั้นตอบว่าเดินเข้ามาเราก็ถามอีกว่าทหารยามไม่เห็นท่านหรือ ท่านก็ตอบว่าไม่ทราบเราก็คิดว่าจะต้องลงโทษทหารผู้ทำหน้าที่เป็นเวรยามท่าก็
พูดขึ้นมาว่าไม่ต้องคิดแต่จะเพ่งโทษผู้อื่น ขอให้สำรวจตัวเองเพ่งโทษ
ตัวเองดีกว่า เราก็รู้สึกแปลกๆว่าทำไมท่านจึงพูดอย่างนี้อยากจะโกรธแต่ก็ไม่กล้า แล้วท่านก็พูดให้เราสะเทือนใจว่า ?มหาบพิตรฆ่าคนมามากมีมือเปื้อนเลือด บาปมาก ตายไปจะต้องตกนรก? หากเป็น

คนธรรมดาพูดเช่นนี้เราคงสั่งตัดหัวไปแล้ว แต่นี่เป็นพระพูด เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดเราก็เรียนท่านว่าเราเป็นกษัตริย์ มีหน้าที่ทำสงครามปกป้องแผ่นดิน ท่านก็พูดว่า ?บัดนี้มหาบพิตร ก็ได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วการกู้ชาติเป็นหน้าที่ของมหาบพิตร แต่การทำสงครามปกป้องประเทศชาติมหาบพิตรควรยกให้ผู้อื่น มีคนที่เขาสามารถทำหน้าที่แทนมหาบพิตรได้จงอย่าจับดาบอีกเลย อาตมาขอบิณฑบาตดาบจากมหาบพิตร? เราก็ถามท่านว่าเราจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ท่านก็ตอบว่า ?เพื่อตัดความหลงใน(วัฏ)สงสาร หากมหาบพิตรครองราชสมบัติต่อไปก็จะไม่สามารถตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารได้ซึ่งหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบากหากมหาบพิตรไม่ตัดความหลงในสงสารก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดวกวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้นอาตมารู้ว่ามหาบพิตรสามารถตัดความหลงในสงสารได้ จึงมาหา?

หลวงปู่เทพโลกอุดร : เราได้ให้กรรมฐาน (ทำอย่างไร?? สอนวิธีปฏิบัติหรืออย่างไร) แก่พระยาตากเมื่อรับกรรมฐานจากเราแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่ยอมจับดาบอีกไม่ยอมออกศึกสงคราม เอาแต่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคนที่ไม่เข้าใจก็เลยพากันคิดว่าเขาบ้า

พระครูจรัญ :เพราะอะไรประวัติศาสตร์ในกรุงธนบุรีจึงถูกบันทึกให้ผิดไปจากความเป็นจริงมากอย่างนั้นขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก : เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติน่ะสิรู้ไหมว่าเราเป็นกษัตริย์ที่อาภัพที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนเราขึ้นครองราชย์เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย เราต้องเป็นหนี้ชาวจีนถึงหกหมื่นตำลึงซึ่งถ้าคิดเป็นเงินสมัยนี้ (๒๕๒๘) ก็เท่ากับ ๒๔๐,๐๐๐ บาทสมัยก่อนเงินหมื่นตำลึงมีค่ามาก ถ้าเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหามาผ่อนให้ได้แต่นี่เขาคิดจะยึดประเทศเราไปเป็นของเขา เขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้เรากับสหายร่วมสาบานก็เลยต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรแล้วเราก็คิดออกว่า การผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุดท่านอย่าคิดว่าเราตั้งใจจะโกง แต่ในเมื่อเขาคิดไม่ดีกับเราเราจึงต้องใช้เล่ห์กลกับเขา อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่าเราก็ไม่มีแก่ใจจะครองราชย์อีกต่อไปแล้ว เราอยากตัดความหลงในสงสารให้เด็ดขาดเราสมเพชตนเองที่เป็นกษัตริย์ยากจนเข็ญใจเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ไม่มีเบญจราชกกุธภัณฑ์ (เครื่องแสดงความเป็นกษัตริย์ ๕สิ่ง) พระยามหานุภาพจึงเขียนสดุดีเราไว้ในนิราศกวางตุ้งว่า


ชะรอยอรรถบุรุษอุดมวงศ์
ในสิบองค์โพธิสัตว์ดุสิตสวรรค์
ได้รัฐยาเพททายทำนายพรรณ
ในอนันต์สำนักชิเณรนาน

จึงดลใจให้พระองค์ทรงนั่ง
บัลลังก็รัฐรสพระธรรมกัมมัฏฐาน
ให้ทรงเครื่องนพรัตน์ชัชวาล
พระชมฌานแทนเบญจกกุธภัณฑ์

เอาพระไตรลักษณ์ทรงเป็นมงกุฎ
พระงามสุดยอดฟ้าสุทธาสวรรค์
เอาพระศีลสุจริตในกิจกรรม์
เป็นสุวรรณเนาวรัตน์สังวาลย์

เอาพระมุติธรรม์เป็นคันฉัตร
เอาพระสัจจะเป็นระใบไพศาล
ล้วนเครื่องศีลวัตรอันชัชวาล
พระอุเบกขาญาณเป็นธารกร

ฯลฯ
พระครูจรัญ : แต่กระผมชอบจารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณราชวรารามที่แสดงให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่ของท่านที่มีต่อพระพุทธศาสนา บัวเฮียวเธออยากรู้ไหมว่า จารึกมีว่าอย่างไร

* ตอนที่ ๓ พระราชประวัติ *
?อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติพระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม

ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้เหมาะสม
เจริญสมถะวิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา

คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน?


พระครูจรัญ :ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านเป็นลูกคนจีน บิดาชื่อนายไหฮอง มารดาชื่อนางนกเอี้ยงกระผมสงสัยว่าจะไม่ตรงความจริงขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก :เรื่องนี้ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน นอกจากเรากับโยมมารดา แม้แต่โยมบิดา (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ก็ไม่รู้ ประวัติของเราคล้ายคลึงกับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ตรงที่โยมแม่ของเราตั้งครรภ์โดยที่โยมพ่อไม่ทราบ โยมมารดาของเราเป็นสนมลับๆของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์องค์ที่ ๓๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาทั้งพระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศน์ก็ไม่ทรงทราบว่าเราเป็นโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่เกิดจากสนมลับชาวจีนที่ชื่อ ?ไหฮอง? ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นชื่อบิดาของเรา ความจริงไหฮองเป็นชื่อของโยมมารดา ส่วน ?นางนกเอี้ยง? ไม่มีตัวตน การที่โยมมารดาไม่ได้กราบทูลโยมบิดาให้ทรงทราบเนื่องจากเกรงจะเป็นอันตรายแก่เรา เมื่อคลอดเราแล้ว ท่านก็ได้สามีใหม่เป็นคนจีนและมีลูกสาวคือน้องสาวของเรา สมัยนั้นผู้หญิงต้องพึ่งสามี คือต้องมีสามีหาเลี้ยงโดยเฉพาะคนที่เคยอยู่ในรั้วในวัง เช่นมารดาเราเมื่ออกมาใช้ชีวิตแบบสามัญชนก็ทำไร่ไถนาไม่เป็น ต้องพึ่งสามีไม่เหมือนผู้หญิงสมัยนี้ ที่พึ่งตัวเองได้

เรื่องของเราก็เหมือนลิเกนะโยมมารดาได้สร้างเรื่องขึ้นว่า เราเป็นลูกคนจีน บิดาชื่อนายไหฮองมารดาชื่อนางนกเอี้ยง และเรื่องที่สร้างขึ้นนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่โยมมารดาทำเช่นนี้ก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเราเราไม่คิดว่าเป็นความผิดแต่ประการใดและเราก็ไม่ตำหนินักประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวอันเป็นความเท็จเพราะเขาบันทึกตามข้อมูลเพียงแต่ข้อมูลนั้นถูกบิดเบือนเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติซึ่งนักประวัติศาสตร์เองก็ไม่รู้ เราจึงพูดว่า ?ไม่มีประวัติศาสตร์ของชาติไหนที่จะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทุกอย่าง?


พระครูจรัญ :ท่านจะกรุณาเล่าเหตุการณ์ตอนที่ท่านกู้เอกราชให้ฟังได้ไหมขอรับ กระผมอยากทราบว่าตรงกับ ประวัติศาสตร์ มากน้อยเพียงใด

* ตอนที่ ๔ กู้เอกราช ๑ *
พระภิกษุเจ้าตาก :ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ตอนเรากู้ชาติตรงกับความจริงเพียงแต่มีบางเรื่องไม่ได้บันทึกเอาไว้ อย่างเรื่องที่เราตีเมืองจันทบุรีเราได้พามารดาและน้องสาวไปไว้ที่ราชบุรีก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าตีจันทบุรีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แต่เพียงว่า เราสั่งทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งความจริงเราทำมากกว่านั้น คือหลังจากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว เรามาพิจารณาว่าสงครามกู้ชาติต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนาสาหัสและยืดยาว จึงให้สร้าง ?พระยอดธงแบบกรุงศรีอยุธยา?ขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุง-มหากาบรรจุไว้ในองค์พระ (พระยอดธงคือพระพุทธรูปองค์เล็กๆที่สร้างไว้บนยอดธงเพื่อเป็นขวัญ
และกำลังใจให้รบชนะข้าศึก)เราเองก็เจริญรอยตามสงเด็จพระนเรศวรด้วยการเจริญพาหุง-มหากา (แต่งโดยพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว พระอาจารย์ขององค์นเรศวร) หรือบทถวายพรพระในปัจจุบันเป็นบทที่มีอานุภาพมาก


พระครูจรัญ :แล้วสหายของท่านกับน้องชายไปช่วยตีจันทบุรีด้วยหรือเปล่าครับ

พระภิกษุเจ้าตาก : ยังไม่ได้ไป เพราะตอนนั้นบ้านเมืองกำลังระส่ำระส่ายไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก่อนตีจันทบุรี เราไปตั้งทัพที่ระยองได้แอบซ่องสุมผู้คนและอาวุธที่ถ้ำแห่งหนึ่ง (วัดถ้ำวัฒนมงคล กิ่งอำเภอเขาชะเมา)ยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์หลงเหลืออยู่ในถ้ำนี้ (ปี ๒๕๒๘)เมื่อเราตีจันทบุรีและตั้งทัพที่นั่น สหายของทเรากับน้องชายก็มาสมทบที่เราประทับใจและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสองพี่น้องมากก็คือเขาไปรับมารดาและน้องสาวเราจากราชบุรีมาด้วย จากนั้นเราก็วางแผนตีก๊กเจ้าพระฝาง

พระบัวเฮียว : กระผมอยากฟังเจ้าตากเล่าเรื่องการกู้ชาติครับ

พระภิกษุเจ้าตาก : หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่พม่าเมื่อปี ๒๓๑๐บ้านเมืองระส่ำระสายมาก พม่าเผาผลาญถล่มทลายกรุงศรีฯ เสียย่อยยับวัดวาอารามถูกทำลายยับเยิน พระศรีสรรเพชญ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมีความสูงถึง ๘ วา หุ้มด้วยทองคำหนักสองหมื่นบาทก็ถูกพม่าใช้ไฟลนเผาลอกเอาทองคำขนกลับไปเมืองตน ประชุมพงศาวดารภาค ๖ได้บันทึกเร่องราวต่างๆตอนเสียกรุงไว้ว่า พม่าเข้ากรุงได้เป็นเวลากลางคืนพม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนของชาวเมือง ปราสาทราชมณเฑียรไฟไหม้ลุกลามสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดต่อสู้ก็เที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์สิน จับผู้คนอลหม่านไปทั่วพระนครแต่เป็นเพราะเป็นเวลากลางคืน พวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้สัก ๑๐,๐๐๐ คนส่วนพระเจ้าเอกทัศน์นั้น มหาดเล็กพาลงเรือน้อยหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ที่บ้านจิกริมวัดสังฆาวาส แต่พม่ายังหารู้ไม่ จับไม่ได้แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชกับทั้งเจ้านายข้าราชการใหญ่น้อยจำนวนมากและพระที่หนีไม่พ้น พม่าจับไปไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ผู้คนแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามีก๊กที่สำคัญอยู่ถึง ๖ ก๊กด้วยกัน ก๊กที่ร้ายกาจที่สุดคือก๊กเจ้าพระฝางซึ่งมีหัวหน้าเป็นพระภิกษุ แต่เสพสุรา ฆ่าคน และทำลามกอนาจราต่างๆเจ้าฝางในเครื่องแต่งกายของบรรพชิต คุมกองทัพสงฆ์ออกจี้ปล้นทรัพย์สินของราษฎรทำให้เสียภาพลักษณ์ของพระศาสนาอย่างร้ายแรง

ตอนที่ ๕ กู้เอกราช ๒ *
เมื่อเราปราบก๊กสำคัญ ๔ ก๊กได้แล้วจึงยกกองทัพไปตีก๊กเจ้าพระฝางซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่พิษณุโลกกองทัพของเราตีเมืองพิษณุโลกได้ แต่เจ้าพระฝางหนีไป เป็นอันว่าก๊กทั้ง ๕พ่ายแก่ก๊กพระยาตาก เมื่อได้ชัยชนะแล้ว เราก็คิดว่าจะฟื้นฟูปฏิสังขรณ์กรุงศรีฯแต่ก็มองไม่เห็นทางเลยว่าจะทำให้กรุงศรีฯรุ่งโรจน์เหมือนแต่ก่อนได้เราเริ่มวิตกกังวล คืนหนึ่งเราจึงแก้ปัญหาด้วยการสวดพาหุง-มหากาแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้ดวงพระวิญญาณของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีฯในอดีตทุกพระองค์และขอให้ท่านเหล่านั้นช่วยหาทางออกให้แก่เราด้วย จากนั้นเราก็หลับไป

เราเห็นสมเด็จพระนเรศวรกับอาจารย์ของท่านที่รู้เพราะพระเถระรูปนั้นท่านพูดว่า ?อาตมาคืออาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรที่จะมาช่วยท่านแก้ปัญหากรุงศรีฯเสียหายเกินกว่าจะปฏิสังขรณ์ได้ ทั้งพม่าก็รู้ลู่ทางโจมตีขอท่านจงย้ายราชธานีไปอยู่ที่กรุงธนบุรี และสถาปนาตัวท่านขึ้นเป็นกษัตริย์เถิดอาตมาขอถวายพระพร? จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า ?ขอต้อนรับกษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีขอพระองค์จงทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อันเป็นมรดกล้ำค่าของชาวสยาม? แล้วภาพนั้นก็หายวับไป เราตื่นขึ้นมากลางดึก จิตสัมผัสกับความสงบเย็นผิดกับคนที่ฝันร้าย ซึ่งจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวาดกลัวและเหงื่อไหลโทรมกายเรารู้สึกเหมือนกับว่ามิได้ฝันไป เพราะภาพนั้นยังฝังแน่นอยู่ในมโนนึกมาจนบัดนี้ (องค์ดำมาหาเจ้าตากจริงหรือเปล่าคะ)

พระราชดำรัสในสมเด็จพระนเรศวรทำให้เราตั้งปณิธานในบัดนั้นว่าจักทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบไปและนี่เองคือที่มาของปณิธานของเราที่ท่านกล่าวเมื่อครู่นี้การสู้รบสมัยนั้นต้องการขวัญและกำลังใจการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีที่สุดคือการน้อมนำพระธรรมคำสอนเข้ามาไว้ในใจพระพุทธศาสนาจึงมีความสำคัญต่อประเทศชาติ เมื่อใดที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากประเทศสยามเมื่อนั้นประเทศชาติก็คงอยู่ไม่ได้ เราจึงยังอยู่ แม้หมดความหลงในสงสารแล้วก็เพื่อคอยปกป้องดูแลชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ดังที่เรากล่าวไว้ว่า ?คิดถึงพ่อพ่ออยู่ คู่กับเจ้า?

เมื่อกรุงแตกเราเป็นผู้นำทหารตีฝ่าวงล้อมพม่าจากกรุงศรีฯมาตั้งมั่นที่กรุงธนบุรีช่วงที่ตีฝ่าวงล้อมออกไป มีเหตุการณ์คล้ายปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกล่าวคือทุกครั้งที่ทหารพม่าตามมาประชิดตัว ก็จะมีไฟลุกโพลงขึ้นในจุดใกล้ๆ กันทำให้ทหารพม่าเบนความสนใจไปที่กองไฟ เราก็เลยหนีรอดมาได้มารู้ภายหลังว่าเพื่อนเก่าของเราตามมาช่วย เพื่อนเก่าสมัยเป็นศิษย์วัดด้วยกันตอนเป็นเด็กโยมมารดาพาเราไปฝากเป็นลูกศิษย์วัดเราเติบโตขึ้นมาภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนาได้ฝึกอาวุธและคาถาอาคมร่วมกับเพื่อนอีก ๔ คน (ผู้ใดทราบชื่อท่านบ้างคะ)แต่ละคนมีความถนัดต่างกัน พวกเขาคอยตามช่วยเหลือเราโดยที่เราไม่รู้ภายหลังที่เราตกลงกับสหายของเราให้ขึ้นครองราชย์แทน และเราได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์พวกที่ไม่เข้าใจแผนการอันแยบยลนี้เลย

พากันกบฏแบ่งออกเป็นหมู่เป็นเหล่าเหมือนเหตุการณ์ก่อนกรุงแตกในที่สุดกบฏกลุ่มหนึ่งอ้างคำสั่งของสหายเราให้นำเราไปประหารทั้งที่เราอยู่ในเพศบรรพชิตซ้ำร้ายกว่านั้นคือเกิดกบฏซ้อนกบฏ จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บ้านเมืองระส่ำระสายเราก็ได้เพื่อน ๔ คนนี้แหละพาลงเรือหนีไปนครศรีธรรมราชจากนั้นเราก็ไม่ได้พบพวกเขาอีกเลย เราได้ทราบภายหลังว่าเขาไม่อยากเป็นนักรบอีกกลับไปใช้ชีวิตชาวบ้านธรรมดา หากเราไม่ได้เพื่อน ๔ คนนี้ก็คงต้องตายอยู่ในสมณเพศและพวกที่ฆ่าเราก็ต้องบาปสาหัสมาก


พระครูจรัญ : ช่วงระยะนั้นท่านตัดความหลงในสงสารได้แล้วหรือขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก : ยังแต่ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว (ได้โสดาบัน?) เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่าได้ไม่นานก็เร่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้เรียกสหายของเราให้มาหา

* ตอนที่ ๖ วัดใจ *

พระภิกษุเจ้าตาก :เราได้สั่งให้ข้าหลวงไปตามสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาพบในเครื่องแบบนักรบมีดาบมาด้วย เขาคิดว่าคงจะทรงใช้ให้ไปทำสงครามกับผู้หนึ่งผู้ใด เป็นแน่ครั้นมาเห็นเรานั่งอยู่ในห้องพระแต่ผู้เดียว ในชุดนุ่งขาวห่มขาวสหายของเราก็รีรออยู่ไม่กล้าเข้ามา เพราะเห็นว่าเราอยู่คนเดียวและไม่มีอาวุธข้างกายเลย เราจึงบอกว่า ?ด้วงเข้ามาสิ เข้ามาหาข้า เอาดาบมาด้วย? ท่านลองคิดดู ถ้าสหายของเราคิดก่อกบฏจริงก็คงถือโอกาสตอนนี้
แต่เพราะเขาไม่เคยมีความคิดอย่างนี้อยู่ในใจ จึงวางดาบไว้ข้างนอกแล้วค่อยๆคลานเข้ามาใกล้ หมอบอยู่ห่างวาหนึ่ง
เราก็บอกอีกว่า ?ด้วง เข้ามาใกล้ๆเอาดาบของเจ้ามาวางไว้ข้างหน้า?

สหายของเราคลานไปหาดาบแต่แทนที่จะเอามาไว้ใกล้ๆ อย่างที่เราสั่ง เขากลับกระทุ้งให้ไกลออกไปอีกแล้วจึงคลานเข้ามาใกล้ประมาณสองศอก หมอบกราบถวายความเคารพเป็นอย่างดีเราจึงถามเขาว่า ?ด้วงอยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหม? เราพูดเท่านี้แต่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมีอาการตกใจนัก ถึงกับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าก้มลงกราบแล้วก็มิได้ตอบว่ากระไร เราก็ถามใหม่อีกว่า ?ด้วง ได้ยินหรือเปล่าข้าถามว่าอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหม? สหายของเราตอบว่า ?ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยคิดเลยพระเจ้าข้า อยู่อย่างนี้ก็สบายแล้ว? เราจึงถามเพื่อทดสอบว่าสิ่งที่สหายของเราตอบนั้นมาจากใจจริงหรือไม่

?ด้วงข่าวว่าทหารพม่ามาหาเจ้าบ่อยๆรึ?
?มาครั้งเดียวพระเจ้าค่ะ?
?เขามาเรื่องอะไร?
?เขามาถามว่ามีความสุขสบายดีรึข้าพระพุทธเจ้าก็ตอบว่าสบายดีเพราะในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาเวลานี้จึงมีความสุขมาก? เมื่อท่านตอบเช่นนี้ เราก็มั่นใจว่าสหายของเราไม่ได้คิดกบฏไม่คิดเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงดังที่คนอื่นเข้าใจผิดเมื่อเราเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เราจึงบอกเขาไปว่า
?ด้วง ข้าจะให้เจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะเอาไหม?
สหายของเรากราบถวายบังคมอีกครั้ง พร้อมทั้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อคงจะคาดไม่ถึงว่าเราจะพูดแบบนี้กับเขา
เหตุที่เราถามอย่างนี้เพราะสมัยที่อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตีพิษณุโลกเราได้ให้สหายของเรายกทัพไปรบกับอะแซหวุ่นกี้ ขุนพลเฒ่า แต่เพราะฝีมือทัดเทียมกันการรบจึงไม่มีใครแพ้ใครชนะ อะแซหวุ่นกี้ใช้อุบายพักรบหนึ่งวัน และขอดูตัวแม่ทัพครั้นเห็นสหายเรา ก็พยากรณ์ว่า
?ต่อไปท่านจะได้เป็นกษัตริย์ขอจงรักษาตัวไว้ให้ดี?
ความจริงอะแซหวุ่นกี้ไม่ได้เป็นโหรหรือมีความรู้ทางโหราศาสตร์แต่ประการใดแต่เป็นลีลาของข้าศึกที่จะยุแยงให้ไทยฆ่ากันเอง บังเอิญคำพยากรณ์มาตรงกับความจริงโดนที่อะแซหวุ่นกี้เองก็คาดไม่ถึงเรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งสมัยที่เรากับสหายของเราบวชเป็นพระภิกษุ





 b5 ที่มาจาก http://datarecord.board.ob.tc/-View.php?N=7

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "28 ธันวาคม วันพระเจ้าตากสินมหาราช"
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 09:46:51 am »

ตอนที่ ๗ คำทำนาย *

วันหนึ่งเรากับสหายของเราไปบิณฑบาตด้วยกันซินแสผู้หนึ่งเดินสวนทางมา เขาก็หยุดมองหน้าเรา เสร็จแล้วก็มองหน้าสหายของเราแล้วก็กลับมามองเราอีก เราจึงถามว่า ?โยมมองอะไรรึ รึว่าอาตมานุ่งห่มไม่เรียบร้อย? แกก็ยิ้ม แล้วส่ายหน้าไปมา เดินไปสักประเดี๋ยวก็เดินกลับมาอีกพูดด้วยเสียงดังลั่นว่า
?อักซาจัง อักซาจังจิงๆในหลวงสององค์มาบิงทะบากล่วยกัง?
พอซินแสพูดเช่นนั้น ผู้คนก็พากันสาธุแต่บางคนก็พูดขึ้นว่า ?สงสัยตาแป๊ะนี่แกจะแก่จนหลงถึงได้พูดอะไรเลอะเธอะเปรอะเปื้อน ถ้าในหลวง (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) มาได้ยินรับรองหัวขาดแน่?


พระครูจรัญ :ในที่สุดคำทำนายทายทักของซินแสก็กลายเป็นความจริงกระผมคิดว่าท่านน่าจะมีความรู้ทางโหราศาสตร์นะขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก :เราก็คิดอย่างท่าน แต่สำหรับอะแซหวุ่นกี้เขามีความประสงค์จะให้เรากับสหายเป็นศัตรูกัน เพราะถ้าคนไทยรบกันเองพม่าก็จะกลืนชาติได้ง่ายเพราะฉะนั้นการที่เราสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเข้าเฝ้าให้แต่งชุดนักรบถือดาบเข้ามาด้วย ก็เพื่อจะทดสอบใจสหายของเราว่าอยากเป็นพระเจ้า
แผ่นดินตามคำพยากรณ์ของอะแซหวุ่นกี้หรือไม่แต่ไม่ว่าเราจะพูดอย่างไรสหายผู้ซื่อสัตย์ของเราก็ไม่ยอมตกปากรับคำที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินบอกแต่ว่ามีความสุขแล้ว มีความชื่นใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวแล้วยิ่งไปกว่านั้นยังประกาศว่า
?ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรักษาราชบัลลังก์ด้วยชีวิตหากมีผู้คิดทรยศต่อพระองค์? เมื่อเราได้ทดลองน้ำใจของสหายจนเป็นที่แน่ใจแล้วจึงพูดแบบเพื่อนว่า
?ด้วง ต่อไปเจ้าจงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนข้านะเจ้าเป็นเพื่อนข้า แล้วก็เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมาก ข้าไว้วางใจเจ้า? เมื่อเราพูดอย่างนี้ สหายของเราก็ยังนิ่งอยู่ในท่าหมอบกราบ เราจึงบอกว่า
?ด้วงลุกขึ้นนั่งให้สบาย เงยหน้าขึ้น เวลานี้ไม่มีใคร เราอยู่กันสองคนไม่ต้องเคร่งเรื่องระเบียบประเพณีนักหรอก ข้าก็ถือว่าด้วงเป็นเพื่อนข้าเราเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินนะข้าจะสละราชสมบัติ แต่การที่จะสละราชสมบัติเฉยๆย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องมีกุศโลบายเพราะมีเงื่อนไขต่างๆมากมายที่ต้องทำตาม? สหายของเราพูดขึ้นว่า
?ข้าพระพุทธเจ้ารับไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า เพราะพระองค์ก็มีพระราชโอรสในเมื่อพระองค์จะสละราชสมบัติ ก็ควรให้แก่พระราชโอรส? เราจึงบอกเขาว่า
?ด้วงความจริงลูกชายข้าเขาก็เป็นคนดีนะ มีคนรักเขามาก ทหาร ข้าราชการทั้งหมดก็รักเขาแต่ข้าให้เขาเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้หรอก เพราะว่าบ้านเมืองของเรายังไม่มั่นคงนักเพิ่งกู้ชาติได้ใหม่ๆ ถ้าลูกข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จะกลายเป็นหุ่นให้เขาเชิดไปเขาครองเมืองไม่ได้ ด้วงจะต้องครองเมือง เพราะข้าไม่เห็นใครที่มีความเข้มแข็งสามารถรักษาเมืองต่อไปได้ นอกจากเจ้า? สหายเราแย้งว่า
?เวลานี้พระองค์ก็ยังไม่ชราภาพ จึงยังไม่ควรจะสละราชสมบัติพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทยทั้งชาติแล้วก็ชาวจีนด้วย ถ้าขาดพระองค์เสียข้าพระพุทธเจ้าเถลิงราชเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ความดีก็คงมีไม่ถึงพระองค์ความเชื่อถือของบุคคลทั่วไปก็จะไม่มีเท่าที่มีในพระองค์ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่าประเทศชาติอาจจะต้องสลายไปก็ได้?


* ตอนที่ ๘ หนี้ *
เมื่อสหายของเราพูดมาอย่างนี้ เราจึงต้องเล่าความจริงให้ฟังว่า
?ด้วงเวลานี้ข้าเป็นหนี้ชาวจีนอยู่ ๖๐,๐๐๐ ตำลึง ความจริงเงินจำนวนเท่านี้ถ้าหากเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหาได้แต่ทางจีนเขาต้องการจะยึดประเทศไทยไปเป็นประเทศของเขา เขาต้องการจะกลืนเราเขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้ แล้วเจ้าก็รู้นี่ว่าข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยากจนเข็ญใจมาก เพราะไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยเงินในท้องพระคลังก็ไม่มีสักแดงเดียวเวลานี้เบี้ยหวัดเงินปีของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนก็ยังติดค้างเขาอยู่มากข้าได้กู้เงินจากประเทศจีนมาใช้จ่าย เวลานี้ข้ากันเงินไว้สองส่วนส่วนหนึ่งเป็นเงินให้กับ
ข้าราชการ เป็นเบี้ยหวัดเงินปีที่คั่งค้างอยู่อีกส่วนเป็นเงินที่ข้าเก็บรักษาไว้เพื่อเจ้าจะได้มีใช้จ่ายเมื่อเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพราะข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน ไม่มีเงินทอง มีความลำบากมากข้าเห็นใจจึงไม่อยากให้เจ้าเป็นอย่างข้าแต่เรื่องที่จะต้องให้เจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็มีอยู่ว่า
เมื่อเจ้าหนี้มาทวงข้า เมื่อข้าพ้นจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้วเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้สินนี้แทนข้า เพราะเป็นคนละคนกันที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะข้าคิดจะโกงเขา แต่เขาจะเอาเราไปเป็นประเทศของเขาเขาคิดไม่ดีกับเราก่อน เราก็ต้องหาทางป้องกันรักษาประเทศของเราเอาไว้แต่การที่จะเ)็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น จู่ๆจะยกให้เจ้าเป็นแล้วข้าสละราชสมบัติอย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะเขาจะรู้เท่าทันแผนการของเราเราจึงต้องใช้กุศโลบายที่แยบยล เวลานี้เมืองเขมรเกิดจลาจลข้าจะให้เจ้ากับเจัาพระยาสุรสีห์น้องชายเจ้ายกทัพไปปราบเมืองเขมรแล้วเวลาที่เจ้าไปก็ให้เอาลูกชายข้าไปด้วยถ้าตีเมืองเขมรได้เมื่อไรก็ให้ลูกชายข้าครองเมืองที่นั่นแล้วข้าอยู่ทางนี้ก็จะทำเป็นวิกลจริตแล้วก็จะแนะให้ข้าราชการบางคนที่นี่จับข้าบวชเสีย ข้าก็จะทำเป็นบ้าไม่สามารถปกครองประเทศต่อไปได้เมื่อเจ้ามาก็ให้ทำพิธีปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วเนรเทศข้าไปอยู่หัวเมืองเสีย เรื่องมันก็หมดเท่านี้เรื่องหนี้สินต่างๆก็เป็นอันว่าหมดไป


พระครูจรัญ :แต่กระผมรู้สึกว่าเรื่องมันไม่ได้หมดแต่เพียงเท่านี้นะขอรับเพราะต่อมาหลังปราบดาภิเษกมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนจีนเขาสะเทือนใจและขุ่นข้องแค้นเคืองมาจนทุกวันนี้

พระภิกษุเจ้าตาก :ท่านคงหมายถึงเหตุการณ์ที่ลูกหลานเราถูกจับลงเรือลอยไปในปากอ่าวแล้วเรือล่มทำให้ตายทั้งลำเรือคนก็พากันเข้าใจว่าเป็นการกระทำของสหายของเราและน้องชายของเขาซึ่งความจริงแล้วสหายของเรามิได้มีเจตนาเช่นนั้นแต่ที่คนหลายกลุ่มที่มักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นใหญ่ เลยเกิดกบฏซ้อนกบฏ (มีผู้คิดกบฏต่อร. ๑) วุ่นวายกันไปหมด อ้างคำสั่งของร.๑ให้นำลูกหลานเราไปลอยแพและฆ่าเสียทั้งที่ทรงตั้งพระทัยจะให้ลูกหลานเราอพยพไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชซึ่งเราไปบวชที่นั่น แต่พวกกบฏถือโอกาสฆ่าเสียเพื่อขจัดเสี่ยนหนามประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งมุ่งหวังได้ความดีความชอบจากในหลวงคนพวกนี้ในที่สุดก็ได้รับกรรมทันตาเห็นเราคิดไม่ผิดที่เลือกสหายของเราขึ้นครองราชย์แทนที่จะเป็นลูกชายของเราเพราะราชวงศ์จักรีได้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึงปัจจุบันและคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดคือเราเพราะถ้าเราไม่บวชก็จะไม่สามารถตัดความหลงในสงสารได้เลย

ตอนที่ ๙ วิปลาส *
พระครูจรัญ :กระผมอยากทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่ท่านส่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบเขมรขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก :เราได้สั่งให้สหายเราและน้องชายนำทัพไปปราบจลาจลในเขมรและให้ลูกชายเราไปด้วยอยู่ทางนี้ก็นัดแนะกันว่าให้พระยาสรรค์จับเราซึ่งใช้อุบายเป็นคนวิกลจริตพอดีกับเวลานั้นพระสงฆ์ประพฤติเสียหายกันมากเราเรียกพระทั้งหลายเข้ามาแล้วประกาศว่า เราเป็นพระโสดาบัน และถามพระทั้งหลายว่าพระที่เป็นปุถุชนจะไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ ถ้ารูปไหนตอบว่า ไม่ได้ก็ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนต่อหน้าประชาชน การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คนทั้งหลายเห็นวาเราเป็นคนสัญญาวิปลาสผิดจากมนุษย์ธรรมดาสามัญไม่น่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้อีกต่อไป


พระบัวเฮียว :พระเถรเจ้าสั่งให้เฆี่ยนพระ แล้วไม่บาปหรือขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก :เราไม่ได้สั่งให้เฆี่ยนพระ แต่ให้เฆี่ยนคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองหมายความว่าคนที่เราเฆี่ยนไม่ใช่พระ คือเราให้หานักโทษประหารมาโกนหัวแล้วก็ให้นุ่งผ้าเหลือง มิได้มีการบวชแต่อย่างใดอย่างที่บอกเราต้องทำเพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง ต่อมาทางอยุธยามีเรื่องขึ้นแต่ไม่ร้ายแรงเท่าไร เราสั่งให้พระยาสรรค์ยกกองทัพไปปราบเสร็จแล้วให้ยกกลับมากรุงธนบุรีและล้อมพระราชฐานไว้ และจับเราบวชเสียซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตรมแผนกระนั้นก็ปรากฏว่ามีนายทหารที่จงรักภักดีและมีฝีมือจะต่อสู้ เราต้องประกาศมิให้สู้เพราะบุญวาสนาของเราหมดแล้ว บ้านเมืองควรเป็นของสองพี่น้องเขาพระยาสรรค์บังคับให้เราบวช แล้วกักบริเวณไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณฯ
แต่ต่อมาพระยาสรรค์คิดกำเริบเสิบสาน อยากเป็นใหญ่ หลงใหลตำแหน่งนำเงินที่เราเก็บไว้ไปแจกจ่าย ซื้อพรรคพวกให้สนับสนุน และตั้งตนเป็นกษัตริย์สหายของเราทราบข่าว นำทัพกลับมาตั้งอยู่ที่ ?วัดสะแก? พวกทหารแลข้าราชบริพารอัญเชิญให้เถลิงราชสมบัติ สหายเราสระผมที่วัดและแต่งกายให้ดีเตรียมตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วัดนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ?วัดสระเกศ? เมื่อมาถึงกรุงธนบุรี สหายเราในฐานะพระเจ้าแผ่นดินก็สั่งประหารชีวิตพระยาสรรค์ที่ทำการเกินพอดีและสั่งประหารชีวิตเราโดยการทุบด้วยท่อนจันทน์ สหายคนที่หน้าตาเหมือนเรา (หลวงอาสาศึก) รับอาสาตายแทน คนที่รู้ความจริงในเรื่องนี้มีเพียง ๒ คนคือสหายของเราและน้องชายของเขา เพราะได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว วันั้นตรงกับวันที่ ๕เมย. ๒๓๒๕

หลังประหารชีวิตเสร็จ ในเวลากลางคืนสหายของเราก็ส่งเราไปนครศรีธรรมราชโดยออกไปทางราชบุรี พักที่ปากท่อก่อนคนที่ติดตามเราไปชื่อเจ้าพัฒน์ซึ่งต่อมาคือเจ้าพระยาพัฒน์ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชนอก
จากนี้เจ้าพัฒน์ยังได้พาชายาคนสุดท้ายของเราซึ่งตั้งท้องอ่อนๆไปด้วยเมื่อไปถึงเจ้าพัฒน์ได้พาเราไปอยู่วัดๆหนึ่งเราตั้งใจบวชไม่สึกจึงขอให้เขารับชายาของเราเป็นภรรยาเขาและขอให้รับบุตรในครรภ์เป็นบุตรของเขาด้วย แต่เจ้าพัฒน์จงรักภักดีจึงปฏิเสธที่จะรับชายาของเราไปเป็นภรรยา เขาเลี้ยงดูชายาของเราอย่างดีที่สุดต่อมาชายาของเราได้ให้กำเนิดบุตรชาย เจ้าพัฒน์ก็ประคบประหงมเลี้ยงดูอย่างดีบุตรคนนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชสืบต่อจากเจ้าพระยาพัฒน์ในสมัยร.๓ ซึ่งทรงทราบว่าเป็นบุตรของเรา แต่ก็ยังทรงแต่งตั้งเท่ากับเป็นการพิสูจน์ว่ารางวงศ์มิได้มีเรื่องบาดหมางกับเราบุตรผู้นี้ก็คือต้นตระกูล ?ณ นคร? และยังมีบุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาคนก่อนๆซึ่งต่อมาคือต้นตระกูล ?ณ นครราชสีมา? และ ?อินทรกำแหง? ด้วย

สหายของเราและน้องชายของเขาได้บำรุงเลี้ยงเราเป็นอย่างดีแต่งตั้งเจ้าพัฒน์เป็นเจ้าพระยาเพราะเห็นว่าเขาจงรักภักดีต่อเราทั้งที่ไม่รู้ถึงแผนการณ์อันแยบยลที่เรากับสหายคิดขึ้นหากสหายของเราคิดไม่ดี หรือที่คนสมัยนั้นพากันกล่าวหาว่าเขาเป็นกบฏเขาก็ต้องสั่งประหารชีวิตเจ้าพัฒน์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเสี้ยนหนามของเขาแต่นี่เขาแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาให้ครองเมือง จะได้ช่วยดูแลความปลอดภัยให้แก่เราสหายผู้นี้มีบุญคุณต่อเรามาก ราชวงศ์ของเขาจึงเจริญรุ่งเรืองมาทุกยุคทุกสมัยนี่คือความจริงซึ่งไม่ตรงกับที่ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้


* ตอนที่ ๑๐ ละสังขาร *
พระภิกษุเจ้าตาก : เมื่ออยู่เมืองนครได้ ๒ ปีก็อยากจะมาอยู่เมืองเพชรบุรี ในตอนแรกเจ้าพัฒน์ไม่อยากให้เรามาแต่เมื่อเรายืนยันที่จะมา เจ้าพัฒน์จึงให้คนติดตามมา ๒ คน และให้อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งเราได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำ ไม่นานนักก็ ?ตัดความหลงในสงสาร? ได้เพราะหลวงพ่อใบป่าเมตตาสอนกรรมฐานอย่างใกล้ชิด

หลวงปู่เทพโลกอุดร :วันที่พระยาตากบรรลุธรรมสูงสุดคือวันที่เขาละสังขาร

พระภิกษุเจ้าตาก :ขณะที่เราดูดดื่มอยู่ในวิมุติสุข ก็ถูกชายฉกรรจ์ ๒ คนใช้ไม้คมแฝกฟาดที่ศีรษะครั้นเห็นเราไม่เป็นอะไรเพราะกำลังอยู่ในภาวะแห่งความหลุดพ้นเขาทั้งสองก็กระหน่ำไม้คมแฝกลงไปอีกอย่างนับไม่ถ้วน เสร็จแล้วก็พากันหนีไปคงจะคิดว่าอย่างไรเสียเราก็คงไม่รอดชีวิตไปได้เพราะถูกตีหนักถึงปานนั้นคนดูแลเราก็ถูกฆ่าปิดปากทั้ง ๒ คน

พระบัวเฮียว :ทำไมหลวงพ่อไม่ช่วยพระเถรเจ้าเล่าครับ

หลวงปู่เทพโลกอุดร :เรื่องของกรรมไม่มีใครช่วยได้ พระยาตากสร้างกรรมไว้มากจึงต้องรับผล

พระภิกษุเจ้าตาก :คนร้ายเป็นคนของฝ่ายที่คิดจะเอาความดีความชอบจากพระเจ้าแผ่นดินเป็นความจริงที่ว่าความลับไม่มีในโลกเพราะในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าคนที่ถูกสำเร็จโทษไม่ใช่เราเลยกลัวว่าสหายของเราจะรู้เรื่องนี้ จึงพยายามสืบหาเราจนพบ สหายของเรายังมิทันลงโทษกรรมก็ลงโทษพวกเขาเสียก่อน ก็อย่างที่บอกแล้วว่าเกิดกบฏซ้อนกบฏวุ่นวายไปหมดฆ่ากันเองตายตกกันไปตามกัน

ตอนที่ ๑๑ กู้พระพุทธศาสนา ๑*
พระบัวเฮียว :กระผมยังอยากฟังพระเถรเจ้าเล่าเรื่องการกู้ชาติตอนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขอรับเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทั้งด้านการเมืองและการศาสนา ท่านมีวิธีการอย่างไรจึงสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้

พระภิกษุเจ้าตาก :แม้บ้านเมืองจะระส่ำระสายเพียงไรเราก็มิได้ทอดทิ้งพระพุทธศาสนาอันเป็นสมบัตืคู่ชาติบ้านเมืองของไทยมาโดยตลอดเพราะเมื่อขึ้นครองราชย์ เราได้ฟื้นฟูพระศาสนาอย่างหนัก เพราะถูกกระทำย่ำยีจากพม่าซึ่งนอกจากจะทำลายถาวรวัตถุต่างๆ แล้ว ยังเผาพระไตรปิฎกจนวอดวายหมดซึ่งเท่ากับพระธรรมถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเราต้องลงไปเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อขอยืมพระไตรปิฎกมา บรรทุกใส่เรือขนมาที่ธนบุรีทางโน้นก็คงไม่เต็มใจนักหรอก แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเราซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินเราสั่งให้นำพระไตรปิฎกมาคัด(ลอก)ที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) อยู่ ๑ปีเต็ม จึงได้นำไปคืนจากนั้นก็ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกรวมทั้งคัมภีร์วิสุทธิมรรคด้วย

พระครูจรัญ :พระราชกรณียกิจของพระเจ้าตากที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาสรุปได้ดังนี้
๑.)ทรงชำระพระอลัชชี (ภิกษุผู้ละเมิดพุทธบัญญัติ) ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่จำนวนมากที่เป็นพวกเจ้าพระฝางก็มี ทรงประกาศให้พระสงฆ์หัวเมืองฝ่ายเหนือมาดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน สบงจีวรกองพะเนิน ผู้ใดทนได้ก็โปรดให้อุปสมบทใหม่โดยพระเถระจากธนบุรี ผู้ใดทนไม่ได้ก็ให้สึกออกมาแล้วให้สักข้อมือ ใช้ทำงานหนักผู้ใดกล่าวเท็จว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์กลับสารภาพว่าตนเป็นปาราชิกก็โปรดให้นำตัวไปประหาร

พระภิกษุเจ้าตาก :การดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นการไม่ยุติธรรมเพราะพระที่ปาราชิกแต่สามารถดำได้ตามเวลาที่กำหนดก็มีพระที่บริสุทธิ์แต่ไม่สามารถดำได้ตามเวลาก็มี แต่ไม่ทราบจะใช้วิธีใดที่ดีกว่านี้ตอนนั้นยังไม่พบหลวงพ่อในป่า ถ้าหากมิได้บวช คงต้องรับกรรมสาหัสเป็นแน่

หลวงปู่เทพโลกอุดร : การบวชมิได้เป็นสาเหตุเดียวเพราะถ้าบวชแล้วมิได้ปฏิบัติจนถึงขั้นสามารถตัดความหลงในสงสารได้พระยาตากก็ต้องรับกรรมหนักหนาสาหัสอย่างที่พูดมา

พระครูจรัญ : เรื่องที่ ๒ทรงให้รวบรวมพระไตรปิฎก คัดลอกจากนครศรีธรรมราช ไว้หลายจบแล้วพระราชทานให้อารามใหญ่ๆ คัมภีร์ใดขาดตกบกพร่อง ทรงให้ไปแสงหาถึงเขมรตอนเสียกรุง วัดและบ้านเมืองถูกเผา ทรงหวั่นเกรงว่าพระไตรปิฎกจะสูญหายโปรดให้สืบหาต้นฉบับพระไตรปิฎกตามหัวเมืองต่างๆเท่าที่จะหาได้มาคัดลอกเอาไว้เพื่อสร้างพระไตรปิฎกฉบับหอหลวงขึ้น

พระภิกษุเจ้าตาก : แต่การสร้างพระไตรปิฎกยังไม่แล้วเสร็จมีเหตุให้ผลัดแผ่นดิน แต่สหายของเราก็รับงานนี้ไปสานต่อจนสำเร็จ

พระครูจรัญ : เรื่องที่ ๓ ทรงจัดสังฆมณฑล โปรดให้ประชุมพระเถระเท่าที่มีในราชอาณาจักรที่สัดบางหว้าใหญ่ ทรงเลือกพระเถระที่ทรงคุณธรรม แต่งตั้งขึ้นเป็นพระสังฆราชได้แก่พระอาจารย์ศรีจากเมืองนครศรีธรรมราช พระอาจารย์ศรีเป็นชาวอยุธยาและทรงคุ้นเคยกันมาก่อน พระศรีหนีไปนครฯ และทรงแต่งตั้งพระราชาคณะรูปอื่นๆนิมนต์ให้อยู่ตามวัดต่างๆ สั่งสอนคันถธุระและวิปัสสนาธุระต่อไป

ตอนที่ ๑๒ กู้พระพุทธศาสนา ๒*
พระภิกษุเจ้าตาก : ในสมันร.๑สมเด็จพระสังฆราชมีพระนามว่า ?ศรี? เป็นองค์เดียวกับพระสังฆราชสมัยกรุงธนบุรีมีคนเข้าใจผิดอยู่มากว่าเป็นคนละองค์กัน

พระครูจรัญ : สมัยรัตนโกสินทร์สมเด็จพระสังฆราชศรีถูกปลดจากตำแหน่งคนคิดกันว่าสาเหตุเนื่องจากได้กราบบังคมทูลถามพระเจ้าตากว่าผู้ที่เข้าเฝ้าโดยมิได้ปลดอาวุธมีโทษสถานใด เพราะขณะนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์ (พระอนุชาของ ร.๑) เข้าเฝ้าโดยมิทันปลดอาวุธด้วยเข้าใจผิดคิดว่าทรงกวักพระหัตถ์เรียก จึงขึ้นจากเรือมาเฝ้าขณะนั้นพระสังฆราชศรีกำลังสนทนาธรรมกับพระเจ้าอยู่หัวที่ท่าน้ำเห็นเจ้าพระยาเข้าเฝ้าในลักษณะนั้น จึงกราบบังคมทูลถามพระเจ้าตากตรัสถามเจ้าพระยาสุรสีห์ ท่านก็ตอบว่ามีโทษประหารชีวิตและกราบทูลให้ประหารชีวิตตนเสียตรัสถามอีกว่าถ้าไม่ประหารชีวิตจะต้องถูกลงโทษสถานใด ท่านก็ตอบว่าต้องถูกเฆี่ยน ๑๐๐ที ตรัสถามอีกว่าถ้าไม่เฆี่ยน ๑๐๐ ที จะต้องถูกเฆี่ยนกี่ทีท่านก็ตอบว่าต้องถูกเฆี่ยน ๘๐ ที จนที่สุดกราบทูลว่าเฆี่ยน ๖๐ ที จึงทรงเฆี่ยนเมื่อเฆี่ยนได้ ๒๐ ที ก็หยุด เหตุใดไม่ทรงเฆี่ยนต่อขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก :เราเฆี่ยนไม่ลง สหายของเราและน้องชายของเขามีบุญคุณต่อเรามากนึกถึงตอนที่พาโยมมารดาของเรามาที่จันทบุรีด้วยเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนเล่าลือไปว่า เมื่อสหายของเราขึ้นครองราชสมบัติจึงสั่งให้ปลดพระสังฆราชเพราะทรงเชื่อพระอนุชาแท้จริงเป็นการใส่ร้ายเจ้าพระยาสุรสีห์เราขอยืนยันว่าเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นคนมีจิตใจดีมีเมตตา และที่สำคัญเขารักพระพุทธศาสนาอย่างที่เรารัก ถึงพี่ชายเขาก็เช่นกัน
ก่อนที่จะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชศรีเมืองธนบุรีมีสมเด็จพระสังฆราชอยู่ก่อนแล้ว คือสมเด็จพระสังฆราชดี ที่ผู้คนเลื่อมใสแต่ต่อมาภายหลังเราทราบว่าตอนกรุงแตกครั้งที่ ๒พระอาจารย์ดีเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นแก่พม่า เมื่อถูกขังอยู่จึงถูกถอดตำแหน่งพระสังฆราช


พระบัวเฮียว :ทำไมพระอาจารย์ดีต้องบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นให้แก่พม่าด้วยขอรับ

พระครูจรัญ : ในช่วงกรุงแตกพม่าเที่ยวยึดทรัพย์สมบัติสิ่งของหลวงของราษฎรทั้งทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือน เอาราษฎรที่จับได้ไปชำระซักถามแล้วล่อลวงให้ลวงล่อกันเอง ใครเป็นโจทก์ของที่ซ่อนทรัพย์ของผู้อื่นได้ก็ปล่อยตัวไปส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ ถ้าไม่บอกให้โดยดี พม่าก็เฆี่ยนตีและทำทัณฑกรรมต่างๆเร่งเอาทรัพย์จนถึงล้มตายก็มีมีเรื่องปรากฏขึ้นเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งตั้งพระอาจารย์ดีครั้งกรุงเก่าเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกภายหลังได้ความว่าพระอาจารย์ดีเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นให้แก่พม่าเมื่อเวลาถูกขังอยู่พระอาจารย์ดีเลยถูกถอดออกจากที่พระสังฆราช (พูดกับพระภิกษุเจ้าตาก)กระผมอ่านตามตัวอักษรที่ปรากฏในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖ เลยนะขอรับ อ่านด้วยกสิณ

หลวงปู่เทพโลกอุดร :เราได้มอบไม้เท้าให้ศิษย์ชาวพม่าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองคำ อำเภอภายากจังหวัดเชียงตุง วันหนึ่งศิษย์ของเธอจะไปวัดนี้

พระครูจรัญ :ศิษย์คนไหนครับ

หลวงปู่เทพโลกอุดร : ไม่ใช่พระบัวเฮียวศิษย์ของเธอคนนี้เขาจะมาช่วยเธอสอนกรรมฐานแทนพระบัวเฮียว ขณะนี้เขาอายุ ๑๐ ขวบยังไม่รู้จักเธอและเธอยังไม่รู้จักเขา อีก ๕ ปี เขาจะมาบวชเณรที่วัดป่ามะม่วงสามเณรรูปนี้จะช่วยเธอได้มาก ปี ๒๕๓๗ เขาจะธุดงค์ไปพม่าและจะได้เห็นไม้เท้าของเรา (พระรูปนี้ชื่ออะไรคะ)

ที่มาจาก http://datarecord.board.ob.tc/-View.php?N=7

ออฟไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,728
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: กลอน "28 ธันวาคม วันพระเจ้าตากสินมหาราช"
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 05, 2008, 09:56:23 pm »

                               

พระนามเดิม สิน (จากพระราชสาส์นที่ทรงมีไปถึงพระเจ้ากรุงจีนใน พ.ศ. 2324 ทรงลงพระนามว่า ?แต้เจียว?) ทรงเป็นบุตรชายของขุนพัฒน์ตำแหน่งนายอากร ชื่อหยง มารดาชื่อนกเอี้ยง ประสูติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2277 ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บ้านของขุนพัฒน์(หยง) อยู่หน้าบ้านของเจ้าพระยาจักรี ขุนพัฒน์นำบุตรชายไปไว้ในความอุปการะของเจ้าพระยาจักรี ซึ่งเจ้าพระยาจักรีได้นำเเด็กชายสินไปฝากให้รับการศึกาาอบรมอยู่ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส จนอายุได้ 13 ปี มีความรู้อ่าน เขียน หนังสือไทยเป็นอย่างดี เจ้าพระยาจักรีจึงนำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในระหว่างนี้นายสินได้ศึกษาวิชาหนังสือเพิ่มเติม จนสามารถอ่านเขียนพูดภาษาต่างๆ ได้หลายภาษานอกจากภาษาไทย เช่น จีน ญวน บาลี และนายสินสนใจ ศึกษากฎหมาย เป็นพิเศษ ได้ศึกษาอยู่จนถึงระยะอุปสมบท

                                     

ก็กราบถถวายบังคมลาไปอุปสมบทที่วัดโกษาวาส ซึ่งเป็นระยะเดียวกับนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) อุปสมบทอยู่ที่วัดมหาทลาย ครั้นเมื่อลาสิกขา ออกมาแล้ว ทั้งนายสินและนายทองด้วงเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กต่อไปในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์(พ.ศ.2301-2310) นายสินซึ่งมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดีได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร อันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาทางกฎหมายไปประจำอยู่ที่เมืองตากทำหน้าที่นั้นอยู่จนพระยาตากถึงแก่อสัญกรรม หลวงยกกระบัตร(สิน) จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตากต่อมา(คนนิยมเรียกกันว่า พระยาตากสิน จนแม้กระทั่งทรงเป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังเรียกว่า พระเจ้าตาก หรือพระเจ้าตากสิน หรือขุนหลวงตาก) ครั้นเมื่อพม่าล้อมกรุงฯ ในปี พ.ศ.2308 พระยาตาก(สิน) ก็ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยป้องกัน(ซึ่งขณะนั้นเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาวชิรปราการ ตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชร) ท้อใจว่า ถ้าอยู่สู้กับพม่าในกรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียชีวิต เพราะข้าศึกเข้ามาฆ่า หรือไม่ก็เพราะต้องพระราชอาญาเป็นแน่แท้ จึงตัดสินใจพาทหารคู่ใจราว 1,000 คนโจมตีพม่าไปตั้งตัวที่เมืองจันทบุรี

ครั้งต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 แล้ว พระยาตากรวบรวมกำลังคนได้เพียงพอแล้วก็นำทัพเรือ จากจันทบุรีเข้าขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาได้ทั้งหมด หลังจากที่เสียกรุงไปเพียง 7 เดือนเท่านั้น หลังจากนั่งช้างตรวจสภาพความเสียหายของบ้านเมืองแล้ว พระยาตากก็เห็นว่าไม่สมควรจะใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของไทยในสมัยนั้นและได้เล็งเห็นว่า กรุงธนบุรีเหมาะที่จะใช้เป็นเมืองหลวงต่อไป การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและพิธีพระบรมราชาภิเษก กระทำขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2310 ทรงตั้งนามเมืองหลวงว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ส่วนพระองค์เองนั้นมีพระนามปรากฏหลายพระนาม เช่น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวบรมหน่อพุทธางกูรบ้าง สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 บ้าง ขุนหลวงตากบ้าง พระเจ้ากรุงธนบุรีบ้าง ขณะที่ทรงครองราชย์นั้น พระชนม์ได้ 34 พรรษา พระองค์ครองกรุงธนบุรีอยู่จน พ.ศ. 2325 จึงสวรรคตเมื่อ 6 เมษายน 2325 อันเป็นปีเดียวกันกับที่พระพุทธยอดฟ้าขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ที่มา : ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรี

เป็นความสัตย์แห่งข้า
ข้าทำความเพียรมิได้คิดแก่กายและชีวิต
ทั้งนี้ จะปรารถนาสมบัติพัสถานอันใดหามิได้
ปรารถนาแต่จะให้สมณะชีพราหมณ์
และสัตว์โลกเป็นสุข
อย่าให้เบียดเบียนกัน
ให้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติ
เพื่อที่จะเป็นปัจใจแก่โพธิญาณสิ่งเดียว
ถ้าแลผู้ใดอาจสามารถอยู่ในราชสมบัติ
ให้สมณพราหมณ์ประชาราษฎร์เป็นสุขได้
จะยกสมบัติทั้งนี้ ให้แก่บุคคลผู้นั้น
แล้วข้าจะไปสร้างสมณธรรมแต่ผู้เดียว
ถ้ามิฉะนั้น ปรารถนาศีรษะและหทัย
วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะให้แก่ผู้นั้น

พระราชดำรัสที่เมืองพุทไธมาศ
เวลา บ่ายสามโมงเศษ
วันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ
ปีเถาะ พุทธศักราช ๒๓๑๔


ที่มาจาก http://www.navy22.com/smf/index.php/topic,15651.0.html

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN