ผู้เขียน หัวข้อ: นิราศพระประธม โดย ท่านสุนทรภู่  (อ่าน 8509 ครั้ง)

Poem Tags:

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,748
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศพระประธม โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 08:56:10 pm »

๏ ถึงวัดท่าท่าน้ำดูฉ่ำชื่น
สำราญรื่นร่มไม้ไทรสาขา
คิดถึงนุชสุดสวาทที่คลาดคลา
จะคอยท่าถามข่าวทุกคราวเครือฯ

๏ ถึงบ้านกล้วยกล้วยกล้ายเขารายปลูก
น้ำเต้าลูกเท่ากระติกพริกมะเขือ
กล้วยหักมุกสุกห่ามอร่ามเครือ
อยู่ริมเรือเรียดทางข้างคงคา

คิดถึงเมื่อเรือน้องมาคลองนี้
จะชวนชี้ชมประเทศกับเชษฐา
สะอื้นโอ้โพล้เพล้ถึงเวลา
สกุณาข้ามฝั่งไปรังเรียง

บ้างเริงร้องซ้องแซ่กรอแกรกรีด
หวิวหวิวหวีดเวทนาภาษาเสียง
ลูกอ่อนแอแม่ป้อนชะอ้อนเอียง
บ้างคู่เคียงเคล้าคลอเสียงซอแซ

เอ็นดูนกกกบุตรแล้วสุดเศร้า
เหมือนบุตรเราเคียงข้างไม่ห่างแห
หวนสะอื้นฝืนใจอาลัยแล
ได้เห็นแต่ตาบน้อยละห้อยใจฯ

๏ ตะวันรอนอ่อนอับพยับแสง
ดูดวงแดงดังจะพาน้ำตาไหล
ยังรอรั้งสั่งฟ้าด้วยอาลัย
ค่อยไรไรเรืองลับวับวิญญาณ์

พระจันทรจรจำรูญข้างบูรพทิศ
กระต่ายติดแต้มสว่างกลางเวหา
โอ้กระต่ายหมายจันทร์ถึงชั้นฟ้า
เทวดายังช่วยรับประคับประคอง

มนุษย์หรือถือดีว่ามีศักดิ์
มิรับรักเริดร้างให้หมางหมอง
ไม่เหมือนเดือนเหมือนกระต่ายเสียดายน้อง
จึงขัดข้องขัดขวางทุกอย่างไปฯ

๏ น้ำค้างพรมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้ว
หนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว
เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจ
ให้ทราบในทรวงช้ำสู้กล้ำกลืน

โอ้งิ้วป่าพาหนาวเมื่อคราวยาก
สุดจะฝากแฝงหน้าไม่ฝ่าฝืน
แม้นงิ้วเป็นเช่นงานเมื่อวานซืน
จะชูชื่นช่วยหนาวเมื่อคราวครวญ

โอ้ดูเดือนเหมือนได้ยลวิมลพักตร์
ไม่ลืมรักรูปงามทรามสงวน
กระจ่างแจ้งแสงจันทร์ยิ่งรัญจวน
คะนึงหวนนิ่งนอนอ่อนกำลังฯ

๏ ถึงบ้านธรรมศาลาริมท่าน้ำ
เป็นโรงธรรมภาคสร้างแต่ปางหลัง
เดชะคำทำคุณการุณัง
เป็นที่ตั้งศาสนาให้ถาวร

ขอสมหวังดังสวาทอย่าคลาดเคลื่อน
ให้ได้เหมือนหมายรักในอักษร
หนังสือไทยอธิษฐานสารสุนทร
จงถาพรเพิ่มรักเป็นหลักโลม

โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย
ให้ละห้อยหวนเห็นเหมือนเช่นโฉม
พอมืดมนฝนพยับอับโพยม
ทรวงจะโทรมเสียเพราะรักที่หนักทรวงฯ

๏ ถึงถิ่นฐานบ้านเพนียดเป็นเนินสูง
ที่จับจูงช้างโขลงเข้าโรงหลวง
เหตุเพราะนางช้างต่อไปล่อลวง
พลายทั้งปวงจึงต้องถูกมาผูกโรง

โอ้อกเพื่อนเหมือนหนึ่งชายที่หมายมาด
แสนสวาทหวังงามมาตามโขลง
ต้องติดบ่วงห่วงรักชักชะโลง
เสียดายโป่งป่าเขาคิดเศร้าใจ

เข้าจอดท่าหน้าเนินเพนียดช้าง
มีโรงร้างไร้ฝาเข้าอาศัย
พอประทังบังฝนใต้ต้นไทร
พวกผู้ใหญ่หยุดหย่อนเขานอนเรือ

แต่ลูกเล็กเด็กอ่อนนอนชั้นล่าง
น้ำค้างพร่างพรมพราวให้หนาวเหลือ
โอ้รินรินกลิ่นเกสรขจรเจือ
เหมือนกลิ่นเนื้อแนบชิดสนิทในฯ

๏ หนาวน้ำค้างพร่างพรมจะห่มผ้า
พออุ่นอารมณ์ระงับได้หลับไหล
ถึงลมว่าวหนาวยิ่งจะผิงไฟ
แต่หนาวใจจากเจ้าให้เศร้าซึม

สงัดเงียบเยียบเย็นทุกเส้นหญ้า
แต่สัตว์ป่าปีบร้องก้องกระหึม
ไม่เห็นหนต้นไม้พระไทรครึม
เสียงงึมงึมเงาไม้พระไทรคะนอง

ทั้งเป็ดผีปี่แก้วแว่วแว่วหวีด
จังหรีดกรีดกรีดเกรียวเสียวสยอง
เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรร้อง
แม่ม่ายสองไนเพราะเสนาะในฯ

๏ สงสารแต่แม่หม้ายสายสวาท
นอนอนาถหนาวน่าน้ำตาไหล
อ่านหนังสือหรือว่าน้องจะลองใน
เสียดายใจจางจืดไม่ยืดยาว

แม้นยอมใจให้สัตย์จะนัดน้อง
จะร่วมห้องหายหม้ายทั้งหายหนาว
นี่หลงเพื่อนเหมือนเคี้ยวข้าวเหนียวลาว
ลืมข้าวเจ้าเจ้าประคุณที่คุ้นเคย

โอ้คิดอื่นหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน
ที่ร่วมเรือนร่วมเตียงเคียงเขนย
สงัดเสียงเที่ยงคืนเคยชื่นเชย
เมื่อไรเลยจะคืนมาชื่นใจ

จวนจะหลับกลับฝันว่าขวัญอ่อน
แนบฉะอ้อนอุ่นจิตพิสมัย
พี่เคยเห็นเช่นเคยเชยฉันใด
จนชั้นไฝที่ริมปากไม่อยากเฟือน

พอฟื้นกายหายรูปให้งูบง่วง
กำสรดทรวงเสียใจใครจะเหมือน
ยังมีคุ้นอุ่นจิตไม่บิดเบือน
มาเป็นเพื่อนทุกข์ยากเมื่อจากจร

ยังเหลือแต่แพรสีที่พี่ห่ม
ขึ้นประธมจะถวายให้สายสมร
แม้นโฉมงามตามมาจะพาจร
เมื่อขวัญอ่อนขึ้นไปชมประธมทอง

โอ้ยามสามยามจากเคยฝากรัก
ได้ฟูมฟักแฝงเฝ้าเป็นเจ้าของ
มาสูญชาติวาสนาน้ำตานอง
มิได้น้องแนบเชยเหมือนเคยเคียงฯ

๏ พอรุ่งรางวางเวงเสียงเครงครื้น
ปักษาตื่นต่างเรียกกันเพรียกเสียง
โกกิลากาแกแซ่สำเนียง
สนั่นเพียงพิณพาทย์ ระนาดประโคม

กระหึมหึ่งผึ้งบินกินเกสร
ทรวงภมรเหมือนพี่เคยได้เชยโฉม
น้ำค้างชะประเปรยเชยชะโลม
พื้นโพยมแย้มสว่างกระจ่างตา

เสพย์อาหารหวานคาวแต่เช้าชื่น
ยังรวยรื่นรินรินกลิ่นบุปผา
กับพวกพ้องสองบุตรสุดศรัทธา
ขึ้นเดินป่าไปตามทางเสียงวางเวง

กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงเสนาะ
ค้อนทองเคาะค้อนทองเสียงป๋องเป๋ง
เห็นรอยเสือเนื้อตื่นอยู่ครื้นเครง
ให้กริ่งเกรงโห่ฉาวเสียงกราวเกรียว

ต้นกรวยไกรไทรสะแกแคแกรกร่าง
น้ำค้างพร่างพร่างชุ่มชอุ่มเขียว
หนทางอ้อมค้อมคดต้องลดเลี้ยว
พากันเที่ยวชมเนื้อดูเสือดาว

พอแสงแดดแผดร้อนอ่อนอ่อนอุ่น
กระต่ายตุ่นต่างต่างบ้างด่างขาว
สุกรป่าช้ามดเหมือนแมวคราว
เวลาเช้าชักฝูงออกทุ่งนา

เด็กเด็กโดดโลดไล่กระต่ายหลบ
จับประจบหกล้มสมน้ำหน้า
สนุกในไพรพนัสรัถยา
ทั้งบรรดาเด็กน้อยก็พลอยเพลินฯ

๏ ครั้นถึงวัดพระประธมบรมธาตุ
สูงทายาทอยู่สันโดษบนโขดเขิน
แลทะมึนทึนเทิ่งดังเชิงเทิน
เป็นโขดเนินสูงเสริมเขาเพิ่มพูน

ประกอบก่อย่อมุมมีซุ้มมุข
บุดีบุกบรรจบถึงนพศูล
เป็นพืดแผ่นแน่นสนิททั้งอิฐปูน
จงเพิ่มพูนพิสดารอยู่นานครัน

แล้วลดเลี้ยวเที่ยวลอบขอบข้างล่าง
ล้วนรอยกวางทรายเกลื่อนไก่เถื่อนขัน
สะพรั่งต้นคนทาลดาวัลย์
ขึ้นพาดพันพงพุ่มชอุ่มใบ

เห็นห้องหับลับลี้เป็นที่สงฆ์
เที่ยวธุดงค์เดินมาได้อาศัย
พลอยศรัทธาพาเพลินเจริญใจ
ถึงบันไดดูโกรกชะโงกงัน

เห็นสูงสุดหยุดแลชะแง้แหงน
ถึงมาตรแม้นบรรลัยคงไปสวรรค์
ต่างอุตส่าห์พยายามต้องตามกัน
ขึ้นถึงชั้นบนได้จิตใจมาฯ

๏ สงสารสุดบุตรน้อยก็พลอยขึ้น
ไม่เมื่อยมึนเหมือนผู้ใหญ่ไวหนักหนา
ประนมมือถือประทีปเทียนบูชา
ตั้งวันทาทักษิณด้วยยินดี

ได้สามรอบชอบธรรมเป็นกำหนด
กราบประณตกรประนมก้มเกศี
ถวายธูปเทียนบุปผาสุมาลี
กับเทียนที่ฝากถวายนั้นหลายคน

เจ้าของคิดอธิษฐานที่บ้านแล้ว
จงผ่องแผ้วผิวพักตร์ถึงมรรคผล
ให้ผาสุกทุกสมรอย่าร้อนรน
ประจวบจนจะได้ตรัสด้วยศรัทธา

ฉันรับฝากอยากจะใคร่ได้เป็นญาติ
ทุกทุกชาติไปอย่าขาดเหมือนปรารถนา
ให้รักใคร่ไปทุกวันเห็นทันตา
ไปเบื้องหน้านั้นขอให้บริบูรณ์

สาธุสะพระประธมบรมธาตุ
จงทรงศาสนาอยู่อย่ารู้สูญ
ข้าทำบุญคุณพระช่วยอนุกูล
ให้เพิ่มพูนสมประโยชน์โพธิญาณฯ

๏ หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือ
ให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ
พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชรฯ

๏ อนึ่งมนุษย์อุตริติต่างต่าง
แล้วเอาอย่างเทียบทำคำอักษร
ให้ฟั่นเฟือนเหมือนเราสาปในกาพย์กลอน
ต่อโอนอ่อนออกชื่อจึงลือชาฯ

๏ อนึ่งหญิงทิ้งสัตย์เราตัดขาด
ถึงเนื้อน้ำธรรมชาติไม่ปรารถนา
ข้างนอกนวลส่วนข้างในใจสุดา
เหมือนปลาร้าร้ายกาจอุจาดจริง

ถึงรูปชั่วตัวดำระยำยาก
รู้รักปากรักหน้าประสาหญิง
ถึงปากแหว่งแข้งคอดไม่ทอดทิ้ง
จะรักยิ่งยอดรักให้หนักครัน

จนแก่กกงกเงิ่นเดินไม่รอด
จะสู้กอดแก้วตาจนอาสัญ
อันหญิงลิงหญิงค่างหญิงอย่างนั้น
ไม่ผูกพันพิศวาสให้คลาดคลาฯ

๏ ขอเดชะพระมหาอานิสงส์
ซึ่งเราทรงศักราชพระศาสนา
เสน่ห์ไหนให้คนนั้นกรุณา
เหมือนในอารมณ์รักประจักษ์ใจฯ

๏ หนึ่งน้องหญิงมิ่งมิตรพิศวาส
ซึ่งสิ้นชาติสิ้นภพสบสมัย
ขอคุณพระอานิสงส์ช่วยส่งไป
ถึงห้องไตรตรึงษ์สถานพิมานแมนฯ

๏ ที่ยังอยู่คู่เคยไม่เชยอื่น
จงปรากฏยศยืนกว่าหมื่นแสน
มั่งมีมิตรพิศวาสไม่ขาดแคลน
ให้หายแค้นเคืองทั่วทุกตัวคน

นารีใดที่ได้รักแต่ลักลอบ
เสน่ห์มอบหมายรักเป็นพักผล
เผอิญขัดพลัดพรากเพราะยากจน
แบ่งกุศลส่งสุดาทุกนารี

ให้ได้คู่สู่สมภิรมย์รัก
ที่สมศักดิ์สมหน้าเป็นราศี
สืบสกุลพูนสวัสดิ์ในปัถพี
ร่วมชีวีสองคนไปจนตาย

แต่นารีขี้ปดโต้หลดหลอก
ให้ออกดอกทุกวี่วันเหมือนมั่นหมาย
ทั้งลิ้นน้องสองลิ้นเพราะหมิ่นชาย
เป็นแม่หม้ายเท้งเต้งวังเวงใจ

ที่จงจิตพิศวาสอย่าคลาดเคลื่อน
ให้ได้เหมือนหมายมิตรพิสมัย
อย่าหมองหมางห่างเหเสน่ห์ใน
ได้รักใคร่ครองกันจนวันตาย

เป็นคู่สร้างทางกุศลจนสำเร็จ
สรรเพชญ์โพธิญาณประมาณหมาย
ยังมิถึงซึ่งนิพพานสำราญกาย
จะกลับกลายเป็นไฉนอย่าไกลกันฯ

๏ แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนก
ให้ได้กกกิ่งไม้อยู่ไพรสัณฑ์
แม้นเป็นนารีผลวิมลจันทร์
ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร

แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นแมงภู่
ได้ชื่นชูสู่สมชมเกสร
เป็นวารีพี่หวังเป็นมังกร
ได้เชยช้อนชมทะเลทุกเวลา

แม้นเป็นถ้ำน้ำใจใคร่เป็นหงส์
จะได้ลงสิงสู่ในคูหา
แม้นเนื้อเย็นเป็นเทพธิดา
พี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ

กว่าจะถึงซึ่งมหาศิวาโมกข์
เป็นสิ้นโศกสิ้นสุดมนุษย์สวรรค์
เสวยสวัสดิ์ชัชวาลนานอนันต์
เหลือจะนับกัปกัลป์พุทธันดรฯ

๏ โอ้คิดไปใจหายเสียดายนัก
ที่เคยรักเคยเคียงเคยเรียงหมอน
มาวายวางกลางชาติถึงขาดรอน
ให้ทุกข์ร้อนรนร่ำระกำตรอม

ยังเหลือแต่แพรชมพูของคู่ชื่น
ทุกค่ำคืนเคยชมได้ห่มหอม
พี่ย้อมเหลืองเปลื้องปลดสู้อดออม
เอาคลุมห้อมหุ้มห่มประธมทอง

กับแหวนนางต่างหน้าบูชาพระ
สาธุสะถึงเขาผู้เจ้าของ
ได้บรรจงทรงเครื่องให้เรืองรอง
เหมือนรูปทองธรรมชาติสะอาดตาฯ

๏ แล้วกราบลาพระประธมบรมธาตุ
เลียบลีลาศแลพินิจทุกทิศา
เห็นไรไรไกลสุดอยุธยา
ด้วยสุธาถมสูงที่กรุงไกร

ที่อื่นเตี้ยเรี่ยราบดังปราบเรี่ยม
ด้วยยืนเยี่ยมสูงกว่าพฤกษาไสว
โอ้เวียงวังยังเขม้นเห็นไรไร
แต่สายใจพี่เขม้นไม่เห็นทรง

ยิ่งเสียวเสียวเหลียวย้ายทั้งซ้ายขวา
ล้วนทุ่งนาเนินไม้ไพรระหง
ภูเขาเคียงเรียงรอบเป็นขอบวง
ในแดนดงดูสล้างล้วนยางยูง

ที่ทุ่งโถงโรงเรือนดูเหมือนเขียน
เห็นช้างเจียนจะเท่าหมูด้วยอยู่สูง
เขาต้อนควายหวายผูกจมูกจูง
เป็นฝูงฝูงไรไรทุกไร่นาฯ

๏ ในอากาศดาดดูล้วนหมู่นก
บ้างเวียนวกวนร่อนว่อนเวหา
เห็นนกไม้ไพรวันอรัญวา
สะอื้นอาลัยเหลียวด้วยเปลี่ยวใจ

บนประธมลมเอื่อยเรื่อยเรื่อยรื่น
กระพือผืนผ้าปลิวหวิวหวิวไหว
เสียงฮือฮือรื้อร่ำยังค่ำไป
อนาถใจจนสะอื้นกลืนน้ำตา

เห็นไรไรไม้งิ้วละลิ่วเมฆ
ดังฉัตรเฉกชื่นชุ่มพุ่มพฤกษา
สูงสันโดษโสดสุดจึงครุฑา
เธอแอบอาศัยสถานพิมานงิ้ว

เห็นไม้งามนามไม้อาลัยมิตร
รำคาญคิดเขินขวยระหวยหิว
ฉิมพลีปลีอ่อนเกสรปลิว
มาริ้วริ้วรื่นรื่นชื่นชื่นใจฯ

๏ โอ้ยามจนอ้นอั้นกระสันสวาท
คิดถึงญาติดังจะพาน้ำตาไหล
แกล้งแลเลยเชยชมพนมไพร
พระปรางค์ใหญ่เยี่ยมฟ้าสุธาธาร

ที่ริมรอบขอบคันข้างชั้นล่าง
เอาอิฐขว้างดูทุกคนไม่พ้นฐาน
แลข้างบนคนข้างล่างที่กลางลาน
สุดประมาณหมายหน้านัยน์ตาลาย

แล้วลาพระจะลงดูตรงโตรก
สูงชะโงกเงื้อมไม้จิตใจหาย
เมื่อขึ้นนั้นขั้นกระไดขึ้นง่ายดาย
จะลงเห็นเป็นว่าหงายวุ่นวายใจ

ต้องผินผันหันหลังลงทั้งสิ้น
ถึงแผ่นดินยินดีจะมีไหน
เที่ยวชมวัดทัศนาศาลาลัย
ต้นโพธิ์ไทรสูงสูงทั้งยูงยาง

ดูเย็นชื่นรื่นร่มพนมมาศ
มะตูมตาดต้นเอื้องมะเฟืองฝาง
นมสวรรค์ลั่นทมต้นนมนาง
มีต่างต่างตันอกตกตะลึง

นมสวรรค์ฉันดูสู้ไม่ได้
เหมือนเตือนใจให้นึกรำลึกถึง
เห็นเล็บนางหมางเมินเดินรำพึง
ชมกระดึงดอกดวงพวงพะยอม

พิกุลใหญ่ใต้ต้นหล่นแชล่ม
ดูกลีบแซมชื่นเชยระเหยหอม
ผลลูกสุกห่ามงามงามงอม
แต่แตนตอมต่อผึ้งหึ่งหึ่งฮือ

เห็นนกเปล้าเขาไฟฝูงไก่เถื่อน
เที่ยวเดินเกลื่อนกลางดินบ้างบินปรื๋อ
เหล่าลูกเล็กเด็กใหญ่ไล่กระพือ
มันบินหวือว่อนลงข้างดงดอนฯ

ออนไลน์ ดินหญ้ากาช้ำ

  • รักนักกลอนกวีคลับทุกคนจ้า
  • ผู้ดูแลกวีคลับดอทคอม

  • *
  • กระทู้: 6,748
  • กดถูกใจ: 112 ครั้ง
  • คะแนนกลอน 183
  • เพศ: หญิง
Re: นิราศพระประธม โดย ท่านสุนทรภู่
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2009, 08:59:38 pm »

๏ ทั้งสระมีสี่มุมปทุมชาติ
ระดาดาดดอกดวงบัวหลวงสลอน
บ้างร่วงโรยโปรยปรายกระจายจร
หอมเกสรเสาวคนธ์ที่หล่นลอย

มีเต่าปลาอาศัยอยู่ในน้ำ
บ้างผุดดำโดดคะนองพ่นฟองฝอย
ฝูงกริมกรายรายเรียงขึ้นเคียงคอย
จะคาบสร้อยเสาวคนธ์ว่ายวนเวียน

เหมือนด้วยรักหนักหน่วงไม่ร่วงหล่น
ให้เวียนวนหวั่นจิตตะขวิดตะเขวียน
แสนสนุกรุกขชาติดาษเดียร
เที่ยวเดินเวียนวนชมประธมทองฯ

๏ โบสถ์วิหารท่านสร้างแต่ปางก่อน
มีพระนอนองค์ใหญ่ยังไม่หมอง
หลับพระเนตรเกศเกยเขนยทอง
ดูผุดผ่องพูนเพิ่มเติมศรัทธาฯ

๏ โอ้เอ็นดูหนูตาบจะกราบก้ม
เปลื้องผ้าห่มนอบนบจบเกศา
ขึ้นห่มพระอธิษฐานให้มารดา
พลอยน้ำตาตกพรากเพราะยากเย็น

แม้นยังอยู่คู่เชยไม่เลยละ
มาไหว้พระก็จะพามาให้เห็น
โอ้ชาตินี้มีกรรมจึงจำเป็น
มาแสนเข็ญขาดมิตรสนิทใน

กราบพระเจ้าเศร้าจิตคิดสังเวช
โอ้น้ำเนตรเอ๋ยกลืนก็ขืนไหล
สารพัดตัดขาดประหลาดใจ
ตัดอาลัยตัดสวาทไม่ขาดความฯ

๏ แกล้งพูดพาตาเฒ่าพวกชาวบ้าน
คนโบราณรับไปได้ไต่ถาม
เห็นรูปหินศิลาสง่างาม
เป็นรูปสามกษัตริย์ขัตติย์วงศ์

ถามผู้เฒ่าเล่าแจ้งจึงแต่งไว้
หวังจะให้ทราบความตามประสงค์
ว่ารูปทำจำลองฉลององค์
พระยากง พระยาพานกับมารดา

ด้วยเดิมเรื่องเมืองนั้นถวัลยราชย์
เรียงพระญาติพระยากงสืบวงศา
เอาพานทองรองประสูติพระบุตรา
กระทบหน้าแต่น้อยน้อยเป็นรอยพาน

พอโหรทายร้ายกาจไม่พลาดเพลี่ยง
ผู้ใดเลี้ยงลูกน้อยจะพลอยผลาญ
พระยากงส่งไปให้นายพราน
ทิ้งที่ธารน้ำใหญ่ยังไม่ตาย

ยายหอมรู้จู่ไปเอาไว้เลี้ยง
แกรักเพียงลูกรักไม่หักหาย
ใครถามไถ่ไม่แจ้งให้แพร่งพราย
ลูกผู้ชายชื่นชิดสู้ปิดบัง

ครั้นเติบใหญ่ได้วิชาตาปะขาว
แกเป็นชาวเชิงพนมอาคมขลัง
รู้ผูกหญ้าผ้าพยนต์มนต์จังงัง
มีกำลังลือฤทธิ์พิสดาร

พระยากงลงมาจับก็รับรบ
ตีกระทบทัพย่นถึงชนสาร
ฝ่ายท้าวพ่อมรณาพระยาพาน
จึงได้ผ่านภพผดุงกรุงสุพรรณ

เข้าหาพระมเหสีเห็นมีแผล
จึงเล่าแต่ความจริงทุกสิ่งสรรพ์
เธอรู้ความถามไถ่ได้สำคัญ
ด้วยความนั้นคนเขารู้ทุกผู้คนฯ

๏ ครั้นถามไถ่ยายหอมก็ยอมผิด
ด้วยปกปิดปฏิเสธซึ่งเหตุผล
เธอโกรธาฆ่ายายนั้นวายชนม์
จึงให้คนก่อสร้างพระปรางค์ประโทน

แทนคุณตามความรักแต่หักว่า
ต้องเข่นฆ่ากันเพราะกรรมเหมือนคำโหร
ที่ยายตายหมายปักเป็นหลักประโคน
แต่ก่อนโพ้นพ้นมาเป็นช้านาน

จึงสำเหนียกเรียกย่านบ้านยายหอม
ด้วยเดิมจอมจักรพรรดิอธิษฐาน
ครั้นเสร็จสรรพกลับมาหาอาจารย์
เหตุด้วยบ้านนั้นมีเนินศีลา

จึงทำเมรุเกณฑ์พหลพลรบ
ปลงพระศพพระยากงพร้อมวงศา
แล้วปลดเปลื้องเครื่องกษัตริย์ขัตติยา
ของบิดามารดรแต่ก่อนกาล

กับธาตุใส่ในตรุบรรจุไว้
ที่ถ้ำใต้เนินพนมประธมสถาน
จึงเลื่องลือชื่อว่าพระยาพาน
คู่สร้างชานเชิงพนมประธมทองฯ

๏ ท่านผู้เฒ่าเล่าแจ้งจึงแต่งไว้
หวังจะให้สูงเสริมเฉลิมฉลอง
ด้วยเลื่อมใสในจิตคิดประคอง
ให้เรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม

ก็จนใจได้แต่คำทำหนังสือ
ช่วยเชิดชื่อท่านผู้สร้างไว้ทั้งสาม
ให้ลือชาปรากฏได้งดงาม
พอเป็นความชอบบ้างในทางบุญ

ถ้าขัดเคืองเบื้องหน้าขออานิสงส์
สิ่งนี้จงจานเจือช่วยเกื้อหนุน
ทั้งแก้วเนตรเชษฐาให้การุญ
อย่าเคืองขุ่นข้องขัดถึงตัดรอนฯ

๏ แล้วลาออกนอกโบสถ์ขึ้นโขดหิน
ตรวจวารินรดทำคำอักษร
ส่งส่วนบุญสุนทราสถาพร
ถึงบิดรมารดาคุณอาจารย์

ถวายองค์มงกุฎอยุธเยศ
ทรงเศวตคชงามทั้งสามสาร
เสด็จถึงซึ่งบุรีนีรพาน
เคยโปรดปรานเปรียบเปี่ยมได้เทียมคน

สิ้นแผ่นดินปิ่นเกล้ามาเปล่าอก
น้ำตาตกตายน้อยลงร้อยหน
โอ้พระคุณทูลกระหม่อมจอมสกล
พระคุณล้นเลี้ยงเฉลิมให้เพิ่มพูน

ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์
ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รู้สูญ
สิ้นแผ่นดินทินกรรอนจำรูญ
ให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน

ดังจินดาห้าดวงช่วงทวีป
ได้ชูชีพช่วยทุกข์เมื่อฉุกเฉิน
เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ก้ำเกิน
จงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธาฯ

๏ อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปสรราช
บำรุงศาสนสงฆ์ทรงสิกขา
จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา
ชนมาหมื่นแสนอย่าแค้นเคืองฯ

๏ ษิโณทกตกดินพอสิ้นแสง
ตะวันแดงดูฟ้าเป็นผ้าเหลือง
เข้าพลบค่ำร่ำรวีราศีประเทือง
ก็จบเรื่องแต่งชมประธมเอยฯ


Poem Tags:
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 




กลอน | เมนูอร่อย | สูตรอาหารเจ | ชูการ์ไกรเดอร์ | | ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี | คำคม | อาหารสุขภาพ | เครื่องมือการเกษตร | ทศชาติชาดก | แบบเหล็กนั่งร้าน | วัสดุก่อสร้าง | รวม โน๊ตขลุ่ย | อาหารต้านมะเร็ง |

 

ติดต่อหรือแจ้งปัญหาได้ที่ กล่องข้อความ Facebook

POEM FLUTE MATERIAL KAMKOM SUGAR MENU CANCER HEALTH VEGETARIAN